ทำไมต้องสร้างแบรนด์?

“ทำไมต้องสร้างแบรนด์ โดย อ.สรณ์ จงศรีจันทร์

การสร้างแบรนด์ ถือเป็นความจำเป็นที่ผู้ประกอบการ SMEs ในยุคของโลกแห่งการแข่งขันจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากแบรนด์จัดเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและ ยอดขาย  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าผลกำไรและความมั่นคงทางธุรกิจก็จะตามมา ถึงแม้ว่าเรื่องของการสร้างแบรนด์จะเป็นเรื่องที่นักการตลาดกล่าวถึงและอธิบายกันมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ทราบถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ วิธีการสร้างแบรนด์อย่างแท้จริง

ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจในเรื่องของแบรนด์อีกครั้งหนึ่ง คุณสรณ์ จงศรีจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Brand และที่ปรึกษาโครงการ K-SME Care  จึงได้อธิบายถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ วิธีการสร้างแบรนด์ พร้อมกรณีตัวอย่าง SMEs ที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างแบรนด์ว่า ก่อนที่จะกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเข้าใจในความหมายของคำว่าแบรนด์เสียก่อน

ผู้ประกอบการ SMEs โดยส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า แบรนด์ คือ การมีชื่อเพราะๆ มีโลโก้สวยๆ แค่นั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ผู้ประกอบการเข้าใจเรียกว่า เครื่องหมายการค้า ซึ่งเครื่องหมายการค้ากับแบรนด์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แบรนด์ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบสำคัญอันทำให้สินค้ามีตัวตนขึ้นมา เช่น น้ำหนึ่งขวดก็จะประกอบด้วยยี่ห้อ แพ็กเก็คจิ้ง สโลแกน สีสันต่างๆ กลิ่นซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์

เพราะฉะนั้นแบรนด์ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะในรอบตัวของธุรกิจที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจยอมเสียเงินมาซื้อ เพื่อได้ประสบการณ์นั้นๆ

หากพูดถึงประสบการณ์ ถ้าจำได้ก็จะมีตัวอย่างของการทำลายแบรนด์ให้ได้เห็นอย่างชัดเจนนั่นคือ รถญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่งที่มีผู้หญิงเอาฆ้อนทุบกระจกแตก การกระทำแบบนั้นเป็นการทำลายแบรนด์ ดังนั้นแบรนด์จึงใหญ่กว่าโลโก้และชื่อเพราะๆ แต่มันเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในธุรกิจ เพราะแบรนด์เป็นตัวสร้างประสบการณ์

ทำไมผู้บริโภคถึงติดยี่ห้อนั้นมากกว่ายี่ห้อนี้

ทำไมต้องดื่มน้ำอัดลมแบรนด์หนึ่งมากกว่าอีกแบรนด์หนึ่ง

สุดท้ายแล้วก็กลับมาที่ประสบการณ์ ซึ่งเป็นบันไดขั้นสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะได้ และนี่คือสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการ SMEs มองข้าม

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมองเพียงแค่ว่าสินค้าของตนดีมีคุณภาพ ราคาถูก จึงไม่สนใจเรื่องการมีแบรนด์เพราะคนต้องมาซื้อ แต่พวกเขาลืมไปว่ากระบวนการสร้างแบรนด์นั้นมีหลายขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนทั้งหลายเหล่านั้นเป็นที่มาของประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากได้จากสินค้าของผู้ประกอบการ เช่น หากผู้ประกอบการทำธุรกิจสปาและมีพนักงานนวดที่เก่งมาก แต่พอเข้าไปในร้าน ร้านกลับไม่สะอาด อุปกรณ์ไม่น่าใช้ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะมองข้ามเพราะคิดว่า ตนมีของดีผูกหางสุนัขขายได้ ความคิดเหล่านั้นเป็นความคิดตั้งแต่สมัยการค้าแบบเรือสำเภา แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว

การสร้างแบรนด์ในวันนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ P 2 P ชัดเจนขึ้นนั่นคือ Positioning กับ Personality  ซึ่งทั้ง 2 P นี้แบรนด์จะเป็นตัวกำหนด เช่น หากพูดถึงรถยนต์มินิ Positioning คือ รถเล็กจากค่ายยุโรปที่มีสีสันจัดจ้าน แปลกแหวกแนวที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ให้ความปราดเปรียว Personality คือ  เปรี้ยว เท่ เก๋ ทำไมคนไม่ซื้อรถยนต์ยี่ห้ออื่นขับ ทั้งๆ ที่ก็มี 4 ล้อเหมือนกัน อีกทั้งราคายังถูกกว่า  ซึ่งแต่ละแบรนด์จะต้องมี P 2 ตัวประกอบอยู่ด้วย

เพื่อก่อให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างสินค้าของเราและสินค้าของคู่แข่ง การใช้กลยุทธศาสตร์ด้านการตลาดแบบเดิม 4 P : Product Price Place Promotion คงไม่เพียงพอ เพราะการค้าในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นแบรนด์คือสิ่งที่แยกแยะสินค้าที่เหมือนกันออกจากกัน

คำถามประการต่อมาที่ว่า แล้วทำไม SMEs ต้องสร้างแบรนด์ คำตอบง่ายนิดเดียว หลายคนบอกว่ายอดขายของตนเองดี เมื่อถามกลับไปว่าดีขนาดไหน เขาก็บอกว่าเดือนละล้านบาท แล้วคุณเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าคุณสร้างแบรนด์ เดือนหนึ่งคุณสามารถทำยอดขายได้ถึง 4 ล้านบาท ดังนั้นเหตุผลที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องสร้างแบรนด์คือ แบรนด์สามารถผลักราคาที่เคยขายอยู่ให้สูงขึ้น รวมทั้งจะทำให้สินค้าธรรมดากลายเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง

จากการสำรวจตลาดพบว่า สินค้ากว่า 90% ของ SMEs เป็นสินค้าที่ไม่มีความแตกต่าง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ไม่สามารถขายสินค้าของตนได้

เมื่อผู้ประกอบการ SMEs มีความคิดที่จะสร้างแบรนด์ ปัญหาประการต่อมาที่ผู้ประกอบการมีความกังวลก็คือ เรื่องของงบประมาณในการสร้างแบรนด์

ผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่มักคิดว่าการสร้างแบรนด์ต้องว่าจ้างบริษัทเอเยนต์ซี่ที่มีความเชี่ยวชาญและใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินถึงขนาดนั้นก็สามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้ ดังกรณีตัวอย่างของลูกค้าธนาคารกสิกรรายหนึ่งที่หมดเงินไปกว่า 20 ล้านในการจ้างเอเยนต์ซี่เพื่อการสร้างแบรนด์ ซึ่งก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร หลังจากนั้นลูกค้ารายนี้ได้มีโอกาสมาเข้าโครงการ K SMEs Care และเข้าอบรมคอร์ส Brand Academy กับธนาคารกสิกรไทยก็ได้แนวทางในการสร้างแบรนด์ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง

สำหรับตัว SMEs แล้วจะให้ลงทุนเป็นหลักล้านหรือสิบล้านคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นคุณต้องเริ่มที่การสร้างตัวตนของสินค้าให้ชัดเจนและโดดเด่นเสียก่อน ซึ่งก็เปรียบได้กับดอกไม้ที่สวยงามก็จะมีผึ้งและแมลงบินเข้ามาตอมดอกไม้ของคุณ ดังเช่นตัวอย่างของแบรนด์เสื้อยืดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมากว่า 50 ปี โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าตามต่างจังหวัด ตลาดหลักก็อยู่ที่ต่างจังหวัด ประสบการณ์ของผู้บริโภคที่รับรู้คือ สินค้ามีคุณภาพ แต่ไม่ชวนซื้อ

แต่มาวันนี้หลังจากที่มีการปรับปรุงแบรนด์ขึ้นมาใหม่ ด้วยการลงทุนไม่มากเท่าไหร่กับการปรับเปลี่ยนแพ็คเก็จจิ้ง ป้ายยี่ห้อ ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่มาก หากเทียบกับการทำโฆษณา ในขณะเดียวกันก็ยังใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีการผลิต และโรงงานเดิม แบรนด์เสื้อยืดแบรนด์นี้ก็สามารถทำตลาดได้กว้างขึ้น ณ วันนี้ มีจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็น ท็อปซูปเปอร์มาเก็ต คาร์ฟูร์ บิ๊กซี และกำลังจะขยายสู่เทสโก้โลตัส โดยการที่แบรนด์นี้มีตลาดที่กว้างขึ้นได้นั้น เขาไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาเลย เนื่องจากสินค้าเขามีความโดดเด่นและดีอยู่แล้ว จะทำก็เพียงแค่ปรับปรุงในเรื่องของรูปแบบเท่านั้น และนั่นคือ Positioning และ Personality ที่ชัดเจนขึ้น

จากกรณีนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากเพียงใด โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องงบประมาณ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะแนะนำผู้ประกอบการ SMEs ก็คือ ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับตัวตนและจิตวิญญาณของสินค้า หลายคนอาจจะมองข้ามว่าสินค้าของตนดีแล้วก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าขายได้ เพราะธุรกิจแข่งขันกันหนักขึ้น ไม่มีใครครอบคลุมและครองตลาดได้คนเดียว การค้าเสรีที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้ต้องเข้าใจถึงการแข่งขัน ดังนั้นถ้าไม่สร้างตัวตนและจิตวิญญาณ สินค้าก็จะโดนกลืนหายไปในที่สุด “ใครก็แล้วแต่ที่ไม่มีแบรนด์ คนๆ นั้นจะจมน้ำ และถ้าใครมีแบรนด์เขาจะลอยให้เห็น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบัน

ชื่อแบรนด์นั้นสำคัญ ไฉน?

ชื่อ (แบรนด์) นั้น สำคัญไฉน?

ภายใต้หัวข้อนี้ ผมขอยืมแนวคิดในการตั้งชื่อแบรนด์ที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในสถานีแรกๆ จากคุณชลกานต์ วิสุทธิ-พิทักษ์กุล Managing Partner ที่ทำงานร่วมกับผมมานานกว่า 10 ปี เธอได้รวบรวมแนวคิดในการตั้งชื่อแบรนด์ไว้อย่างน่าสนใจ จนผมขอให้เธอนำมาเผยแพร่ในหนังสือเล่มนี้ ให้กับผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไปได้นำไปลองประยุกต์ใช้ดู

การตั้งชื่อแบรนด์ให้กับสินค้าใหม่นั้น บางทีก็ดูเหมือนเป็นเรื่องยากแสนยาก ว่าจะตั้งชื่อสินค้านั้นว่าอะไรดี ชื่อดีๆเหล่านั้นจะเริ่มคิดมาจากไหน โดยมากจะจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยขอนำเสนอแนวทางให้การคิดและตั้งชื่อสินค้าเบื้องต้นว่า มันจะเป็นไปในทางไหนได้บ้าง
1.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อเจ้าของ
การตั้งชื่อแบบนี้เป็นที่นิยมมายาวนาน แทบจะเรียกว่าเป็นวิธีการคลาสิกที่ปฎิบัติกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยอาจจะเป็นชื่อเจ้าของ ชื่อลูก ชื่อตระกูล ก็ได้ทั้งนั้น เช่น
ร้านเฟอร์นิเจอร์ นันทขว้าง, ร้านขายผ้าไหม Jim Thompson, ร้านขายขนม เพรซเซลของป้าแอนด์Aunties Ann’s, ร้านไอศกริม Swenesen’s ชื่อเจ้าของคือ Earle Swensen’s, แหนมป้าย่น น้ำพริกหนุ่มเจ๊หงส์  หมูหยองลิ้มจิงเฮียง ก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน เป็นต้น
ข้อพึงระวังของชื่อแนวนี้ คือถ้าชื่อของคุณเป็นชื่อทั่วๆไปที่อาจซ้ำกับผู้อื่นได้ง่าย ช่วงแรกที่คนยังไม่ค่อยรู้จักตราสินค้าของคุณ ก็อาจมีการสับสนได้ เช่น ทุเรียนกวน ปรานี กับ ซอสพริก ปรานี คนอาจจะงงว่าเจ้าของเดียวกันมั๊ย หรือเกี่ยวกันอย่างไร
2.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อทำเลที่ตั้ง ที่ผลิต หรือแหล่งที่มีชื่อเสียงของสินค้าประเภทนั้นๆ เช่น
The River Condominium, โรงพยาบาลกรุงเทพ,  Phuket beer, สถาบันสอนภาษา Wall Street, California Fitness, The Bangkok Condominium, น้ำผลไม้ Tropicana เป็นต้น ข้อพึงระวังของการตั้งชื่อแนวนี้ คือถ้าสินค้าหรือบริการของเราขยายไปในทำเล พื้นที่อื่นๆ คนอาจจะงงได้ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ แต่ตั้งอยู่ที่พัทยา หรือ คอนโดมิเนียม The River แต่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่ไม่มีแม่น้ำผ่านเลย เป็นต้น
3.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามคุณลักษณะภายนอกของสินค้า เช่น
ถั่ว Green Nut, น้ำดื่ม Crystal, ร้านเฟอร์นิเจอร์ Modern Form, ขนมอบกรอบ ปูไทย
4.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามคุณประโยชน์ หรือ การลักษณะการใช้งานของสินค้า เช่น
เครื่องดื่มแก้อาการเมาค้าง ตรา แฮ้งค์ , วิตามินเสริม บำรุงข้อ ตรา Joint Care, ครีมเทียม ตรา Coffeemate ซึ่งมีความหมายว่าเป็นเพื่อนคู่หูกับกาแฟ , ยากันแดด ตรา Sun Play, ร้านสะดวกซื้อ am/pm ซึ่งสื่อความหมายว่าเปิดตลอดทั้งวันทั้งคืน, น้ำยาทำความสะอาดพื้น Magic Clean, อาหารเสริมลดน้ำหนัก SlimFast เป็นต้น
5.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามแนวคิดในการผลิตและพัฒนาสินค้า เช่น
•    เดอะลิงค์ คอนโดมิเนียม ซึ่งตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้า สามารถเชื่อมต่อไปได้ทุกที่
•    บ้านเดอะคอนเนค ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชานเมืองและใจกลางเมือง สมารถเชื่อมต่อไปได้ทุกที่
•    พรานทะเล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง
•    บริษัทให้บริการเช่ารถยนต์ Budget ซึ่งให้เช่ารถในราคาไม่แพง
•    Quick Cash เป็นบริการให้กู้เงินด่วน
6.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อสามัญของสินค้า เช่น
บ้าน Land & Houses, นิตยสาร บ้านและสวน, The Pizza Company, The Address Condominium, ยาสระผม Head & Shoulder, ร้านเย็นตาโฟทรงเครื่อง เป็นต้น
วิธีการแบบนี้ ก็เป็นที่นิยมมากสินค้าปะเภท OTOP เช่น วุ้นมะพร้าว, สับปะรดกวน, น้ำพริกตาแดง เป็นต้น การใช้ชื่อสามัญมาเป็นชื่อแบรนด์ มีข้อดีคือ สื่อได้ทันทีว่าแบรนด์เราเป็นสินค้าอะไร แต่ข้อเสียก็คือ ต้องลงทุนในการสร้างแบรนด์ให้คนรู้จัก ไม่เช่นนั้น ผู้บริโภคอาจจะคิดว่าเป็นสินค้าที่ไม่มียี่ห้อก็ได้
7.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อที่เพี้ยนมาจากชื่อสามัญของสินค้า
โดยมากจะเป็นสินค้าเกี่ยวกัยอาหารและยา เพราะข้อกำหนดของ อ.ย. ทำให้เขาไม่สามารถอวดอ้างหรือบอกสรรพคุณของสินค้าได้ ดังนั้นจึงต้องมีการพยายามที่จะเชื่อมโยงกับคำสามัญที่บอกคุณสมบัติหรือประโยชน์ของสินค้า เพื่อสื่อว่าสินค้ายี่ห้อนี้ดีอย่างไร ตัวอย่างเช่น
•    Calcimex Beautiva คือ นมที่มีทั้งแคลเซียมสูง แถมกินแล้วยังสวยอีกด้วย
•    Beauti Shot คือ เครื่องดื่มคอลลเจน ที่พยายามสื่อว่าดื่มแล้วจะสวย
•    Healti Shot คือ เครื่องดื่มคอลลเจน ที่พยายามสื่อว่าดื่มแล้วจะสุขภาพดี
•    Wakie คือเครื่องดื่มแก้เมาค้าง ที่พยายามสื่อว่า ดื่มแล้วจะ ตื่น wake up
8.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อสามัญของสินค้าที่เป็นภาษาต่างชาติ เช่น
•    ร้านอาหารเวียดนาม PHO ซึ่ง เฝอแปลว่า ก๋วยเตี๋ยวในภาษาเวียดนาม
•    ยากันยุง Kayari ซึ่ง คายาริในภาษาญี่ปุ่น แปลว่ายากันยุง
•    ชาเขียว Oishi ซึ่ง โออิชิ แปลว่า อร่อยในภาษาญี่ปุ่น
•    ร้านอาหารจีน ซั่งไฮ้ เสี่ยวหลงเปา แปลว่าซาลาเปาจากเมืองเซี่ยงไฮ้
•    ร้านเบเกอรี่ การ์โตว์เฮ้าส์ มาจากภาษาฝรั่งเศส ที่ Gateaux แปลว่า ขนมเค้ก
9.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามลักษณะอาการที่อยากให้เกิดขึ้นภายหลังการใช้สินค้า
•    น้ำยาปรับผ้านุ่ม Comfort เหมือนว่าใช้แล้ว ผ้าจะนุ่มใส่สบาย
•    สบู่อาบน้ำ Be Nice เหมือนว่าใช้แล้วจะน่ารัก น่าเอ็นดู
•    ร้านอาหาร To Die For  เหมือนว่า อร่อยจวนยอมตายเพื่อให้ได้กิน
•    เก้าอี้ Lazy Boy เหมือนว่า นั่งแล้วสบายมาก ขี้เกียจลุกเลย
•    สายการบิน 1-2-Go เหมือนว่า เป็นสายการบินที่ไม่ยุ่งยากในการเดินทาง แค่ 2 ขั้นตอนก็ไปได้แล้ว
•    แผ่นรองอนามัย CareFree ที่ให้คุณไม่ต้องกังวลใดๆ
10.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามส่วนผสม หรือวิธีการผลิตของสินค้า เช่น
•    โยเกิร์ตโฟโมสต์ โอเม็ก 3 ซึ่งมีส่วนผสมของ โอเมก้า 3
•    เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ Collagen E ซึ่งมีส่วนผสมของ คอลลาเจน
•    ยาสีฟัน Salz ซึ่งงมีส่วนผสมเป็นเกลือ
•    สารให้ความหวาน ตรา Lite Sugar
•    ขนมอบกรอบตรา Corn-ne (อาจจะคุ้นกับภาษาไทยที่สะกดว่า คอนเน่) ซึ่งผลิตมาจากข้าวโพด
•    ปลาหมึกอบกรอบตรา Squidy (อาจจะคุ้นกับภาษาไทยที่สะกดว่า สควิดดี้) ซึ่งผลิตมาจากปลาหมึก
•    ร้านกาแฟ 94 Coffee ซึ่งผลิตกาแฟให้อร่อยด้วยวิธีการต้มกาแฟที่อุณหภูมิ 94 องศา
ข้อพึงระวังของการตั้งชื่อแนวนี้ คือการสร้างความเข้าใขผิดให้แก่ผู้บริโภค เพราะบางทีชื่อส่วนผสมที่นำมาตั้ง อาจจะไม่ได้เป็นส่วนผสมหลักของสินค้าก็ได้
11.    ตั้งชื่อแบรนด์ ตามชื่อแบรนด์แม่ของสินค้า กรณีเป็นการแตกตัวเพิ่มเติมจากแบรนด์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการนี้ ก็เป็นการขยายไลน์สินค้าโดยทั่วไปของแบรนด์ใหญ่ เช่น
•    โอวัลติน, โอวัลตินไวท์มอลต์, โอวัลติน สวิส
•    แบรนด์ซุปไก่สกัด, แบรนด์รังนก
•    เนสกาแฟ, เนสกาแฟ โกลด์, เนสกาแฟโพเท็กส์
•    บรีส, บรีสเอ็กเซล, บรีสคัลเลอร์
•    เดโล, เดโล โกลด์, เดโล ซิลเวอร์, เดโล สปอร์ต
ข้อพึงระวังของแนวทางนี้ คือ พลังของแบรนด์แม่จะครอบคลุมไปถึงแบรนด์ใหม่ๆที่ออกมาจนอาจกลืนความใหม่ของสินค้าไปได้ ถ้าสร้างแบรนด์ไม่ชัดเจน ผู้บริโภคก็อาจเข้าใจว่ามันคือสินค้าเดียวกันหมด
12.    ตั้งชื่อแบรนด์ เป็นชื่อย่อ อาจเป็นชื่อย่อของชื่อบริษัท หรือชื่อแบรนด์ภาษาไทย หรือชื่อย่อที่มาจากวิธีการใดวิธีการหนึ่งของ 11 แนวทางที่เสนอไปเบื้องต้น เช่น
•    โรงภาพยนตร์ SF มาจาก Sahamongkol Film (สหมงคลฟิล์ม)
•    ร้านอาหาร S&P มาจากชื่อและนามสกุลของเจ้าของ คือ ภัทรา ศิลาอ่อน โดยเลือกใช้ชื่อสกุลขึ้นก่อน
•    เครื่องใช้ไฟฟ้า LG ก็ย่อมาจากชื่อเดิมคือ Lucky Gold star
•    ไส้กรอก ตรา TGM ย่อมาจากชื่อบริษัท Thai German Meat product company
•    MTV ย่อมาจาก Music Television
13.     ตั้งชื่อแบรนด์ เป็นชื่อที่ผสมของแนวทางต่างๆ ที่นำเสนอมาข้างต้น เช่น
Siam Paragon มาจากชื่อทำเล คือสยามสแควร์ หรือ ประเทศไทย และ Paragon ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์คือ ความเป็นเลิศ เป็นต้นแบบของห้างที่ดีที่สุด

ทั้ง 13 แนวทางที่กล่าวมา เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการหาหลักยึดเกาะว่า ชื่อแบรนด์เรานั้นจะเป็นชื่ออะไรได้บ้าง แต่การตั้งชื่อแบรนด์ก็อาจจะเป็นแนวทางอื่นๆอีกก็ได้ แล้วแต่จินตนาการ เหตุผล ที่มาและข้อจำกัดของเรา เช่น มีชื่อแบรนด์แรกเป็นชื่อดอกไม้ เมื่อแตกแบรนด์เพิ่มก็อาจจะคิดให้เป็นชื่อดอกไม้พันธุ์อื่นๆก็ได้

เมื่อคุณได้ชื่อแบรนด์มาแล้ว ก็น่าจะลองเปรียบเทียบกับคู่แข่งในท้องตลาด ว่าใกล้เคียงหรือซ้ำกับเขาหรือไม่ และน่าจะคิดเผื่ออนาคตด้วยว่า ถ้าเราจะส่งออกแบรนด์นี้ไปต่างประเทศ ก็น่าจะอ่านออกง่ายและใช้ได้เหมือนกัน

***************************************************************************************

ที่มา : อ.สรณ์ จงศรีจันทร์