
Brand Versus Religion
แบรนด์เปรียบเสมือนศาสนาจริงมั้ย (ตอนจบ)
ฉบับนี้เป็นตอนที่ 4 หรือ ตอนจบของหัวเรื่องดังกล่าว
ขอทบทวนอีกทีเพื่อจะได้ไม่ลืมกัน
1.ความมีศรัทธาและความเลื่อมใส
2.ความมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในขณะเดียวกัน
3.เป็นผู้นำทางศาสนาที่ฉลาด
4.ความบริสุทธิ์ ถ่องแท้ และความเป็นของจริง
5.คุณงามความดีและใจบุญสุนทาน
6.สถานที่สักการะ
7.รูปบูชา
ถ้าลองถอดรหัสความสำเร็จของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระดับ
โลกหรือในระดับท้องถิ่น
จะเห็นว่าแบรนด์เหล่านี้ มักจะมี DNA ของคุณลักษณะเหล่านี้ ไม่
มากก็น้อย
ยังมีคุณลักษณะของแบรนด์ที่เปรียบเสมือนศาสนาอยู่อีกข้อ
8.ความอัศจรรย์
ศาสนาให้ความอัศจรรย์
เมื่อคุณเดือดร้อน ทุกข์ยาก ศาสนาย่อมเป็นที่พึ่งทางกายและใจ
ทางกาย…วัดไม่เคยปฏิเสธให้คุณเข้าไปหลบฝน หลบแดด หรือ
แม้กระทั่งให้คุณได้หลับได้นอนโดยเฉพาะในต่างจังหวัด
บ่อยครั้งเราจะเห็นชาวบ้านเข้าไปพึ่งพิง ศาลาวัดในยามค่ำคืน
สิ่งนี้เปรียบเสมือน สิ่งที่จับต้องได้ (Tangible) หรือประโยชน์ สรรพคุณที่เห็นด้วยตาเปล่า (Physical Benefit)
ทางใจ… เมื่อคุณโศกเศร้า เพียงแค่ได้ยินคำสอนของพระสงฆ์ เสียงสวดมนต์ คาถาอาคมอะไรต่างๆ คุณก็สบายใจขึ้นมาโดยทันที
จากหน้าตาอันหม่นหมอง กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
คุณเห็นโอกาสในการดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกในอนาคต
ชีวิตยังมีความหวัง
แบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็นความรู้สึกและการมีอารมณ์ร่วม (Emotion) ที่ดีหรือเปล่า?
Brand Promise & Product Benefit
ทุกแบรนด์โดนสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของ “ความอัศจรรย์” กันแทบทั้งนั้น
แบรนด์สร้างความหวังและผู้บริโภคก็มีความหวังต่อแบรนด์ในขณะเดียวกัน
ความหวังคือความอัศจรรย์ในรูปแบบของ Product Benefit
ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบของ Functional หรือ Emotional ก็ตาม
ความอัศจรรย์ถูกสร้างขึ้นในตัวสินค้า/บริการที่ถูกถ่ายทอดไปสู่ผู้บริโภคโดยผ่านกระบวนการ “การสื่อสาร” ที่มีโฆษณา ประชาสัมพันธ์ Direct mail CRM กิจกรรมทางการตลาดอื่นๆเป็นเครื่องมือ
ลองคิดดูว่า ในชีวิตประจำของคุณ มีความอัศจรรย์ที่ถูกส่งจากแบรนด์โดยผ่านหน้าจอทีวีถึงตัวคุณวันละเท่าไหร่?
“Colgate Total 12 … เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญทำความสะอาดฟันประจำบ้าน ช่วยลดคราบพลัคได้ถึง 98%
น่าอัศจรรย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลสุขภาพปากและฟันอยู่ใกล้ตัวเรา
ที่สำคัญผู้เชี่ยวชาญคนนี้ราคาไม่แพงอีกด้วย
ความอัศจรรย์สำหรับคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อาจดูเกินวัยไปสักหน่อย ที่มีคุณนัท มีเรีย และ คุณซอนญ่า คูลลิ่ง เป็นรูปบูชาในการสื่อสารของสินค้าตัวนี้
“Olay Total Effect 7 in 1 ทำให้คุณสวยปิ้งจนไม่ต้องไปทำ Treatment (ให้เสียเงินเสียทองและยุ่งยาก)
เหมือนกับเดินเข้าไปในวัด และคุกเข่าขอพรกับเจ้าอาวาสฉันใดก็ฉันนั้น
เพียงแค่เจ้าอาวาสบอกว่า
“โยม แค่เอาน้ำมนต์นี้ไปล้างหน้าทุกเช้าต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์ หน้าโยมก็จะเต่งตึงขึ้นมาทันทีนะ”
มีความหวังขึ้นมาทันที เห็นมั้ย!
ส่วนคู่แข่งของรายข้างบนนี้ เขาก็มีสิ่งอัศจรรย์ผ่านหน้าจอทีวีออกมาให้สาวๆได้มีความหวังเช่นเดียวกัน
“9 ใน 10 ของผู้หญิงได้เปลี่ยนมาใช้ Pond Age Miracle”
Pond Age Miracle ต้องมีความอัศจรรย์ ถ้าไม่ดีจริงคงไม่มีใครหันมาทดลองใช้เด็ดขาด
IPod ไม่ใช่เป็นผู้ริเริ่มเครื่องเล่นเพลงในระบบ MP3 ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก
IPod สร้างนวัตกรรมในรูปแบบของ “ความอัศจรรย์” ที่ทำให้ปัจจุบันเป็นแบรนด์ที่มียอดขายกว่า 60% ของโลก ในรูปแบบของเครื่องเล่น MP3 แบบพกพา
IPod สร้างความอัศจรรย์โดยสามารถบรรจุเพลงได้ถึง 20,000 เพลง ในรุ่น 80 GB
อะไรกันนักกันหนา
หูก็มีเพียงแค่ 2 รู ฟังกี่ปีถึงจะหมด
ไม่เคยมีแบรนด์ไหนที่จะคิดนอกกรอบแบบ IPod
Steve Jobs คงรู้ว่าไม่มีใครโหลดเพลงถึง 20,000 เพลงเข้าไปหมดหรอก
แต่สิ่งอัศจรรย์นี้ คือ ผู้นำและความแตกต่าง
สิ่งอัศจรรย์นี้ คือ Trend
สิ่งอัศจรรย์นี้ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทุกอย่างของธุรกิจ
สิ่งอัศจรรย์ย่อมทำให้เกิดการกล่าวถึง
ใครลองใส่หูฟังที่ไม่ใช่สีขาวดูสิ
รับรองได้ว่า อาจจะดูเชยไปทันที
ความอัศจรรย์ของแบรนด์ไม่ได้ทำให้แบรนด์แค่แตกต่างเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดปรากฎการณ์ที่ต้องเขียนไว้ในตำราหลายๆเล่ม
สาวกของ IPod เองก็ชอบให้คนรอบข้างรู้สึก “อัศจรรย์” กับตัวเขาเองด้วย
ความอัศจรรย์เท่ากับเท่ห์ เก๋ มีรสนิยมเสียจริงๆ
ความอัศจรรย์มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
วันก่อนเห็นโฆษณาของ Nok Air
“3 บาท ทำอะไรได้บ้าง”
แต่อยู่ก็มีใครบางคนออกมาบอกว่า
“3 บาท ไปฮานอยได้” (แต่มีค่าภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆตามมาด้วย)
สุดๆไปเลย
ถูกกว่านั่งสามล้อจากสยามสแควร์ซอย 1 ไปสยามสแควร์ซอย 2 เสียอีก
ความอัศจรรย์นี้ ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวของเวียดนามเจริญเติบโตขึ้นมาได้ทันที
เพราะเส้นทางการบินระหว่างกรุงเทพ-ฮานอย เคยถูกผูกขาดกับสายการบินหนึ่งเพียงสายการบินเดี่ยว
ค่าตั๋วสนนราคาก็หมื่นกว่าบาท
คงไม่คุ้มค่านักที่จะไปเดินเล่น
แต่วันนี้ ถูกกว่าไปสมุยเสียอีก
ผู้บริโภคมีโอกาสมากขึ้นอีกนิด เพราะความอัศจรรย์ของค่าตั๋วที่ถูกสุดๆ
เพื่อนอย่าง Air Asia ก็ไม่ยอมน้อยหน้า
บาทเดียวครับบาทเดียว
กรุงเทพ-อีสาน อะไรสักที่
ผมขอแนะนำว่า ความอัศจรรย์ควรจะเป็น DNA ของแบรนด์ทุกๆตัว
ผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อแบรนด์ของคุณอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่เป็นความอัศจรรย์ของคุณในวันนี้ก็อาจจะเป็นเพียงแค่อดีตสำหรับคู่แข่งในวันพรุ่งนี้
ความอัศจรรย์ลอกเลียนแบบกันได้
ไม่มีใครเป็นเจ้าของความอัศจรรย์นั้นได้เพียงคนเดียว ต่อให้คุณเก่งแค่ไหนก็ตาม
ความอัศจรรย์จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความ Surprise เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
ดังนั้นจงหมั่นหาความอัศจรรย์เพื่อเป็นเชื้อในการฟูมฟักให้แบรนด์ของคุณมีภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ท้ายที่สุดผมยังชื่นชมต่อความอัศจรรย์ของแบรนด์ต่างๆในปัจจุบันที่ยังทำให้ผมเกิดความอัศจรรย์อย่างเช่น
“หน้าขาวได้ภายใน 7 วัน”
“ฆ่าเชื้อโรคในห้องน้ำได้ถึง 99.99%”
“คิดเลขได้เร็วกว่าเพราะทุกศักยภาพเป็นจริงได้ อย่าลืมทานวันละ 2 เม็ด”
“หอมนานได้ 7 สัปดาห์”
ขอให้อัศจรรย์นี้อยู่คู่ควรกับแบรนด์ของคุณตลอดไป
จบบริบูรณ์ของแบรนด์เปรียบเสมือนศาสนาครับ
**************************************************************************
ที่มา: อ.สรณ์ จงศรีจันทร์


