บริหารหนี้สิน

บริหารหนี้สิน

“ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นเรื่องจริง แต่เราก็ไม่สามารถใช้เงินออมของเราได้ตลอดเวลา

ในบางครั้งเราก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนที่ใหญ่กว่าเงินออมที่เรามี ซึ่งก็แน่นอนว่า เราต้องไปหยิบยืม หรือกู้จากผู้อื่น

จากการสำรวจล่าสุดของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หนี้สินของครัวเรือนไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 เพิ่มขึ้นไปเป็น 27.88% ของ จีดีพี หรือเท่ากับแต่ละครัวเรือนมีหนี้ 143,476.30 บาท

หนี้ส่วนนี้จะมากหรือน้อย คิดจากอะไร? คำตอบในมุมมองของแต่ละครัวเรือนก็ต้องเทียบกับรายได้ค่ะ จากการสำรวจล่าสุดโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2550 รายได้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 18,660 บาทต่อเดือน ซึ่งเท่ากับ 223,920 บาทต่อปี

ถ้าคิดว่าในช่วงปี 2551 มีการเติบโตประมาณ 4% ก็จะทำให้รายได้ครัวเรือนในปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 232,876 บาทต่อปี ดังนั้น หนี้ครัวเรือนที่ระดับ 143,476.30 บาท จึงคิดเป็น 61.6% ของรายได้ต่อปี

ซึ่งถ้าถามว่าสูงหรือไม่ ก็ต้องตอบแนวเปรียบเทียบค่ะ ยังไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา มีหนี้สินครัวเรือนประมาณ 136% ของรายได้ต่อปี ญี่ปุ่นประมาณ 130% เกาหลีใต้ประมาณ 148% เป็นต้น

แต่ปัญหาคือการกระจายตัวค่ะ ผู้มีรายได้สูงส่วนใหญ่จะไม่มีหนี้สินในขณะที่ผู้มีรายได้ไม่สูงจะมีหนี้สินมาก เพราะฉะนั้น หนี้สินในครัวเรือนระดับกลางๆ อาจจะมีสัดส่วนถึง 200% ของรายได้ครัวเรือนมีหนี้สินจำนวนเท่าใด จึงจะไม่ทำให้เดือดร้อน อันนี้ตอบยากมาก เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับค่าใช้จ่ายครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาการผ่อนชำระ ฯลฯ เอาเป็นว่าขอเสนอแนะแนวทางเพื่อให้ท่านสามารถนำไปปฏิบัติ หรือนำไปแนะนำให้คนในครอบครัวปฏิบัติก็แล้วกันนะคะ
ขั้นแรก ก่อนที่จะบริหารหนี้ของครัวเรือน ท่านต้องมีข้อมูลเรื่องรายรับและรายจ่ายของครัวเรือน ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่หลายๆ ครัวเรือนก็ไม่เคยทราบว่ามีรายได้ หรือรายจ่ายรวมเท่าไหร่ ถ้าท่านมีรายการมากมาย ท่านอาจต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย ธนาคารกสิกรไทยมีแจกแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลให้ค่ะ สอบถามได้

โดยทั่วไป รายจ่ายไม่ควรเกินรายรับ ถ้าท่านมีหนี้สินด้วย เงินผ่อนชำระหนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเงินสดจ่าย แต่ไม่ใช่รายจ่ายทั้งหมด ส่วนที่ถือเป็นรายจ่ายคือดอกเบี้ย สำหรับส่วนที่ผ่อนเงินต้นนั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าท่านกู้ยืมไปใช้อะไร ถ้ากู้ไปซื้อบ้านหรือลงทุน ส่วนนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุน แต่ถ้ากู้ไปใช้จ่าย เงินต้นที่จ่ายคืน จะถือเป็นรายจ่ายด้วยค่ะ

ถ้าท่านมีรายจ่ายและค่าผ่อนหนี้เกินกว่ารายรับที่มี ท่านต้องบริหารรายรับโดยการหารายได้เพิ่มเติม หรือบริหารรายจ่าย โดยการลดการใช้จ่ายลง ก่อน

ขั้นที่สอง ท่านต้องสำรวจหนี้สินทั้งหมด โดยต้องมีข้อมูลทั้งจำนวนเงินกู้ยืมตั้งต้น จำนวนหนี้คงค้างอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาการกู้ยืม เงื่อนไขการปรับกรณีผิดนัดชำระ เงื่อนไขการปรับกรณีจ่ายชำระคืนก่อนกำหนด หลักประกันที่ให้ไว้กับเจ้าหนี้ ฯลฯ

ขั้นที่สาม ประเมินความสามารถในการชำระคืนของตนเอง โดยทั่วไปจะอยู่ในระดับไม่เกิน 35%ของรายได้ ถ้าท่านรวมแล้วภาระในการผ่อนชำระของท่านสูงเกินกว่า 50% ของรายได้ ท่านเสี่ยงต่อการเป็นหนี้อย่างถาวร คืออาจจะไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรการมีหนี้ได้ ท่านต้องหาที่ปรึกษาอย่างรวดเร็ว

ยกเว้นในกรณีที่รายได้ของท่านสูงมาก และรายจ่ายของท่านอยู่ในระดับปกติ (ซึ่งไม่ค่อยปรากฏ) เช่น ท่านมีรายได้สุทธิหลังหักภาษี 200,000 บาทต่อเดือน มีค่าใช้จ่าย 50,000 บาทต่อเดือน อย่างนี้ท่านก็สามารถจ่ายชำระหนี้ได้เดือนละ 150,000 บาท แต่ต้องแน่ใจนะคะว่าภาษีที่หักไว้นั้นหักครบถ้วน หากหักน้อยไป ท่านอาจจะประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในเดือนมีนาคม ที่ต้องยื่นชำระภาษีเงินได้เป็นเดือนสุดท้าย

ขั้นที่สี่ ชำระหนี้คืนเพิ่ม หากประเมินแล้ว มีความสามารถในการชำระคืนเพิ่มขึ้น ให้เลือกชำระคืนหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยสูงก่อน แล้วค่อยเรียงลำดับไล่มาค่ะ หากไม่มีความสามารถในการชำระคืนเพิ่มก็ข้ามไปขั้นที่ห้า
ขั้นที่ห้า จัดการกับหนี้สิน คำว่าจัดการในที่นี้หมายถึง ยุบ (จ่ายคืนให้หมด) ย้าย (refinance) รวม เจรจา จะเลือกใช้วิธีไหนก็แล้วแต่กรณีค่ะ ขอยกตัวอย่างบางกรณีที่อาจเป็นประโยชน์

– สินเชื่อที่มีหลักประกันมักจะมีอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าที่ไม่มีหลักประกัน ถ้าท่านมีวงเงินเหลือ เช่นผ่อนบ้านไปพักหนึ่ง อยากต่อเติมบ้านเพิ่ม ท่านอาจไปขอเพิ่มวงเงินกู้ในส่วนที่ท่านผ่อนไปแล้วได้ อาจจะไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ดีกว่าใช้วงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิต เพราะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะต่ำกว่าค่ะ แต่อาจจะมีเงื่อนไขประเภทการนำไปใช้นะคะ จะกู้เพิ่มเอาไปเที่ยว ธนาคารคงไม่ยอม

– ในบางช่วงธนาคารจะมีข้อเสนอให้ย้ายวงเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ ท่านอาจพิจารณาย้ายวงเงินได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขให้ดีด้วยนะคะว่าท่านสามารถทำตามเงื่อนไขได้หรือไม่

– หากมีหนี้นอกระบบ พยายามนำเข้ามาในระบบ ส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาไม่ได้ เพราะไม่มีหลักประกันหรือรายได้ไม่แน่นอน ให้ลองดูว่าข้อเสนอใหม่ๆ ของธนาคารภาครัฐ บางครั้งอาจมีข้อเสนอที่เหมาะสมกับท่าน

– อย่ากู้ใหม่มาจ่ายชำระหนี้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง refinance ซึ่งคือการย้ายไปกู้สถาบันใหม่นะคะ แต่หมายถึงกลุ่มคนที่วงเงินทางนี้เต็ม ก็เลยไปเปิดอีกวงเงินหนึ่ง เพื่อเอามาผ่อนชำระขั้นต่ำ ก็เลยเกิดดอกเบี้ยของดอกเบี้ย อย่างนี้ท่านจะเสี่ยงต่อการไม่สามารถหลุดออกจากวังวนของหนี้ได้

– ไม่เก้อเขินหรือเหนียมอายที่จะขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด บางครั้งปัญหาหนี้อาจเป็นปัญหาหนักมากสำหรับเรา ถ้าเราแก้เองอาจจะวนเวียนไม่สิ้นสุด ลองเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจาก พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ แล้วย้ายมาเป็นลูกหนี้ท่านเหล่านี้แทน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง หรือไม่คิดดอกเบี้ย ไม่แปลกที่จะลองขอดู และถ้าถูกปฏิเสธก็ต้องเข้าใจ ไม่โกรธแค้น ผู้ใหญ่บางท่านจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการให้คนอื่นกู้ยืมเงิน เราต้องพยายามเข้าใจท่านด้วย

10 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการกู้เงินจากธนาคารไม่ได้

10 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการกู้เงินจากธนาคารไม่ได้

ประมาณปลายปี 2546 ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความเรื่อง ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs กู้เงินจากธนาคารไม่ได้

อันประกอบด้วยปัจจัยจำนวน 5 ปัจจัย ซึ่งเรียกปัจจัยดังกล่าวว่า “4ไม่ 1 มี” อันประกอบด้วย 1.ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2.ไม่มีประสบการณ์แต่เล็งผลเลิศ 3.ไม่มีรายได้ให้ปรากฏ 4.ไม่มี Business Plan หรือแผนธุรกิจ และ 5.มีประวัติหนี้ NPL

ซึ่งบทความดังกล่าวก็ได้ถูกนำไปเผยแพร่ ดัดแปลง แก้ไขในรายละเอียดบางส่วนจากหลายหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ต่อผู้ประกอบการ ซึ่งจากเวลาที่ผ่านมาผู้เขียนเห็นว่าในข้อเท็จจริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆที่จะส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ไม่สามารถที่จะกู้เงินจากธนาคารได้อื่นๆอีก ซึ่งอาจไม่ถูกกล่าวถึงไว้แต่เดิม

ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นสมควรปรับปรุงเนื้อหาและรายละเอียดต่างๆของบทความ ให้เหมาะสมและทันสมัยยิ่งขึ้นตรงกับสภาวะปัจจุบัน โดยนำรายละเอียดเดิมที่เขียนขึ้นมาเรียบเรียงและปรับปรุง รวมถึงเพิ่มเติมรายละเอียดของปัจจัยอื่นๆอีก 5 ปัจจัยซึ่งก็เป็นอีกปัจจัย “4ไม่ 1 มี” เช่นเดียวกัน โดยใช้หัวข้อบทความ 10 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการกู้เงินจากธนาคารไม่ได้

โดยตัด SMEs ออกเพราะเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็อาจมีอยู่ เพื่อให้ผู้ประกอบการพิจารณาดูว่าผู้ประกอบการหรือธุรกิจของผู้ประกอบการมีปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดอยู่บ้างหรือไม่ หรือมีทั้งหมดทุกปัจจัย จะได้ทราบว่าท่านซึ่งเป็นผู้ประกอบการจะมีโอกาสที่จะได้รับคำปฏิเสธ หรือต้องได้รับคำปฏิเสธจากธนาคารอย่างแน่นอนในการขอกู้เงิน เพื่อที่จะได้จัดการแก้ไขไม่ให้มีปัจจัยดังกล่าวอยู่ในตัวของท่านหรือธุรกิจก่อนที่ไปขอกู้เงินจากทางธนาคาร โดยปัจจัยดังกล่าวทั้ง 10 ประการประกอบด้วย

1. ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถือเป็นปัจจัยส่วนใหญ่หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยมาตราฐานของการขอสินเชื่อไม่ได้ของผู้ประกอบการ เนื่องจากในระบบธนาคารหรือสถาบันการเงินใดก็ตามจำเป็นต้องมีการเรียกหลักประกันสำหรับค้ำประกันสินเชื่อทั้งสิ้น เพียงแต่หลักประกันที่ธนาคารเรียกเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อนั้นจะอยู่ในรูปแบบใดเท่านั้นเอง) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มักเป็นรายเล็กๆซึ่งกำลังจะเริ่มดำเนินธุรกิจใหม่ หรือถ้าเริ่มดำเนินธุรกิจก็มักจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้ยังไม่มีฐานะการเงินที่มั่นคงเพียงพอที่จะมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจได้กับธนาคาร เช่น โฉนดที่ดิน, บ้าน, ห้องชุด

หรือถ้าผู้ประกอบการมีอยู่แล้วซึ่งก็มักจะเป็นบ้านพักอาศัยก็มักจะติดจำนองกับธนาคารในลักษณะของสินเชื่อเคหะ ซึ่งไม่สามารถนำมาจำนองเพิ่มเติมได้ แม้ว่าจะมีธนาคารบางแห่ง เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.-SME Bank) หรือ ธนาคารออมสิน จะจัดโครงการสินเชื่อที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น โครงการสินเชื่อ Fast Track หรือ โครงการสินเชื่อห้องแถว โดยเป็นการใช้บุคคลค้ำประกันแทนการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะมีวงเงินตั้งแต่ 50,000 – 300,000 บาท โดยการใช้ข้าราชการระดับตั้งแต่ C6-C8 หรือพนักงานผู้มีรายได้ประจำเป็นผู้ค้ำประกันสำหรับโครงการสินเชื่อ Fast Track

แต่ในความเป็นจริงแล้วการที่ผู้ประกอบการจะหาผู้ค้ำประกันในคุณสมบัติตามที่กำหนดนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว หรือในกรณีที่ต้องการขอวงเงินสินเชื่อถึง 500,000 บาท โดยไม่ใช้หลักทรัพย์มาค้ำประกัน ก็ต้องให้นิติบุคคลซึ่งก็ต้องมีคุณสมบัติตามที่ธนาคารกำหนดเช่นเดียวกันซึ่งอาจเป็นเรื่องยากกว่าการใช้บุคคลค้ำประกันเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินสินเชื่อที่ผู้ประกอบการต้องการซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 บาทขึ้นไปจนถึง 1,000,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเกือบทั้งสิ้น (สำหรับธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปแม้ว่าจะมีโครงการสินเชื่อเพื่อ SMEs แต่ทั้งหมดจำเป็นต้องมีการใช้หลักทรัพย์รูปแบบหนึ่งรูปแบบใดในการค้ำประกัน

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหลักประกันจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ อันได้แก่ ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง รองลงมาก็อาจจะเป็นเครื่องจักร อุปกรณ์ เป็นต้น สำหรับการใช้บุคคลค้ำประกันก็นับเป็นหลักประกันชนิดหนึ่งเพราะถ้าเกิดกรณีผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ ผู้ค้ำประกันก็มีหน้าที่ที่จะต้องชำระเงินกู้แทนผู้กู้หรือชำระหนี้แทน ซึ่งก็จะมีสภาพเดียวกันกับการขายทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้นั่นเอง)

นอกจากนี้แล้วในปัจจุบันโครงการการให้กู้สำหรับผู้ประกอบการโดยใช้บุคคลค้ำประกันมักพบว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถผ่อนชำระหรือผิดนัดชำระในสัดส่วนค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้เกิดกรณีที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบในภาระหนี้แทนผู้กู้ และเป็นภาระเกี่ยวกับเรื่องหนี้เสียของธนาคารผู้ปล่อยกู้ จึงปรากฏว่าในปัจจุบันมักจะไม่มีการอนุมัติสินเชื่อในรูปแบบดังกล่าวนัก และการหาผู้ค้ำประกันก็เป็นเรื่องลำบาก เนื่องจากการเกิดการผิดนัดชำระจนทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมารับภาระหนี้ดังกล่าว นอกจากนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการกู้เงินสำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยมักจะเข้าใจว่าสามารถผ่อนได้ระยะยาวและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำเหมือนสินเชื่อเคหะ ตามที่ได้รับทราบจากการแข่งขันของสินเชื่อเคหะหรือสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจากธนาคารพาณิชย์ในตลาดที่โฆษณาผ่านหน้าหนังสือพิมพ์หรือทางวิทยุหรือสื่อต่างๆ คือผ่อนได้ 10-15 ปี หรือดอกเบี้ยประมาณ 4-5% ต่อปี เป็นต้น

ทำให้เมื่อผู้ประกอบการทำการติดต่อขอสินเชื่อกับทางธนาคาร ในกรณีที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น โครงการสินเชื่อ Fast Track ที่มีกำหนดระยะเวลาการให้กู้ 3 ปี และอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี ก็มักจะบ่นว่าให้กู้ในระยะเวลาสั้นเกินไป และดอกเบี้ยแพงเกินไป เป็นต้น ทั้งที่ลักษณะของสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจ กับสินเชื่อเคหะนั้นมีความแตกต่างกันในโครงสร้างของลักษณะการใช้วงเงินสินเชื่ออยู่แล้ว นอกจากนี้ในกรณีที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้น ผู้ประกอบการมักจะคิดว่าธนาคารจะปล่อยกู้ 100% ของมูลค่าตลาดหรือราคาทรัพย์สินซึ่งก็มาจากความเข้าใจเช่นเดียวกันกับสินเชื่อเคหะ

ในขณะที่ธนาคารจะต้องมีการให้ทำการประเมินราคาทรัพย์สินซึ่งอาจทำการประเมินราคาโดยหน่วยงานภายในของธนาคาร หรือโดยบริษัทประเมินราคาอิสระ ซึ่งราคาประเมินที่ได้อาจมีความแตกต่างจากความคาดหวังของผู้ประกอบการ เช่น ราคาประเมินทรัพย์สินที่ได้ทำการประเมินราคาคือ 1,500,000 บาท ในขณะที่ผู้ประกอบการบอกว่าสมัยที่ตนซื้อทรัพย์สินหรือราคาของทรัพย์สินนั้น คือ 2,000,000 บาท เป็นต้น

ราคาที่แตกต่างกันนี้เกิดมาจากการลดลงของระดับราคาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา แม้ว่าในปัจจุบันภาวะของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ในทุกๆแห่งหรือทุกๆทำเลจะกลับมามีราคาเช่นเดิม นอกจากนี้วงเงินสินเชื่อที่ให้ก็ไม่ได้ให้ 100% ของราคาประเมินทรัพย์สิน โดยอาจอยู่ระหว่าง 70-80% ของราคาประเมินเท่านั้น ในกรณีที่ให้ถึง 100% ของราคาประเมินนั้นถือว่าแทบจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ (หรือถ้ามีอาจจะมาจากการประเมินราคาเพียง 70-80% ของราคาตลาด)

โดยระยะเวลาการให้กู้ก็จะอยู่ระหว่าง 5-7 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยก็จะเป็น MLR + ซึ่งอาจจะอยู่ระหว่าง 6-8% ต่อปีหรือมากกว่า ตามความเสี่ยงของธุรกิจที่ธนาคารกำหนดขึ้นจากการพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะและการดำเนินการของธุรกิจ ซึ่งก็จะมีเรื่องบ่นจากผู้ประกอบการถึงเรื่องของระยะเวลาในการให้กู้กับอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดจากผู้ประกอบการ ในลักษณะเช่นเดียวกันกับการไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และวงเงินที่ธนาคารสามารถให้กู้ได้ ไม่เพียงพอกับวงเงินที่ผู้ประกอบการต้องการเมื่อมีการคำนวณในเรื่องของการผ่อนชำระ

2. ไม่มีประสบการณ์แต่เล็งผลเลิศ ถือเป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ผู้ประกอบการใหม่หลายรายมักจะได้รับคำปฏิเสธจากธนาคาร กล่าวคือในการเริ่มดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากความชอบส่วนตัวหรือแรงบันดาลใจจากที่ใดก็ตาม เช่น จากหนังสือเกี่ยวกับ SMEs, จากหนังสือพิมพ์, จากการไปเห็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ก็มักจะเกิดความคิดที่ว่า “ถ้าเป็นเรา…ก็น่าจะทำได้” เช่น ไปเห็นร้านกาแฟหรือร้านเบเกอรี่มีลูกค้าเต็มร้าน ก็คิดว่าถ้าเป็นตนเองก็น่าจะเปิดร้านกาแฟหรือร้านเบเกอรี่บ้างแล้วมีลูกค้าแน่นร้านเหมือนผู้อื่นได้ ทั้งๆที่ตนเองไม่ชอบกินกาแฟหรือไม่มีความรู้ในการทำเบเกอรี่มาก่อนเลย หรือได้ยินว่าในช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมในเรื่องของการส่งออกก็เลยคิดว่าจะเริ่มทำธุรกิจส่งออกทั้งๆที่ยังไม่เคยผลิตสินค้าใดๆมาก่อน หรือเคยทำธุรกิจส่งออก หรือแม้แต่ทำธุรกิจกับคนไทยด้วยกันเองเลย

โดยรอความหวังว่ารัฐจะต้องเป็นผู้ให้การสนับสนุนแก่ตนเองในฐานะผู้ประกอบการ เป็นต้น โดยไม่มีการศึกษาให้รู้แจ้งเห็นจริงในธุรกิจที่ตนเองจะทำ หรือไม่เคยลองทำดูสักช่วงหนึ่งมาก่อนว่ามีปัญหาใดบ้างในการดำเนินการหรือเป็นไปตามประมาณการที่ตั้งไว้หรือไม่ ทั้งนี้อาจเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแบบ Me Too หรืออาจจะเรียกว่าธุรกิจส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะมีลักษณะเป็น Me Too Business คือถ้าธุรกิจอะไรดี ฉันขอทำด้วย ทำให้เมื่อผู้ประกอบการติดต่อขอสินเชื่อกับทางธนาคาร และเจ้าหน้าที่สินเชื่อได้ทำการพิจารณาในเรื่องของของประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ จะพบว่าผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับสินค้าหรือธุรกิจที่ตนเองจะเริ่มทำ หรือมักจะเป็นการเล็งผลเลิศหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความฝันของผู้ประกอบการคือคำว่า “ถ้าได้ตามที่คิด” คือ จะต้องมีลูกค้าจำนวนเท่าโน้นเท่านี้ จะมีรายได้เป็นเท่าโน้นเท่านี้ เป็นต้น

โดยไม่เคยคิดว่าแล้วถ้าไม่ได้ตามที่คาดว่าไว้ตนเองหรือธุรกิจจะทำอย่างไร ในขณะที่การพิจารณาในการให้สินเชื่อโดยส่วนใหญ่จะตั้งบนพื้นฐานว่า “ถ้าไม่ได้ตามที่คาด” แล้วธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผู้กู้หรือธุรกิจจะมีความสามารถในการผ่อนชำระคืนสินเชื่อกับทางธนาคารได้หรือไม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแนวความคิดที่ดูแล้วสวนทางกันโดยสิ้นเชิงระหว่างผู้ขอกู้กับธนาคาร กล่าวคือผู้ประกอบการจะคิดเพียงแต่ว่าทำธุรกิจแล้วจะต้องได้รับผลกำไรไม่เช่นนั้นแล้วจะทำธุรกิจไปทำไม โดยจะไม่มีผู้ประกอบรายใดเลยที่มีความความคิดว่าจะมาขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อไปทำธุรกิจให้ขาดทุน เรียกได้ว่าผู้ประกอบการจะมีความคิดเป็น Best Case อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารจะมีแนวโน้มทางความคิดว่า ถ้าผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อไปดำเนินธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดจะเป็นอย่างไร

หรืออาจจะเรียกได้ว่าถ้าแย่ที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งอาจเรียกว่ามีความคิดเป็น Worst Case หรืออย่างน้อยก็เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นหรือมีความคิดเป็นแบบที่เรียกว่า Most Likely

ซึ่งถ้าผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนในการทำธุรกิจที่ขอกู้เงินมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการที่มีแนวความคิดเกี่ยวกับการทำธุรกิจที่หลากหลายมากมาย อยากจะทำธุรกิจหลายๆอย่างพร้อมกัน เพราะเห็นว่าแต่ละธุรกิจที่ตนคิดขึ้นล้วนแล้วแต่สามารถเติบโตหรือสามารถสร้างผลกำไรเป็นอย่างมากสำหรับตนเอง รวมถึงกลัวการเสียโอกาสถ้าตนไม่ทำธุรกิจที่คิดไว้ในตอนนี้เพราะอาจมีผู้อื่นหรือคู่แข่งแย่งทำธุรกิจในลักษณะเดียวกันไปก่อน

โดยเฉพาะการเล็งแต่ผลเลิศในการทำธุรกิจที่ตนเองยังไม่เคยทำแล้ว เจ้าหน้าที่สินเชื่อมักจะปฏิเสธการให้วงเงินสินเชื่อกับผู้ประกอบการในลักษณะนี้ แม้จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบถ้วนทุกอย่างเนื่องจากผู้ประกอบการจะไม่สามารถกำหนด หรือระบุแนวทางในการดำเนินธุรกิจตัวใดตัวหนึ่งที่ชัดเจนได้เนื่องจากความคิดในการทำธุรกิจที่มีจนมากมายเกินไป และการที่ธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ประกอบการดังกล่าวอาจไม่มีความสามารถในการบริหารธุรกิจให้อยู่รอดตลอดรอดฝั่ง ซึ่งจะเป็นผลทำให้เกิดหนี้เสียขึ้นได้ในอนาคต

3. ไม่มีรายได้ให้ปรากฏ สิ่งนี้ก็ถือเป็นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้สำหรับผู้ประกอบการ โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรายที่เริ่มจะดำเนินการมาไม่นาน หรือได้ดำเนินการมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้วกล่าวคือ มักจะไม่มีการนำรายได้หรือรายจ่ายในการทำธุรกิจผ่านระบบธนาคาร โดยมักจะเป็นการซื้อขายกันด้วยเงินสดหักลบกลบหนี้กันแต่ละวัน โดยอาจเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันนั้นมีอัตราที่ต่ำมาก การจะเข้าบัญชีธนาคารหรือไม่ก็มีผลเท่ากันแถมยังต้องเสียเวลาไปเข้าหรือเบิกถอนจากธนาคาร และยังไม่สะดวกที่จะทำการเบิกถอนในวันเสาร์อาทิตย์อีกในขณะที่ตนเองต้องทำธุรกิจทุกวัน ที่ดีขึ้นมาหน่อยก็อาจจะเข้าบัญชีออมทรัพย์

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นบัญชีออมทรัพย์ในชื่อของเจ้าของ แต่ก็มักจะผสมปนเปกันกันไประหว่างค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับค่าใช้จ่ายหรือรายได้จากการดำเนินธุรกิจเพราะถือว่าเป็นกระเป๋าเดียวกัน จะมีเพียงน้อยรายที่เปิดบัญชีในนามห้างร้านหรือชื่อธุรกิจที่ตนทำและแยกการใช้จ่าย ระหว่างรายได้หรือค่าใช้จ่ายทางธุรกิจกับรายได้หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างชัดเจน (ในส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแล้วเกือบทั้งหมด มักจะเปิดบัญชีในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทเพราะต้องมีการสั่งจ่ายเช็ค และมักจะมีระบบบัญชีที่มีระบบกว่าผู้ประกอบ SMEs โดยส่วนใหญ่ทั่วไป)

หรือผู้ประกอบการบางรายกลัวว่าการนำเงินรายได้ของธุรกิจไปเข้าธนาคาร จะกลายเป็นหลักฐานให้สรรพากรรู้ว่าตนเองมีรายได้เท่าใดแล้วทำให้ตนเองต้องเสียภาษี ซึ่งอาจมาจากการที่ตนเองไม่แจ้งแบบการชำระภาษี หรือประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือเพื่อให้ตนเองเสียภาษีน้อยกว่าความเป็นจริงหรือไม่ต้องเสียภาษีเลย ทำให้เมื่อผู้ประกอบการเหล่านี้มีความจำเป็นไปติดต่อขอกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งทุกธนาคารทั้งของภาครัฐและเอกชนซึ่งจะมีเงื่อนไขมาตราฐานในการขอกู้เงิน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ไฟท์บังคับ” ที่ธนาคารต้องขอเอกสารจากผู้ขอกู้เพื่อการพิจารณาสินเชื่อ กล่าวคือ ขอดูการเคลื่อนไหวทางการเงินกับธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หรือขอดูบัญชีในสมุดคู่ฝากธนาคารหรือที่เรียกกันว่าขอดู Statement ย้อนหลังไป 6 เดือนว่าธุรกิจมีรายรับรายจ่ายและเงินคงเหลือหรือผลกำไรเป็นเท่าใด

เพื่อพิจารณาว่ารายได้คงเหลือในการดำเนินธุรกิจสามารถผ่อนชำระคืนกับทางธนาคารตามวงเงินที่ขอกู้ได้หรือไม่ ซึ่งผู้ประกอบการที่ไม่ได้นำเงินจากธุรกิจเข้าระบบบัญชีธนาคารก็มักจะไม่สามารถแสดงให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเห็นได้ว่า ธุรกิจของตนมีรายได้ตามที่แจ้งให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อทราบทราบเกี่ยวกับรายได้จากการทำธุรกิจ เช่น แม้ว่าธุรกิจหักลบกลบหนี้ระหว่างรายรับ-รายจ่ายแล้วมีกำไรจากการทำธุรกิจเหลือเดือนละ 50,000 บาท แต่ในบัญชีธนาคารมีเงินคงเหลือในแต่ละเดือนเพียงเดือนละ 5,000 บาท ก็เป็นการยากที่จะทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเชื่อได้ว่าธุรกิจที่ผู้กู้ทำจะมีรายได้เท่าที่ผู้กู้แจ้งให้ทราบ เพราะไม่หลักฐานในการยืนยันถึงรายได้จากการทำธุรกิจ

ซึ่งเป็นสาเหตุของการถูกปฏิเสธในการให้กู้จากธนาคารของผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เมื่อต้องไปขอกู้ในการขยายธุรกิจหรือขอเงินทุนหมุนเวียนทั้งที่ผู้ประกอบการมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบถ้วน มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ และรายได้จากธุรกิจก็เกิดขึ้นจริงตามที่ผู้ประกอบการแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อทราบ แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงหลักฐานถึงการเข้าออกของรายได้ให้ปรากฏก็มักจะได้รับคำปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อในการให้กู้ ที่ดีหน่อยก็อาจจะได้รับคำแนะนำว่าให้ผู้ประกอบการไปเดินบัญชีกับธนาคารซัก 6 เดือนแล้วค่อยมาดำเนินการขอกู้อีกครั้ง

4. ไม่มี Business Plan หรือแผนธุรกิจ การมีหรือการจัดทำ Business Plan หรือแผนธุรกิจนี้ถือเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่จะมีผลให้ผู้ประกอบการสามารถกู้เงินจากธนาคารได้สำเร็จตามที่ต้องการ หรืออาจจะทำให้ได้รับคำปฏิเสธในกู้เงินจากทางธนาคารก็ได้เช่นเดียวกัน โดยเกือบทุกธนาคารถ้าเป็นการขอกู้เพื่อการทำธุรกิจทางธนาคารจะขอให้ผู้ประกอบการทุกรายจัดทำ Business Plan หรืออาจจะใช้คำพูดว่าเสนอโครงการเข้ามา

ซึ่งถือเป็นเอกสารประกอบในการพิจารณาสินเชื่อว่าธุรกิจมีลักษณะในการดำเนินการอย่างไร รายรับ-รายจ่ายเป็นเท่าใด การลงทุนในธุรกิจ จุดคุ้มทุน ผลกำไรของธุรกิจเป็นเท่าใดโดยเฉพาะการดำเนินการของธุรกิจต่อไปในอนาคต (ซึ่งในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำและความสำคัญของแผนธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการ ซึ่งมีหลายเรื่องและหลายหัวข้อ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญโดยจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไปในส่วนของความสำคัญของแผนธุรกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะจัดทำแผนธุรกิจเฉพาะตอนที่จะติดต่อขอกู้กับทางธนาคารเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วแผนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการมีความสำคัญ และความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจมากกว่าที่จะไว้ใช้เฉพาะตอนจะขอกู้เงินกับธนาคารเสียอีก)

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายเล็กจะมีปัญหาในเรื่องของการจัดทำแผนธุรกิจนี้มาก เรียกได้ว่าเป็นยาขมหม้อใหญ่สำหรับผู้ประกอบการเลยทีเดียวซึ่งมักจะเกิดจากว่าไม่รู้จะเขียนให้เป็นขั้นตอนที่ถูกต้องได้อย่างไร โดยอาจจะแจ้งให้กับทางเจ้าหน้าที่สินเชื่อทราบว่าถ้าจะให้อธิบายถึงธุรกิจของตนสามารถอธิบายได้ทุกขั้นตอน แต่ถ้าจะให้จัดทำหรือเขียนออกมาเป็นรูปเล่มตนเองไม่สามารถที่จะเขียนออกมาหรือจัดทำได้

ซึ่งโดยส่วนใหญ่ถ้าเขียนเองก็จะเขียนตามความเข้าใจของตนและส่วนใหญ่มักจะมีความสับสนในหัวข้อหรือรายละเอียดต่างๆ จนทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเมื่อพิจารณาจากรายละเอียดที่ระบุในแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการจัดทำอย่างไม่มีระบบ อาจพบว่าเป็นคนละเรื่องกับจากการสัมภาษณ์หรือการให้ข้อมูลของผู้ประกอบการไปเลยก็มี โดยเหตุผลของการจัดทำแผนธุรกิจตามที่กล่าวมาเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจจากผู้เกี่ยวข้องในการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ได้พูดคุยสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่สินเชื่อคนนั้นหรือคณะกรรมพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของทางธนาคาร

ดังนั้นเมื่อบุคคลเหล่านั้นได้อ่านข้อมูลของธุรกิจที่ขอกู้จากแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้น ก็จะวิเคราะห์ตามรายละเอียดที่ปรากฏซึ่งอาจเป็นทั้งด้านบวกหรือด้านลบในการอนุมัติสินเชื่อก็ได้ เพราะบุคคลเหล่านั้นไม่ได้พูดคุยหรือรับรู้ข้อมูลจากผู้ประกอบการโดยตรง โดยในบางครั้งกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ได้เขียนแผนธุรกิจด้วยตนเองโดยอาจว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทที่รับจ้างทำแผนธุรกิจหรืออาจเรียกว่า “มืออาชีพ” ในการเขียนแผนเพื่อที่จะไปเสนอต่อธนาคารเพื่อขอกู้เงิน

แต่ตนเองไม่เคยเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่ว่าจ้างมืออาชีพเหล่านี้จัดทำขึ้นเลย ก็จะกลายเป็นว่าเมื่อถูกซักถามในรายละเอียดในแผนธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขต่างๆที่ปรากฏในเรื่องของการเงินก็มักจะไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ ซึ่งจะกลายเป็นผลเสียยิ่งกว่าการไม่มีแผนธุรกิจเสียอีกสำหรับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ซึ่งก็อาจจะมีผู้ประกอบการบางรายแย้งว่าข้อมูลหรือประมาณการในแผนธุรกิจจะใส่ข้อมูลอย่างไรก็ได้เพื่อให้ดูดีหรือจะกล่าวง่ายๆก็คือ “จะยกเมฆอย่างไรก็ได้” เพื่อให้ธุรกิจดูดีมีผลกำไร แต่ผู้ประกอบการจงอย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่พิจารณาสินเชื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความรู้ ความชำนาญ ในการพิจารณาสินเชื่อ ในการมองธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการเฉพาะดูจากข้อมูลในแผนธุรกิจที่เสนอมาเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะดูจากองค์ประกอบอื่นๆอีกหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็น ตัวผู้ประกอบการ ประสบการณ์ ความเป็นไปได้ของธุรกิจ อัตราผลตอบแทนในตลาด ลักษณะรายรับ-รายจ่าย ผลกำไร รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งผู้ประกอบการควรระลึกไว้ว่าการจัดทำ Business Plan หรือแผนธุรกิจที่ไม่ดีหรือไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านถูกปฏิเสธการให้กู้จากทางธนาคารได้ แม้ว่าท่านจะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบถ้วน, มีความรู้และประสบการณ์ในการทำธุรกิจ หรือสามารถแสดงรายได้ให้ปรากฏได้ก็ตาม ดังนั้นผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจในแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นเองหรือว่าจ้างผู้อื่นเขียนอย่างถ่องแท้ ก่อนที่จะไปติดต่อกับทางธนาคารถ้าท่านไม่ต้องการได้รับคำปฏิเสธ

5. มีประวัติหนี้ NPL การเป็นหรือเคยมีประวัติว่าเป็น NPL (Non Performing Loan) นั้น ปัจจัยข้อนี้แทบจะถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักในการปฏิเสธการให้กู้จากธนาคารเกือบ 100% โดยทั้งที่จริงแล้วแม้ว่าผู้ประกอบการจะเคยเป็น NPL ตั้งแต่สมัยยุคฟองสบู่แตก ไม่ว่าจะเป็นหนี้การกู้บ้าน, บัตรเครดิต หรือหนี้อะไรก็ตาม แต่ในปัจจุบันได้เริ่มต้นทำธุรกิจหรือดำเนินธุรกิจต่อมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว เริ่มมีรายได้เพียงพอที่จะสามารถชำระหนี้ที่เคยเป็นอยู่ได้ แต่ทว่าเนื่องจากประวัติของผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบข้อมูลเครดิตจะแสดงผลของชื่อผู้ประกอบการนั้นอยู่เสมอ

ตราบใดที่ยังไม่มีการชำระหนี้ที่มีอยู่จนหมด ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการในเรื่องของการใช้สินเชื่อหรือข้อมูลทางการเงิน เช่น Credit Bureau หรือบริษัทข้อมูลเครดิต จะปรากฏชื่อของผู้ประกอบการในฐานะลูกค้าที่เป็น NPL หรือเป็นหนี้เสีย โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ไม่มีการติดต่อกับทางธนาคารเจ้าหนี้ หรือไม่เคยทำสัญญาประนีประนอมหรือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยอาจคิดว่าถ้าธนาคารอยากยึดหลักประกันก็ให้ยึดไป หรือคิดว่าเอาไว้ให้มีเงินก่อนแล้วค่อยติดต่อเพราะกว่าจะพิพากษาคดีเสร็จก็หลายปี เมื่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อตรวจพบข้อมูลของผู้ประกอบการในลักษณะนี้ก็จะปฏิเสธการให้กู้แทบจะทุกรายไป

เพราะถือว่าผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้ไม่มีวินัยทางการเงินในการชำระคืนสินเชื่อกับทางธนาคาร ซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับสินเชื่อใหม่ที่ทางธนาคารจะให้กับผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน โดยแม้ว่าบางธนาคารจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าถึงผู้ประกอบการจะเป็นหนี้ NPL ก็สามารถติดต่อขอกู้ได้ แต่นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการนั้นจะต้องได้ทำสัญญาประนีประนอมหรือทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และจะต้องได้ผ่อนชำระกับธนาคารเจ้าหนี้เดิมได้ตามสัญญามาเป็นระยะเวลาพอควร (ซึ่งมักจะไม่บอกไว้ในโฆษณาว่าคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่เคยเป็น NPL ต้องเป็นอย่างนี้ถึงจะสามารถขอกู้ได้ และในการอนุมัติจะมีเงื่อนไขในการพิจารณาในเรื่องต่างๆจะมากกว่าผู้ประกอบการที่ไม่เคยเป็นหนี้ NPL อยู่หลายประเด็น)

หรือบางครั้งในบางธนาคารก็อาจให้คำแนะนำโดยแจ้งให้กับผู้ประกอบการทราบว่า ให้ไปปิดหนี้หรือทำการชำระหนี้ที่เป็น NPL ให้หมดเสียก่อนธนาคารถึงจะสามารถให้ผู้ประกอบการกู้ตามที่ต้องการได้ ซึ่งดูแล้วก็ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลเลยในการได้รับคำแนะนำแบบนี้ เพราะถ้าผู้ประกอบการมีเงินเพียงพอที่จะปิดหนี้หรือชำระหนี้ที่เป็น NPL แล้วก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมาขอกู้เงินจากธนาคาร เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจำนวนเงินที่เพียงพอที่จะปิดหนี้หรือชำระหนี้ที่เป็น NPL เดิมให้หมดจะมากกว่าวงเงินสินเชื่อที่ขอกู้ใหม่จากธนาคารเสียอีก ดังนั้นผู้ประกอบการที่เป็น NPL

หรือเคยเป็นถ้าต้องการกู้เงินจากธนาคารก็ต้องปรับปรุงคุณสมบัติให้เข้าเกณฑ์ หรือเรียกว่าต้องเอาตัวเองหรือเอาธุรกิจใส่ตระกร้าล้างน้ำเพื่อให้ประวัติของตนเองเปลี่ยนจากดำเป็นขาวหรืออย่างน้อยแค่เทาๆก็ยังดี มิฉะนั้นแม้ว่าท่านจะมีคุณสมบัติอื่นๆครบถ้วนแต่มีปัจจัยในเรื่องของ NPL เพียงเรื่องเดียว ท่านก็จะมีโอกาสได้รับการปฏิเสธจากทางธนาคารอยู่ในเกณฑ์สูงมากเลยทีเดียว

6.ไม่รู้ต้นทุนหรือไม่รู้รายได้ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับผู้ประกอบการ “มือใหม่” ซึ่งจะไม่ค่อยปรากฏกับผู้ประกอบการที่ได้เคยทำธุรกิจมาแล้ว เนื่องจากไม่สามารถคำนวณต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ การตกแต่งปรับปรุง หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียม เงินเดือน ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการซื้อสินค้า ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ทั้งก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และช่วงที่เริ่มดำเนินการธุรกิจแล้ว

ซึ่งโดยส่วนใหญ่การประมาณการเกี่ยวกับต้นทุนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ดังกล่าว มักจะต่ำกว่าความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างมาก หรือจะเป็นในทางที่คิดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในทางที่น้อยที่สุด ในขณะที่เมื่อเริ่มทำธุรกิจไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายมักจะเป็นไปในทางที่มากที่สุดอยู่เสมอหรืออาจจะเรียกว่า “งบบานปลาย” ทำให้เมื่อทางธนาคารพิจารณาเกี่ยวกับโครงการหรือธุรกิจที่ขอกู้แล้วเห็นว่าต้นทุนของธุรกิจที่ระบุไว้ดังกล่าว ต่ำเกินกว่าที่ธุรกิจในลักษณะดังกล่าวโดยทั่วไปจะดำเนินการได้จริงตามที่ระบุไว้ ทำให้ธนาคารอาจที่จะปฏิเสธการให้กู้แก่ผู้ประกอบการหรืออาจให้มีการปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับประมาณการในการลงทุน

แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นไปในทางการปฏิเสธเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถกำหนดหรือคำนวณในด้านต้นทุนของธุรกิจอย่างถูกต้องได ้ย่อมแสดงว่าผู้ประกอบการรายนั้นไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับธุรกิจที่ตนเองจะทำ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการในอนาคตได้ นอกจากนี้การไม่รู้ต้นทุนที่ถูกต้องยังส่งผลให้การคิดหรือคำนวณจำนวนเงินหรือวงเงินที่ใช้กู้เงินจากทางธนาคารผิดพลาดจากความเป็นจริง และบ่อยครั้งที่พบว่ามูลค่าหลักประกันของธุรกิจที่มีอยู่ ไม่เพียงพอกับการค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเมื่อมีการคำนวณตามต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจได้

นอกจากเรื่องต้นทุนแล้วก็ยังเป็นเรื่องของรายได้ที่จะเกิดขึ้นในการทำธุรกิจ ว่าธุรกิจหรือบริการมีที่มาของรายได้ในลักษณะใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประมาณการทางการขาย ประมาณการเกี่ยวกับรายได้ ลักษณะเงื่อนไขต่างๆในการค้า เช่น ขายเงินสด ขายเงินเชื่อ การเข้ามาของรายได้ ความสม่ำเสมอของรายได้ที่เกิดขึ้นของธุรกิจ รวมถึงที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การที่ไม่รู้ว่าลูกค้าที่จะซื้อสินค้าเป็นใครหรือไม่รู้ว่าลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจคือใครนั่นเอง

โดยคิดว่าถ้าเริ่มดำเนินธุรกิจไปแล้วจะสามารถหาลูกค้าได้จากการดำเนินการของกลยุทธ์ทางการตลาดที่กำหนดไว้เหล่านี้เป็นต้น การที่ไม่รู้ถึงต้นทุนหรือการไม่รู้ถึงรายได้ของธุรกิจจึงกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในโอกาสที่จะถูกปฏิเสธจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน จากความไม่เชื่อถือในความสามารถในการบริหารธุรกิจของผู้ประกอบการ

7.ไม่รู้ข้อจำกัด ถือเป็นปัจจัยที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการใหม่หรือเก่า ในการติดต่อขอกู้เงินจากทางธนาคาร ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของธุรกิจที่ไม่ใช่ว่าทุกๆธนาคารไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของภาครัฐจะให้วงเงินกู้กับทุกๆธุรกิจหรือให้บริการทุกๆด้านทางการเงิน

เช่น ธุรกิจที่ทำทางด้านการเกษตรพื้นฐานอาจติดต่อขอเงินกู้ได้เฉพาะจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น เพราะธนาคารอื่นๆอาจจะปฏิเสธเนื่องจากไม่มีบริการเงินกู้เกี่ยวกับการเกษตรพื้นฐานดังกล่าว ในขณะที่ถ้าเป็นธุรกิจในรูปอุตสาหกรรมถ้าไปยื่นขอกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ก็จะได้รับการปฏิเสธจากทางธนาคารเพราะว่าไม่มีบริการให้กู้แก่ธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความคาบเกี่ยวระหว่าง 2 ลักษณะ เช่น มีทั้งลักษณะของเกษตรพื้นฐานและอุตสาหกรรมผสมผสาน อาจได้รับการปฏิเสธจากทั้งธนาคารที่มีบริการเงินกู้ทางการเกษตร และจากธนาคารที่มีบริการเงินกู้ทางอุตสาหกรรม

เนื่องจากตีความว่าเป็นธุรกิจที่ไม่อยู่ในข่ายให้บริการก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต (แต่ทั้งนี้ปัจจุบันความคลุมเครือเกี่ยวกับการตีความของลักษณะของธุรกิจในการให้บริการเงินกู้ ค่อนข้างคลี่คลายลงหรือมีความชัดเจนขึ้น โดยการพิจารณาอาจจะมุ่งเน้นที่ตัวรายได้หลักของกิจการว่าเกิดขึ้นจากกิจกรรมหรือลักษณะการดำเนินการใดของธุรกิจเป็นสำคัญ รวมถึงการระบุถึงลักษณะการให้บริการเงินกู้แก่ประเภทธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น) หรืออาจเป็นเรื่องบริการด้านการเงินอื่นๆ เช่น ธนาคารบางแห่งไม่สามารถออกเช็คได้แต่จะมีการให้ให้บริการเฉพาะตั๋วสัญญาใช้เงิน

ดังนั้นสำหรับธุรกิจที่มีการใช้เงินหมุนเวียนทุกๆวัน อาจจะไม่สะดวกกับการกู้เงินหรือการใช้บริการทางการเงินกับธนาคารดังกล่าวที่มีบริการให้เฉพาะตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือการที่ทางธนาคารไม่มีความชำนาญหรือไม่สามารถให้บริการในบางประเภท เช่น การเปิด L/C หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าต่างประเทศ ก็อาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านการส่งออก ดังนั้นในการกู้เงินแล้วธุรกิจก็สมควรเลือกใช้บริการหรือติดต่อขอกู้เงินกับทางธนาคารที่คิดว่าน่าที่จะเหมาะสมกับธุรกิจของตนให้มากที่สุด เพราะมิฉะนั้นถึงแม้ว่าธนาคารเหล่านี้จะไม่ปฏิเสธและให้เงินกู้แก่ผู้ประกอบการ แต่ทว่าหลังจากดำเนินการธุรกิจไปแล้วช่วงหนึ่งก็จะพบกับความไม่สะดวกในการดำเนินการ และอาจต้องเปลี่ยนธนาคารหรือทำการ Refinance ในที่สุด อันเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งในการดำเนินการ และค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นอีกด้วย

นอกจากในเรื่องเกี่ยวกับ “เงื่อนไข” บางอย่างเกี่ยวกับการพิจารณาการอนุมัติเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการ ที่อาจจะไม่ได้เปิดเผยให้ทราบหรือประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าของทางธนาคารทราบโดยทั่วไป หรือเป็นข้อมูลหรือเงื่อนไขภายในที่เป็นที่รู้กันเฉพาะเจ้าหน้าที่อันอาจมาจากนโยบายที่กำหนดขึ้นเป็นการภายในจากทางธนาคารเอง ตัวอย่างเช่น ธนาคารบางแห่งจะไม่อนุมัติให้กับผู้ประกอบการที่เคยมีประวัติ NPL มาก่อน แม้ว่าลูกค้าดังกล่าวจะได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือได้ทำการแก้ไขหนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม เพราะถือว่าผู้ประกอบการอาจจะมีลักษณะของการขาดวินัยทางการเงินหรือพูดง่ายๆว่าธนาคารไม่ต้องการที่จะเสี่ยงกับลูกหนี้ที่เคยมีประวัติ NPL นั่นเอง

หรือบางธนาคารก็อาจจะไม่อนุมัติให้กับผู้ประกอบการใหม่ที่ไม่เคยทำธุรกิจใดๆมาก่อนเลย เป็นต้น แม้ว่าจะได้มีการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการใหม่หรือเคยมีประวัติ NPL ก็ตาม ซึ่งการรู้ถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับการ “ให้กู้” หรือ “ไม่ให้กู้” ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการที่ผู้ประกอบการควรจะรู้ก่อนไปดำเนินการติดต่อขอกู้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินใดๆ เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการทราบถึงโอกาสได้รับเงินกู้หรือไม่ถูกปฏิเสธจากทางธนาคาร หรืออาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ยื่นกู้ไม่ผิดที่” นั่นเอง

อีกประการหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้เกี่ยวกับการให้กู้จากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินก็คือ เรื่องของสัดส่วนของเงินกู้เมื่อเปรียบเทียบกับทุนที่ผู้ประกอบการมีอยู่ หรือเรียกกันว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือที่มักจะได้ยินกันอยู่เสมอว่า D/E Ratio ซึ่งในปัจจุบันแล้วโดยทั่วไปแล้วธนาคารมักจะกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสำหรับให้กู้แก่ผู้ประกอบการนี้ในระดับ 1 : 1 ความหมายก็คือธนาคารจะให้กู้เงิน 1 ล้านบาทถ้าผู้กู้มีเงินทุนของตนเอง 1 ล้านบาท

แต่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนดังกล่าวก็อาจยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมตามการพิจารณาของธนาคารสำหรับผู้ประกอบการหรือธุรกิจบางราย เช่น ประมาณ 2 : 1 หรือ 3 : 1 โดยขึ้นอยู่กับความน่าสนใจและศักยภาพของโครงการ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอัตราส่วน 1 : 1 ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโดยทั่วไปในปัจจุบัน ทำให้ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการลงทุนในธุรกิจในวงเงิน 5 ล้านบาท แต่ตัวผู้ประกอบการมีทุนของตนเองเพียง 1 ล้านบาท แล้วหวังว่าจะกู้เงินจากธนาคารอีก 4 ล้านบาทมาดำเนินการตามโครงการ โอกาสที่ผู้ประกอบการจะได้รับปฏิเสธจากทางธนาคารจึงมีอยู่สูงมากหรืออาจว่าได้รับการปฏิเสธเป็นที่แน่นอน

ซึ่งในกรณีที่ยืดหยุ่นที่สุดอาจเป็นทางธนาคารให้กู้ในวงเงิน 3 ล้านบาท แต่ผู้ประกอบการต้องหาทุนมาเพิ่มอีก 1 ล้านบาทรวมเป็น 2 ล้านบาท เป็นต้น (ในอดีตก่อนหน้ายุคฟองสบู่แตกอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสำหรับการให้กู้อยู่ในระดับ 2 : 1 หรือ 3 : 1 เป็นเกณฑ์พื้นฐาน ในบางโครงการหรือบางธุรกิจโดยเฉพาะด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจอยู่ถึงระดับ 10 : 1 หรือมากกว่าก็มี แต่ในปัจจุบันไม่มีการให้กู้ดดยใช้ระดับอัตราส่วนดังกล่าวอีกแล้ว ส่วนกรณีที่หลักประกันไม่เพียงพอต่อวงเงินสินเชื่อ โดยมีความจำเป็นต้องใช้บรรษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาร่วมค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการกับทางธนาคารจะไม่ขอกล่าวไว้ในที่นี้)

8.ไม่สามารถผ่อนชำระ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ธนาคารจะปฏิเสธการให้กู้แก่ผู้ประกอบการ ถ้าหากธนาคารได้พิจารณาแล้วว่าผู้ประกอบการหรือธุรกิจนั้นไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินกู้ตามวงเงินที่ขอกู้ได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการที่ธุรกิจมีกระแสเงินสดจากผลกำไรหรือผลการดำเนินการของธุรกิจ ที่ไม่เพียงพอหรือมียอดคงเหลือภายหลังการชำระเงินกู้แล้วคงเหลือน้อยเกินไปเกินกว่าที่จะใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจได้ กรณีที่เกิดขึ้นนี้สามารถแยกออกได้เป็นหลายกรณี ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างกำไรทางบัญชีที่มีความแตกต่างจากกำไรที่เป็นเงินสด

โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีลักษณะของการให้เครดิตการค้า ที่จะทำให้ส่วนใหญ่แล้วกำไรที่เกิดขึ้นทางบัญชีจะแตกต่างจากกำไรของเงินสดคือ มีมูลค่าที่ปรากฏของกำไรทางบัญชีส่วนใหญ่แล้วจะมีมากกว่ากำไรที่เป็นเงินสดที่ธุรกิจรับจริง เนื่องจากกระแสเงินสดถือเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณอนุมัติเงินกู้ เพราะเงินสดคือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการและความอยู่รอดของธุรกิจ โดยส่วนใหญ่ของการประมาณการในเรื่องของกำไรขาดทุนสำหรับธุรกิจของผู้ประกอบการ จะมาจากการประมาณเกี่ยวกับตัวเลขของรายรับเปรียบเทียบกับรายจ่ายของธุรกิจโดยแสดงไว้ในงบกำไรขาดทุน แต่มักจะไม่มีการจัดทำงบกระแสเงินสดเพื่อดูว่าเงินสดในกิจการมีจำนวนเท่าใด

ซึ่งทำให้บ่อยครั้งที่พบว่าการดำเนินการของธุรกิจมีผลกำไรแต่กลับไม่มีกระแสเงินสดที่เพียงพอคงเหลือในธุรกิจ (ถือเป็นประเด็นสำคัญหนึ่งที่เกิดขึ้นกับระบบธุรกิจไทย เนื่องจากตามกฎหมายแล้วธุรกิจจะส่งเพียงงบการเงินหลักเพียง 2 ประเภท คือ งบดุล และงบกำไรขาดทุน โดยไม่ต้องจัดส่งงบกระแสเงินสด ยกเว้นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่มีความคุ้นเคยหรือไม่สามารถจัดทำงบกระแสเงินสดได้ ทั้งที่การดำเนินการและความอยู่รอดของธุรกิจขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดของกิจการเป็นสำคัญ)

หรือในอีกกรณีหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ธนาคารพิจารณาว่าธุรกิจหรือตัวผู้ประกอบการมีภาระหนี้สินอื่นๆอยู่เดิมทั้งที่เป็นจากธุรกิจหรือหนี้สินส่วนตัว ซึ่งเมื่อรวมค่าผ่อนชำระเงินกู้สำหรับธุรกิจใหม่หรือการขยายธุรกิจที่มีอยู่เดิม จะส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือธุรกิจมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินกู้ในระดับที่เกินกว่าที่ภายหลังการชำระ จะสามารถดำเนินการหรือดำรงชีพได้โดยปกติ หรือกระแสเงินสดที่มีอยู่อาจจะอยู่ในระดับที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์บางประการขึ้นอันทำให้รายได้ต่ำกว่าประมาณการที่คาดคะเนไว้ เป็นต้น

9.ไม่มีการเตรียมตัว ถือเป็นปัจจัยที่อาจจะไม่ส่งผลร้ายแรงถึงระดับที่จะถูกปฏิเสธจากทางธนาคาร แต่บางครั้งก่อให้เกิดความล่าช้าในการติดต่อหรืออนุมัติวงเงินกู้จากทางธนาคาร ตัวอย่างเช่น การไม่มีเอกสารประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น งบการเงิน ใบอนุญาติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เอกสารเกี่ยวกับยอดขาย เอกสารเกี่ยวกับลูกค้า เอกสารเกี่ยวกับรายได้หรือรายจ่ายต่างๆ เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาการขอเงินกู้ เป็นต้น นอกจากนี้การไม่มีการเตรียมตัวในสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือเอกสารประกอบกับการกู้เงิน เช่น สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง การกำหนดหรือจัดทำสัญญาจะซื้อจะขาย เงื่อนไขต่างๆในการโอนทรัพย์สิน

การจัดทำมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการติดต่อหรืออนุมัติวงเงินกู้จากทางธนาคาร หรืออาจเป็นกรณีที่ไม่มีการจัดเตรียมแผนธุรกิจไว้ก่อนล่วงหน้า ทำให้เมื่อทางธนาคารเรียกแผนธุรกิจประกอบการขอกู้ผู้ประกอบการต้องเสียเวลาในการดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการขอกู้ หรืออาจจะเป็นเรื่องของการประเมินราคาทรัพย์สินที่ต้องมีการติดต่อและดำเนินการว่าจ้างบริษัทประเมินราคาทรัพย์สิน เพื่อจัดทำรายงานประเมินราคาทรัพย์สินประกอบการพิจารณา เป็นต้น และในเรื่องบางอย่างนอกเหนือออกไป เช่น การที่ผู้ประกอบการไม่มีการเตรียมตัว หรือไม่ทำความเข้าใจในแผนธุรกิจที่จะนำเสนอต่อทางธนาคารหรือสถาบันการเงินอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้เป็นผู้จัดทำแผนธุรกิจเอง หรือใช้บุคคลภายนอกหรือมืออาชีพเป็นผู้จัดทำแผนธุรกิจให้ ทำให้เมื่อต้องตอบข้อซักถามหรือมีข้อสงสัยจากเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถชี้แจงประเด็นปัญหาต่างๆที่ถูกซักถามได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ธนาคารพิจารณาได้ว่าผู้ประกอบการยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอเกี่ยวกับธุรกิจที่ตนดำเนินการ อันอาจเป็นสาเหคุในการถูกปฏิเสธในการกู้เงินก็เป็นได้

10. มีทัศนคติเชิงลบ ถือเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถกู้เงินจากทางธนาคารได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมาจากตัวผู้ประกอบการเองในเรื่องของทัศนคติ หรือการแสดงออกเกี่ยวกับการใช้บริการจากทางธนาคาร ซึ่งผู้ประกอบการอาจเคยมีประสบการณ์ที่เคยไปใช้บริการหรือติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารอื่นมาก่อนหน้าแล้วได้รับการปฏิเสธในการให้กู้ เมื่อผู้ประกอบการเหล่านี้มาติดต่อขอกู้เงินกับธนาคารแห่งอื่นก็มักบ่นหรือตำหนิเกี่ยวกับธนาคารก่อนหน้าที่ปฏิเสธการให้กู้ว่าไม่มีความรู้เข้าใจในตัวธุรกิจของตน

หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธุรกิจ หรือจนถึงขั้นแสดงความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารโง่ไปเลยก็มี ซึ่งอาจรวมไปจนถึงการบ่นหรือตำหนิติเตียนเกี่ยวกับนโยบายต่างๆของทางธนาคารหรือระบบสถาบันการเงิน ว่าไม่มีความจริงใจในการให้การช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ ทัศนคติหรือการแสดงออกด้านลบเหล่านี้ของผู้ประกอบการอาจจะส่งผลให้ธนาคารพิจารณาว่าผู้ประกอบการดังกล่าวมีลักษณะเป็น “บุคคลเจ้าปัญหา” หรือก็ “เพราะคุณเป็นอย่างนี้ ธนาคารนั้นถึงได้ปฏิเสธ” ซึ่งจะทำให้ไม่ผ่านการประเมินในแง่ของการพิจารณาด้าน Character เกี่ยวกับตัวผู้ประกอบการ

ซึ่งจะทำให้อาจได้รับการปฏิเสธไปในที่สุดอันเนื่องมาจากทัศนคติเชิงลบของผู้ประกอบการนั่นเอง และบ่อยครั้งที่พบว่าผู้ประกอบการที่มีทัศนคติเชิงลบเหล่านี้ ได้เคยทำการติดต่อขอกู้เงินจากธนาคารมาแล้วหลายแห่ง และธนาคารทุกแห่งที่ได้เคยติดต่อก็ล้วนแล้วแต่ปฎิเสธการให้กู้แก่ผู้ประกอบการในลักษณะนี้มาทั้งสิ้น

ดังนั้นสามารถสรุปปัจจัยทั้ง 10 ประการทั้งหมดซึ่งอาจกล่าวรวมทุกปัจจัยได้ว่า “8 ไม่ 2 มี” ก็คือ

1. ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

2. ไม่มีประสบการณ์แต่เล็งผลเลิศ

3. ไม่มีรายได้ให้ปรากฏ

4. ไม่มี Business Plan หรือแผนธุรกิจ

5. มีประวัติหนี้ NPL

6. ไม่รู้ต้นทุนหรือไม่รู้รายได้

7. ไม่รู้ข้อจำกัด

8. ไม่สามารถผ่อนชำระ

9. ไม่มีการเตรียมตัว

10. มีทัศนคติเชิงลบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัจจัยหลักๆ ประมาณ 10 ประการอันจะเป็นสาเหตุที่จะทำให้ผู้ประกอบการ ถูกธนาคารปฏิเสธในการขอกู้เงิน แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการพึงเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนว่าธนาคารมิใช่องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิที่จะทำกิจการโดยไม่หวังผลกำไร เพราะเงินที่ให้ผู้ประกอบการกู้ก็คือเงินของผู้ฝากเงินหรือของประชาชนทั่วไปซึ่งอาจรวมถึงเป็นเงินของผู้ประกอบการนั่นเอง ซึ่งธนาคารจะต้องบริหารความเสี่ยงในการให้สินเชื่อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อให้เกิดผลกำไรจากการลงทุนในการให้สินเชื่อของทางธนาคาร ดังนั้นก่อนที่ท่านซึ่งเป็นผู้ประกอบการจะไปติดต่อเพื่อขอกู้เงินกับธนาคาร ควรพิจารณาถึงปัจจัยในการที่ท่านจะถูกปฏิเสธก่อนว่าท่านมีคุณสมบัติของปัจจัยทั้ง 10 ประการข้างต้นประการใดประการหนึ่งแล้วหรือไม่

ลงทุนอย่างไรชีช้ำใจทุกที

ลงทุนอย่างไรชีช้ำใจทุกที

บรรยากาศการลงทุนในโลกยังคงปั่นป่วน ม้วนหน้าม้วนหลังไม่หยุด ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอเมริกาก็พาเหรดกันออกมาให้ความเห็น

โดยส่วนใหญ่ก็มองว่าเศรษฐกิจเมืองลุงแซมรอบนี้ มีอาการแย่หยังเขียด คงจะหลับไม่ฟื้น ตื่นไม่มีเป็นแรมปี ส่วนบางคนก็มองว่านี่เป็นโอกาสทองของการลงทุนที่ชาตินี้อาจมีไม่เกิน 2-3 ครั้ง จึงควรวิ่งเข้าไปตะครุบไว้ แต่อีกหลายคนก็ให้คำแนะนำแบบแหยงๆประมาณว่าทยอยๆซื้อเอาไว้ ไม่เสียหลาย แต่ยังไม่ต้องถึงขั้นขายบ้าน ขายรถมาลงทุนกัน

ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนโรบินฮู้ด ที่ทำหน้าที่บริกรในภัตตาคารในอเมริกาเล่าว่า ตอนนี้คนเข้าร้านอาหารแบบนั่งโต๊ะกันบางตามาก บางคนก็หันไปทำกับข้าวกินเอง หรือซื้อฟาสฟูดส์แทน เพราะราคาถูกกว่ามาก แถมไม่ต้องให้ทิปส์อีกด้วย ทำเอาเหล่าแรงงานอพยพหน้าเศร้าไปตามๆกัน

อันที่จริงแล้ว การเจอวิกฤติชีวิตของคนอเมริกันครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการบ้าลัทธิบริโภคนิยม เน้นความสุขสบายเฉพาะหน้า มากกว่าความมั่นคงในอนาคต แต่บางคนก็บอกว่าไม่รู้จะออมมากไปทำไม เพราะเงินลงทุนที่ออมไป ก็ไปลงทุนในพวกสินทรัพย์จอมปลอมไม่ว่าจะเป็นพวกซับไพร์ม ซีดีโอ ซีดีเอส ที่เจ๊งกันระเนระนาด กลายเป็นไฟลามทุ่งไปทุกหัวระแหง ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนของโลก ความปั่นป่วนล้วนติดตามไปหากันแบบเกาะติด!

ระหว่างที่ใครๆเขากำลังหัวหมุนกันอยู่ นี่เป็นโอกาสของนักลงทุนมือใหม่ (เพราะน่าจะมีเงินสดเหลืออยู่มากกว่าพวกมือเก่า…….แฮ่!) ที่จะลองมาศึกษาหลักลงทุนที่น่าจะทำให้ช้ำใจมากกว่าได้ตังค์มาฝาก เผื่อว่าจะได้หลีกเลี่ยงกันไว้ครับ

1) ลงทุนตามแรงเชียร์ คือไม่รู้ว่าทำอะไรกันอยู่ รู้แต่ว่าเพื่อนลงทุน ขอลงทุนด้วย ไอ้เรื่องฟังคำแนะนำเพื่อนนี่ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายหรอกครับ แต่ฟังเพื่อนมาแล้ว ก็ควรจะที่จะมาทำความเข้าใจด้วยตัวเอง และซักถามเจ้าหน้าที่แนะนำด้านการตลาด หรือผู้วางแผนการลงทุนของบริษัทจัดการต่างๆให้ถ่องแท้ก่อนการลงทุน ไม่ใช่ตะพึดตะพือทำตามเขาไป ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

อย่างล่าสุดนี่ยังมีลูกค้าสาวกกองทุนเกาหลีตกอกตกใจ มาถามว่าค่าเงินเกาหลีอ่อนไปมากมายนี่จะกระทบกับเงินต้นหรือเปล่า อันนี้นี่แสดงชัดว่าตอนลงทุนไม่ได้สนใจเลยครับว่ากองทุนที่ซื้อไปนั้น เขามีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวนหรือไม่ (ซึ่งเกือบทั้งหมดเขามีการป้องกันความเสี่ยงเอาไว้แล้วครับ) ส่วนบางท่านไปซื้อกองทุนพันธบัตรออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่บริษัทจัดการเขาก็บอกชัดเจนตั้งแต่ก่อนลงทุนแล้วว่ามีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะอาจไม่ทำการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ พอถึงเวลากองทุนขาดทุน ก็อาละวาด ฟาดงวงฟาดงาเอากับบริษัทจัดการ และมาร์เก็ตติ้งกันยกใหญ่

ก็เข้าใจได้ครับว่าอารมณ์คนขาดทุนก็ต้องฉุนไว้ก่อน แล้วกองทุนแบบที่ว่านี่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายเสียหาย ถ้าเราพร้อมรับความเสี่ยงนี้มาตั้งแต่แรก แต่หากอารมณ์บ่จอยที่เกิดขึ้นนี้มาจากการที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ากองทุนไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ว่านี้อาจมากกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร อันนี้อย่าหาว่าผมปากเสียนะครับ แต่ผู้ลงทุนอาจต้องโกรธตัวเองบ้างแล้วล่ะครับ ในฐานะที่ไม่สนใจ ไม่พร้อมเข้าใจการลงทุน เน้นแต่ซื้อตามเขาเล่ามาแต่เพียงอย่างเดียว

2) ลงทุนแบบคลั่งไคล้ ประมาณหลงรักดงบังชินกิ คลั่งเคน บ้าเอเอฟ จะมุ่งมั่นลงทุนในหุ้นตัวนี้ตัวเดียว หรือกองทุนนี้กองทุนเดียว ต้องเตือนตัวเองเสมอครับว่าเราต้องดูพอร์ตการลงทุน และผลการดำเนินงานเทียบกับดัชนีเปรียบเทียบหรือเทียบกับผลงานกองทุนอื่นที่มีลักษณะการลงทุนใกล้เคียงกัน พิจารณาคุณภาพตราสาร เช่น ไม่เอากองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในหุ้นกู้ ไปเทียบกันกับกองทุนตราสารหนี้ประเภทลงทุนตราสารหนี้ภาครัฐอย่างเดียว เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะแตกต่างกัน

แต่……แต่บางครั้งลงทุนเหมือนกันเป๊ะ หรือใกล้เคียงกันมาก แต่ผลตอบแทนต่ำกว่ามากๆ นี้ก็ต้องพิจารณากันหน่อยล่ะครับว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งก็อาจมีกันได้หลายสาเหตุ เช่น บริการของบริษัทจัดการ หรือธนาคารที่เป็นผู้สนับสนุนการจำหน่ายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนนั้นดีมาก ประเภทเข้าไปปุ๊ป กดบัตรคิวปั๊บ รอคิวแป๊ปไม่ต้องปากเปียกปากแฉะเจรจาความไปไหนมาสามวาสองศอก

ถึงกระนั้นก็ต้องถามตัวเองด้วยครับ (โดยเฉพาะในเงินลงทุนจำนวนค่อนข้างมาก) ว่าถ้าผลตอบแทนต่างกันมากๆถึง 0.5-1.0% ต่อปี จะคุ้มกับบริการที่ดีเลิศประเสริฐศรีหรือไม่ ต้องลองชั่งน้ำหนักดูกันครับ)

สรุปหัวข้อนี้ คือ ถ้าหากหุ้น หรือกองทุนใดมีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่มีผลต่ออนาคตของหุ้นหรือกองทุนนั้น ก็ต้องตัดสินใจอย่างมีหลักการ อย่าให้ความรักความหลงมาบดบังนะครับ

3) ขาดความอึด ลงทุนนี่เหมือนการเรียนอย่างหนึ่งครับ บางคนท่องจำเอาตอนใกล้ๆจะสอบ มีเครื่องซีร็อกซ์เป็นคณบดี มีพี่ซีรอกซ์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา สอบออกมาดีไม่ดีไม่รู้ รู้แต่สอบเสร็จปั๊บ คืนครูคุมสอบปุ๊ปตรงนั้นเลย ก็เลยได้แต่ใบปริญญา ไม่มีเนื้อหาอยู่ใต้หนังศรีษะแต่อย่างใด

การลงทุนก็เหมือนกันครับ ต้องใช้เวลาบ่มกันบ้าง ไม่ใช่เอะอะอาทิตย์นี้ได้เท่าไหร่ อาทิตย์หน้าจะเป็นยังไง ทำไมหกเดือนแล้วหุ้นยังขาดทุนอยู่เลย การลงทุนในหุ้นให้ได้กำไรเสมอในสามเดือน หกเดือนนี่ก็เหมือนการเร่งมะม่วงสุกก่อนเวลานั่นแหละครับ มันผิดธรรมชาติ ออกมาหวานก็ไม่หวานแถมสารเคมีท่วมท้นอีกต่างหาก ถึงเวลามะม่วงสุกมันก็สุกครับ แวะเวียนไปดูบ้างว่ามีแมลงมากัดชอนใชหรือไม่ รดน้ำใส่ปุ๋ยตามสมควร ถึงเวลาก็ได้กิน ไม่ต้องไปเฝ้าเช้าเฝ้าเย็นก็ได้ครับ

4) ซื้อ ขาย บ่อย โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นโดยตรง หรือกองทุนที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการขาย และ/หรือค่าธรรมเนียมการซื้อ และแม้ถึงไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าออกกองทุนเลยก็ตาม แต่การที่ซื้อๆ ขายๆ อาจทำให้เราอดได้ผลตอบแทนเวลาหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่ง (ซึ่งยากที่จะทราบได้ล่วงหน้า) คือ ขายแล้วรอ ปรากฏว่ายิ่งรอยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นยิ่งไม่กล้าซื้อ จนขึ้นไปอีกเป็นเดือน เป็นปี ก็บอกกับตัวเองว่าทนไม่ไหวแล้วต้องกระโจนเข้าใส่ ราคาก็ตกพอดี เป็นต้น

5) หาจังหวะการลงทุน หรือที่ในวงการเขาเรียกกันว่า Market Timing คือพยายามหาจังหวะเวลาที่จะซื้อถูกขายแพง ซึ่งถ้าทำกันได้ผลอย่างสม่ำเสมอแล้ว เชื่อว่าผู้จัดการกองทุนคงไม่มารับจ้างบริหารกองทุนให้ท่านหรอกครับ ป่านนี้คงไปนั่งซื้อขายหุ้นเองกันหมดแล้ว โดยจากผลการศึกษาที่มีชื่อเสียงของโลกชิ้นหนึ่งระบุไว้ว่า 94% ของผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นเกิดจากการจัดสัดส่วนการลงทุนระหว่างตราสารประเภทต่างๆมากกว่าการหาจังหวะเวลาในการลงทุนครับ

6) รอจนกว่าจะเท่าทุน เป็นความรู้สึกของคนจำนวนมากครับที่รับไม่ได้กับการขาดทุนในหุ้นที่ไม่มีอนาคต และวิธีแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ คือ อยู่กับความไม่มีอนาคตไปจนกว่าจะได้เห็นหุ้นตัวนี้เจ๊งคาตา นอกจากนี้ยังเสียโอกาสที่จะไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นที่มีอนาคตที่ดีกว่าอีกด้วย

7) ไม่กระจายความเสี่ยง วิกฤติที่ผ่านมาสอนเราว่า โลกการลงทุนใบนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากเหลือเกิน จากที่เคยบอกว่าหุ้นกับสินค้าโภคภัณฑ์ไม่มีความสัมพันธ์กัน จนกระทั่งจับมือกันทำนิวโลว์ทุกวันเมื่อปีที่แล้ว แต่ถึงกระนั้นการกระจายความเสี่ยงในตราสารหลายประเภทก็ย่อมดีกว่ากระจุกตัวกับการลงทุนในตราสารอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว

8) ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล อันนี้อันตรายที่สุดครับเพราะเราเอาความกลัวนำหน้าเหตุผล อย่างการลงทุนในหุ้นเป็นต้น ถ้าทุกครั้งที่หุ้นตกแล้วเราขายทิ้ง ก็เท่ากับลงทุนทีไรก็ขาดทุนทุกครั้ง ไม่นับว่าตอนหุ้นตกก็ไม่กล้าลงทุนเพิ่มอีกต่างหาก ดังนั้น คงต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจให้หนักแน่นมองการลงทุนแบบระยะยาวมากกว่าจะมองเฉพาะช่วงสั้นๆครับ

หลังจากรู้แล้วว่าลงทุนอย่างไรจึงชีช้ำใจทุกทีแล้ว ก็ถึงคราวที่จะมาดูว่าจะมีวิธีใดที่จะหลบเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง

1) วางแผนการเงินและการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยปรึกษาผู้ติดต่อด้านการลงทุน หรือถ้าจะเอาแบบเชี่ยวชาญชำนาญเหตุจริงๆก็มองว่าผู้วางแผนการลงทุน หรือผู้ที่มีตัวย่อภาษาอังกฤษว่า CFP ห้อยอยู่หลังชื่อในนามบัตร โดยมาจากคำเต็มว่า Certified Financial Planner ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน ประกัน และภาษีอากร (คงจะหาได้ค่อนข้างยากในเมืองไทยตอนนี้ เพราะเพิ่งจะมีรุ่นแรก ซึ่งล้วนแต่เป็นรุ่นลายครามในปีนี้นี่เอง) หรืออาจใช้วิธีศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อเป็นกลางประเภทต่างๆเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการลงทุนของตนเอง

2) มีวินัยในการติดตามผลการลงทุน ไม่จำเป็นต้องตามดูทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน เอาเป็นว่าดูเป็นประจำทุกสิ้นปีก็น่าจะเพียงพอ โดยพิจารณาว่าสัดส่วนการลงทุนความต้องมีการปรับเข้ามาอยู่สัดส่วนเดิมหรือไม่ รวมถึงเทียบผลการดำเนินงานกับดัชนีอ้างอิงและการลงทุนอื่นในลักษณะเดียวกัน

ลงทุนอย่างชาญฉลาด ด้วยข้อมูลการลงทุนเหนือชั้น

ลงทุนอย่างชาญฉลาด ด้วยข้อมูลการลงทุนเหนือชั้น

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้ เราทุกคนต่างยอมรับว่า หากใครพลาดข้อมูลข่าวสารหรือได้รับล่าช้ากว่าคู่แข่งขัน

อาจก่อให้เกิดความเสียเปรียบทางธุรกิจได้ในทันที ในโลกของการลงทุนก็เช่นเดียวกันค่ะ ข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจและการลงทุนก็ถือเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่ปรากฏในโลกของอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า “เว็บไซต์” ซึ่งทวีความสำคัญขึ้นทุกวินาทีในยุคปัจจุบัน เพราะครอบคลุมข้อมูลข่าวสารทั่วโลก โดยไร้ข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ เวลา และสถานที่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญในข้อนี้ และถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทและหน้าที่ ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของตลาดทุนผ่านเว็บไซต์ในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เว็บไซต์ www.set.or.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของตลาดหลักทรัพย์ฯ และ www.settrade.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์อันดับ 1 ในหมวด “การเงิน-การธนาคาร” (The Most Visited Financial Website) จากการจัดอันดับของสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) ได้มีการปรับปรุงรูปแบบ เพิ่มเติมข้อมูลและฟังก์ชันการใช้งานใหม่ๆ ผู้ที่สนใจและนักลงทุนเพียงแค่เปิด 2 เว็บไซต์นี้ก็เพียงพอสำหรับข้อมูลประกอบการตัดใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ ฉบับนี้ จึงขอนำมา update กันว่ามีอะไรที่สำคัญและน่าสนใจบ้าง

www.set.or.th – เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางข้อมูลอย่างเป็นทางการ โดยล่าสุดได้ปรับปรุงให้ครอบคลุมและทั่วถึง

1. ข้อมูลที่ครบถ้วนทุกตลาด (Multi-market) ครอบคลุมทั้งตลาดหุ้น (SET/mai) ตลาดตราสารหนี้ (BEX) ตลาดอนุพันธ์ (TFEX) สามารถสืบค้นข้อมูลได้ทั้งแบบ Real-time และข้อมูลย้อนหลัง รวมถึงข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน สถิติ และข่าวสารของบริษัทจดทะเบียน

2. ข้อมูลสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดหลักทรัพย์ เป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับ “บริษัทจดทะเบียน บริษัทสมาชิก และผู้ขายข้อมูลรับอนุญาต” อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ข้อมูลสำคัญ ๆ ในเรื่องของกฎเกณฑ์ การกำกับดูแล เอกสาร/แบบฟอร์มต่าง ๆ รวมถึงหนังสือเวียนแจ้งข่าวที่สำคัญจากตลาดหลักทรัพย์ :ซึ่งนักลงทุนสามารถหาข้อมูลได้ด้วยเมนูที่เข้าถึงได้ง่าย

3. ข่าวสารและกิจกรรมการลงทุน ซึ่งมีการจัดกิจกรรมมากมาย อาทิ ข่าวกิจกรรมการตลาด SET in the City Thailand Focus SET Awards กิจกรรมสัมมนาของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนวีดิโอออนไลน์กิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ซึ่งเป็นวีดิโอคลิปของบริษัทจดทะเบียนที่นำเสนอผลประกอบการแก่นักวิเคราะห์และนักลงทุน เป็นต้น

www.settrade.com – เว็บไซต์ศูนย์กลางการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร บทวิเคราะห์ ความคิดเห็นในการลงทุน ที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่องถึง 6 ปีซ้อน ผู้เขียนมั่นใจว่านักลงทุนพันธุ์แท้ต้องรู้จักเว็บไซต์นี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นแหล่งพบปะพูดคุยของบรรดานักลงทุนผ่านเว็บบล็อก และเว็บบอร์ด อีกทั้งยังให้บริการเครื่องมือการลงทุนหลากหลาย อาทิ พอร์ตลงทุนจำลอง การเตือนหุ้นผ่านอุปกรณ์มือถือ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการให้บริการแบบ One Stop Service ให้แก่นักลงทุนเลยทีเดียวค่ะ โดยล่าสุดได้ปรับปรุงเพิ่มความเข้มข้นในการนำเสนอข้อมูล และเปลี่ยนแปลงใหม่คือ

1. เพิ่มข้อมูลซื้อขายครบถ้วนทุกตลาด (Multi-market) ได้แก่ SET mai BEX TFEX ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) และข้อมูลกองทุนรวม (Mutual Fund) เพื่อให้นักลงทุนได้เกาะติดความเคลื่อนไหวข้อมูลการซื้อขายอย่างครบถ้วน ซึ่งได้เพิ่มข้อมูลที่สำคัญ ๆ ดังนี้

– ข้อมูลผลการดำเนินงานของกองทุน (Fund Performance) การจัดลำดับของกองทุนหุ้นที่มีผลการดำเนินการดีที่สุด (Fund Performance Ranking) รวมทั้งกองทุน LTF และ RMF เพื่อให้นักลงทุนสามารถตรวจสอบผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุนได้ด้วยตนเอง

– ข้อมูลทองคำ (Gold Information) อาทิ ข้อมูลซื้อขายสัญญาทองคำล่าสุด ราคาทองคำทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ และยังได้รวบรวมข้อมูลข่าวสาร บทวิเคราะห์ กิจกรรมสัมมนาเกี่ยวกับทองคำ เพื่อรองรับความนิยมในการลงทุนในทองคำที่กำลังมาแรงในขณะนี้

– ข้อมูลเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่มีผลต่อการลงทุน อาทิ ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน ราคาโลหะต่าง ๆ ค่าเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้บริโภค

2. เพิ่มข้อมูลบทวิเคราะห์และข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำ ซึ่งมีการรวบรวมบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ สถาบัน สำนักวิจัยต่าง ๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่ อีกทั้งนักลงทุนสามารถติดตามข่าวต่างๆ ได้จากหัวข้อข่าวที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 12 หัวข้อ จากสำนักงานชั้นนำของประเทศถึง 14 แห่ง

3. บทรวมประมาณการโดยนักวิเคราะห์ (SAA Consensus) เป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่าง ๆ มาวิเคราะห์เจาะลึกในหุ้นที่สำคัญ ๆ ซึ่งครอบคลุม Market Cap. มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว โดยจะนำเสนอในรูปตารางสรุปตัวเลขสำคัญทางการเงินรายบริษัท เช่น กำไรสุทธิ กำไรต่อหุ้น (EPS) อัตราเงินปันผล (DIY) มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน (Target Price) คำแนะนำสำหรับการลงทุน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารที่มีความจำเป็นต่อนักลงทุน จึงไม่เคยหยุดในการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลรอบด้าน ครบถ้วน สะดวก รวดเร็ว และก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาทีในโลกของการลงทุนเลยทีเดียวค่ะ

ผู้เขียนหวังว่านักลงทุน ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเว็บไซต์ในครั้งนี้ และหลังจากที่ท่าน click เข้าไปชมและใช้งานเว็บไซต์ทั้งสองแห่งแล้ว หากมีข้อสงสัยในการใช้งาน หรือต้องการเสนอแนะสามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ SETCallCenter@set.or.th หรือ โทร 0-2229-2222

วิธีบริหารเงินสด สำหรับเถ้าแก่เอสเอ็มอี

การบริหารเงินสดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับกิจการ เจ้าของกิจการจะต้องทราบถึงพฤติกรรม หรือวงจรการไหลเข้าและไหลออกของเงินสดในช่วงเวลาต่างๆ ได้ถูกต้องแม่นยำ

ประสิทธิภาพของการบริหารเงินสดก็คือการทำให้กิจการมีเงินสดคงเหลือไว้เท่าไรจึงจะเหมาะสมและเพียงพอ วิธีการที่เจ้าของธุรกิจจะทราบว่า กระแสเงินสดคงเหลือ ในกิจการของตนเองควรจะมีเท่าไรจึงจะเหมาะสม ได้แก่การจัดทำประมาณการกระแสเงินสดของกิจการขึ้นล่วงหน้าไว้ก่อน

ประมาณการกระแสเงินสด หรือ แผนการบริหารจัดการเงินสดนี้ จะแสดงจำนวนเงินและช่วงเวลาที่กิจการต้องใช้จ่ายเงิน หรือ จะได้รับเงินสดเข้ามา ทำให้เจ้าของกิจการสามารถมองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเงินสดของกิจการได้ล่วงหน้าสำหรับการเตรียมรับมือหรือเตรียมลู่ทางเพื่อจัดการปัญหาต่างๆได้ก่อนที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ประมาณการกระแสเงินสดยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยบริหารเจ้าหนี้ (การสร้างหนี้) และ ลูกหนี้ (การเร่งรัด การจัดเก็บหนี้ค้างชำระ) ได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย

ข้อแนะนำเบื้องต้นก็คือ เถ้าแก่เอสเอ็มอี ควรจะประมาณการกระแสเงินเดือนทุกเดือนในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า เพื่อการบริหารเงินสดของกิจการให้ได้ผลดีที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อได้รับบิลค่าโทรศัพท์สำหรับเดือนมกราคม ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์แต่เราวางแผนเตรียมจ่ายเงินในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ตัวเลขการจ่ายเงินในประมาณการกระแสเงินสดจะต้องอ้างถึงกระแสเงินสดที่ไหลออก ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่ ณ วันที่ 1 ซึ่งเป็นวันที่เราได้รับบิลหรือแจ้งหนี้  เป็นต้น

หรือการจำหน่ายสินค้าเป็นเงินเชื่อ ซึ่งไม่ได้รับเงินในทันที เจ้าของกิจการหรือผู้ที่ทำประมาณการกระแสเงินสด จะต้องคาดการล่วงหน้าว่าลูกหนี้จะจ่ายเงินให้เราในระยะเวลาเท่าไร

รายการต่างๆ ของการใช้เงินและการรับเงิน จะถูกนำมาเขียนลงในตารางเวลาตรงตามช่วงต่างๆ ซึ่งจะทำให้เจ้าของกิจการมองเห็นได้ว่าในช่วงเวลานั้นๆ กิจการจะมีเงินเหลือหรือจะขาดเงินมากน้อยเพียงใด หากคาดว่ามีเงินเหลือมาก เจ้าของกิจการก็ควรจะเตรียมคิดล่วงหน้าว่าจะนำเงินเหลือส่วนเกินนั้นไปทำอะไร หรือหากพบว่าในช่วงเวลานั้นๆ จะขาดเงินสดในมือ เจ้าของกิจการจะต้องเตรียมการว่าจะไปหาแหล่งเงินสดสนับสนุนเพิ่มเติมได้จากไหน และในจำนวนเท่าไร เรียกว่า การมีประมาณการเงินสดไว้ใช้ในกิจการ จะทำให้เถ้าแก่หรือเจ้าของกิจการเป็นผู้ที่มองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างนั้นเลย และผู้ที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเพลี่ยงพล้ำได้น้อยมาก

เพื่อให้การจัดทำประมาณการกระแสเงินสดเป็นไปอย่างสะดวกง่ายขึ้น เจ้าของกิจการควรจะทำตามขั้นตอนต่างๆ ตามลำดับก่อนหลัง ได้แก่

1.กำหนดกับตัวเองว่า กิจการควรจะมีเงินสดในมือเหลืออย่างน้อยจำนวนเท่าไรในทุกเดือน

2.กะประมาณยอดขายในแต่ละเดือนและช่วงเวลาที่จะได้รับเงิน

3.กะประมาณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนกำหนดช่วงเวลาที่ต้องจ่ายเงินจริง

4.คำนวนเงินสดคงเหลือสำหรับเดือนนั้น เมื่อทำตามขั้นตอนดังกล่าว เถ้าแก่ก็เริ่มจะมองเห็นตัวเลขต่างๆ เกิดขึ้นดังนี้

สมมติกำหนดให้ เถ้าแก่ต้องการวางแผนเงินสดระหว่างเดือน มกราคม ถึง เมษายน ในปีหน้าในขั้นตอนที่1 เถ้าแก่ก็จะต้องกำหนดว่าอยากให้เงินสดคงเหลือทุกสิ้นเดือนจำนวนเงินเท่าไร

ยกตัวอย่างเช่น ต้องการให้มีเงินสดคงเหลือไม่น้อยกว่า 10,000 บาท ทุกเดือน (ขั้นตอนที่ 1)

ข้อมูลยอดขายที่เกิดขึ้นจริงในเดือนตนุลาคม,พฤศจิกายน และ เดือนธันวาคม คือ 300,000 บาท 350,000 บาท และ 40,000 บาท ทำให้เถ้าแก่สามารถคาดได้ว่ายอดขายในเดือนมกราคม จนถึง เมษายน จะเกินขึ้นจำนวน 150,000 บาท 200,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ และจากพฤติกรรมการขายที่ผ่านมา พบว่ายอดขายจะเป็นการขายเงินสดประมาณ 25% ส่วนที่เหลืออีก 75%จะเป็น “การขายเงินเชื่อ”

ในส่วนของการขายเงินเชื่อ เถ้าแก่ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมาและคาดว่า 60% จะสามารถเก็บเงินได้ภายใน 1 เดือน,อีก30% จะสามารถเก็บเงินได้ภายใน 2 เดือน 5% สามารถเก็บเงินได้ภายใน 3 เดือน ส่วนอีก 5% ที่เหลือคาดว่าจะเป็นหนี้สูญเก็บเงินไม่ได้ (ขั้นตอนที่ 2)

การมองภาพของกระแสเงินสดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ไม่ยากครับใช้วิธีคิดตามความเป็นจริงง่ายๆ

เริ่มจากตัวเลขเดือน ตุลาคม ยอดขายรวม คือ 300,000 บาท 25% ขายเป็นเงินสด ก็จะได้เงินมาในเดือน ตุลาคม เป็นเงิน (300,000 x 25%) = 75,000 บาท

ยอดขายเงินเชื่อ 75% หรือ (300,000 x 75%) = 225,000 บาท จะจัดเก็บได้ดังนี้

60% เก็บได้ในเดือน พฤศจิกายน = (225,000 x 60%) =135,000 บาท

30% เก็บได้ในเดือน ธันวาคม = (225,000 x 30%) = 67,500 บาท

อีก 5% เก็บได้ในเดือน มกราคม  = (225,000 x 5%) =11,250 บาท

เมื่อทำเช่นนี้เรื่อยๆ ไปจนครบทุกเดือนก็จะทำให้เถ้าแก่สามารถคำนวนช่วงเวลาในแต่ละเดือนที่จะได้รับเงินสดเข้ามาในกิจการได้

มีงบประมาณ 10,000 บาทต้องใช้เดือนละ 2,500 บาท

มีงบประมาณ 10,000 บาทต้องใช้เดือนละ 2,500 บาท
ทำอย่างไรจึงจะสามารถหมุนเงินได้ตลอดไป
ท่างเลือกหนึ่งที่เป็นคำตอบนี้ คือ
จ่ายออก หนึ่งในสี่ทุกเดือน Cash out flow
ทำอะไรจึงจะมีCash in flow> 2,500บาท
การขายสินค้าให้ได้กำไร วันละ 100 บาทหรือเดือนละ 3000บาท(1)
200 บาท                 6000บาท(2)
300 บาท                 9000บาท(3)
ลงทุน 10,000บาท ขายกำไร 10% ราคาขาย 11,000บาท หัก ต้นทุนแล้ว  =1000บาท
5,000                                                 5,500                            =  500บาท
2,500                                                2,750                             =   250บาท****
มาอยู่กรุงเทพฯสิครับ ผมจะหากระเพาะปลาน้ำแดงอย่างดี ใส่รถเข็ญขายบนฟุธบาทแถวย่านชุมชน เสียค่าที่วันละ100 บาท  ขาย ชามละ40
บาท วันละ 100 ชาม กลับบ้านอีก 20ถุง  ขั้นต่ำ  เที่ยง-เย็น  รายได้4800   บาท        4800×10%  =480บาท หักค่าเช่า 100บาท
กำไรหักต้นทุนทุกอย่าง วันละ  380บาท    หยุดวันอาทิตย์หนึ่งวัน  380×26  =    9,880   บาท/เดือน > 2500 บาท   =  7,280บาท
อย่างนี้จึงจะสามารถหมุนเงินได้ตลอดไป
…ลงทุนขายของไงคะ…
เราขายแซนวิชโดยมีงบลงทุน 1,000 บาท
คือตอนนั้นคิดว่าจะทำยังไงให้เงิน1,000 บาทนี้ใช้ได้ทั้งเดือน
ก็มาสรุปที่แซนวิชล่ะค่ะ
ตอนนี้ขายได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ทุกอย่างกำลังโอเค มีเงินใช้ทุกวันถามยังมีเงินเก็บอีก
..ลองเอาไปปรับดูนะคะ
10,000 ใช้ได้เดือนละ 2,500
1500 ลงทุนซื้อลูกชิ้นปิ้งขาย ต้นทุนน้อยขายง่าย 1000ไว้เผื่อใชจ่าย
1500 1-3วันแรกอาจจะไม่ได้กำไร แต่วัน ที่มีคนรุ้ก็จะขายได้
ลงทุน 1500 น่าจะได้กำไร วันล่ะ 300-500
เดือนแรกก็ไม่หวังว่าจะได้กำไร มาก
เดือนหลังๆ ก็คงได้ ในเดือนหนึ่ง 30 วัน กำไรเฉลียวัน ล่ะ 300*30=9000
เงินที่มีเดือนแรก 10000-2500=7500 ลงทุนของ1500 เหลือ 1000
ทุน อุปกรณ์ เช่าที่                    -3000=4500
เดือนที่2                                          4500-2500=2000
กำไรเดือนที่2 วัน300*30=9000                     2000+9000=14000
ทำแบบนี้เราจะมีเงินสำรอง ในเดือนๆหนึ่ง 1000+4500ทำแบบนี้ไปสักระยะ มีเงินทุนมาก
ก็ขยายกิจการ
เก็บมาฝากครับ
ศึกษาข้อมูลเกี่ยบกับการบริหารการเงินเพิ่มเติมได้ที่ www.VayoKnowledge.com

มีงบประมาณ 10,000 บาทต้องใช้เดือนละ 2,500 บาททำอย่างไรจึงจะสามารถหมุนเงินได้ตลอดไป
ท่างเลือกหนึ่งที่เป็นคำตอบนี้ คือ
จ่ายออก หนึ่งในสี่ทุกเดือน Cash out flow
ทำอะไรจึงจะมีCash in flow> 2,500บาท
การขายสินค้าให้ได้กำไร วันละ 100 บาทหรือเดือนละ 3000บาท(1)                                            200 บาท                 6000บาท(2)                                            300 บาท                 9000บาท(3)
ลงทุน 10,000บาท ขายกำไร 10% ราคาขาย 11,000บาท หัก ต้นทุนแล้ว  =1000บาท         5,000                                                 5,500                            =  500บาท         2,500                                                2,750                             =   250บาท****
มาอยู่กรุงเทพฯสิครับ ผมจะหากระเพาะปลาน้ำแดงอย่างดี ใส่รถเข็ญขายบนฟุธบาทแถวย่านชุมชน เสียค่าที่วันละ100 บาท  ขาย ชามละ40
บาท วันละ 100 ชาม กลับบ้านอีก 20ถุง  ขั้นต่ำ  เที่ยง-เย็น  รายได้4800   บาท        4800×10%  =480บาท หักค่าเช่า 100บาท
กำไรหักต้นทุนทุกอย่าง วันละ  380บาท    หยุดวันอาทิตย์หนึ่งวัน  380×26  =    9,880   บาท/เดือน > 2500 บาท   =  7,280บาท
อย่างนี้จึงจะสามารถหมุนเงินได้ตลอดไป

…ลงทุนขายของไงคะ…เราขายแซนวิชโดยมีงบลงทุน 1,000 บาทคือตอนนั้นคิดว่าจะทำยังไงให้เงิน1,000 บาทนี้ใช้ได้ทั้งเดือนก็มาสรุปที่แซนวิชล่ะค่ะตอนนี้ขายได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ทุกอย่างกำลังโอเค มีเงินใช้ทุกวันถามยังมีเงินเก็บอีก..ลองเอาไปปรับดูนะคะ

10,000 ใช้ได้เดือนละ 2,5001500 ลงทุนซื้อลูกชิ้นปิ้งขาย ต้นทุนน้อยขายง่าย 1000ไว้เผื่อใชจ่าย1500 1-3วันแรกอาจจะไม่ได้กำไร แต่วัน ที่มีคนรุ้ก็จะขายได้ ลงทุน 1500 น่าจะได้กำไร วันล่ะ 300-500 เดือนแรกก็ไม่หวังว่าจะได้กำไร มาก เดือนหลังๆ ก็คงได้ ในเดือนหนึ่ง 30 วัน กำไรเฉลียวัน ล่ะ 300*30=9000เงินที่มีเดือนแรก 10000-2500=7500 ลงทุนของ1500 เหลือ 1000ทุน อุปกรณ์ เช่าที่                    -3000=4500เดือนที่2                                          4500-2500=2000กำไรเดือนที่2 วัน300*30=9000                     2000+9000=14000ทำแบบนี้เราจะมีเงินสำรอง ในเดือนๆหนึ่ง 1000+4500ทำแบบนี้ไปสักระยะ มีเงินทุนมากก็ขยายกิจการ
เก็บมาฝากครับ

เงิน 4 ด้าน….. ความจริงแห่งชีวิต

E (Employee) – ลูกจ้าง

- ทำงานเพื่อค่าจ้าง
- รายได้ถูกแบ่งตามตำแหน่งงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่ความสามารถ
- ปลายปากกาของนายจ้างเป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตและเงินเดือนให้คุณ
- ต้องมีวุฒิในการสมัครเป็น "ลูกจ้าง"
- ขาดอิสรภาพ ต้องเซ็นต์ชื่อ ตอกบัตร หยุดงาน 7  วันเอาซองขาวไปเลย
- ตกงานก็เท่ากับล้มละลาย  (ตกงาน  3 เดือน ก็ไม่ต่างจากคนล้มละลาย)
- อยู่ในวงจรหนี้สิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ  ฯลฯ

S (Self-employed) – ทำธุรกิจส่วนตัว

- ขายเวลาแลกกับเงิน ก็คือการจ้างตัวเองเพื่อทำงาน
- ชอบคิดเองทำเอง,  ควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่มีนายจ้าง ไม่มีลูกจ้าง
- ประสบการณ์และความรู้เป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ความเสี่ยง  ซึ่งมีหลายตัวด้วยกัน
- เจอคู่แข่งที่มีทุนหนากว่า  ธุรกิจจะเดินยาก 
- อาจจะต้องทนทำ เพราะชอบ อิสระ แต่ไม่มี  อิสรภาพ หยุดงานก็ไม่มีรายได้


B (Business Owner) – ผู้ประกอบการ

- มีทุน
- หาคนเก่งๆ มาทำงานให้
- ไม่ทำก็มีรายได้

B มีด้วยกัน 3 ประเภท  ดังนี้

  • เจ้าของระบบ – ก็เจ้าของบริษัท เจ้าของกิจการ ซึ่ง 80 % ถูกวิจัยว่าเจ๊ง เนื่องจากสาเหตุดังนี้
1 ทุนน้อย แพ้ทุนคู่แข่ง
2 ทำเลไม่ดี
3 คู่แข่งเยอะ
4 ขาดความเชี่ยวชาญ
5 ประสบการณ์น้อย
6 ประสิทธิภาพของลูกจ้างต่ำ
7 บางธุรกิจต้องลงทุนสูง
8 ความเสี่ยงสูง

  • ซื้อระบบ – ประเภทธุรกิจ แฟรนไซน์ เช่น seven
ธุรกิจแบบนี้มีข้อดีตรงความเสี่ยงต่ำ  แต่จะต้องลงทุนสูงมาก

  • การตลาดแบบเครือข่าย – Network Marketing (เป็นช่องทางที่จะเป็น
เจ้าของกิจการ ลงทุนน้อยและมีความเสี่ยงต่ำ เป็นโอกาสสำหรับนักล่าฝัน)


I (Investor) – นักลงทุน

- ไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน
- มองผลตอบแทนจากการปันผล ดอกเบี้ย
- ซื้อกิจการมาปรับปรุง แล้วขายต่อ

คนฝั่งซ้าย

คนฝั่งขวา

มี ความกลัว เป็นตัวขับเคลื่อน มี ความฝัน (ความใฝ่ฝัน) เป็นตัวขับเคลื่อน
ยึดติดกับงานประจำ พยายามสร้างงาน
รายได้จำกัด รายได้ไม่จำกัด
คิดเองทำเอง ทำงานเป็นทีม
ไม่มีเป้าหมายในชีวิต มีเป้าหมายชัดเจน
มองเห็นอุปสรรค มองเห็นโอกาส
ไม่เข้าใจคำว่า ทรัพย์สิน หนี้สิน เข้าใจคำว่าทรัพย์สิน – หนี้สิน
ทำงานเพื่อเงิน ใช้เงินทำงาน
คิดถึงความเสี่ยง คิดถึงความน่าเสี่ยง
ยึดติดกับสิ่งเก่า เรียนรู้สิ่งใหม่
ลงทุนในสิ่งที่เห็น ลงทุนในสิ่งที่คิด
ไม่มีแผนงาน มีแผนงานชัดเจน
ดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง มีที่ปรึกษา
ชอบออกความเห็น ชอบหาความจริง
ชอบมีเงินสดเยอะๆ ชอบมี กระแสเงินสด สม่ำเสมอ
ชอบเป็นผู้จัดการ ชอบเป็นผู้นำ
ชอบแสดงตัวว่าเก่ง ชอบมองหาคนเก่ง
ชอบวิธีการ ชอบวิธีคิด
ชอบการเฉลี่ย (ขจัดความเสี่ยง) ชอบการจดจ่อ (Focus)
ถูกระบบความคุม ความคุมระบบ
เป็นส่วนหนึ่งของระบบ เป็นเจ้าของระบบ
เรียนเพื่อประกาศนียบัตร เรียนเพื่อหาความรู้
ชอบเป็นผู้เชี่ยวชาญ ชอบเป็นผู้รอบรู้
ทำงานเพื่อคนอื่น สร้างงานเพื่อคนอื่น
อยากทำบุญเยอะๆแต่ไม่มีงบ ทำบุญทุกครั้งที่มีโอกา

ท่านจงเลือกเอาเองว่า จะอยู่ ฝั่งซ้าย หรือ ฝั่งขวา ของ เงินสี่ด้าน

อ้างอิงจาก Rich Dad Pour Dad – เงิน 4 ด้าน ของ Robert T. Kiyosaki

รีไฟแนนซ์ (Refinance)

คือ การกู้เงินก้อนใหม่เพื่อไปใช้คืนเงินกู้ก้อนเก่า โดยผู้กู้ได้ประโยชน์มากกว่า  จากเงินกู้ก้อนใหม่ เนื่องจากได้
ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าเดิมประโยชน์ที่ว่านี้ เช่น สามารถลดเงินต้นได้เร็วขึ้น เงินงวดต่อเดือนถูกลง เป็นต้นแต่มีข้อ
พิจารณาที่ผู้กู้ต้องคิดก่อนการตัดสินใจรีไฟแนนซ์
 
ประการแรก ดอกเบี้ยถูกกว่าโดยดอกเบี้ยที่ถูกกว่าจะมีผลทำให้เงินงวดที่ต้องชำระ ในแต่ละงวดลดลง ผู้กู้สามารถ
ประหยัดจากเงินกู้ก้อนใหม่เท่ากับบรรลุเป้าหมายของการเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ได้แล้ว   แต่เนื่องจากการรีไฟแนนซ์
ทุกครั้งจะมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นการพิจารณาเพียงเห็นว่าดอกเบี้ย (ธนาคาร) แห่งใหม่ถูกกว่าเท่านั้นจึงไม่พอ
ประการที่สอง ค่าใช้จ่ายที่ผู้กู้จะต้องจ่ายเมื่อมีการรีไฟแนนซ์เกิดขึ้นจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่จะต้อง
จ่ายให้กับสถาบันการเงินเดิม,จ่ายให้กับสถาบันการเงินใหม่ และจ่าย ให้กับกรมที่ดินดังนี้
จ่ายให้กับสถาบันการเงินเดิม   คือ ค่าเบี้ยปรับในกรณีผู้กู้ไถ่ถอนก่อนกำหนด
เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่จะคิดค่าปรับกรณีไถ่ถอน ก่อนโดยกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนประมาณ 2– 5 ปี 
หากผู้กู้ไถ่ถอนก่อนเวลาที่กำหนดจะต้องเสียค่าปรับเฉลี่ยในอัตราตั้งแต่ 1 – 5% ของ วงเงิน ที่ขอกู้ หรือ
ยอดเงินต้นคงเหลือ แต่ก็มีบางธนาคารที่ไม่คิดค่าปรับในส่วนนี้ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ธนาคาร
ออมสิน ไม่คิดค่าปรับกรณีชำระเงินกู้หมดก่อนครบกำหนดสำหรับเงินกู้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นต้น
จ่ายให้กับสถาบันการเงินใหม่  ประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียมในการปล่อยกู้ ธนาคาร
ส่วนใหญ่จะคิดประมาณ 0 – 3% ของวงเงินกู้ บางแห่งไม่ คิดค่าธรรมเนียมส่วนนี้ ค่าประเมินราคาหลักประกัน 
ประมาณ0.25 – 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน หรือประมาณ 1,500 – 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับ 
วงเงินที่ขอกู้และทำเลที่ต้องของหลักประกันด้วย (กรณี รีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเดิมอาจไม่ต้องจ่ายค่า
ประเมิน) ค่าทำประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท (ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้
กับธนาคารเก่าและใหม่แต่ละแห่ง จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร)จ่ายให้กับกรมที่ดิน  
ประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมการจดจำนองจำนวน 1% ของวงเงินที่ขอกู้(และค่าอากร จำนวน 0.05% ของ
วงเงินกู้ใหม่)

ข้อพิจารณาเมื่อคิดจะ “รีไฟแนนซ์”

นักการธนาคารกำหนดเป็นหลักสูตรง่าย ๆ ในการพิจารณาว่าการรีไฟแนนซ์แต่ละครั้งคุ้มค่าหรือไม่ ให้พิจารณา
จากส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ 
ส่วนประหยัดจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงแล้ว (เทียบจากค่างวดที่ต้องผ่อนชำระระหว่างสถาบันการเงินเดิมและที่ใหม่
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์และจุดคุ้มทุน) ดังนี้
 
ส่วนประหยัดต่องวด ซึ่งเกิดจากอัตราดอกเบี้ย (ใหม่) ที่ต่ำลง
ตัวอย่าง นาย ก กู้เงินกับธนาคาร A วงเงินกู้ 1,000,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 7% ระยะเวลากู้ 25 ปี
จ่ายค่างวดจำนวน 7,068 บาท/เดือน ผ่อนชำระได้ 2 ปี มียอดหนี้คงค้าง
 
จำนวน 967,709 บาท
 
กรณีที่ 1 นาย ก ยังคงผ่อนกับธนาคาร A เงื่อนไข คือ 
วงเงินกู้หรือยอดหนี้คงค้าง967,709 บาท
 
อัตราดอกเบี้ย 7% ระยะเวลากู้ 23 ปี (ระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่)
 
กรณีที่ 2 นาย ก รีไฟแนนซ์กับธนาคาร B ในวงเงินกู้เท่ากับ
ยอดหนี้คงค้าง =967,709 บาท
 
อัตราดอกเบี้ยเพียง 4.50% ระยะเวลากู้ 23 ปี (ระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่)
 
การคำนวณเงินงวดระหว่างการผ่อนชำระกับธนาคารเดิมกับการรีไฟแนนซ์ธนาคารใหม่ 
 
ปรากฏว่าหากเลือกรีไฟแนนซ์ นาย ก จะสามารถประหยัดเงินต่องวดได้ถึงงวดละ 1,422บาท 
 
เปรียบเทียบการชำระเงินงวดระหว่างสถาบันการเงินเดิมและรีไฟแนนซ์
กับสถาบันการเงินใหม่ของ นาย ก
 
 สถาบันการเงินเดิม (A)
 เงินต้นที่เหลืออยู่ =                   969,709    บาท
 ระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่ =                  23     ปี 
 อัตราดอกเบี้ย =                          7%    ต่อปี
 เงินงวดที่ผ่อนชำระ =                   7,068     บาท
 ................................................
 
 รีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินใหม่ (B)
 
 เงินต้นที่เหลืออยู่ =                   969,709    บาท 
 ระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่ =                 23      ปี  
 อัตราดอกเบี้ย =                      4.5%      ต่อปี
 เงินงวดที่ผ่อนชำระ =                 5,646      บาท
 
 ..............................................
 ส่วนประหยัดต่องวด = 1,422 บาท
 
 ส่วน ค่าใช้จ่าย ที่ นาย ก จะต้องจ่ายในการรีไฟแนนซ์ในครั้งนี้มีดังนี้
 
 1. ค่าปรับในการไถ่ถอนก่อนกำหนด 3 ปี = 2% ของยอดหนี้คงเหลือ (บางแห่งคิดจากยอดเงินต้น
ทั้งหมดแต่ละธนาคารคิดไม่เท่ากัน) คือ 969,709 บาท = 19,394 บาท (จ่ายให้กับ ธนาคารเดิม
(A) เนื่องจากนาย ก ผ่อนชำระเงินกู้ได้เพียง 2 ปี ก็นำไปรีไฟแนนซ์
 
 2. ค่าจดจำนอง = 1% ของราคาประเมิน (คิดจากราคาประเมิน 1,000,000 บาท)  = 10,000 บาท
 
 3. ค่าอากร = 0.05% ของยอดวงเงินกู้ที่รีไฟแนนซ์ คือ 969,709 บาท = 484บาท
 
 4. ค่าเบี้ยประกันภัยประมาณ 2,000 บาท (คิดจากมูลค่าบ้าน 1,000,000 บาท) รวมค่าใช้จ่าย
ทั้งหมดที่ นาย ก จะต้องจ่ายในการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ประมาณ  31,878 บาท  
 
หมายเหตุ * ถ้า นาย ก ผ่อนกับธนาคารเดิม (A) เกิน 3 ปีขึ้นไป ก็ไม่ต้องเสียค่าเบี้ยปรับ
 
จำนวน 19,394 บาท ฉะนั้นค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ของ นาย กจะเหลือเพียง   12,484 บาท
วิธีหาจุดคุ้มทุน ในการรีไฟแนนซ์ นำค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ หารด้วย ส่วนประหยัดต่องวด ผลลัพธ์ที่ได้ 
เท่าไหร่ก็คือ จุดคุ้มทุนนั้นเอง
(ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ หารส่วนประหยัดต่องวด = จุดคุ้มทุน)
 
 กรณีของ นาย ก การหาจุดคุ้มทุนในกรณีรีไฟแนนซ์จะเท่ากับ 31,878 หาร 1,422ผลลัพธ์ คือ 22.42
 หมายความว่า ส่วนประหยัดต่องวดจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายไปในการไฟแนนซ์ครั้งนี้ต้องใช้เวลา 22.42 เดือน
นั่นเองแต่ในกรณีที่ยกตัวอย่างมานี้ นาย ก มีค่าใช้จ่ายในส่วนที่ค่าปรับกรณีไถ่ถอนก่อนกำหนด 3 ปี ทำให้
ยอดรวมค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงจึงทำให้จุดคุ้มทุนมีระยะเวลาค่อนข้างยาว  แต่ถ้าผู้ที่ผ่อนมานานเกินเวลาที่ธนาคาร
จะคิดค่าปรับจุดคุ้มทุนจะสั้นมาก ในกรณีนี้การรีไฟแนนซ์ไปหาธนาคารใหม่ ที่คิดดอกเบี้ยถูกกว่าก็เป็นทางเลือก
ที่น่าสนใจไม่น้อย
 
(ตัวเลขการคำนวณต่าง ๆ เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ในการกู้จริงตัวเลขอาจจะมากกว่าหรือต่ำกว่า)
 
 ที่มา hxxp://www.wimarn.com

อย่ากู้เงินสินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน ดอกเบี้ย 18%

อย่ากู้เงินสินเชื่อ SME ไม่มีหลักประกัน ดอกเบี้ย 18%

สินเชื่อ SME แบบไม่มีหลักประกัน ที่ออกโดยธนาคารต่างประเทศ จริงๆ แล้ว concept ก็คือสินเชื่อแบบบัตรเครดิต
คือคิดดอกเบี้ย MRR คือ 18% (ขั้นต่ำ) ถึงแม้ว่าต่อมาจะได้มีการใช้ Promotion ว่าลดต้นลดดอกเบี้ยแล้วก็ตาม

เหตุผลที่ไม่อยากให้กู้สินเชื่อประเภทนี้เพราะ
1. ดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบรายใหญ่ส่วนมากคิดที่ MLR คือ 7-8% เท่านั้น
2. หากเป็นวงเงิน OD ก็คิดที่ MOR ชึ่งจะมากกว่า MLR ประมาณ 0.25 – 0.50% เสมอ
3. การกู้ธนาคารจำเป็นต้องมีหลักประกันคือ อสังหาริมทรัพย์ ค้ำประกันด้วย
4. ธุรกิจ SME แต่ละธนาคารมีหลักเกณฑ์ ไม่เหมือนกันหมด บางธนาคารดูที่ยอดขายต่อปี หรือ สินทรัพย์ถาวร
5. เจ้าของกิจการระดับ SME จริงๆ ที่ดำเนินงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี จะไม่ใช้สินเชื่อ 18% เลย เพราะเขาเห็นว่ากู้มาไม่คุ้ม กำไรน้อยกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย สรุปว่าขาดทุน

ธุรกิจเก่งๆ กำไรจริงๆ หักค่าใช้จ่ายแล้ว กำไรต่อปี อยู่ประมาณ 10-20% เท่านั้น
หากเป็นธุรกิจ Trading กำไรน้อยมาก ประมาณ 3-5% (น้อยกว่า vat อีก)

แต่เนื่องจากพ่อค้าหน้าใหม่ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ออกจากงานประจำมาเป็นเจ้าของกิจการ มีความฝันมากมาย
ต้องการสร้างฝันให้เป็นจริง จึงท่องคาถาว่า สู้ สู้ สู้ เราจะสู้ ธุรกิจเราต้องรุ่งเรือง เชื่อโฆษณามาก กู้ได้เป็นล้านบาท
หลักประกันไม่ต้องมี อนุมัติเร็วมาก เมื่อได้เงินกู้แล้ว สักระยะจะรู้ว่า วิ่งหนีดอกเบี้ยไม่ทัน

การทำธุรกิจไม่ได้ง่ายๆ เหมือนที่ธนาคารบอก เขาอยากได้ดอกเบี้ยเรา จึงรีบปล่อยให้ ต้นทุนเงินฝาก 4% ปล่อยกู้ได้ 18% ส่วนต่าง 14% จ่ายไม่ได้ก็ฟ้องไป พวก SME หน้าใหม่โดนฟ้องไปหลายรายแล้ว จากประสพการณ์ด้านการธนาคารหลายปี ลูกหนี้แพ้คดีธนาคารเกือบ 90% บางธนาคารก็โหดไป ให้ ภรรยาและลูก เซ็นต์ค้ำประกันด้วย คือโดนฟ้องกันทั้งครอบครัว

อยากให้จำไว้ว่า มีเงินลงทุน 1 ลบ. ถ้าเจ๊ง ก็เลิกกิจการไปเลย อย่าดิ้นรน หาเงินด่วนมาช่วย ดอกเบี้ยแพงไม่รอดแน่นอน เชื่อผมเถอะ

ที่มา: 4Bank