นโยบายส่งเสริมการลงทุน

นโยบายส่งเสริมการลงทุน

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ ดังนี้

  1. เพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้สิทธิและประโยชน์ภาษีอากร โดยให้สิทธิและประโยชน์แก่โครงการที่มีผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและใช้หลักการบริหารและการจัดการองค์กรที่ดี (Good Governance) ในการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร โดยกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องรายงานผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม เพื่อให้สำนักงาน ได้ตรวจสอบก่อนใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรในปีนั้นๆ
  2. สนับสนุนให้อุตสาหกรรมพัฒนาระบบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลก โดยกำหนดให้ผู้ได้รับการ ส่งเสริม ทุกรายที่มีโครงการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า
  3. ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุน ให้สอดคล้องกับข้อตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยการยกเลิกเงื่อนไข การส่งออกและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
  4. สนับสนุนการลงทุนเป็นพิเศษในภูมิภาคหรือท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำและมีสิ่งเอื้ออำนวยต่อการลงทุนน้อย โดยให้สิทธิและ ประโยชน์ด้านภาษีอากรสูงสุด
  5. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โดยไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำของ โครงการ ที่จะได้รับการส่งเสริมเพียง 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน)
  6. ให้ความสำคัญแก่กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร  กิจการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการพื้นฐาน กิจการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมเป้าหมาย

หลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ

ในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการมีแนวทางการพิจารณา

ดังนี้

  • โครงการที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท(ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะใช้หลักเกณฑ์พิจารณาอนุมัติโครงการ ดังนี้
  1. จะต้องมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ ยกเว้นการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน กิจการเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร และโครงการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ
  2. มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3 ต่อ 1 สำหรับโครงการริเริ่ม ส่วนโครงการขยายจะพิจารณาตามความเหมาะสม เป็นรายๆ ไป
  3. ใช้กรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยและใช้เครื่องจักรใหม่ ในกรณีที่ใช้เครื่องจักรเก่าจะต้องให้สถาบันที่เชื่อถือได้รับรองประสิทธิภาพ และคณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ
  4. มีระบบป้องกันสภาพแวดล้อมเป็นพิษที่เพียงพอ  โครงการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม คณะกรรมการจะพิจารณาเป็นพิเศษในเรื่องสถานที่ตั้งและวิธีการจัดการมลพิษ
  • โครงการที่มีเงินลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท(ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะใช้หลักเกณฑ์ตามข้อ 2.1 และจะต้องแนบรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามที่คณะกรรมการกำหนด
  • สำหรับกิจการที่ได้รับสัมปทานและกิจการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  คณะกรรมการจะใช้แนวทางการพิจารณาตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ดังนี้
  1. โครงการลงทุนที่เป็นรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการจะไม่พิจารณาให้การส่งเสริม
  2. โครงการที่ได้รับสัมปทานที่เอกชนดำเนินการ โดยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่รัฐ (Build Transfer Operate หรือ Build Operate Transfer ) หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการดังกล่าวที่ประสงค์ จะให้ผู้ได้รับสัมปทานได้รับสิทธิและประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนจะต้องเสนอโครงการให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการก่อนออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูลและในขั้นการประมูลจะต้องมีประกาศระบุโดยชัดเจนว่าเอกชนจะได้รับสิทธิและประโยชน์ใดบ้าง ในหลักการคณะกรรมการจะไม่ให้การส่งเสริมกรณีเอกชนต้องจ่ายผลตอบแทนให้แก่รัฐในการรับสัมปทานเว้นแต่เป็นผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับการลงทุนที่รัฐใช้ไปในโครงการนั้น
  3. โครงการของรัฐที่ให้เอกชนลงทุนและเป็นเจ้าของ (Build Own Operate) รวมทั้งให้เอกชนเช่าหรือบริหาร โดยจ่ายผลตอบแทนให้รัฐในลักษณะค่าเช่า คณะกรรมการจะพิจารณาให้การส่งเสริมตามหลักเกณฑ์ปกติ
  4. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จะพิจารณาให้การส่งเสริมกรณีที่มีการขยายกิจการภายหลังที่พ้นสภาพการเป็น    รัฐวิสาหกิจแล้ว

หลักเกณฑ์การถือหุ้นของต่างชาติ

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม คณะกรรมการจะผ่อนคลายมาตรการจำกัดการถือหุ้นโดยใช้แนวทางการพิจารณา ดังนี้

  1. โครงการลงทุนในกิจการเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ การประมง การสำรวจและการทำเหมืองแร่ และการให้บริการตามที่ปรากฏในบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จะต้องมีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้น รวมกันไม่น้อยกว่า ร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน
  2. โครงการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมากหรือทั้งสิ้นได้ไม่ว่าตั้งในเขตใด
  3. เมื่อมีเหตุผลอันสมควร คณะกรรมการอาจกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติเป็นการเฉพาะสำหรับกิจการที่ให้การส่งเสริมบางประเภท

หลักเกณฑ์การให้สิทธิและประโยชน์ตามผลการดำเนินงาน

เพื่อให้การให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรมีประสิทธิภาพและสามารถตรวจสอบได้ว่าการใช้สิทธิและประโยชน์มีความถูกต้องและสอดคล้องกับเงื่อนไขการให้การส่งเสริมอย่างแท้จริง อีกทั้งเพื่อให้ผู้ได้รับส่งเสริมมีการบริหารและการจัดการองค์กรที่ดี จึงกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องรายงานผลการดำเนินงานของโครงการให้สำนักงานตรวจสอบก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรในปีนั้นๆ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อยกเว้น

หลักเกณฑ์ข้างต้นเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะถือเป็นแนวทางในการพิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนและการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร โดยมีข้อยกเว้น ดังนี้

  • กรณีที่ประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริมได้กำหนดเงื่อนไขเฉพาะเกี่ยวกับการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร ไว้เป็นอย่างอื่น
  • กรณีที่พิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลพิเศษเป็นการเฉพาะประเภท
  • เพื่อวัตถุประสงค์ในการผ่อนผันให้กิจการที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม ที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยองได้รับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดิม ซึ่งรวมถึงสิทธิและประโยชน์ในเขตส่งเสริมการลงทุนตามมาตรา 35 จึงกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยอง ที่ได้รับการส่งเสริมโดยได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้เป็นเขตส่งเสริมการลงทุนจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547
  • โครงการที่จะตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 2 และเขต 3 (ซึ่งเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับการส่งเสริมโดยได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้) จะผ่อนผันให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรตามหลักเกณฑ์เดิมตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2536 ดังนี้
    • โครงการที่จะตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 2 ยกเว้น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ในจังหวัดระยอง ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ ดังนี้
      • ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรกึ่งหนึ่งเฉพาะเครื่องจักรที่มีอากรขาเข้าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10
      • ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 7 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
      • ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี
      • โครงการที่จะตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 3 นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยองให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ ดังนี้
        • ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร
        • ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
        • ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นระยะเวลา 5 ปี
        • ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าร้อยละ 75 ของอัตราปกติสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยคณะกรรมการจะอนุมัติให้คราวละ 1 ปี แต่วัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นนั้น ต้องไม่เป็นของที่ผลิตหรือมีกำเนิดในราชอาณาจักร ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันกับชนิดที่จะนำเข้ามาใน ราชอาณาจักรและมีปริมาณเพียงพอที่จะจัดหามาใช้ได้ ทั้งนี้ไม่รวมถึงโครงการที่ตั้งสถานประกอบการใน นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง
        • ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติ เป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
        • อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา เป็น 2 เท่า เป็นระยะเวลา10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
        • อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม โดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ
  • โครงการโยกย้ายสถานประกอบการที่จะย้ายเข้าไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม (ซึ่งเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับการส่งเสริมโดยยื่นคำขอรับการส่งเสริมก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้) จะผ่อนผันให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดิมตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2536 ดังนี้
    • กรณีย้ายไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 2 ยกเว้นนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยอง ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 7 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายใน 2 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการในที่ตั้งแห่งใหม่ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
    • กรณีย้ายเข้าไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขต 3 นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในจังหวัดระยองให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ดังนี้
      • ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายใน 2 ปี นับจากวันเปิดดำเนินการ ในที่ตั้งแห่งใหม่หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
      • ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
      • อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้
      • อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม โดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่ง หรือหลายปีก็ได้ ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะขอรับสิทธิและประโยชน์ตามข้อยกเว้นข้อ 9.4 และข้อ 9.5 จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริม ภายในวันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547

ประกาศฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้สำหรับคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เป็นต้นไป

โครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมหรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนก่อนวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 แต่เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษตามข้อ 6 ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2543 หากยังไม่ได้ใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรก่อน วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 จะขอรับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศฉบับนี้ก็ได้ โดยให้ยื่นขอต่อสำนักงานภายในวันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2543

สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร

  • ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรตามที่คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ แต่เครื่องจักรนั้นต้องไม่เป็นเครื่องจักรที่ผลิต หรือประกอบได้ในราชอาณาจักร ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันกับชนิดที่ผลิตในต่างประเทศ และมีปริมาณเพียงพอที่จะจัดหามาใช้ได้
  • เมื่อคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า การให้การส่งเสริมแก่กิจการใดหรือผู้ขอรับการส่งเสริมรายใดไม่สมควรให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 28 คณะกรรมการจะให้การส่งเสริมแก่กิจการนั้น หรือผู้ขอรับการส่งเสริมรายนั้น และรายต่อ ๆ ไปโดยให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรเพียงกึ่งหนึ่ง หรือจะไม่ให้ได้รับยกเว้นอากร ขาเข้าสำหรับเครื่องจักรเลยก็ได้
  • รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่งให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร
  • ในกรณีประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับอนุญาตให้นำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหัก จากกำไรสุทธิ ของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้
  • เงินปันผลจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 31 ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลนั้น

สถาบันการเงิน

สถาบันการเงิน

สถาบันการเงินหลักที่ให้บริการด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก มีดังนี้ คือ

ธนาคารพาณิชย์ เป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการด้านเงินฝาก และด้านสินเชื่อประเภทต่างๆ รวมถึงสินเชื่อเพื่อการส่งออก

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ ธสน. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2536 โดยมีนโยบายและวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการทางการเงิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของนักธุรกิจไทยในตลาดการค้าของโลก ทั้งบริการที่ส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกโดยตรง บริการที่รองรับการนำเข้าและการลงทุนในส่วนที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศอันจะส่งผลต่อการขยายฐานการค้าของประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินอื่นที่ให้บริการด้านสินเชื่อเพื่อการส่งออกเป็นบริการเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของตนที่ประกอบธุรกิจส่งออกด้วย เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม เป็นต้น

ลักษณะของสินเชื่อเพื่อการส่งออก

สินเชื่อเพื่อการส่งออกสามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1. สินเชื่อก่อนการส่งออก (Pre-Export Financing หรือ Pre-Shipment Financing)

2. สินเชื่อหลังการส่งออก (Post-Export Financing หรือ Post-Shipment Financing)

สินเชื่อก่อนการส่งออก เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการมีความจำเป็น หรือต้องการเงินทุนหมุนเวียน ภายหลังจากที่ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากผู้ซื้อแล้ว แต่ขาดเงินทุนในการที่จะนำไปซื้อวัตถุดิบ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก หรือ เพื่อนำไปซื้อสินค้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกต่อไปยังต่างประเทศ โดยผู้ส่งออกสามารถนำเอกสาร อันได้แก่ ใบรับจำนำสินค้า/ใบประทวนสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กับสินค้าด้านการเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น หรือใบสั่งซื้อ (Purchase Order) หรือสัญญาซื้อขาย (Contract) หรือเลตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) มาเป็นเอกสารประกอบในการขอสินเชื่อดังกล่าว ซึ่งเรียกว่าสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต ได้ทั้งจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

1.1 สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตแบบกู้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออกจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นสินเชื่อสำหรับผู้ส่งออกสินค้าทุกชนิด เช่น สินค้าเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น โดยธนาคารและผู้ประกอบการจะเป็นผู้ร่วมกันกำหนดขนาดของวงเงินที่เหมาะสม และอายุสูงสุดของตั๋วเงินที่จะเบิกเงินกู้แต่ละครั้งไว้ตั้งแต่แรก อายุสูงสุดไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้ จำนวนเงินที่เบิกแต่ละครั้งเบิกได้ร้อยละ 80 ของมูลค่าใน L/C หรือร้อยละ 70 ของสัญญาซื้อขาย หรือ คำสั่งซื้อ หรือร้อยละ 60 ของมูลค่าตามใบรับจำนำสินค้า หรือใบประทวนสินค้า อัตราส่วนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาและความเหมาะสม โดยอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารจะคิดจากผู้ประกอบการนั้น จะเป็นไปตามสภาวะของตลาดการเงิน โดยสินเชื่อประเภทนี้ผู้ประกอบการสามารถขอกู้ได้ทั้งในรูปของสกุลเงินบาท และสกุลเงินต่างประเทศ กรณีสกุลเงินต่างประเทศแต่ละธนาคารจะเป็นผู้กำหนด

การขอใช้วงเงิน

หลังจากที่ธนาคาร ได้อนุมัติวงเงินและจัดทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้ส่งออกได้รับ L/C หรือสัญญาซื้อขาย หรือ คำสั่งซื้อ ผู้ส่งออกสามารถนำเอกสารเหล่านี้มาใช้ประกอบการเบิกเงินกู้จากวงเงินดังกล่าว

ในการเบิกเงินกู้แต่ละครั้ง ผู้ส่งออกจะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) เป็นสกุลเงินบาท ให้ไว้กับธนาคารเป็นจำนวนตามอัตราส่วนของมูลค่าใน L/C หรือสัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ ระยะเวลาชำระหนี้สูงสุดตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะเท่ากับ

วันหมดอายุของเลตเตอร์ออฟเครดิต หรือ L/C ในกรณีผู้ส่งออกขอสินเชื่อ โดยใช้เลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเอกสารประกอบในการขอกู้ หรือเท่ากับ

วันสุดท้ายของการส่งมอบสินค้าบวก 10 วัน ในกรณีผู้ส่งออกขอสินเชื่อโดยใช้สัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ เป็นเอกสารประกอบในการขอกู้ โดยระยะเวลาชำระหนี้สูงสุดจะไม่เกิน 180 วัน

เมื่อผู้ส่งออก ได้ทำการส่งสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ส่งออกมีหน้าที่ต้องจัดทำ จัดหาเอกสารการส่งออกเพื่อส่งให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยผ่านธนาคารที่ได้ให้สินเชื่อแก่ผู้ส่งออก นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังสามารถร้องขอให้ธนาคารนั้นรับซื้อเอกสารการส่งออก และนำเงินบาทที่ได้จากการขายเอกสารส่งออกมาชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินส่วนที่เหลือเป็นของผู้ส่งออก

วงเงินที่ผู้ส่งออกได้รับจากธนาคาร เป็นวงเงินหมุนเวียน หรือ Revolving Line of Credit ซึ่งหลังจากชำระเงินกู้ที่คงค้างอยู่แล้ว วงเงินนี้สามารถใช้รองรับการให้กู้ตามเอกสารการสั่งซื้อรายต่อๆไปได้

1.2 สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นสินเชื่อที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้เงินกู้ดอกเบี้ยผ่อนปรนแก่ผู้ส่งออก หรือผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกผ่านธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินไปใช้หมุนเวียน

วัตถุประสงค์ของสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต เพื่อลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้กู้แก่ธนาคารพาณิชย์เป็นเงินบาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยรวมกับเงินของธนาคารพาณิชย์ส่วนหนึ่ง และให้กู้ต่อแก่ผู้ส่งออก ในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไปในตลาดการเงิน อายุสูงสุดของตั๋วเงินที่ผู้ประกอบการสามารถขอกู้ได้คือ ไม่เกิน 180 วัน และจำนวนเงินที่เบิกแต่ละครั้งจะเบิกได้ร้อยละ 80 ของมูลค่าใน L/C หรือร้อยละ 70 ของสัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ หรือร้อยละ 60 ของมูลค่าตามใบรับจำนำสินค้า หรือใบประทวนสินค้า โดยอัตราส่วนนี้ อาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

การใช้วงเงิน ก. ผู้ประกอบการต้องติดต่อขอวงเงินแพ็คกิ้งเครดิต ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารพาณิชย์ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติวงเงินและรายละเอียดของวงเงิน

ข. ผู้ประกอบการต้องขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้ตามระเบียบที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยกำหนด โดยส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อไปนี้ผ่านธนาคารพาณิชย์

รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ส่งออก/ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

สำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์

สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับล่าสุด

สำเนาหนังสือรับรองตราสำคัญของบริษัท

สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) (ถ้ามี)

สำเนาบัตรส่งเสริมการลงทุน (ถ้ามี)

ค. ภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติเรื่องวงเงินจากธนาคารพาณิชย์ และได้รับอนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้ประกอบการ สามารถนำเอกสารประกอบ อันได้แก่ เลตเตอร์ออฟเครดิต หรือสัญญาซื้อขาย หรือคำสั่งซื้อ หรือใบรับจำนำสินค้า หรือใบประทวนสินค้ามาใช้ประกอบการเบิกเงินกู้ พร้อมทั้งออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ P/N ให้ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ก็จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อขอกู้เงินส่วนหนึ่งจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ตามสัดส่วนที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ง. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จะจ่ายเงินให้ธนาคารพาณิชย์เป็นมูลค่าตามใน P/N ของธนาคารพาณิชย์ และรวมกับเงินอีกส่วนของธนาคารพาณิชย์เอง เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปจัดซื้อ จัดหาสินค้าเพื่อเตรียมการส่งออก

จ. ภายหลังจากผู้ประกอบการได้รับเงินกู้แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้

ต้องส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน หรือ Stock List ภายใน 30 วัน นับจากวันกู้ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ ระบุรายละเอียดการใช้จ่ายเงินตามที่ได้ขอกู้ไปตามความเป็นจริง จำนวนเงินใช้จ่ายที่ระบุในรายงานการใช้จ่ายเงินต้องไม่น้อยกว่าจำนวนเงินที่ขอกู้ ในกรณีนี้ หากผู้ประกอบการไม่จัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันกู้ ณ วันที่ 31 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะเรียกต้นเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย และคิดเบี้ยปรับทันที

ต้องดำรงไว้ หรือสามารถให้ธนาคารตรวจสอบได้ถึงปริมาณสินค้า หรือวัตถุดิบที่ได้จากการนำเงินกู้ไปจัดซื้อ และผู้ประกอบการต้องมีการจัดทำทะเบียน หรือบัญชีคุมยอดสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารตรวจสอบ

ต้องจัดให้มีการส่งสินค้าออก และให้ได้เงินตราต่างประเทศกลับเข้ามายังประเทศไทย ภายใน 60 วัน นับจากวันที่เงินกู้ครบกำหนด กรณีการขอผ่อนผันของผู้ประกอบการ ขึ้นอยู่กับเหตุผลและดุลยพินิจของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการปฏิบัติผิดระเบียบ ตามหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดในข้อใดข้อหนึ่งแล้ว จะต้องเสียค่าปรับในอัตราร้อยละต่อปีตามที่ได้กำหนดไว้ในขณะนั้นๆ ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

ฉ. ภายหลังจากผู้ส่งออก ส่งสินค้าไปเรียบร้อยแล้ว สามารถนำเอกสารส่งออกมาขายกับธนาคารพาณิชย์ และหากธนาคารพาณิชย์รับซื้อเอกสารส่งออกแล้ว จะนำเงินที่ได้มาชำระหนี้แพ็คกิ้งเครดิต จำนวนเงินส่วนที่เหลือจึงจ่ายให้ผู้ส่งออก

ช. จากนั้น ธนาคารพาณิชย์จะชำระคืนเงินกู้ที่เกี่ยวกับการส่งออกรายการนี้ให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

แผนภูมิแสดงขั้นตอนการใช้วงเงิน

1.3 สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตแบบกู้ตรงจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการจะติดต่อขออนุมัติวงเงินสินเชื่อ และขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยโดยตรง โดยผู้ประกอบการจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไปในตลาดการเงิน ซึ่งถูกกำหนดเพดานสูงสุดไว้โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ในอัตราเดียวกับกรณีการขอกู้แพ็คกิ้งเครดิตจากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ ยังต้องมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือข้อกำหนดเช่นเดียวกับข้อกำหนดของสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิตที่กู้จากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยด้วย

สรุปข้อแตกต่างระหว่างแพ็คกิ้งเครดิตทั้ง 3 รูปแบบ

สินเชื่อ P/C แบบกู้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออก สินเชื่อ P/C จากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับ ธสน. สินเชื่อ P/C แบบกู้ตรง จาก ธสน.
1. แหล่งเงินทุนเป็นของธนาคารพาณิชย์ หรือ ธสน. เอง 1. แหล่งเงินทุนเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยผ่าน ธสน. และของธนาคารพาณิชย์อีกส่วนหนึ่ง 1. แหล่งเงินทุนเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง เป็นของ ธสน.
2. ยื่นขอที่ธนาคารพาณิชย์ หรือ ธสน. 2. ยื่นขอโดยตรงกับธนาคารพาณิชย์ 2. ยื่นขอโดยตรงกับ ธสน.
3. ไม่ต้องมีการขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้ 3. ต้องมีการขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้ต่อ ธสน. โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ 3. ต้องมีการขออนุมัติเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือได้จาก ธสน. โดยตรง
สินเชื่อ P/C แบบกู้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออก สินเชื่อ P/C จากธนาคารพาณิชย์ ร่วมกับ ธสน. สินเชื่อ P/C แบบกู้ตรง จาก ธสน.
4. อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามสภาวะของตลาดการเงิน และกำหนดโดยแต่ละธนาคาร 4. อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสภาวะของตลาดการเงิน และกำหนดเพดานสูงสุด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย 4. อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสภาวะของตลาดการเงิน และกำหนดเพดานสูงสุด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย
5. ไม่มีกำหนดให้จัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน (STOCK LIST) 5. ต้องมีการจัดส่งรายงาน การใช้จ่ายเงิน (STOCK LIST) 5. ต้องมีการจัดส่งรายงาน การใช้จ่ายเงิน (STOCK LIST)
6. ไม่ต้องมีการตรวจดู สินค้าทะเบียน หรือ บัญชีคุมยอดสินค้า 6. ต้องมีการตรวจดูสินค้า ทะเบียนหรือบัญชีคุมยอดสินค้า 6. ต้องมีการตรวจดูสินค้า ทะเบียน หรือบัญชี คุมยอดสินค้า
7. ไม่มีการคิดเบี้ยปรับ 7. มีการคิดเบี้ยปรับ ในกรณีปฏิบัติ ผิดระเบียบ 7. มีการคิดเบี้ยปรับ ในกรณีปฏิบัติ ผิดระเบียบ

2. สินเชื่อหลังการส่งออก (Post-Export Financing หรือ Post-Shipment Financing) เป็นสินเชื่อเพื่อการส่งออกอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างมากต่อผู้ส่งออก เพราะผู้ประกอบธุรกิจการส่งออก มักจะมีคู่ค้าอยู่หลายราย และมีคำสั่งซื้อที่รอการส่งออกอยู่อีกจำนวนหนึ่ง หรือสินค้างวดที่ส่งออกไปเรียบร้อยแล้วนั้น เป็นการขายแบบให้เครดิตการชำระเงินแก่ผู้ซื้อ เนื่องจากภาวะการแข่งขันทางการค้า หรือมีความจำเป็นที่ต้องการใช้เงินเพื่อกิจการภายในของบริษัท ทำให้ไม่สามารถที่จะรอให้ผู้ซื้อต่างประเทศชำระเงินตามเอกสารส่งออกได้

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย จึงมีบริการสินเชื่อหลังการส่งออก ซึ่งเรียกว่า “บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออก” ไว้ให้บริการแก่ผู้ส่งออก เพื่อผู้ส่งออกสามารถนำเงินไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจได้เร็วขึ้น หลังจากที่มีการจัดส่งสินค้าลงเรือถูกต้องตามเงื่อนไขแล้ว โดยประเภทของตั๋วสินค้าออก อาจเป็นประเภทตั๋วสินค้าออกที่มี L/C และไม่มี L/C และประเภทที่มีกำหนดชำระเงินทันที (Sight Bill) หรือที่มีกำหนดเวลาชำระเงิน (Usance Bill) ไม่เกิน 180 วัน

ปกติธนาคารจะรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากผู้ส่งออกเต็มจำนวนของมูลค่าสินค้า โดยคิดเป็นดอกเบี้ยกรณีตั๋วสินค้าออกเป็น Sight Bill และคิดเป็นอัตราส่วนลดกรณีตั๋วสินค้าออกเป็น Usance Bill ตามอัตราที่แต่ละธนาคารเป็นผู้กำหนด

การให้บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออก

ผู้ส่งออกสามารถใช้บริการได้ในลักษณะ ดังนี้

ใช้บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออก ต่อเนื่องจากสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออกได้ทันที โดยหลังจากที่ผู้ส่งออก ส่งสินค้าลงเรือ และจัดทำ จัดหาเอกสารการส่งออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ส่งออกสามารถนำเอกสารการส่งออกมาขายต่อธนาคารที่ผู้ส่งออกมีภาระหนี้สินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต เพื่อนำเงินจากการขายตั๋วสินค้าออกชำระหนี้แพ็คกิ้งเครดิต และจำนวนเงินที่เหลือเข้าบัญชีให้ผู้ส่งออก จากนั้น ธนาคารก็จะส่งเอกสารการส่งออกไปเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ และเมื่อได้รับการจ่ายเงินเข้ามายังธนาคาร ธนาคารก็จะทำการตัดภาระกับมูลค่าที่ธนาคารรับซื้อตั๋วสินค้าออกไว้พร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี)

กรณีผู้ส่งออก ไม่ได้ใช้บริการต่อเนื่องจากสินเชื่อแพ็คกิ้งเครดิต หรือสินเชื่อเพื่อเตรียมการส่งออก แต่ต้องการใช้บริการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากธนาคารผู้ส่งออก สามารถนำตั๋วสินค้าออกมาขายกับธนาคารได้เช่นเดียวกัน โดย

2.1 กรณีตั๋วสินค้าออกที่มี L/C ผู้ส่งออกสามารถนำตั๋วมาขาย หรือขายลดต่อธนาคารได้ทันที โดยมีปัจจัยด้านความเสี่ยงที่ธนาคารใช้พิจารณาในการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากผู้ส่งออก ดังนี้

Country Risk ความเสี่ยงจากประเทศผู้เปิด L/C โดยพิจารณาจาก ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเงิน สังคม และการเมือง

Bank Risk ความเสี่ยงจากธนาคารผู้เปิด L/C โดยพิจารณาจากฐานะการ เงิน ผลการดำเนินงาน ผู้บริหารธนาคารและอื่นๆ

Documentary Risk ความเสี่ยงจากเอกสารการส่งออก โดยพิจารณาว่า เอกสารการส่งออกมีความผิดพลาด หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของ L/C

Exporter Risk ความเสี่ยงจากผู้ส่งออก โดยพิจารณาฐานะของบริษัท ผลการดำเนินงาน ความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร เครดิตด้านการเงิน ความสัมพันธ์ หรือการติดต่อด้านธุรกิจกับธนาคาร และอื่นๆ

โดยปัจจัยข้างต้นนี้ หากธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่าพอยอมรับความเสี่ยงได้ธนาคารก็จะรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากผู้ส่งออกได้ โดยไม่ต้องมีการติดต่อขอวงเงินการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากธนาคาร

2.2 สำหรับกรณีตั๋วสินค้าออกที่เป็นประเภทส่งเอกสารไปเรียกเก็บโดยไม่มี L/C เช่น D/P หรือ D/A หากผู้ส่งออกต้องการให้ธนาคารรับซื้อตั๋วสินค้าออก ผู้ส่งออกต้องติดต่อขอวงเงินการรับซื้อตั๋วสินค้าออกจากธนาคารให้เรียบร้อยก่อน ธนาคารจึงจะพิจารณาการรับซื้อตั๋วสินค้าออกนั้นๆ นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่ออีกประเภทหนึ่งที่ให้ธนาคารให้บริการแก่ผู้ส่งออก นั่นก็คือ

บริการการรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Bought) เป็นบริการที่ผู้ส่งออกประสงค์จะให้ธนาคารรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากผู้ส่งออก โดยตกลงอัตราแลกเปลี่ยนกันก่อน แต่การส่งมอบเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนการชำระเงินจะกระทำกันในเวลาหนึ่งเวลาใดในอนาคตตามแต่ข้อตกลงในสัญญา

โดยทั่วไป ธนาคารจะให้บริการการรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในรูปของการให้สินเชื่อ ซึ่งการรับซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของธนาคารนี้ ธนาคารจะกระทำตามคำร้องขอของผู้ส่งออก ซึ่งผู้ส่งออกอาจจะร้องขอให้ธนาคารรับซื้อเงินตราต่างประเทศ ก่อนที่จะมีการส่งสินค้าออก หรือหลังจากที่มีการส่งสินค้าออกไปแล้ว แต่รอการจ่ายเงินอยู่ก็ได้

โดยปกติ ธนาคารจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนประจำวันด้านธนาคารรับซื้อ หรือ Buying Rate เป็นอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง โดยอาจจะมีส่วนบวกเพิ่ม ที่เรียกว่า Premium บวกเข้ากับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง หรืออาจจะมีส่วนลดที่เรียกว่า Discount หักออกจากอัตรา แลกเปลี่ยนอ้างอิงได้

ประเภทของสินเชื่อ

สินเชื่อมีหลายประเภทซึ่งการศึกษาการแบ่งประเภทของสินเชื่อแบบต่าง ๆ ทำให้เราทราบว่ารูปแบบของการให้สินเชื่อนั้นสามารถกระทำได้ในรูปแบบใดได้บ้าง ดังสรุปประเภทของสินเชื่อในตารางที่ 1.1

ระยะเวลา       วัตถุประสงค์        ผู้ขอรับสินเชื่อ      ผู้ให้สินเชื่อ      หลักประกัน

1.ระยะสั้น   1.เพื่อการบริโภค   1.สำหรับบุคคล   1.บุคคลเป็นผู้ให้   1.ไม่มีหลักประกัน

2.ระยะกลาง   2.เพื่อการลงทุน   2.สำหรับธุรกิจ   2.สถาบันการเงินเป็นผู้ให้   2.มีหลักประกัน

3.ระยะยาว   3.เพื่อการพาณิชย ์  3.สำหรับรัฐบาล   3.หน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ใ

1. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามระยะเวลา

1.1 สินเชื่อระยะสั้น คือ สินเชื่อที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อการค้า เครื่องมือสินเชื่อประเภทนี้ เช่น ตั๋วเงินคลัง(Treasury Bills) และตราสารพาณิชย์ (Commercial Papers) เป็นต้น

1.2 สินเชื่อระยะกลาง คือ สินเชื่อที่มีอายุระหว่าง 1-5 ปี เช่น การผ่อนส่งการซื้อสินค้าคงทน เป็นต้น

1.3 สินเชื่อระยะยาว คือ สินเชื่อที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปเป็นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินจำนวนมาก หรือเป็นการบริโภคสินค้าคงทนที่มีมูลค่าสูงมากเช่น บ้านและที่ดิน เป็นต้น

2. การแบ่งประเภทของสินเชื่อตามวัตถุประสงค์

2.1 สินเชื่อเพื่อการบริโภค หมายถึง สินเชื่อที่ให้กับบุคคล เพื่อประโยชน์ในการนำมาบริโภค สินเชื่อประเภทนี้อาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบเช่น การเปิดบัญชีไว้กับร้านอาหาร เมื่อถึงสิ้นเดือนจึงชำระครั้งเดียว การผ่อนส่งจากการซื้อสินค้าโดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ รถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้สินเชื่อจากบัตรเครดิตก็เป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภคเช่นกัน

2.2 สินเชื่อเพื่อการลงทุน อาจเป็นสินเชื่อเพื่อการจัดหาปัจจัยการผลิตหรือสินทรัพย์ถาวรต่าง ๆ เพื่อใช้ในการดำเนินการผลิตไม่ว่าจะเป็นในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการ สินเชื่อประเภทนี้มักเป็นสินเชื่อระยะยาวอาจอยู่ในรูปของการออกหุ้นกู้ หรือสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

2.3 สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์หรือสินเชื่อการค้า โดยทั่วไปเป็นสินเชื่อเพื่อการซื้อขายสินค้าประเภทวัตถุดิบ หรือการซื้อสินค้ามาจำหน่ายต่อ เป็นการรับสินค้ามาก่อน แล้วค่อยชำระค่าสินค้าภายหลังโดยทั่วไปจะเป็นสินเชื่อระยะสั้น เช่น 30-60 วัน เป็นสินเชื่อที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่การทำธุรกิจ ทั้งนี้รวมไปถึงการออก Letter of Credit เพื่อใช้เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงในการชำระค่าสินค้าจากการซื้อขายระหว่างประเทศด้วย

3. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามผู้ขอรับสินเชื่อ

3.1 สินเชื่อสำหรับบุคคล มักเป็นสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น

3.2 สินเชื่อสำหรับธุรกิจ เป็นสินเชื่อสำหรับกิจการห้างร้านไม่ว่าจะนำไปใช้เพื่อลงทุนเพื่อการผลิตหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน

3.3 สินเชื่อสำหรับรัฐบาล ในยามที่รัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอแก่รายจ่ายหน่วยงานภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินซึ่งอาจอยู่ในรูปของตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบต่าง ๆ เช่น พันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และพันธบัตรออมทรัพย์ เป็นต้น

4. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามผู้ให้สินเชื่อ

4.1 บุคคลเป็นผู้ให้ เช่น การให้กู้ยืมในหมู่คนรู้จัก ญาติพี่น้อง หรือการปล่อยกู้นอกระบบ เป็นต้น

4.2 สถาบันการเงินเป็นผู้ให้ ซึ่งสถาบันการเงินก็มีหลายประเภทและอาจตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น เงื่อนไขและประเภทของวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อก็อาจแตกต่างกันไป สถาบันการเงินเหล่านี้ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามและสหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น

4.3 หน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ให้ เช่น มูลนิธิ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร หน่วยงานการกุศล และกองทุนต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน เป็นต้น

5. การแบ่งประเภทสินเชื่อตามหลักประกัน

5.1 สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน สินเชื่อประเภทนี้อาศัยความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นเครื่องพิจารณาการให้สินเชื่อ สินเชื่อประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงเพราะไม่มีหลักประกันให้แก่ผู้ให้กู้ในกรณีที่เกิดการผิดสัญญาขึ้น

5.2 สินเชื่อที่มีหลักประกัน สินเชื่อประเภทนี้มีความเสียงต่ำกว่าเนื่องจากผู้กู้มีหลักประกันแก่ผู้ให้กู้เพื่อชดใช้ความเสียหายหากเกิดการผิดสัญญาขึ้น โดยหลักประกันดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ เช่น การจำนองที่ดิน สังหาริมทรัพย์ เช่น พันธบัตร ทองคำ หรืออยู่ในรูปของการค้ำประกันจากบุคคลหรือสถาบันการเงิน (อาวัล) ก็ได้

เขตส่งเสริมการลงทุน (EPZ)

เขตส่งเสริมการลงทุน (EPZ)

คณะกรรมการได้แบ่งเขตการลงทุนออกเป็น 3 เขต ตามปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยใช้รายได้และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานของแต่ละจังหวัดเป็นเกณฑ์ ดังนี้

เขต 1 ประกอบด้วย 6 จังหวัดในส่วนกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร

เขต 2 ประกอบด้วย 12 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก พระนครศรีอยุธยา ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง

เขต 3 ประกอบด้วย 58 จังหวัด ให้ท้องที่ทุกจังหวัดในเขต 3 เป็นเขตส่งเสริมการลงทุน

เขต 1
โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในจังหวัดกรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร

เขต 2
โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในจังหวัดกาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก พระนครศรีอยุธยา ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี และ อ่างทอง

เขต 3
โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในท้องที่ 58 จังหวัด

เขต 1

  • ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรกึ่งหนึ่ง เฉพาะเครื่องจักรที่มีอากรขาเข้า ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10
  • ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี สำหรับโครงการที่ตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือในเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุน ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายใน ระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
  • ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี

เขต 2

  • ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรกึ่งหนึ่งเฉพาะเครื่องจักรที่มีอากรขาเข้าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10
  • ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี และเพิ่มเป็น 5 ปี หากตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหรือในเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพ ตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี
  • ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 1 ปี

เขต 3

  • ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร
  • ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ทั้งนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการที่มีขนาดการ ลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรอง ระบบคุณภาพตาม

มาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันเปิดดำเนินการ หากไม่

สามารถดำเนินการได้จะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์การยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 ปี

  • ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 5 ปี


โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในท้องที่ 40 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พังงา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ระนอง ลพบุรี ลำปาง ลำพูน เลย สงขลา สระแก้ว สิงห์บุรี สุโขทัย สุราษฎร์ธานี หนองคาย อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และ อุบลราชธานี ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร และสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้

  • สำหรับโครงการที่ตั้งสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ ดังนี้
    • ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
    • อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
  • สำหรับโครงการที่ตั้งสถานประกอบการนอกนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม อนุญาตให้หักค่าติดตั้ง หรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินที่ลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมโดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อม

โครงการที่ตั้งสถานประกอบการในท้องที่ 18 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครพนม นราธิวาส น่าน บุรีรัมย์ ปัตตานี พะเยา แพร่ มหาสารคาม ยโสธร ยะลา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สุรินทร์ หนองบัวลำภู และ อำนาจเจริญ ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรและสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้

  • ให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • อนุญาตให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
  • อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินที่ลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม โดยผู้ได้รับการส่งเสริมจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีรายได้จากกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ทั้งนี้นอกเหนือไปจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ

กิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

โครงการที่ได้รับการส่งเสริมในกิจการประเภทต่อไปนี้ จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

  • กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร
  • กิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการและบริการพื้นฐาน
  • กิจการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อม
  • อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ทั้งนี้คณะกรรมการจะได้ประกาศกำหนดกิจการหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ประเภทกิจการที่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษดังกล่าว ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร ดังนี้

  • ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรไม่ว่าตั้งอยู่ในเขตใด
  • ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ไม่ว่าตั้งอยู่ในเขตใด
  • สิทธิและประโยชน์อื่นให้ได้รับตามเกณฑ์ที่ตั้งในแต่ละเขต

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2 / 2543
เรื่อง ประเภท ขนาด และเงื่อนไขของกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

  1. ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 2/2536 เรื่อง ประเภท ขนาด และเงื่อนไขของกิจการที่จะให้การส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 9 เมษายน 2536
  2. ให้กิจการตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้เป็นกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุน
  3. ให้กำหนดขนาดการลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) สำหรับทุกประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุน
  4. ให้กำหนดเงื่อนไขสำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่กำหนดในกิจการประเภทนั้น ๆ
  5. สิทธิและประโยชน์สำหรับโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2543 เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน เว้นแต่ที่มีการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะในบัญชีท้ายประกาศนี้
  6. ให้กิจการต่อไปนี้เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
    6.1 กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตรตามที่กำหนดไว้ในหมวด 1 ของ บัญชีท้ายประกาศนี้
    6.2 กิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ ได้แก่

6.2.1 กิจการวิจัยและพัฒนา (ประเภท 7.12)
6.2.2 กิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ (ประเภท 7.13)
6.2.3 กิจการบริการสอบเทียบมาตรฐาน (ประเภท 7.14)
6.2.4 กิจการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ประเภท 7.15)

6.3 กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการพื้นฐาน ได้แก่

6.3.1 กิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน (ประเภท 7.1)
6.3.2 กิจการขนส่งมวลชนและสินค้าขนาดใหญ่ (ประเภท 7.2)

6.4 กิจการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน และรักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่

6.4.1 กิจการนิคมอุตสาหกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ประเภท 7.5.6)
6.4.2 กิจการบริการบำบัดน้ำเสีย กำจัดหรือขนถ่ายขยะ กากอุตสาหกรรม หรือสารเคมีที่เป็นพิษ(ประเภท 7.16)

6.5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่

6.5.1 การผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อเฉพาะที่ใช้เตาหลอมแบบ Induction Furnace (ประเภท 2.12)
6.5.2 การผลิตชิ้นส่วนเหล็กทุบ ( ประเภท 2.13)
6.5.3 การผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ (ประเภท 4.2 ) ได้แก่

(1)   การผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วน

(2)   การผลิตอุปกรณ์จับยึด

(3)     การผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมได้แก่ Turning Machines, Drilling Machines, Boring Machines, Milling Machines, Grinding Machines, Machine Centers, Gear Cutting & Finishing Machines, Die Sinking EDMs, Wire EDMs, Laser Beam Machines, Plasma Arc Cutting Machines, Electron Beam Machines, Broaching Machines

(4)   การผลิตอุปกรณ์หรือวัสดุสำหรับงาน ตัด กัด กลึง เซาะ ไส เจียร ขัด และทำเกลียวที่ใช้กับเครื่องจักรที่มีความเที่ยงตรงสูง

6.5.4 การผลิตชิ้นส่วนผงโลหะอัดขึ้นรูป (ประเภท 4.3)
6.5.5 การผลิตหรือซ่อมอากาศยาน รวมทั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์อากาศยาน (ประเภท 4.7)
6.5.6 การผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะ (ประเภท 4.8) ได้แก่

(1) การผลิตระบบเบรค ABS
(2) การผลิต Substrate สำหรับ Catalytic Converter
(3) การผลิต Electronic Fuel Injection System

6.5.7 การชุบแข็ง (ประเภท 4.12 )
6.5.8 การผลิตสารหรือแผ่นสำหรับไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเภท 5.6 )
6.5.9 กิจการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ (ประเภท 5.7)
6.5.10 กิจการซอฟต์แวร์ (ประเภท 5.8 )
6.5.11 กิจการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (ประเภท 7.5)
6.5.12 กิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัย (ประเภท 7.7)

7. คณะกรรมการอาจประกาศงดให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการที่ปรากฏในบัญชีท้ายประกาศนี้เมื่อเห็นว่ากิจการนั้น หมดความจำเป็นที่จะให้การส่งเสริมการลงทุนต่อไป หรืออาจประกาศเพิ่มเติมประเภทกิจการใดๆ ที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้การส่งเสริมขึ้นอีกก็ได้ แม้กิจการนั้นจะไม่ปรากฏในบัญชีท้ายประกาศนี้ก็ตาม
8. ประกาศนี้มีผลบังคับใช้สำหรับคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เป็นต้นไป

9. โครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมหรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนก่อนวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543
แต่เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษตามข้อ 6 ของประกาศฉบับนี้ หากยังไม่ได้ใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรก่อนวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 จะขอเปลี่ยนประเภทกิจการตามที่กำหนดใหม่ และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดใหม่ในประเภทกิจการนั้นๆก็ได้ โดยให้ยื่นขอต่อสำนักงานภายในวันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2543

ประกาศ ณ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543

( นายชวน หลีกภัย )

นายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการ


บัญชีประเภทกิจการที่จะให้การส่งเสริมการลงทุน

  1. เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร
  2. เหมืองแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน
  3. อุตสาหกรรมเบา (ผลิตเครื่องประดับ เครื่องกีฬาฯ)
  4. ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง
  5. อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า
  6. เคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติก
  7. บริการและสาธารณูปโภค

บัญชีประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุน

หมวด 1 เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร

ประเภท เงื่อนไข
1.1 กิจการขยายพันธุ์พืชหรือการคัดคุณภาพเมล็ดพันธุ์ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.2 กิจการเพาะปลูกด้วยระบบ Hydroponics จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.3 กิจการผลิตปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.4 กิจการขยายพันธุ์สัตว์ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.5 กิจการเลี้ยงสัตว์
1.5.1 การเลี้ยงปศุสัตว์
1.5.2 การเลี้ยงสัตว์น้ำ (ยกเว้นกุ้ง)
จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.6 กิจการผลิตอาหารสัตว์หรือส่วนผสมอาหารสัตว์ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.7 กิจการอบพืชและไซโล จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.8 กิจการประมงน้ำลึก จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.9 กิจการฆ่าและชำแหละสัตว์ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.10 กิจการฟอกหนังสัตว์แต่งสำเร็จหนังสัตว์หรือ

การตกแต่ง ขนสัตว์

1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. เฉพาะกิจการฟอกหนังสัตว์ต้องตั้งในนิคมอุตสาหกรรม

ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนด

1.11 กิจการผลิตหรือถนอมอาหารหรือสิ่งปรุงแต่งอาหาร

โดยใช้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย (ยกเว้นการผลิตน้ำดื่ม ลูกอม

และไอศกรีม)
1.11.1 กิจการผลิตหรือถนอมอาหารจากสัตว์
1.11.2 กิจการผลิตหรือถนอมอาหารจากพืชผักผลไม้
1.11.3 กิจการผลิตหรือถนอมอาหารจากข้าวหรือธัญพืช

จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ประเภท เงื่อนไข
1.11.4 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากน้ำนมดิบ
1.11.5 กิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งอาหาร
1.11.6 กิจการผลิตสารให้ความหวาน (ยกเว้นน้ำตาล)
1.11.7 กิจการผลิตเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ (ยกเว้นที่มี

แอลกอฮอล์)

จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.12 กิจการผลิตน้ำมันหรือไขมันจากพืชหรือสัตว์ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.13 กิจการคัดคุณภาพและบรรจุ เก็บรักษา พืชผัก ผลไม้

หรือดอกไม้ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.14 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.15 กิจการผลิตเดกตรินหรือโมดิไฟด์สตาร์ช จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.16 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้หรือเศษ

วัสดุทาง การเกษตร

จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.17 กิจการห้องเย็น จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.18 กิจการศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตร 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
2. ต้องมีที่ดินทั้งหมดไม่น้อยกว่า 100 ไร่
3. ต้องตั้งแหล่งประกอบการในพื้นที่ที่คณะกรรมการให้ความ เห็นชอบ
4. พื้นที่สำหรับประกอบกิจการและบริการที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตรต้อง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยต้องจัดให้มีพื้นที่สำหรับ แสดงหรือซื้อขายสินค้าเกษตร ศูนย์ประมูล สินค้า ห้องเย็น คลังสินค้า และต้องให้บริการตรวจสอบ คัดคุณภาพ และตรวจสารพิษตกค้าง
1.19 กิจการเขตอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
2. ที่ดินต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 500 ไร่
3. ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงงานต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และ ไม่เกินร้อยละ 75 ของพื้นที่ทั้งหมด
4. ที่ดินสำหรับประกอบกิจการที่เข้าข่ายประเภทกิจการในหมวด 1 ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ตั้งโรงงาน
5. เงื่อนไขอื่นเป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
1.20 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพร

(ยกเว้น สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน และ เครื่องสำอาง)

จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ประเภท เงื่อนไข
1.21 กิจการตรวจ วิเคราะห์ และ รับรองคุณภาพมาตรฐาน

ผลิตผล การเกษตร

จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.22 กิจการตรวจวิเคราะห์โรคพืช ปศุสัตว์ หรือสัตว์น้ำ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.23 กิจการตรวจวิเคราะห์ดินหรือน้ำเพื่อการเกษตร จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1.24 กิจการปลูกป่า 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
2. ต้องมีพื้นที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่
3. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยว

ข้องก่อนขอรับการส่งเสริม

1.25 กิจการแปรรูปไม้ยางพารา 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
2. ต้องมีการอัดน้ำยาและอบแห้งในกรรมวิธีการผลิต
1.26 กิจการผลิตแอลกอฮอล์หรือเชื้อเพลิงจากผลผลิตการเกษตร จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

หมวด 2 เหมืองแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน

ประเภท เงื่อนไข
2.1 กิจการสำรวจแร่ -
2.2 กิจการทำเหมืองแร่หรือแต่งแร่ (ยกเว้นแร่ดีบุก) 1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2. เฉพาะกิจการทำเหมืองแร่ ต้องได้ประทานบัตรจาก กรม

ทรัพยากรธรณี ก่อนออกบัตรส่งเสริม

2.3 กิจการทำเหมืองหินอ่อนหรือหินแกรนิต 1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2. ต้องได้ประทานบัตรจากกรมทรัพยากรธรณีก่อนออกบัตรส่งเสริม
2.4 กิจการผลิตเครื่องดินเผา
2.4.1 สโตนแวร์
2.4.2 ปอร์ซเลน
2.4.3 โบนไชน่า
ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.5 กิจการผลิตแก้วหรือผลิตภัณฑ์แก้ว ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.6 กิจการถลุงแร่ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.7 กิจการผลิตผงโลหะ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.8 กิจการผลิตเฟอร์โรอัลลอย ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.9 กิจการผลิตเหล็กทรงแบน
2.9.1 กิจการผลิตเหล็กแผ่นไร้สนิมรีดร้อน หรือรีดเย็น
2.9.2 กิจการผลิตเหล็กแผ่นหนา
2.9.3 กิจการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนหรือรีดเย็น
2.9.4 กิจการผลิตเหล็กแผ่นเคลือบ
1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2. เฉพาะกิจการผลิตเหล็กแผ่นเคลือบ หากตั้งในนิคมอุตสาหกรรม ที่การนิคมอุตสาหกรรมฯ กำหนด ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีและยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่น ให้ได้ รับตามประกาศคณะกรรมการที่ 1/2543
2.10 กิจการผลิตเหล็กทรงยาว
2.10.1 กิจการผลิตเหล็กลวด ลวดเหล็ก เหล็กเพลาเหล็กแท่ง
2.10.2 กิจการผลิตเหล็กรูปพรรณ (ประเภทเตาหลอม)
ต้องตั้งในเขต 3 ยกเว้นที่มีเตาหลอมให้ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือ เขตอุตสาหกรรมในเขต 2 ได้
2.11 กิจการผลิตท่อเหล็กหรือท่อเหล็กไร้สนิม ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.12 กิจการผลิตชิ้นส่วนเหล็กหล่อ 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับการผลิตชิ้นส่วน เหล็กหล่อที่ใช้เตาหลอมแบบ Induction Furnace
2. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.13 กิจการผลิตชิ้นส่วนเหล็กทุบ 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
2. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.14 กิจการรีด ดึง หล่อ หรือทุบโลหะที่มิใช่เหล็ก ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.15 กิจการผลิตวัสดุทนไฟหรือฉนวนกันความร้อน ต้องตั้งในเขต 3
ประเภท เงื่อนไข
2.16 กิจการผลิตกระเบื้องมุงหลังคาเซรามิกส์ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.17 กิจการผลิตแผ่นยิปซั่มหรือผลิตภัณฑ์จากยิปซั่ม ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2.18 กิจการตัดและแปรรูปโลหะแผ่น ( Coil Center) ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากรเท่านั้น
หมวด 3 อุตสาหกรรมเบา
ประเภท เงื่อนไข
3.1 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอหรือชิ้นส่วน
3.1.1 กิจการผลิตเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใย ประดิษฐ์
3.1.2 กิจการผลิตด้าย
3.1.3 กิจการผลิตผ้า
3.1.4 กิจการฟอกย้อมและแต่งสำเร็จ
3.1.5 กิจการพิมพ์และแต่งสำเร็จ
3.1.6 กิจการผลิตเครื่องนุ่งห่ม
3.1.7 กิจการผลิตชิ้นส่วนประกอบเครื่องนุ่งห่ม
3.1.8 กิจการผลิตเคหะสิ่งทอ
3.1.9 กิจการผลิตพรม
1. ต้องตั้งในเขต 3 ยกเว้น 3.1.1 กิจการผลิตเส้นใยธรรมชาติหรือ เส้นใยสังเคราะห์ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
2. เฉพาะ 3.1.4 กิจการฟอกย้อมและแต่งสำเร็จ ต้องตั้งในนิคม อุตสาหกรรมที่การนิคมอุตสาหกรรมฯกำหนด โดยให้ได้รับยกเว้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีและยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร สำหรับ สิทธิและประโยชน์อื่นให้ได้รับตามประกาศคณะกรรมการที่ 1/2543
3.2 กิจการผลิตเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
3.2.1 กิจการเจียระไนหรือตัดเพชร อัญมณีและมุก

3.2.2 กิจการผลิตเครื่องประดับหรือชิ้นส่วน

ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3 หรือตั้งอยู่ในศูนย์อุตสาหกรรม

อัญมณี และเครื่อง ประดับที่ได้รับการส่งเสริม

3.2.3 กิจการผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับของมีค่าหรือที่วางแสดง ของมีค่า ต้องตั้งในเขต 3
3.3 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์หรือหนังเทียม ต้องตั้งในเขต 3
3.4 กิจการผลิตรองเท้าหรือชิ้นส่วน ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
3.5 กิจการผลิตอุปกรณ์กีฬาหรือชิ้นส่วน ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
3.6 กิจการผลิตของเล่น ต้องตั้งในเขต 3
3.7 กิจการผลิตดอกไม้ ต้นไม้ประดิษฐ์ และสิ่งประดิษฐ์ อื่น ๆ
3.7.1 กิจการผลิตดอกไม้และต้นไม้ประดิษฐ์
3.7.2 กิจการผลิตของชำร่วยและของที่ระลึก
3.7.3 กิจการผลิตสิ่งประดิษฐ์
ต้องตั้งในเขต 3
3.8 กิจการผลิตเลนส์หรือ แว่นตา หรือส่วนประกอบ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
3.9 กิจการผลิตเวชภัณฑ์หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ -
3.10 กิจการผลิตเครื่องเขียนหรือชิ้นส่วน ต้องตั้งในเขต 3
3.11 กิจการผลิตเครื่องเรือนหรือชิ้นส่วน ต้องตั้งในเขต 3
3.12 กิจการผลิตกระเป๋าหรือชิ้นส่วน ต้องตั้งในเขต 3
3.13 กิจการผลิตแผ่นซึมซับ ต้องตั้งในเขต3 หรือ นิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมในเขต 2
3.14 กิจการผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์ -
3.15 กิจการผลิตแห อวน ต้องตั้งในเขต 3
3.16 กิจการผลิตกระดาษทราย ต้องตั้งในเขต 3

หมวด 4 ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง

ประเภท เงื่อนไข
4.1 กิจการผลิตเครื่องมือช่างและเครื่องมือวัด ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.2 กิจการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ สำหรับ
1) การผลิตแม่พิมพ์ (Mould & Die) และชิ้นส่วน
2) การผลิตอุปกรณ์จับยึด (Jig & Fixture)
3) การผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมได้แก่ Turning Machines, Drilling Machines, Boring Machines, Milling Machines, Grinding Machines, Machine Centers, Gear Cutting & Finishing Machines, Die Sinking EDMs, Wire EDMs, Laser Beam Machines, Plasma Arc Cutting Machines, Electron Beam Machines, Broaching Machines
4) การผลิตอุปกรณ์หรือวัสดุสำหรับงานตัด กัด กลึง เซาะ ไส เจียร ขัด และ ทำเกลียว ที่ใช้กับเครื่องจักรที่มีความเที่ยงตรงสูง (High Precision)

2. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

4.3 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ รวมทั้งชิ้นส่วนโลหะ อัดขึ้นรูป (Sintered Products) 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับการผลิตชิ้นส่วน ผงโลหะ

2. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

4.4 กิจการต่อเรือหรือซ่อมเรือเหล็กขนาดมากกว่า 500 ตันกรอส -
4.5    กิจการต่อเรือขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส (ยกเว้นเรือไม้หรือเหล็ก) -
4.6 กิจการผลิตรถไฟหรือรถไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ (เฉพาะระบบราง) -
4.7 กิจการผลิตหรือซ่อมอากาศยาน รวมทั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์อากาศ ยานหรือเครื่องใช้บนอากาศยาน จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับการผลิตหรือ

ซ่อมอากาศยาน รวมทั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์อากาศยาน

4.8 กิจการผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะ 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับ
1) การผลิตระบบเบรก ABS
2) การผลิต Substrate สำหรับ Catalytic Converter
3) การผลิต Electronic Fuel Injection System

2. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

ประเภท เงื่อนไข
4.9 กิจการประกอบรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ 1. ต้องตั้งในเขต 3

2. ต้องมีกำลังผลิตไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคันต่อปี

3. ต้องมีขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การเชื่อมประกอบโครงรถและ

การพ่นสี

4.10 กิจการประกอบรถยนต์ ไม่ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกเขต สำหรับสิทธิ

และ ประโยชน์อื่นให้ได้รับตามประกาศคณะกรรมการที่

1/2543

4.11 กิจการชุบเคลือบผิวด้วยโลหะ หรือ Anodize (Surface Treatment) 1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. หากตั้งในนิคมอุตสาหกรรมที่การนิคมอุตสาหกรรมฯ

กำหนด ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และยก

เว้นอากรขาเข้า เครื่องจักร สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่น

ให้ได้รับตามประกาศ คณะกรรมการที่ 1/2543

4.12 กิจการชุบแข็ง 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

3. หากมีการใช้สารไซยาไนด์ต้องตั้งในนิคมอุตสาหกรรมหรือ

เขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม

4.13 กิจการผลิตยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.14 กิจการผลิตเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ ประเภท 4 จังหวะ ต้องตั้งในเขต 3
4.15 กิจการผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.16 กิจการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.17 กิจการซ่อมเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการอุตสาหกรรม 1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ต้องมีความสามารถในการซ่อมชิ้นส่วนสำคัญของเครื่อง

จักรได้

4.18 กิจการผลิตภาชนะบรรจุสิ่งของที่ทำจากโลหะ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.19 กิจการผลิตโครงสร้างโลหะที่ใช้ในการก่อสร้าง หรืออุปกรณ์ สำหรับงานอุตสาหกรรม (Fabrication Industry) ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.20 กิจการผลิตเครื่องอัดอากาศ หรือ ก๊าซ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.21 กิจการผลิตและซ่อมบำรุงรักษาตู้สินค้าแบบคอนเทนเนอร์ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
4.22 กิจการซ่อมชิ้นส่วนยานพาหนะ อุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์ ต้องตั้งในเขตอุตสาหกรรมส่งออก    เขตคลังสินค้าทัณฑ์บน

สำหรับ ประกอบการค้าเสรี หรือ เขตคลังสินค้าทัณฑ์บน


หมวด 5 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องใช้ไฟฟ้า

ประเภท เงื่อนไข
5.1 กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรม ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
5.2 กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
5.3 กิจการผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า
5.3.1 การผลิตหลอดไฟฟ้า
5.3.2 การผลิตแบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉาย
5.3.3 การผลิตลวดหรือสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวน
5.3.4 การผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
5.4 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์
5.4.1 การผลิตเครื่องใช้ในสำนักงาน เครื่องคำนวณ
(1) เครื่องคิดเลข
(2) เครื่องคอมพิวเตอร์
(3) อุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ ได้แก่ การพิมพ์เอกสาร
การผลิตเอกสาร เครื่องถ่ายเอกสาร หรือเครื่องพิมพ์ดีด
อิเล็กทรอนิกส์
5.4.2 การผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน
(1) เตาอบไมโครเวฟ
(2) ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลอื่นๆ
5.4.3 การผลิตอุปกรณ์อัตโนมัติเพื่อการอุตสาหกรรม
(1) อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ
(2) หุ่นยนต์
(3) อุปกรณ์ตรวจสอบเครื่องจักร
(4) อุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุ
5.4.4 การผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยุโทรทัศน์หรือ โทรคมนาคม
(1) เครื่องรับโทรทัศน์
(2) เครื่องบันทึกและเครื่องเล่นวีดีโอ
1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ถึงวันที่ 31

ธันวาคม 2547 เครื่องทำบัญชี

3. สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่น ให้ได้รับตามประกาศคณะ

กรรมการที่ 1/2543

ประเภท เงื่อนไข
(3) เครื่องวีดีโอ ดิสซ์
(4) เครื่องวีดีโอ เท็ค
(5) เครื่องสำหรับสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน
(6) เครื่องรับวิทยุ

(7) เครื่องรับวิทยุรถยนต์
(8) เครื่องรับวิทยุ – เทป
(9) เครื่องเสียง
(10) เครื่องเล่นคอมแพคดิสก์
(11) เครื่องเล่นเทประบบดิจิตัล

(12) เครื่องโทรศัพท์ภายใน
(13) เครื่องวิทยุสื่อสาร ทั้งชนิดเคลื่อนที่ได้ ชนิดสมัครเล่น ชนิดรับส่ง ชนิดไมโครเวฟ ชนิดสถานีรับส่ง หรือชนิดเพ็จจิ้ง
(14) เรดาร์
(15) เครื่องโทรคมนาคม ได้แก่ เครื่อง ระบบวอยซ์สวิชชิง
เครื่องรับ-ส่งโทรเลข เครื่องรับโทรศัพท์ หรือเครื่องรับ
โทรศัพท์แบบเซลลูลาร์
(16) เครื่องสื่อสารระบบไฟเบอร์ออฟติค
(17) เครื่องสื่อสารข้อมูล
(18) เครื่องสำหรับสถานีรับ-ส่งโทรทัศน์
(19) เครื่องโทรสาร

5.4.5 การผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการวัดและการควบคุมสำหรับ งานวิชาชีพและงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งมิได้จัดประเภท ไว้ที่อื่น หรือการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการ ถ่ายภาพและสายตา
(1) อุปกรณ์เตือนกันขโมย
(2) อุปกรณ์เตือนเหตุฉุกเฉิน
(3) กล้องถ่ายวีดีโอ

1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ถึงวันที่ 31

ธันวาคม 2547 เครื่องทำบัญชี

3. สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่น ให้ได้รับตามประกาศคณะ

กรรมการที่ 1/2543

ประเภท เงื่อนไข
(4) กล้องถ่ายรูปอิเล็กทรอนิกส์
(5) นาฬิกา
(6) เครื่องควบคุมแสงสว่างและอุปกรณ์ไฟฟ้า
(7) เครื่องมือวัด ทดสอบและวิเคราะห์
(8) เครื่องจ่ายไฟ
(9) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์
(10) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการแพทย์ ได้แก่
อุปกรณ์วินิจฉัยโรค อุปกรณ์รักษาโรค อุปกรณ์ผ่าตัด
และการให้ยา หรืออุปกรณ์มอนิเตอร์ อุปกรณ์เลเซอร์
(11) เครื่องมือวัดอุตสาหกรรม (Measurement Equipment for Industries)
5.4.6 การผลิตเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์
1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ถึงวันที่ 31

ธันวาคม 2547 เครื่องทำบัญชี

3. สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่น ให้ได้รับตามประกาศคณะ

กรรมการที่ 1/2543

5.5 กิจการผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์
5.5.1 ไดโอด
5.5.2 ทรานซิสเตอร์
5.5.3 ไทรีสเตอร์
5.5.4 แผงวงจรไฟฟ้า
5.5.5 อุปกรณ์ออฟโตอิเล็กทรอนิกส์
5.5.6 รีซีสเตอร์
5.5.7 คาปาซิเตอร์
5.5.8 รีเลย์
5.5.9 สวิทช์และแป้นพิมพ์
5.5.10 ชิ้นส่วนที่มีแม่เหล็ก ได้แก่
ขดลวด หม้อแปลงไฟฟ้าต่ำกว่า 1 เควีเอ
หรือชิ้นส่วนที่มีแม่เหล็กอื่นๆ

5.5.11 ทรานสดิวเซอร์
5.5.12 ผลึกควอทซ์

1. ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ถึงวันที่ 31

ธันวาคม 2547

2. สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่นให้ได้รับตามประกาศคณะ

กรรมการ ที่ 1/2543

ประเภท เงื่อนไข
5.5.13 แฟสซีฟ ฟิลเตอร์ และเนทเวอร์คได้แก่ อิเล็กโทร-
แมคคานิคัล ฟิลเตอร์ อาร์เอฟไอ และอีเอ็มไอ ฟิลเตอร์
อาร์ซี เนทเวอร์ค ดีเลย์ไลน์หรือ แอทเทนนูเอเตอร์
5.5.14 คอนเน็คเตอร์
5.5.15 แผ่นวงจรพิมพ์
5.5.16 เต้าเสียบ และเต้ารับ
5.5.17 ชิ้นส่วนเกี่ยวกับเสียงได้แก่ไมโครโฟน เอียโฟน
ลำโพง และอุปกรณ์เฮดโฟน คาร์ทริดจ์ หรือชิ้นส่วน
เกี่ยวกับเสียงอื่นๆ
5.5.18 มอเตอร์ขนาดเล็ก
5.5.19 หลอดอิเล็กทรอนิกส์
5.5.20 ชิ้นส่วนโทรคมนาคมชนิดไมโครเวฟ ได้แก่
สวิทช์ไมโครเวฟหรืออุปกรณ์เฟอร์ไรท์
5.5.21 อุปกรณ์ประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่
อุปกรณ์เก็บข้อมูล ออฟทิคัลดิสซ์ เทอร์มินัล แป้นพิมพ์
เครื่องพิมพ์ หรือ อุปกรณ์สื่อสารที่ใช้กับ คอมพิวเตอร์
5.5.22 ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปได้แก่ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป จากแผ่นวงจรพิมพ์ หรือ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป
ชนิดอิเล็กโทรเม็คคานิกส์
5.5.23 การผลิตแฟลทเคเบิ้ล ชีลด์เคเบิ้ล โคแอคเชียลเคเบิ้ล หรือซิกแนลเคเบิ้ล
1. ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ถึงวันที่ 31

ธันวาคม 2547

2. สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่นให้ได้รับตามประกาศคณะ

กรรมการ ที่ 1/2543

5.6 กิจการผลิตสาร หรือ แผ่น สำหรับไมโครอิเล็กทรอนิกส์
5.6.1 Wafer
5.6.2 Thin Film Technology
1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ยกเว้นในเขต 1

ไม่ให้ได้ รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่หากตั้งในนิคม

อุตสาหกรรม หรือ เขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมให้

ได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติ บุคคล 3 ปี

2. ต้องมีแผนการวิจัยและพัฒนาที่คณะกรรมการให้ความ

เห็นชอบ

ประเภท เงื่อนไข
5.7 กิจการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์
5.7.1 Micro Electronics Design
5.7.2 Prototype Design
5.7.3 Imbedded System Design
5.7.4 ออกแบบโปรแกรมสำหรับงานเฉพาะ เช่น
Artificial Intelligence, Virtual Reality
Neuronetwork, Fuzzy Logic, Education
1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนรายได้จากการ

จำหน่าย ผลิตภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่ออกแบบเอง

แต่จ้างผู้อื่นผลิตด้วย

5.8 กิจการซอฟต์แวร์
5.8.1 การพัฒนา ผลิต ปรับเปลี่ยน รวมระบบ
บำรุงรักษาซอฟต์แวร์
5.8.2 การฝึกอบรมในลักษณะ Professional Training
เกี่ยวกับซอฟต์แวร์
5.8.3 การผลิตซอฟต์แวร์ประเภท Multimedia
1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ยกเว้นในเขต 1

และ 2 ที่ตั้งนอกเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ให้ได้รับยก

เว้นภาษีเงินได้นิติ บุคคล 5 ปี

2. ในกรณีนำซอฟต์แวร์ต่างประเทศ มาปรับเปลี่ยน ต้นทุน

ซอฟต์แวร์ ต่าง ประเทศ ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของค่าใช้

จ่ายทั้งหมดในการ ปรับเปลี่ยน

5.9 กิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
5.9.1 การให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(E-Commerce Application Service Provider)
5.9.2 การดำเนินพาณิชย์กรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
(E-Commerce User)
1. ในกรณีนำซอฟต์แวร์ต่างประเทศ มาปรับเปลี่ยน ต้นทุน

ซอฟต์แวร์ ต่างประเทศ ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของค่าใช้

จ่ายทั้งหมดในการปรับ เปลี่ยน

2. ต้องไม่เป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทในเครือ

3. ประเภท 5.9.1 ให้ได้รับ
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต
- โครงการที่ตั้งในเขต1 และ 2 ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงิน

ได้นิติ บุคคล 5 ปี แต่หากตั้งในเขตอุตสาหกรรม

ซอฟต์แวร์ให้ได้รับยกเว้น ภาษีเงิน ได้นิติบุคคล 8 ปี

4. ประเภท 5.9.2 ไม่ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

5. สำหรับสิทธิและประโยชน์อื่น ให้ได้รับตามประกาศคณะ

กรรมการ ที่ 1/2543


หมวด 6 เคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก

ประเภท เงื่อนไข
6.1 กิจการผลิตเคมีภัณฑ์พื้นฐาน เฉพาะ
6.1.1 Aluminium Oxide
6.1.2 Aluminium Hydroxide
6.1.3 Magnesium Hydroxide
6.1.4 Potassium Hydroxide
6.1.5 Ammonium Sulphate
6.1.6 Ammonium Bicarbonate
6.1.7 Calcium Carbide
6.1.8 Calcium Chloride
6.1.9 Magnesium Chloride
6.1.10 Potassium Bicarbonate
6.1.11 Sodium Phosphate
6.1.12 Sodium Silicate
6.1.13 Ethyl Alcohol
6.1.14 Acetic Acid
6.1.15 Citric Acid
6.1.16 Glutamic Acid
6.1.17 Hexahydric Alcohol (Sorbital)
6.1.18 Polyether Polyol
6.1.19 Chlorinated Paraffin
6.1.20 Formaldehyde
1. ต้องตั้งในเขต 3

2. ต้องมีกระบวนการทางเคมี

ประเภท เงื่อนไข
6.2 กิจการผลิตเคมีภัณฑ์อื่นๆ ยกเว้น
Industrial Gases, Calcium Oxide, Silicon Dioxide,
Zinc Oxide, Hydrogen Peroxide, Sulfuric Acid, Hydrochloric Acid, Sodium Hydroxide, Calcium Hydroxide, Aluminium Sulphate, Potassium Aluminium Sulphate, Calcium Carbonate, Calcium Phosphate,

Sodium Chloride, Sodium Hypochlorite, Calcium Hypochlorite, Paraffin & Wax, Carbon Black และ Chlorine

1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ต้องมีกระบวนการทางเคมี

6.3 กิจการผลิตปุ๋ย ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
6.4 กิจการผลิตยาปราบศัตรูพืชหรือยากำจัดวัชพืช ต้องตั้งในเขต 3
6.5 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
6.6 กิจการโรงกลั่นน้ำมัน 1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีอากรเฉพาะการ

ยกเว้น อากรขาเข้าเครื่องจักรทั้งเขต 2 และ 3

6.7 กิจการผลิตสีย้อมและสารให้สี (ยกเว้นสีทา) ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
6.8 กิจการผลิตสารออกฤทธิ์สำคัญในยา (Active Ingredient) ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
6.9 กิจการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือ เคลือบด้วยพลาสติก
6.9.1 สินค้าสำเร็จรูปเพื่อการอุปโภคบริโภค
6.9.2 การผลิตชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบสำหรับสินค้า
อุตสาหกรรม
ต้องตั้งในเขต 3

ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

6.10 กิจการผลิตเยื่อกระดาษ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
6.11 กิจการผลิตกระดาษ ต้องตั้งในเขต 3
6.12 กิจการผลิตภาชนะหรือกล่องกระดาษ ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3
6.13 กิจการผลิตสิ่งของจากเยื่อ เยื่อกระดาษ
กระดาษ หรือกระดาษแข็ง
ต้องตั้งในเขต 3
6.14 กิจการผลิตสิ่งพิมพ์ 1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ต้องมีกระบวนการพิมพ์ที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

6.15 กิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งสำหรับประทินร่างกาย ต้องตั้งใน 18 จังหวัดในเขต 3 ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครพนม

นราธิวาส น่าน บุรีรัมย์ ปัตตานี พะเยา แพร่ มหาสารคาม

ยโสธร ยะลา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สุรินทร์

หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ


หมวด 7 กิจการบริการและสาธารณูปโภค

ประเภท เงื่อนไข
7.1 กิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน
7.1.1 กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือไอน้ำ
7.1.2 กิจการประปาหรือน้ำเพื่ออุตสาหกรรม
7.1.3 กิจการทางสัมปทาน
7.1.4 กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินทะเล
7.1.5 กิจการสถานที่ตรวจปล่อยและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อการส่งออก หรือโรงพักสินค้า เพื่อตรวจปล่อยของขาเข้าและบรรจุ ของขาออกที่ขนส่งโดยระบบคอนเทนเนอร์นอกเขตท่าเทียบเรือ (รพท.)
7.1.6 กิจการสนามบินพาณิชย์
7.1.7 กิจการโทรคมนาคมดาวเทียม
7.1.8 กิจการบริการโทรศัพท์
1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

3. ประเภท 7.1.7 ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะ

รายได้ ที่ได้รับจาก ต่างประเทศ สำหรับสิทธิและ

ประโยชน์อื่นให้ได้รับ ตามประกาศ คณะกรรมการที่

1/2543

4. ประเภท 7.1.8 ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับ

ภาษีอากร เท่านั้น

กิจการขนส่งมวลชนและสินค้าขนาดใหญ่
7.2.1 กิจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และรถไฟขนส่งสินค้า
(เฉพาะระบบราง)
7.2.2 กิจการขนส่งทางท่อ

7.2.3 กิจการขนส่งทางอากาศ
7.2.4 กิจการขนส่งทางเรือ

7.2.5 กิจการเรือเฟอร์รี่
7.2.6 กิจการเรือกำลังสูง

1. ประเภท 7.2.1 ถึง 7.2.4 จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญ

เป็นพิเศษ

2. ประเภท 7.2.5 และ 7.2.6 ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้า

เครื่องจักรกึ่งหนึ่งและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี

ทุกเขต

3. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามประกาศคณะกรรมการที่

1/2543 ยกเว้นที่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น

7.3 กิจการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามประกาศคณะกรรมการ ที่

1/2543 ยกเว้นที่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น

7.3.1 กิจการบริการที่จอดเรือท่องเที่ยว เงื่อนไขกิจการบริการที่จอดเรือท่องเที่ยว

ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น อุปกรณ์ยกเรือ ที่จอด

เรือบนบก โรงจอดเรือสำหรับซ่อมบำรุงเรือ

7.3.2 กิจการเดินเรือท่องเที่ยวหรือให้เช่าเรือท่องเที่ยว เงื่อนไขกิจการเดินเรือท่องเที่ยวหรือให้เช่าเรือท่องเที่ยว

1. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

2. ให้ได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรกึ่งหนึ่ง และยกเว้น

ภาษีเงินได้ นิติบุคคล 5 ปี ทุกเขต

ประเภท เงื่อนไข
7.3.3 กิจการสวนสนุก เงื่อนไขกิจการสวนสนุก

1. ต้องมีขนาดการลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนไม่

น้อยกว่า 500 ล้านบาท และที่ดินไม่น้อยกว่า 200 ไร่

2. ส่วนประกอบของโครงการ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก

คณะกรรมการ

3. ต้องจัดที่ดินร้อยละ 30 ของที่ดินทั้งหมดเป็น พื้นที่สีเขียว

ร้อยละ 15 และที่จอดรถร้อยละ 15

7.3.4 กิจการศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมหรือศูนย์ศิลป หัตถกรรม เงื่อนไขกิจการศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมหรือศูนย์ศิลป

หัตถกรรม ต้องมีขนาดการลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุน

เวียนไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท และที่ดินมีขนาดไม่น้อยกว่า

10 ไร่

7.3.5 กิจการอุทยานสัตว์น้ำ เงื่อนไขกิจการอุทยานสัตว์น้ำ

1. ต้องมีขนาดการลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนไม่

น้อยกว่า 100 ล้านบาท และที่ดินมีขนาดไม่น้อยกว่า10ไร่

2. ต้องจัดที่ดินร้อยละ 30 ของที่ดินทั้งหมดเป็น พื้นที่สีเขียว

ร้อยละ 15 และ ที่จอดรถร้อยละ 15

3. ต้องจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

7.3.6 กิจการสนามแข่งขันยานยนต์ เงื่อนไขกิจการสนามแข่งขันยานยนต์

1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

3. ต้องได้รับมาตรฐานจากสมาคม FIA (Federation

Internationale de L’Automobile) หรือ FIM (Federation

Internationale de Motocyclisme)

4. ต้องมีมาตรการป้องกันและควบคุมมิให้เกิดอันตรายหรือ

ความ เดือดร้อนแก่ผู้อยู่ใกล้เคียง

5. ต้องจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ประเภท เงื่อนไข
7.3.7 กิจการสวนสัตว์เปิด เงื่อนไขกิจการสวนสัตว์เปิด

1. ต้องมีขนาดการลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนไม่

น้อยกว่า 500 ล้านบาท และที่ดินมีขนาดไม่น้อยกว่า 500

ไร่

2. ส่วนประกอบของโครงการต้องได้รับความเห็นชอบจาก

คณะกรรมการ

3. ต้องจัดที่ดินร้อยละ 30 ของที่ดินทั้งหมดเป็นพื้นที่สีเขียว

ร้อยละ 15 และ ที่จอดรถ ร้อยละ 15

7.3.8 กิจการกระเช้าไฟฟ้า เงื่อนไขกิจการกระเช้าไฟฟ้า

ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้

รับสิทธิ และประโยชน์ตามประกาศคณะกรรมการที่ 1/2543

ยกเว้นที่ระบุไว้ เป็นอย่างอื่น

7.4 กิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว
7.4.1 กิจการหอประชุมขนาดใหญ่
เงื่อนไขกิจการหอประชุมขนาดใหญ่

1. ต้องมีพื้นที่ส่วนที่ใช้เพื่อการประชุมไม่น้อยกว่า 4,000

ตารางเมตร โดยห้องประชุมขนาดใหญ่ที่สุดต้องมีพื้นที่ไม่

น้อยกว่า 3,000 ตารางเมตร

2. ต้องมีเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับ

โครงการ

3. แบบแปลนแผนผังต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะ

กรรมการ

7.4.2 กิจการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ เงื่อนไขกิจการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ

1. ต้องมีที่ดินไม่น้อยกว่า 50 ไร่ โดยเป็นพื้นที่แสดงสินค้า

ภายในอาคารไม่น้อยกว่า 25,000 ตารางเมตร

2. ต้องมีห้องสำหรับเจรจาธุรกิจทุกห้องแสดงสินค้า (Hall)

7.4.3 กิจการโรงแรม เงื่อนไขกิจการโรงแรม

1. โครงการที่ตั้งในเขต 1 หรือเขต 2 รวมทั้งอำเภอหาดใหญ่

และ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ที่ไม่

เกี่ยวกับ ภาษีอากรเท่านั้น

ประเภท เงื่อนไข
2. โครงการที่ตั้งในเขต 3 (ไม่รวมตามข้อ 1 และ 3) ให้ได้รับยกเว้น อากรขาเข้าเครื่องจักรและสิทธิและประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากร เท่านั้น
3. โครงการที่ตั้งในจังหวัด กาฬสินธุ์ นครพนม นราธิวาส น่าน บุรีรัมย์ ปัตตานี พะเยา แพร่ มหาสารคาม ยโสธร ยะลา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สุรินทร์ หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ
4. ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามประกาศคณะกรรมการที่ 1/2543
5. ต้องมีจำนวนห้องพักไม่น้อยกว่า 100 ห้อง
7.5 กิจการพัฒนาพื้นที่สำหรับกิจการอุตสาหกรรม
7.5.1 กิจการเขตอุตสาหกรรม
เงื่อนไขกิจการเขตอุตสาหกรรม

1. ไม่ให้การส่งเสริมในกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ

2. ที่ดินมีขนาดไม่น้อยกว่า 500 ไร่

3. ที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงงานต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และไม่

เกินร้อยละ 75 ของพื้นที่ทั้งหมด

4. เงื่อนไขอื่นเป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด

7.5.2 กิจการพัฒนาอาคารสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม เงื่อนไขกิจการพัฒนาอาคารสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

1. ต้องสร้างอาคารโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุต

สาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม

2. แบบแปลนแผนผังต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะ

กรรมการ

3. การปลูกสร้างอาคารโรงงานต้องเป็นไปตามกฎหมายว่า

ด้วย โรงงานและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการก่อสร้าง

4. หากเป็นอาคารโรงงานหลายชั้น ต้องสูงไม่เกิน 12 ชั้น

5. ไม่ให้ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรทุก

เขต

ประเภท เงื่อนไข
7.5.3 กิจการเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรี เงื่อนไขกิจการเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้า

เสรี

1. ที่ดินมีขนาดไม่น้อยกว่า 200 ไร่

2. ไม่ให้การส่งเสริมในเขตกรุงเทพมหานคร

3. จังหวัดสมุทรปราการจะให้การส่งเสริมเฉพาะในเขตที่ดิน

ประเภท อุตสาหกรรมและคลังสินค้าที่กระทรวงอุตสาห

กรรมให้ความเห็นชอบ

4. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม

7.5.4 กิจการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เงื่อนไขกิจการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. ต้องมีระบบสื่อสารหลักแบบใยแก้วความเร็วสูงทั่วทั้งเขต

อุตสาหกรรม

3. ต้องมีระบบโทรคมนาคมหลักที่มีการวางสายสื่อสารแบบ

ความเร็ว สูงจากเขตอุตสาหกรรมไปยังศูนย์กลางสื่อสาร

โทรคมนาคมใน ประเทศและระหว่างประเทศ

4. มีระบบไฟฟ้าสำรองจ่ายแบบต่อเนื่อง

5. ต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร

7.5.5 กิจการเขตอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เงื่อนไขสำหรับกิจการศูนย์อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่อง

ประดับ

1. ที่ดินต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 100 ไร่

2. ต้องมีพื้นที่สำหรับการประกอบอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ

อัญมณีและเครื่องประดับ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของ

พื้นที่ทั้งหมด

3. ต้องมีพื้นที่สำหรับการค้าขายอัญมณีและเครื่องประดับ

4. ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม

5. ต้องมีห้องประชุมและห้องแสดงสินค้ารวมทั้งศูนย์ธุรกิจ

6. ต้องมีพื้นที่จอดรถขนาดที่เหมาะสม

7. ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี ทุกเขต สำหรับ

สิทธิและประโยชน์อื่นให้ได้รับตามประกาศคณะกรรมการ

ที่ 1/2543

ประเภท เงื่อนไข
7.5.6 กิจการนิคมอุตสาหกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
(1) นิคมอุตสาหกรรมสำหรับกิจการฟอกย้อม
(2) นิคมอุตสาหกรรมสำหรับกิจการฟอกหนัง
(3) นิคมอุตสาหกรรมสำหรับกิจการชุบเคลือบผิวด้วยโลหะและ Anodize (Surface Treatment)
เงื่อนไขสำหรับประเภทกิจการนิคมอุตสาหกรรมเพื่ออนุรักษ์

สิ่งแวดล้อม

1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. ต้องได้รับความเห็นชอบจากการนิคมอุตสาหกรรมฯ ก่อน

ยื่นขอรับการ ส่งเสริม

7.6 กิจการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
(Distribution Center)
1. เป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย ควบคุมด้วยระบบ

คอมพิวเตอร์ ตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

2. รับฝากสินค้านำเข้าได้เฉพาะที่เสียภาษีอากรหรือของที่ใช้

สิทธิและ ประโยชน์อื่น ซึ่งผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว เช่น

สินค้าที่ได้รับยกเว้น หรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามมาตร

การส่งเสริมการลงทุน หรือของอื่นๆ ที่อธิบดีกรมศุลกากร

กำหนด
3. ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีอากรเฉพาะที่เกี่ยวกับ

เครื่องจักรตามเขตที่ตั้ง

7.7 ศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ ทันสมัย (International Distribution Center) 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อย

ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

3. เป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย ควบคุมด้วยระบบ

คอมพิวเตอร์ ตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

4. รับฝากสินค้านำเข้าได้เฉพาะที่เสียภาษีอากรหรือของ

ที่ใช้สิทธิและประโยชน์อื่น ซึ่งผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว

เช่น สินค้าที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตาม

มาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือของอื่นๆ ที่อธิบดีกรม

ศุลกากรกำหนดให้ได้รับเฉพาะสิทธิและประโยชน์ทาง

ภาษีอากรดังต่อไปนี้ ไม่ว่าตั้งในเขตใด

7.8 กิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ (International Procurement Office – IPO) 1. ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

2. สิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 36(1) และ 36(2)

ประเภท เงื่อนไข
7.9 กิจการสำนักงานภูมิภาค (Regional Headquarters) 1. ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปีทุกเขต สำหรับ

สิทธิ และประโยชน์อื่นให้ได้รับตามประกาศคณะกรรมการ

ที่ 1/2543

2. ต้องกำกับดูแลกิจการของสาขาหรือบริษัทในเครือในต่าง

ประเทศ ไม่น้อยกว่า 5 ประเทศ และต้องมีศูนย์ฝึกอบรม

และพัฒนาบุคลากร

3. ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปีละไม่น้อยกว่า 50 ล้าน

บาท

4. ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไม่น้อยกว่า 40

ล้านบาท ภายใน 2 ปีนับแต่วันออกบัตรส่งเสริม

5. ต้องมีรายได้จากต่างประเทศไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของราย

ได้ทั้งหมดในแต่ละปี

6. ต้องได้รับใบอนุญาตดำเนินการจากหน่วยงานของรัฐที่

เกี่ยวข้อง

7. ต้องมีแผนดำเนินการและขอบข่ายธุรกิจตามที่คณะ

กรรมการกำหนด

7.10 กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน 1. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

2. ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษีอากรเท่านั้น

3. ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปีละไม่น้อยกว่า 10 ล้าน

บาท

4. ต้องมีแผนดำเนินการและขอบข่ายธุรกิจตามที่คณะ

กรรมการกำหนด

7.11 กิจการสถานพยาบาล
7.11.1 โรงพยาบาล
เงื่อนไขสำหรับกิจการโรงพยาบาล

1. ต้องตั้งในเขต 2 หรือ 3

2. ต้องมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนไม่น้อยกว่า 50 เตียง

3. ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

7.11.2 บ้านพักและศูนย์สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ
7.11.3 ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ
เงื่อนไขกิจการบ้านพัก/ศูนย์สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุและ

ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ

1. บริการต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่หน่วยงานของรัฐกำหนด

2. หากเป็นการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เงินลงทุนต้องนำ

เข้ามา จากต่างประเทศ

3. ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีอากรเฉพาะที่เกี่ยวกับ

เครื่องจักร ตามเขตที่ตั้ง

ประเภท เงื่อนไข
7.12 กิจการวิจัยและพัฒนา 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. ต้องมีขอบข่ายธุรกิจตามที่คณะกรรมการกำหนด

7.13 กิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
7.14 กิจการบริการสอบเทียบมาตรฐาน (Calibration) จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
7.15 กิจการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
7.15.1 สถานศึกษาหรือศูนย์ฝึกฝนวิชาชีพ
7.15.2 กิจการโรงเรียนนานาชาติ
7.15.3 กิจการสถานศึกษาด้านโรงแรม
7.15.4 กิจการสถานศึกษาพัฒนากำลังคน ด้าน พาณิชย์นาวี
1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. การดำเนินการต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของ

รัฐ ที่เกี่ยวข้อง

3. ต้องมีขอบข่ายธุรกิจตามที่คณะกรรมการกำหนด

7.16 กิจการบริการบำบัดน้ำเสีย กำจัดหรือขนถ่ายขยะ กากอุตสาหกรรม หรือสารเคมีที่เป็นพิษ 1. จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

2. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

7.17 กิจการสร้างภาพยนตร์ไทย หรือการให้บริการแก่ธุรกิจสร้าง

ภาพยนตร์ หรือบริการ Multimedia

1. ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต สำหรับสิทธิ

และ ประโยชน์อื่นให้ได้รับตามประกาศคณะกรรมการที่

1/2543

2. ต้องมีเครื่องจักรอุปกรณ์ และขอบข่ายธุรกิจตามที่คณะ

กรรมการ กำหนด

7.18 กิจการให้บริการฆ่าเชื้อแก่ผลิตภัณฑ์ -
7.19 กิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง 1. ต้องจัดที่อยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 150 หน่วย สำหรับในเขต 1

และไม่น้อยกว่า 75 หน่วยสำหรับในเขต 2 และ 3

2. พื้นที่ต่อหน่วยต้องไม่น้อยกว่า 31 ตารางเมตร

3. ต้องจำหน่ายในราคาหน่วยละไม่เกิน 6 แสนบาท (รวม

ราคาที่ดิน)

4. แผนผังและแบบแปลนอาคารต้องได้รับความเห็นชอบจาก

คณะกรรมการ

5. ต้องได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารตามพระราชบัญญัติควบ

คุม อาคาร หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

6. โครงการที่ตั้งอยู่ในเขต 1 และ 2 ให้ได้รับสิทธิและ

ประโยชน์เฉพาะ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี และ

โครงการที่ตั้งอยู่ในเขต 3 ให้ได้รับเฉพาะการยกเว้นภาษี

เงินได้นิติบุคคล 8 ปี เท่านั้น

7.20 กิจการเคลือบหรือพอกท่อสำหรับปิโตรเลียม ต้องตั้งอยู่ในเขต 2 หรือ 3

วิธีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน

1.การขอรับการส่งเสริมการลงทุน

ผู้สนใจและประสงค์จะขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะขอเอกสารเผยแพร่ขอคำแนะนำด้านการลงทุน และแบบฟอร์มคำขอรับการส่งเสริม (กกท.01) ได้ที่ศูนย์บริการลงทุนทั้งนี้ เมื่อกรอกคำขอในแบบฟอร์ม เรียบร้อยแล้ว ให้ยื่นคำขอจำนวน 2 ชุด ที่สำนักเลขานุการกรม และทำสำเนา คำขออีก 1 ชุด เพื่อผู้ขอรับการส่งเสริมเก็บไว้เป็นสำเนาคำขอรับการส่งเสริมที่มีโครงการลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท จะต้องยื่นรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ Feasibility  Study (รายละเอียดตามประกาศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 50 / 2534 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2534)

ในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมยังไม่ได้จัดตั้งบริษัท มูลนิธิ หรือสหกรณ์ ผู้ขออาจยื่นคำขอรับการส่งเสริมได้ในนามบุคคลธรรมดา แต่ผู้ขอรับการส่งเสริมนั้นจะต้องจัดตั้ง บริษัท มูลนิธิ หรือสหกรณ์ ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ผู้ขอรับการส่งเสริม ได้ตอบรับมติคณะกรรมการให้การส่งเสริมแล้ว

การพิจารณาโครงการที่ขอรับการส่งเสริม

สำนักงานจะพิจารณาคำขอรับการส่งเสริมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันทำการนับ แต่วันที่สำนักงาน ได้รับคำขอพร้อมด้วยเอกสาร และหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาครบถ้วน (รายละเอียดตามระเบียบสำนักงานฉบับที่ 1 / 2535 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2535) ส่วนคำขอรับการส่งเสริมที่มีขนาด การลงทุน ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไปที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่จะต้องเสนอคณะกรรมการพิจารณา ซึ่งจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 30 วัน รวมเป็น 90 วันทำการ

2.การแจ้งมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติการส่งเสริม

หลังจากคำขอรับการส่งเสริมได้ผ่านการพิจารณาแล้ว สำนักงานเลขานุการกรมจะแจ้งมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้การส่งเสริมแก่ผู้ขอให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันทำการ (รายละเอียดตามระเบียบสำนักงาน ฉบับที่ 2 / 2535 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2535)

3.การออกบัตรส่งเสริม

ผู้ขอรับการส่งเสริมจะต้องตอบรับมติให้การส่งเสริมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติ หากไม่สามารถตอบรับมติภายในระยะเวลาที่กำหนด สามารถขอขยายเวลาตอบรับมติและขอขยายเวลาเพื่อส่ง เอกสารประกอบการออกบัตรส่งเสริมได้ (รายละเอียดตามระเบียบสำนักงาน ฉบับที่4 / 2535 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2535) เมื่อตอบรับแล้วจะต้องส่งเอกสารและหลักฐานประกอบการออกบัตรส่งเสริม ตามที่สำนักงานกำหนดไว้ภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันตอบรับมติ (รายละเอียดตามระเบียบสำนักงาน 5 / 2535 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2535) ได้ที่สำนักเลขานุการกรม

ภาษีการส่งออก

ภาษีการส่งออก

สินค้าส่งออกจากราชอาณาจักรไทยที่ต้องชำระภาษีอากรเพื่อการส่งออก มี 2 รายการ ดังนี้

พิกัด

ศุลกากร

สินค้า

อัตราภาษี

4104

หนังโคและหนังกระบือ

: หนังโคและหนังกระบือไม่ว่าดิบหรือ -หนังดิบ                             5 บาท / กิโลกรัม
ฟอกแล้ว แต่ไม่รวมถึงเศษตัด เศษและ -หนังฟอกที่ไม่เสร็จสมบูรณ์      4 บาท / กิโลกรัม
ผง ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรม -เศษตัด และผง ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ในอุตสาห
ทำหนังและอุตสาหกรรมการผลิตหนัง กรรมทำหนัง และอุตสาหกรรมผลิตหนัง
0.40 บาท / กิโลกรัม
***สำหรับหนังโคและหนังกระบือที่ฟอกเสร็จสมบูรณ์แล้วได้รับการยกเว้นอากรขาออก
44 ไม้
: ไม้ ไม้แปรรูป และของทำด้วยไม้ -ไม้และไม้แปรรูป                 อัตรา 40%
-ไม้และไม้แปรรูปที่ได้จากต้นยางตระกูลฮีเวีย
อัตรา 3%
-ไม้รวกและไม้มะพร้าว          อัตรา 5%
-ไม้วีเนียร์                          อัตรา 10%
***สำหรับของที่ทำด้วยไม้ชนิดที่ไม่เหมาะที่จะนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น ได้รับการยกเว้นภาษี
อากรขาออก

ขั้นตอนการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์

ขั้นตอนการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนซึ่งจัดตั้งตามมาตรา 8 มาตรา 8 ทวิ (2)

นอกจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวมาแล้วผู้ขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนควรทราบขั้นตอนการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อง่ายต่อการสอบถามติดตาม ดังนี้

1. การยื่นขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน

ผู้ประสงค์จะขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนทำหนังสือของบริษัทถึงอธิบดีกรมศุลกากรเรื่องขออนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน พร้อมกรอกข้อความตามแบบคำขออนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนที่กำหนดแนบท้ายประกาศกรมศุลกากรให้ถูกต้องและครบถ้วน พร้อมแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ในการขออนุมัติจัดตั้ง

2. การตรวจสอบคุณสมบัติ เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ผู้ประสงค์จะขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนยื่นประกอบคำขอจัดตั้งว่าครบถ้วนถูกต้องตามประกาศกรมศุลกากรกำหนดหรือไม่ประการใด ซึ่งรายละเอียดคุณสมบัติของการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนได้ระบุไว้แล้ว ดังกล่าวข้างต้น

ทั้งนี้ รายละเอียดของเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่ต้องยื่นต่อกรมศุลกากรมีดังนี้

1) แบบคำขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน

2) ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบทะเบียนบริษัทจำกัด / ห้างหุ้นส่วนจำกัด และหนังสือรับรองการจดทะเบียน และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ที่ออกให้ฉบับล่าสุด หรือไม่เกิน 6 เดือน

3) โฉนดที่ดิน หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสัญญาเช่า

4) งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี ที่มีการรับรองจากผู้สอบบัญชีอนุญาตแล้ว

5) แบบแปลน แผนผัง โดยใช้พิมพ์เขียวขนาดไม่น้อยกว่าขนาด A2 (ไม่เกิน 40 X 60 ซม.) ตามจำนวนที่กำหนด (4 ชุด) และแสดงสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นปัจจุบันโดยเขียนหมายเลขกำกับ แสดงส่วนต่าง ๆ ของอาคารในพิมพ์เขียวพร้อมคำอธิบายสถานที่ของแต่ละเลขหมายไว้ในที่ว่างมุมใดมุมหนึ่งของพิมพ์เขียว

6) ภาพถ่ายประกอบการพิจารณาให้จัดทำภาพถ่ายโปสการ์ดสีแล้วติดกระดาษ A4 หน้าละ 2 ภาพ พร้อมพิมพ์คำบรรยายใต้ภาพทุกภาพ 1 ชุด

7) เอกสารชี้แจงข้อมูลรายละเอียดตามที่กำหนดไว้ในแบบคำขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนฯ เช่น ขั้นตอนกรรมวิธีการผลิตสินค้า วิธีการควบคุมวัตถุดิบ / สินค้าระหว่างการผลิต และสินค้าสำเร็จรูป วิธีการควบคุมทางบัญชี การรักษาความปลอดภัย ฯลฯ เป็นต้น

เอกสารให้เป็นต้นฉบับทั้งหมด พร้อมสำเนา 1 ชุด และประทับตราบริษัท พร้อมลงนามโดยผู้มีอำนาจลงนามกำกับทุกแผ่น

เอกสารหลักฐานที่ต้องยื่นเฉพาะคลังสินค้าทัณฑ์บนบางประเภท มีดังนี้

8) หนังสือรับรองและอนุญาตจากกรมโยธาธิการ ว่าถังสำหรับเก็บน้ำมันซึ่งจัดตั้งเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมันนั้น มีสภาพมั่นคงแข็งแรง กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน

9) หนังสือรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ว่าด้วยความสามารถในการซ่อมหรือสร้างเรือเดินทะเล หรือส่วนของเรือเดินทะเลที่มีขนาดเกินกว่า 60 ตันกรอสขึ้นไป กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับอู่ซ่อมหรือสร้างเรือ

10) สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) ของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (กนอ. 01 / 2) และข้อมูลการนำเข้าและส่งออกจากใบขนสินค้าขาเข้าและขาออก ย้อนหลังจากเดือนที่ยื่นคำขอ 6 เดือนถึง 3 ปี ถ้าเป็นบริษัทตั้งใหม่ ให้ใช้ข้อมูลประมาณการภายใน 1 ปี กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า

11) สำเนาหนังสืออนุญาตจากผู้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรีที่ปลอดจากภาระทางภาษีอากร ให้บริษัทที่ขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อประกอบกิจการในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนดังกล่าว เป็นผู้ประกอบการในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนได้ กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรีที่ปลอดจากภาระทางภาษีอากร

12) สำเนาหนังสืออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เป็นผู้จัดตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรม หรือเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ใช้พื้นที่ในเขตอุตสาหกรรมทั่วไปและเป็นพื้นที่ที่ต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 200 ไร่ กรณีเป็นเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรีที่ปลอดจากภาระทางภาษีอากร

3. การแจ้งข้อขัดข้องไปยังผู้ยื่นขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน

ถ้าเอกสารไม่ครบถ้วนหรือกรมศุลกากรมีข้อขัดข้องประการใด เจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อขัดข้องเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้ยื่นคำขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อยื่นเอกสารเพิ่มเติมภายใน 5 วันทำการ

4. การตรวจสอบสถานที่เบื้องต้น

เมื่อเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ถูกต้องครบถ้วน คณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตคลังสินค้าทัณฑ์บน ทำเนียบท่าเรือและโรงพักสินค้า (กคท.) ไปตรวจสอบสถานที่ตามแบบแปลนแผนผังที่ผู้ขออนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนยื่นมา เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและนำความเห็นเสนอต่ออธิบดีกรมศุลกากรเพื่ออนุมัติในหลักการต่อไป

กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า และคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับอู่ซ่อมหรือสร้างเรือที่มีสถานที่พร้อมเปิดดำเนินการ ไม่ต้องตรวจสอบสถานที่เบื้องต้นจะข้ามไปดำเนินการตามขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของสถานที่ตามที่กรมศุลกากรประกาศกำหนด เพื่อพิจารณานำเสนอกรมศุลกากรอนุมัติให้จัดตั้งและเปิดดำเนินการต่อไป

5. การเสนออนุมัติในหลักการให้จัดตั้งและอนุมัติดำเนินการก่อสร้าง

เมื่อ กคท. ตรวจสอบสถาที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะจัดทำสรุปรายงานการตรวจสอบสถานที่ส่งให้ กคท. รับรองรายงานการตรวจสอบสถานที่ภายใน 5 วันทำการ เมื่อ กคท. รับรองครบแล้ว ฝ่ายเลขานุการนำเรื่องเสนอกรมศุลกากร เพื่ออนุมัติในหลักการให้จัดตั้ง และอนุมัติให้บริษัทดำเนินการก่อสร้างตามแบบแปลนแผนผัง พร้อมส่งหนังสือแจ้งผู้ขออนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อทราบผลการพิจารณาอนุมัติในหลักการและแจ้งให้มาทำหนังสือรับรองการก่อสร้าง

6. การจัดทำสัญญารับรองการก่อสร้าง

กรณีคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างตามที่กรมศุลกากรประกาศกำหนดเมื่อได้รับหนังสือแจ้งผลการอนุมัติในหลักการแล้ว ผู้ขออนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนต้องมาทำหนังสือสัญญารับรองการก่อสร้าง เพื่อกำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อใด เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย ให้ผู้ประกอบการแจ้งให้สำนักงานศุลกากรในพื้นที่ที่สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ทราบ หากผู้ขอจัดตั้งไม่สามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จ หรือเปิดบริการไม่ได้ภายในกำหนดเวลาที่รับรอง อาจต้องชำระเบี้ยปรับหรือกรมศุลกากรอาจเพิกถอนการอนุญาตแล้วแต่กรณี

7. การตรวจสอบความถูกต้องของ สถานที่เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

เมื่อได้รับแจ้งจากผู้ขออนุมัติจัดตั้งว่าการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว กคท. จะไปตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว ว่าเป็นไปตามที่กรมศุลกากรประกาศกำหนดและตามแบบแปลนแผนผังที่กรมศุลกากรได้อนุมัติในเบื้องต้น และพร้อมเปิดดำเนินการหรือไม่ประการใด ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

8. การทำสัญญาประกันและทัณฑ์บน

เมื่อกรมศุลกากรอนุมัติให้เปิดดำเนินการ เจ้าหน้าที่จะส่งหนังสือแจ้งผู้ประกอบการเพื่อให้มาทำสัญญาประกันและทัณฑ์บนตามแบบแนบท้ายประกาศกรมศุลกากรและนำหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารที่มีข้อความตามที่กรมศุลกากรกำหนด มาเป็นหลักประกันในการได้รับอนุมัติให้เปิดดำเนินการ และชำระค่าธรรมเนียมคลังสินค้าทัณฑ์บนประจำปีตามกฎกระทรวง กำหนดระยะเวลาในสัญญาประกันและทัณฑ์บน 3 ปี

วงเงินค้ำประกันตามประกาศกรมศุลกากรที่ 63 / 2540, ที่ 95 / 2540, ที่ 96 / 2540 และที่ 109 / 2541 เป็นดังนี้

8.1 กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป วงเงินค้ำประกันให้มีจำนวน 5 ล้านบาท

8.2 กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับจัดแสดงสินค้าหรือนิทรรศการ (คสท.) วงเงินค้ำประกันให้มีจำนวน 5 ล้านบาท

8.3 กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน วงเงินค้ำประกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของค่าภาระภาษีอากรทั้งหมด ซึ่งคำนวณจากปริมาตรความจุรวมของถังน้ำมัน

8.4 กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับอู่ซ่อมหรือสร้างเรือ วงเงินค้ำประกันให้มีจำนวนร้อยละ 10 ของค่าภาษีอากรวัตถุดิบคงเหลือแต่ละงวดบัญชี แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท

8.5 กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า วงเงินค้ำประกันให้มีจำนวนร้อยละ 10 ของค่าภาษีอากรวัตถุคงเหลือแต่ละงวดบัญชี แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท

กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรีที่ปลอดจากภาระทางภาษีอากร ไม่ต้องวางหนังสือค้ำประกันของธนาคาร

8.6 กรณีเป็นเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรีที่ปลอดจากภาระทางภาษีอากร ไม่ต้องวางหนังสือค้ำประกันของธนาคาร

การชำระค่าธรรมเนียมคลังประจำปีตามกฎกระทรวง (ตามใบแนบ ศ.6)

ผู้ขอจัดตั้ง ประเภท ก ประเภท ข

(บาท) (บาท)

คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า 10,000 4,000

คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป 10,000 4,000

คลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับอู่ซ่อมหรือสร้างเรือ 10,000 4,000

คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน 10,000 4,000

คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับจัดแสดงสินค้าหรือนิทรรศการ (คสท.) 10,000 4,000

อนึ่ง ประเภท ก. ใช้สำหรับท่ากรุงเทพฯ ด่านตรวจศุลกากรสมุทรปราการที่ทอดเรือภายนอกเกาะสีชัง และด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพฯ

ประเภท ข. ใช้สำหรับท่าอื่น ๆ และด่านศุลกากรไปรษณีย์

ผู้ลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บนประกอบด้วย

1) ผู้ให้สัญญากรรมการบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ ตามหนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์

2) ผู้รับสัญญา อธิบดีกรมศุลกากร หรือรองอธิบดีที่ได้รับมอบหมาย

3) พยาน ประธานคณะกรรมการ กคท. และเลขานุการคณะกรรมการ กคท.

เอกสารที่ผู้ให้สัญญาจะต้องนำมา ในวันลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บน คือ

1) หนังสือรับรองการจัดตั้งบริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัดของกระทรวงพาณิชย์

2) ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน กรณีกรรมการบริษัทผู้ให้สัญญาเป็นคนไทย

3) หนังสือเดินทาง (Passport) และหนังสืออนุญาตให้ทำงาน กรณีกรรมการผู้ให้สัญญาเป็นชาวต่างประเทศ

4) ตราประทับของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด

ผู้ให้สัญญาจะต้องนำหลักฐานต้นฉบับมาเพื่อตรวจสอบ พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด

9. การออกประกาศกรมศุลกากร

กรณีผู้ขออนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนตามมาตรา 8 ที่เป็นบริการสาธารณะ คือคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ และ เขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรีที่ปลอดจากภาระทางภาษีอากร ได้ลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บนกับกรมศุลกากรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กรมศุลกากรจะออกประกาศกรมศุลกากร เรื่องการอนุมัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ยื่นคำขอเปิดดำเนินการได้ เพื่อให้เป็นที่ทราบทั่วกันพร้อมแจ้งให้ผู้ขออนุมัติจัดตั้งทราบ

อนึ่ง กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า และคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับอู่ซ่อมหรือสร้างเรือ เมื่อผู้ขออนุมัติจัดตั้งได้รับแจ้งผลการอนุมัติให้เปิดดำเนินการและมาลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บนกับกรมศุลกากรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะไม่มีการออกประกาศกรมศุลกากรเนื่องจากมิใช่เป็นบริการสาธารณะ

10. การเปิดดำเนินการ

เมื่อผู้ขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า และคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับอู่ซ่อมหรือสร้างเรือ ได้ลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บนกับกรมศุลกากรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถเปิดดำเนินการและใช้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนได้นับแต่วันที่ระบุไว้ในสัญญาประกันและทัณฑ์บน กรณีเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับเก็บน้ำมัน คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปสำหรับจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ เขตคลังสินค้าทัณฑ์บนสำหรับประกอบการค้าเสรีที่ปลอดจากภาระทางภาษีอากร สามารถเปิดดำเนินการและใช้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนได้นับแต่วันที่ระบุไว้ในประกาศกรมศุลกากร

11. การต่ออายุคลังสินค้าทัณฑ์บน

หากผู้ได้รับอนุมัติใหจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนมีความประสงค์จะขอต่ออายุสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับคลังสินค้าทัณฑ์บน จะต้องดำเนินการ ยื่นแบบคำขอต่ออายุสัญญาประกันและทัณฑ์บนสำหรับคลังสินค้าทัณฑ์บน ที่สำนักงานศุลกากรพื้นที่ที่กำกับดูแลคลังสินค้าทัณฑ์บนนั้น ๆ พร้อมเอกสารต่าง ๆ เช่นเดียวกันกับการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน

12. การยกเลิกสัญญาประกันและทัณฑ์บน และการเพิกถอนการอนุมัติการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน

12.1 กรณีที่กรมศุลกากรเป็นผู้บอกเลิกสัญญาประกันและทัณฑ์บน

อธิบดีกรมศุลกากร มีอำนาจที่จะบอกเลิกสัญญาประกันและทัณฑ์บนหรือเพิกถอนการอนุมัติการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนทุกประเภท เมื่อผู้ให้สัญญากระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ ในสัญญาประกันและทัณฑ์บน และกรมศุลกากรเห็นว่า หากจะให้ดำเนินการต่อไป อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ ในสัญญาประกันและทัณฑ์บนตามแต่จะเห็นควรโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนเงินที่ผู้ให้สัญญาได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางไว้ต่อกรมศุลกากรและผู้ให้สัญญาจะต้องชำระให้ครบถ้วน ตามจำนวนที่อธิบดีเรียกร้องภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากร

12.2 กรณีที่ผู้ให้สัญญาประสงค์จะบอกเลิกสัญญาประกันและทัณฑ์บน

ผู้ประกอบการคลังสินค้าทัณฑ์บนจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่ออธิบดีกรมศุลกากร แต่บรรดาความรับผิดชอบและข้อผูกพันใด ๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาประกันและทัณฑ์บนนั้น จะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่ออธิบดีกรมศุลกากรได้ยินยอม และเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น

ไม่ว่าสัญญาประกันและทัณฑ์บนจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ถ้าผู้ให้สัญญาได้กระทำการใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้กรมศุลกากร เกิดสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้ให้สัญญาต้องใช้เงินหรือต้องปฏิบัติการใด ๆ ผู้ให้สัญญาจะต้องใช้เงินหรือปฏิบัติการดังกล่าวนั้นต่อไปจนครบถ้วนและยอมรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดจากการเพิกเฉย หรือละเว้นที่จะใช้เงินหรือปฏิบัติการดังกล่าวทุกประการ ตามสัญญาประกันและทัณฑ์บนที่ให้ไว้แก่กรมศุลกากร

แผนภูมิของขั้นตอนการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร

ตามมาตรา 8 ทวิ (1) แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469

กรณีสถานที่ที่ขอจัดตั้งสมบูรณ์พร้อมเปิด

ดำเนินการ

ขั้นตอนการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร

การดำเนินการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรแตกต่างจากคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทอื่น ๆ เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติให้จัดตั้งและเปิดดำเนินการต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร (กคร.) ในขณะที่ คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทอื่น ๆ ดำเนินการโดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตคลังสินค้าทัณฑ์บน ทำเนียบท่าเรือและโรงพักสินค้า (กคท.) ดังนี้

1. การยื่นขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร

ผู้ประกอบการซึ่งประสงค์จะขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรติดต่อขอแบบคำขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร ตามแบบ กศก. 40 แนบท้ายประกาศกรมศุลกากรที่ 110/2541 ได้ที่กลุ่มส่งเสริมการส่งออกและสิทธิประโยชน์ อาคาร 120 ปีกรมศุลกากร และยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากรพร้อมแบบคำขอที่กรอกข้อความตามแบบที่กำหนดให้ถูกต้องและครบถ้วน พร้อมหลักฐานและเอกสารประกอบคำขอจัดตั้งที่กรมศุลกากรกำหนด ต่อสำนักงานเลขานุการกรมศุลกากร อาคาร 1 กรมศุลกากร

2. การตรวจสอบคุณสมบัติ เอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ขอจัดตั้ง

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ จากเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ขอจัดตั้งว่าครบถ้วนถูกต้อง เป็นไปตามรายละเอียดคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้งและหลักเกณฑ์เงื่อนไขการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามประกาศกรมศุลกากรที่ 110/2541 ที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ส่วนรายละเอียดของเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่ต้องยื่นในการขอจัดตั้งมีดังนี้

1. แบบคำขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร ต้นฉบับ 1 ชุด

2. ใบทะเบียนบริษัทจำกัด / ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนังสือรับรองการจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ออกให้ฉบับล่าสุด หรือไม่เกิน 6 เดือน ใบทะเบียนจดภาษีมูลค่าเพิ่ม

3. หลักฐานแสดงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง เช่น หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

4. หลักฐานแสดงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับสถานที่ตั้งจุดส่งมอบสินค้า ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ ภายในห้องผู้โดยสารขาออก (เฉพาะกรณีขอตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนกลาง)

5. งบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ที่มีการรับรองจากผู้สอบบัญชีแล้ว

6. หลักฐานรับรองจากผู้ผลิตสินค้านำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ

7. หลักฐานรับรองจากผู้ขอจัดตั้งหรือผู้ได้รับอนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนกลาง เฉพาะกรณีขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อขาย

8. แบบแปลนแผนผังอันแท้จริงและถูกต้องของสถานที่ตั้ง โดยใช้พิมพ์เขียวไม่น้อยกว่าขนาด A2 (ไม่เกิน 40 X 60 ซม.) จำนวน 3 ชุด

9. ข้อมูลแสดงประมาณค่าภาษีอากรขาเข้าเป็นจำนวนสูงสุดของสินค้าที่คาดว่าจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรในระยะเวลา 1 ปี เพื่อจะนำเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรโดยยังมิได้มีการขาย และประมาณการค่าภาษีอากรขาเข้าของสินค้าคงเหลือสูงสุดในรอบระยะเวลาบัญชี

10. ภาพถ่ายประกอบการพิจารณา ให้จัดทำภาพถ่ายโปสการ์ดสี แล้วติดกระดาษ A2 หน้าละ 2 ภาพพร้อมพิมพ์คำบรรยายใต้ภาพทุกภาพ 1 ชุด

11. เอกสารชี้แจงวิธีการควบคุมการนำของเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนกลาง การเก็บรักษาและเอาของออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนกลาง ระบบการขนส่งของเพื่อนำเข้าในหรือออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนกลาง วิธีการควบคุมทางบัญชี วิธีควบคุมการจำหน่าย

12. หนังสือรับรองการใช้เครื่องบันทึกการรับเงิน (Cash Register) ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

เอกสารต้นฉบับทั้งหมดให้ประทับตราบริษัทและลงนามกำกับทุกแผ่นพร้อมจัดทำสำเนา1 ชุด

3. การแจ้งข้อขัดข้องไปยังผู้ยื่นขอจัดตั้ง

ถ้าเอกสารไม่ครบถ้วนหรือกรมศุลกากรมีข้อขัดข้องใด ๆ ก็ตาม กรมศุลกากรจะแจ้งข้อขัดข้องเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้ยื่นคำขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร เพื่อยื่นเอกสารเพิ่มเติม

4. การตรวจสอบสถานที่

เมื่อเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ถูกต้องและครบถ้วน คณะเจ้าหน้าที่ที่กรมศุลกากรแต่งตั้ง ดำเนินการตรวจสอบสถานที่พร้อมรับรองแบบแปลนแผนผัง เพื่อเสนอผลการตรวจสอบสถานที่ต่อที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร (กคร.) เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการ (กรณีสถานที่ที่ขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรยังไม่พร้อมเปิดดำเนินการ) หรือเพื่อพิจารณาอนุมัติเปิดดำเนินการ (กรณีสถานที่ที่ขอจัดตั้งสมบูรณ์และถูกต้องพร้อมเปิดดำเนินการตามที่กรมศุลกากรประกาศกำหนด)

5. การจัดทำสัญญารับรองการก่อสร้าง และการตรวจสอบความถูกต้องของสถานที่เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และความพร้อมที่จะเปิดดำเนินการ

กรณีคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างตามที่กรมศุลกากรประกาศกำหนด เมื่อได้รับหนังสือแจ้งผลการอนุมัติในหลักการแล้ว ผู้ขออนุมัติจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนต้องมาทำหนังสือสัญญารับรองการก่อสร้าง เพื่อกำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อใด เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย ให้ผู้ประกอบการแจ้งให้สำนักงานศุลกากรในพื้นที่ที่สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ทราบ หากผู้ขอจัดตั้งไม่สามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จ หรือเปิดบริการไม่ได้ภายในกำหนดเวลาที่รับรอง อาจต้องชำระเบี้ยปรับหรือกรมศุลกากรอาจเพิกถอนการอนุญาตแล้วแต่กรณี เมื่อได้รับแจ้งจากผู้ขออนุมัติจัดตั้งว่า การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว คณะเจ้าหน้าที่ตามที่กล่าวในข้อ 4. จะไปตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว ว่าเป็นไปตามที่กรมศุลกากรประกาศกำหนด และตามแบบแปลนแผนผังที่กรมศุลกากร ได้อนุมัติในเบื้องต้นและพร้อมเปิดดำเนินการหรือไม่ประการใดเพื่อดำเนินการตามที่กล่าวในข้อ 4. ต่อไป

6. การทำสัญญาประกันและทัณฑ์บนเมื่อได้รับอนุมัติให้เปิดดำเนินการ

เมื่อกรมศุลกากรอนุมัติให้เปิดดำเนินการเจ้าหน้าที่จะส่งหนังสือแจ้งผู้ประกอบการ เพื่อให้มาทำสัญญาประกันและทัณฑ์บนตามแบบแนบท้ายประกาศกรมศุลกากรและนำหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารที่มีข้อความตามที่กรมศุลกากรกำหนดมาเป็นหลักประกันในการได้รับอนุมัติให้เปิดดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียมคลังสินค้าทัณฑ์บนประจำปีตามกฎกระทรวง กำหนดระยะเวลาในสัญญาประกันและทัณฑ์บน 3 ปี

จำนวนวงเงินค้ำประกันเท่ากับร้อยละ 50 ของค่าภาษีอากรขาเข้าสินค้าคงเหลือแต่ละงวดบัญชี หรือตามแต่ที่อธิบดีกรมศุลกากรเห็นสมควร ทั้งนี้หากมีพฤติกรรมแวดล้อมอื่น ๆ วงเงินดังกล่าวนี้ กรมศุลกากรมีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงภายหลังได้

อัตราค่าธรรมเนียมประจำปี สำหรับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรปีละ 10,000 บาท หรือ 4,000 บาท แล้วแต่กรณี

ผู้ลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บน ประกอบด้วย

1. ผู้ให้สัญญา กรรมการบริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทได้ตามหนังสือรับรองบริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์

2. ผู้รับสัญญา อธิบดีกรมศุลกากร หรือ รองอธิบดีที่ได้รับมอบหมาย

3. พยาน เลขานุการ กคร. และผู้ช่วยเลขานุการ กคร.

เอกสารที่ผู้ให้สัญญาจะต้องนำมาด้วยในวันลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บน

1. หนังสือรับรองบริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์

2. ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน (กรณีกรรมการบริษัทผู้ให้สัญญาเป็นคนไทย)

3. หนังสือเดินทาง (Passport) และหนังสืออนุญาตให้ทำงาน (กรณีกรรมการบริษัทผู้ให้สัญญาเป็นชาวต่างประเทศ)

4. ตราประทับของบริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ผู้ให้สัญญาจะต้องนำหลักฐานต้นฉบับมาแสดง พร้อมจัดทำสำเนาที่ลงนามรับรองแล้ว 1 ชุด

7. การเปิดดำเนินกิจการ

เมื่อผู้ขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร ได้ลงนามในสัญญาประกันและทัณฑ์บนกับกรมศุลกากรเป็นที่เรียบร้อยแล้วสามารถเปิดดำเนินการและใช้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนได้ นับแต่วันที่ระบุไว้ในสัญญาประกันและทัณฑ์บน

ที่มา : กรมส่งออก

สินค้าที่มีมาตรการส่งออก

สินค้าที่มีมาตรการส่งออก

วัตถุประสงค์ในการจัดระเบียบการส่งออก

การจัดระเบียบการส่งออกสินค้าได้กำหนดไว้ในมาตรา 5 ของ พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 วัตถุประสงค์หลักที่สำคัยได้แก่

1. เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

2. เพื่อป้องกันและรักษาสาธารณประโยชน์

3. เพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข

4. เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

5. เพื่อให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศ

รายการสินค้าที่มีมาตรการการส่งออก

1. สินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออก

สินค้าเกษตรกรรม

1. ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสาร ข้าวเหนียว

2. ข้าวภายใต้โควต้าภาษีของสหภาพยุโรป

3. เมล็ดปอ

4. ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

5. สินค้ากาแฟ

6. ผลิตภัณฑ์กาแฟ

7. กากถั่ว

8. ไม้และไม้แปรรูป

9. ไม้ยางพารา

10. หวาย

11. ถ่านไม้

12. ช้าง มา ลา ล่อ

13. โค กระบือ

14. กระแต

15. สัตว์ป่า (177 ชนิด)

16. สัตว์ป่า (นก) 20 ชนิด

17. สัตว์ป่า (29 ชนิด)

18. สัตว์ป่า (22 ชนิด)

19. สัตว์ป่า (29 ชนิด)

20. ซากสัตว์ป่า (38 ชนิด)

21. ซากสัตว์ป่า (29 ชนิด)

22. ซากสัตว์ป่า (29 ชนิด)

23. ซากสัตว์ป่า (195 ชนิด)

24. ซากเต่า

25. ปะการัง

26. เต่าจักร

27. กุ้งกุลาดำมีชีวิต

28. ปลาทะเลสวยงามที่มีชีวิต

29. สัตว์น้ำใกล้สูญพันธ์

30. หอยมุกและผลิตภัณฑ์

สินค้าอุตสาหกรรม

1. น้ำตาล

2. ถ่านหิน

3. ปุ๋ย

4. ทองคำ

5. เทวรูป

6. พระพุทธรูป

7. น้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ของน้ำมันเชื้อเพลิง

8. แร่ที่มีทรายเป็นส่วนประกอบ

9. สินค้ารี-เอ็กซ์ปอร์ต

2. สินค้าที่มีมาตรการจัดระเบียบส่งออก

1. ผัก ผลไม้ 12 ชนิด

2. ดอกกล้วยไม้

3. ลำไย

4. ทุเรียน

5. กุ้ง ปลาหมึกและผลิตภัณฑ์

6. ปลาทูน่าบรรจุภาชนะอัดลม

7. สับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น

8. เครื่องนุ่งห่ม ด้าย ผ้าผืนและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นที่มิใช่เครื่องนุ่งห่ม

9. รถยนต์และชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ส่งออกไปไต้หวัน

10. เพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน

3. สินค้าห้ามส่งออก

1. ทราย

2. มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน

3. มาตรการคว่ำบาตรต่อสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิไตยเอธิโอเปียและประเทศเอริเทรีย

4. มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐไลบีเรีย

5. มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยโซมาเลีย

6. มาตรการคว่ำบาตรต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

4. สินค้าควบคุมการนำเข้าและส่งออก

1. สารกาเฟอีน

5. สินค้าที่มีการจัดระเบียบนำเข้าและควบคุมการส่งออก

1. สารโพแทสเซียมเพอร์แมงกาเนต

6. สินค้าห้ามนำเข้าและส่งออก

1. สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

2. สินค้าปลอมหรือเลียนแบบเครื่องหมายการค้า

ที่มา : dep

การทำบัตรผ่านพิธีการศุลกากร

การทำบัตรผ่านพิธีการศุลกากร

บัตรผ่านพิธีการศุลกากร (CUSTOMS CLEARANCE CARD) เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กรมศุลกากรกำหนด เพื่อทำหน้าที่ผ่านพิธีการศุลกากร

ผู้ที่จะขอทำบัตรจะต้องยื่นคำร้องตามแบบ กศก.1 จ. พร้อม ต้นฉบับและสำเนาเอกสารดังนี้

1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ ซึ่งทางราชการออกให้

2) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ถ้ามี)

3) ทะเบียนบ้าน

4) หนังสือแสดงวุฒิการศึกษา

- ประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของ จากสถาบันศุลกากร สำนักบริหารและพัฒนาบุคคล กรมศุลกากร หรือประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของหรือเทียบเท่าจากสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย หรือ จากสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรตัวแทนออกของที่กรมศุลกากรรับรอง ทั้งนี้ จะต้องผ่านการทดสอบข้อสอบมาตรฐาน จากกรมศุลกากร เว้นแต่ ผู้ที่กรมศุลกากรได้รับแจ้งชื่อพร้อมหลักฐานครบถ้วน จากสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนวิชาตัวแทนออกของที่กรมศุลกากรรับรอง ก่อนวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2540 หรือ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของจากกรมศุลกากรซึ่งได้แจ้งชื่อให้ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้าทราบ ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ไม่ต้องขอทำการทดสอบข้อสอบมาตรฐาน

5) ผู้ที่เคยมีบัตรผ่านพิธีการศุลกากรทุกประเภท หรือผู้ที่ผ่านการทดสอบคุณสมบัติในการทำบัตร

ผ่านพิธีการศุลกากร (เป็นเฉพาะกรณี) ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 81/2546 สามารถยื่นคำร้องขอทำบัตรได้ โดยไม่ต้องแสดงวุฒิการศึกษาตามข้อ 4

6) รูปถ่ายสีหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน กรณีประสงค์จะใช้รูปถ่ายแทนการถ่าย

ภาพ ณ ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า

บัตรผู้ชำนาญการศุลกากร (CUSTOMS FORMALITY SPECIALIST CARD) เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญด้านศุลกากร ที่ผ่านการทดสอบจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้ชำนาญการศุลกากร และสามารถใช้แทนบัตรผ่านพิธีการศุลกากรได้ด้วย

ผู้ที่จะขอทำบัตร จะต้องยื่นคำร้องตามแบบ กศก. 1 ฉ. พร้อม ต้นฉบับและสำเนาเอกสารดังนี้

1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ ซึ่งทางราชการออกให้

2) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ถ้ามี)

3) ทะเบียนบ้าน

4) เอกสารการรับรองการเป็นผู้ชำนาญการศุลกากร

5) บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาตที่สังกัด หรือ หนังสือรับรองการเป็นหุ้นส่วน จากสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วน ของบริษัทที่สังกัด

6) รูปถ่ายสีหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน กรณีประสงค์จะใช้รูปถ่ายแทนการถ่ายภาพ ณ ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า

บัตรผู้ช่วยปฏิบัติพิธีการศุลกากร (CUSTOMS CLEARANCE ASSISTANT CARD) เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคลผู้เป็นผู้ช่วยปฏิบัติพีการศุลกากรของผู้ที่ทำบัตรเจ้าของ หรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ, บัตรผู้รับมอบอำนาจ, บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต, บัตรผ่านพิธีการศุลกากร หรือ บัตรผู้ชำนาญการศุลกากร เพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติพิธีการศุลกากรอื่น ๆ ซึ่งมิใช่การจัดทำ และการยื่นใบขนสินค้าต่อหน่วยพีการนำเข้าหรือส่งออก อาทิเช่น การชำระภาษีอากร การตรวจปล่อยสินค้า เป็นต้น

ผู้ที่จะขอทำบัตร จะต้องยื่นคำร้องตามแบบ กศก. 1 ช. พร้อมต้นฉบับและสำเนาเอกสารดังนี้

1) บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ ซึ่งทางราชการออกให้

2) บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (ถ้ามี)

3) ทะเบียนบ้าน

4) หนังสือรับรองการว่าจ้าง หรือ ทำงานจากผู้ถือบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ, บัตรผู้รับมอบอำนาจ, บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต, บัตรผ่านพีการศุลกากร หรือบัตรผู้ชำนาญการศุลกากร

5) บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ บัตรผู้รับมอบอำนาจ บัตรผ่านพิธีการศุลกากรของผู้รับรองหรือบัตรผู้ชำนาญการศุลกากร

สถานที่ทำบัตร

ให้ผู้ขอทำบัตรยื่นคำร้องขอทำบัตรพร้อมเอกสารประกอบต่อบริษัท อินเตอร์ลิ้ง คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า บริเวณชั้นล่าง อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร เว้นแต่การทำบัตรทางไปรณีย์ ให้ยื่นคำร้องขอทำบัตรพร้อมเอกสารประกอบ ผ่านสำนักงานศุลกากรภูมิภาค หรือด่านศุลกากร

ค่าบริการทำบัตร

ค่าบริการทำบัตรทุกประเภท ในราคาบัตรละ 180 บาท (หนี่งร้อยแปดสิบบาทถ้วน) ไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7%

การลงลายมือชื่อและ/หรือตราประทับ

1) กรณียื่นคำร้องขอทำบัตรด้วยตนเอง ให้ผู้ขอทำบัตรลงลายมือชื่อและ/หรือตราประทับของบริษํท ห้างฯ ร้านฯ ที่จะ SCAN ลงในบัตรต่อหน้าเจ้าหน้าที่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั้น จำกัด (มหาชน)

2) กรณีผู้ทำบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ หรือ บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต มอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นคำร้องของทำบัตรแทนตน ให้ผู้ขอทำบัตรทำหนังสือมอบอำนาจและลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน 2 คน พร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) ตามแบบที่กรมศุลกากรกำหนด โดยแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของพยานผู้รับรองลายมือชื่อพร้อมรับรองความถูกต้อง

การยื่นคำร้องขอทำบัตรที่สำนักงานศุลกากรภาค หรือด่านศุลกากร

ผู้ขอทำบัตรที่ประสงค์จะยื่นคำร้องขอทำบัตรที่สำนักงานศุลกากรภาค หรือ ด่านศุลกากรทุกแห่ง ให้ยื่นคำร้องขอมีบัตร พร้อมเอกสารตามประกาศฯ นี้ ต่อสำนักงานศุลกากรภาค หรือ ด่านศุลกากร โดยชำระค่าทำบัตร พร้อมค่าบริการทำบัตรทางไปรษณีย์อีกจำนวน 50 บาท (ห้าสิบบาทถ้วน) ไม่รวมค่าภาษีมุลค่าเพิ่มอีก 7%

อายุการใช้งานของบัตร

บัตรต่าง ๆ ทุกประเภท มีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันออกบัตร เว้นแต่บัตรผู้รับมอบอำนาจให้มีอายุการใช้งาน ไม่เกินวันหมดอายุของบัตรเจ้าของหือผู้จัดการระดับบัตรทอง หรือ บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ

การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้

1. การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ปรากฏบนบัตร ให้ผู้ถือบัตรแจ้งยกเลิกบัตรเดิม และขอทำบัตรใหม่ดังต่อไปนี้

1.1) กรณีบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง, บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ, บัตรผู้รับมอบอำนาจ หรือ บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ชื่อ หรือ ชื่อสกุล ผู้ถือบัตร, ชื่อบริษัท, ชื่อธนาคาร เลขที่บัญชีเงินฝาก

1.2) กรณีผุ้ถือบัตรผ่านพิธีการศุลกากร, บัตรผู้ชำนาญการศุลกากร หรือบัตรผู้ช่วยปฏิบัติพิธีการศุลกากร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ชื่อ ชื่อสกุล หรือที่อยู่ ผู้ถือบัตร

โดยแนบเอกสารหลักฐานที่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งนำบัตรเดิมมาคืนทั้งหมด

2. การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่บันทึกใน MICROCHIP ของบัตร

บัตรต่าง ๆ ทุกประเภท มีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันออกบัตร เว้นแต่ บัตรผู้รับมอบ

อำนาจ ให้มีอายุการใช้งาน ไม่เกิน วันหมดอายุของบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการระดับบัตรทอง หรือ

บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ

การขอยกเลิกบัตร

กรณีผู้ถือบัตรมีความประสงค์จะขอยกเลิกบัตร ให้ยื่นคำร้องขอยกเลิกบัตร และแนบบัตรที่ขอยกเลิก

ในกรณีบัตรสูญหายให้แนบใบแจ้งความจากสถานีตำรวจ

การยกเลิกบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหรือผู้จัดการนั้น บัตรผู้รับ

มอบอำนาจที่ทำไว้โดยเจ้าของ หรือผู้จัดการคนเดิม จะสามารถใช้ได้ต่อไป เมื่อเจ้าของหรือผู้จัดการคน

ใหม่ที่ยื่นขอมับัตร ทำหนังสือแจ้งฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้าสำนักงานเลขานุการกรม เพื่อขอใช้

บัตรผู้รับมอบอำนาจที่ทำไว้โดยเจ้าของหรือผู้จัดการคนเดิม

การตรวจสอบบัตร

ในการปฏิบัติพีการศุลกากรเพื่อตรวจปล่อยสินค้า ให้ผู้ถือบัตรเพื่อใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากรในรูปแบบ SMART CARD นำบัตรไปให้หน่วยงานตรวจปล่อยทำการตรวจสอบ ณ จุดลงทะเบียนตรวจปล่อยสินค้า โดยผู้ถือบัตรเป็นผู้ใส่รหัสผ่านด้วยตนเอง

ที่มา : สถาบันส่งฝึกฝนการค้าระหว่างประเทศ

การชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออก

การชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร (มุมน้ำเงิน)

ตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ. 2524

การชดเชยค่าภาษีอากร

การชดเชยค่าภาษีอากร เป็นมาตราการช่วยเหลือทางภาษีอากรของรัฐ เพื่อลดต้นทุนการผลิตทำให้สามารถส่งสินค้าไปขายแข่งขันกับสินค้าของต่างประเทศ ทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศได้ในกรณีที่การขายนั้นถือเป็นการส่งออกตามกฎหมาย ทั้งนี้ การจ่ายเงินดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524

การชดเชยค่าภาษีอากร หมายถึง การที่รัฐจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ส่งของออกในรูปของบัตรภาษี สำหรับสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ซึ่งครอบคลุมถึงการขายสินค้าภายในประเทศให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศและครอบคลุมถึงการขายสินค้าให้แก่องค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานที่มีสิทธิ์นำสินค้าเข้ามาโดยได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร เป็นการทดแทนค่าภาษีอากร ที่ผู้ผลิตได้เสียไปในทุกขั้น

ตอนของการผลิตอันได้แก่ บรรดาภาษีอากรที่มีอยู่ในมูลค่าของวัสดุ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องจักร เชื้อเพลิง พลังงานอย่างอื่นที่ใช้ในการผลิตสินค้า แต่ไม่รวมถึงภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง ภาษีอากรที่อาจขอคืนได้ตามกฎหมายอื่นแล้ว ภาษีอากรส่วนท้องถิ่นและภาษีอากรตามที่คณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรกำหนด

การจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากร ให้พิจารณาจ่ายตามอัตราเงินชดเชยที่กำหนด ตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร

ขั้นตอนการขอชดเชยอากร

• การขออนุมัติหลักการ

ผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ต้องยื่นหนังสือแสดงความจำนง เพื่อขออนุมัติหลักการ ในการขอชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ กศก. 169) ยื่นที่ฝ่ายชดเชยอากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ พร้อมแนบเอกสารประกอบ คำขออนุมัติหลักการ ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องจำนวน 2 ชุด ดังนี้

1. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20) หรือบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ในกรณีเป็นกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

2. ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือใบทะเบียนพาณิชย์

3. หนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์ ไม่เกิน 6 เดือน แสดงวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลและผู้มีอำนาจทำการแทน

4. บัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการที่ออกโดยกรมศุลกากร

5. ใบอนุญาตประกอบการโรงงาน (รง.4) ถ้าเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง

6. แผนที่เส้นทางที่จะไปที่ตั้งสถานประกอบการของผู้ขอรับเงินชดเชยภาษีอากร

7. ทะเบียนบ้านของเจ้าของหรือผู้จัดการ

8. หนังสือบริคณฑ์สนธิ

9. ภาพถ่าย Work Permit และ Passport จำนวน 2 ฉบับ ถ้าเจ้าของหรือผู้จัดการเป็นชาวต่างประเทศ

เอกสารดังกล่าวข้างต้นให้นำต้นฉบับเอกสารมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกับสำเนาเอกสารในการยื่นคำขออนุมัติหลักการ

• ฝ่ายชดเชยอากร จะพิจารณาอนุมัติหลักการภายใน 3 วันทำการ (กรณีเอกสารครบถ้วน) พร้อมออกเลขรหัสผู้ขอชดเชยให้ ซึ่งผู้ขอชดเชยต้องสำแดงเลขรหัสดังกล่าวไว้ในชุดคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ กศก. 20 , แบบ กศก. 20ก) ทุกครั้ง

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชย

• ผู้ส่งออกที่ไม่ได้รับหรือไม่ได้ใช้สิทธิคืนหรือยกเว้น หรือลดหย่อนภาษีอากรขาเข้าตามกฎหมายอื่น ดังนี้

- ขอคืนอากรขาเข้าตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482

- ยกเว้นอากรขาเข้าเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469

- ยกเว้นอากรขาเข้าเกี่ยวกับเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522

- ยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ที่ไม่ใช่การยกเว้นหรือลดหย่อนอากรสำหรับเครื่องจักร

• ผู้ส่งออกได้ปฏิบัติครบถ้วนตามมาตรา 45 และ 48 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

• ผู้ขายสินค้าให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทั้งนี้ค่าของสินค้าดังกล่าวหรือทั้งหมดหรือบางส่วนจะต้องชำระจากเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

• ผู้ขายสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรให้แก่องค์การระหว่างประเทศหรือหน่วยงานใดที่มีสิทธินำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักรได้

หลักเกณฑ์ของสินค้าที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร

• จะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ คำว่า “ผลิต” หมายถึง ประกอบ แปรรูป แปรสภาพ หรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ

• ต้องมีการส่งออกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469

• ต้องเป็นการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศและได้รับค่าสินค้าเข้ามาในประเทศ เว้นแต่ถ้าเป็นการส่งออกเพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์ หรือเพื่อการอื่นที่มิได้จำหน่ายจะขอชดเชยค่าภาษีอากรไม่ได้

• สินค้าที่ขายให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งค่าสินค้าทั้งหมดหรือบางส่วนจะต้องชำระจากเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และจะต้องมีการประกวดราคา หรือการสอบราคานานาชาติ

สินค้าที่ไม่มีสิทธิขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร

• แร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่

• สินค้าที่ต้องเสียค่าภาษีอากร และ/หรือค่าธรรมเนียมเพื่อส่งออก

• สินค้าที่คณะกรรมการฯ กำหนดให้ไม่ได้รับเงินชดเชย ประกอบด้วย

- ประกาศคณะกรรมการฯ ที่ 3/2527 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยไม้สัก พยุง ชิงชัน ประดู่ มะค่าโมง

ขะเจ๊าะ (สาธร) มะเกลือ ที่ไม่เหมาะที่จะนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น

- ประกาศคณะกรรมการฯ ที่ 1/2535 ได้แก่

(1) ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง ข้าวอบแห้ง ปลายข้าว หรือรำ

(2) ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี

(3) ข้าวโพด ไม่ว่าเป็นฝักหรือเมล็ด อบ บด ทำให้เป็นซีกหรือชิ้น แต่ไม่รวมถึงแป้งข้าวโพด หรือข้าวโพดที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์ (ไม่รวมข้าวโพดอ่อนที่เป็นฝัก)

(4) หนังสัตว์ที่ยังไม่ได้ฟอก รวมทั้งเศษตัดและเศษ

(5) ยางของต้นยางตระกูลฮีเวีย ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง เศษยาง ยางก้อน น้ำยาง หรือขี้ยางจากต้นยาง ยางปนดิน หรือปนเปลือกต้นยาง รวมทั้งยางในลักษณะอื่นซึ่งยังอยู่ในสภาพวัตถุดิบ

(6) รังไหม เส้นไหมดิบที่ยังมิได้ตีเกลียว และเส้นด้ายที่ทำด้วยไหม ขี้ไหม หรือเศษไหม

(7) ถั่วทุกชนิด ไม่ว่ากะเทาะเปลือก หรือทั้งเปลือก บด ทำให้เป็นซีกหรือชิ้น รวมทั้งกากถั่ว แต่ไม่รวมถึงแป้งถั่ว หรือที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์ (ไม่รวมถึงถั่วฝักยาวที่เป็นฝัก)

(8) เมล็ดละหุ่ง

(9) ปอทุกชนิดและเศษปอ ไม่ว่าดิบหรือผ่านกรรมวิธีใดๆ รวมทั้งปอที่เป็นเส้นใย แต่ไม่รวมถึงปอที่ปั่นเป็นเส้นหรือวัตถุประดิษฐ์อื่นจากปอ

(10) ครั่งดิบ ครั่งเม็ด

(11) มันสำปะหลังไม่ว่าเป็นหัว หรือจัดทำเป็นผง แป้ง เส้น ก้อน แท่ง ฝอย ชิ้น เม็ด

หรือจัดทำในลักษณะอื่น รวมทั้งกากมันสำปะหลัง

(12) น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายดิบ หรือน้ำตาลดิบ

(13) กากน้ำตาล กากมะพร้าว

(14) ฝ้าย นุ่น งิ้ว ง้าว ไม่ว่าทั้งลูก กะเทาะเปลือกหรือแยกส่วนแล้ว รวมทั้งเมล็ด

แต่ไม่รวมถึงปุยฝ้ายที่แยกเมล็ดออกแล้ว

(15) สัตว์ทุกชนิดที่ไม่ใช่สัตว์น้ำและสัตว์ปีก รวมทั้งวัตถุพลอยได้จากสัตว์

(16) สัตว์น้ำที่มีชีวิต

(17) ทองคำ แพลทินัม ทองขาว เงิน นาค โลหะเจือของวัตถุดังกล่าว รวมทั้งสิ่งทำ

เทียม หรือวัตถุหรือสินค้าดังกล่าวด้วย แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่เป็นสิ่งที่ใช้ประดับ

กายหรือประดับเครื่องแต่งกาย

การปฏิบัติพิธีการศุลกากรในการส่งสินค้าออก

1. ผู้ส่งสินค้าออกที่ประสงค์ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ต้องยื่นใบขนสินค้าขาออก (กศก.101/1) พร้อมสำเนา ใบขนสินค้าขาออกมุมสีน้ำเงิน ต้องมี “เลขรหัสผู้ขอชดเชย” ในช่องผู้ส่งของออก และระบุในช่องใช้สิทธิพิเศษ “ขอเงินชดเชย” ทุกรายการที่ขอใช้สิทธิชดเชยค่าภาษีอากร และต้องประทับตราในช่องสำหรับผู้ส่งออกด้านหลังต้นฉบับ ใบขนสินค้าขาออก และสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน พร้อมลงนาม วัน เดือน ปี กำกับ ดังนี้

ข้าพเจ้าขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร โดยข้าพเจ้าหรือผู้ผลิต

สินค้าไม่ได้รับหรือไม่ได้ใช้สิทธิคืน หรือยกเว้นหรือลดหย่อน

ภาษีอากรตามกฎหมายอื่น……………………………………

…………………………………………………………………

(ลงชื่อ)…………………………………….

………/………/………

2. กรณีผู้ส่งสินค้าออกร้องขอส่งสินค้าออกไปก่อนมาตรา 45 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 เมื่อได้ปฏิบัติพิธีการยื่นใบขนสินค้าขาออกโดยมีสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินสมบูรณ์ด้วยแล้ว จึงจะขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรได้

3. ผู้ส่งสินค้าออกต้องสำแดงรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของ และลักษณะของสินค้าในต้นฉบับใบขนสินค้าขาออก และสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินแยกตามประเภทพิกัดอัตราเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้ชัดเจนถูกต้องตรงกันทุกรายการที่มีการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร

4. สำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินที่เพิ่มขึ้นตามข้อ 1 เมื่อปฏิบัติพิธีการตรวจสอบตามปกติแล้ว จะต้องแนบไปพร้อมกับต้นฉบับใบขนสินค้าขาออก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสลักรายการตรวจปล่อย และรับรองการบรรทุกสินค้าลงเรือเช่นเดียวกับต้นฉบับใบสินค้าขาออก และให้ผู้ส่งสินค้าออกขอรับสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินได้ที่กองคืนอากร

5. การขอจำลองใบขนสินค้าขาออก เพื่อขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรผู้ส่งสินค้าออก จะกระทำได้เฉพาะกรณีสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินสูญหาย โดยมีหลักฐานการรับแจ้งความของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแสดง และจะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการจำลองเอกสารของกรมศุลกากร

6. ผู้ส่งออกจะต้องสำแดงเลขที่บัญชีราคาสินค้าในต้นฉบับใบขนสินค้าขาออกและสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินและเพิ่มบัญชีราคาสินค้าอีก 1 ฉบับ ที่ผ่านการปฏิบัติพิธีการเช่นเดียวกับต้นฉบับบัญชีราคาสินค้า เพื่อแนบสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน

แบบขอรับเงินชดเชย

คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมี 2 แบบ ดังนี้

• คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร ตามแบบ กศก. 20 (มุมสีแดง)

• คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรขายสินค้าในประเทศ ซึ่งอยู่ในข่ายได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ตามแบบ กศก. 22 (มุมสีเหลือง) ซึ่งแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้

- กรณีขายสินค้าภายในประเทศให้แกส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้ หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในข่ายได้รับเงินชดเชยฯ

- กรณีขายสินค้าภายในประเทศ ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเมื่อนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ตามความในภาค 4 แห่ง กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งได้ซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศและขายสินค้าดังกล่าวอยู่ในข่ายได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรเช่นเดียวกับสินค้าส่งออก

เอกสารที่ใช้ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชย

กรณีที่ 1 คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร ตามแบบ กศก.20 (มุมสีแดง) มีดังนี้

1. คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรแบบ กศก.20 พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

2. ใบแนบคำขอตามแบบ กศก. 20 พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

3. บัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการที่ออกให้โดยกรมศุลกากร หรือหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำการแทน

4. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 20) ของกรมสรรพากร และภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ยื่นคำขอ

5. กรณี โอนสิทธิตามบัตรภาษี ต้องมีหนังสือขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีตามแบบ กศก. 23 พร้อม ภพ. 20 และภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับโอน

6. ใบแจ้งการเข้าบัญชี (Credit Note หรือ Credit Advice) การรับชำระค่าสินค้าที่ส่งออกซึ่งธนาคารพาณิชย์ได้ลงนามรับรอง และประทับตราธนาคาร ระบุชื่อ ตำแหน่ง วันเดือนปีที่รับรอง โดยต้องมีข้อความระบุถึง

• เงื่อนไขและวิธีรับรองชำระเงิน

• จำนวนเงินตราที่ได้รับ

• ชื่อผู้รับเงิน

• เลขที่บัญชีราคาสินค้า และถ้าจำนวนเงินในใบแจ้งการเข้าบัญชีชำระเงินค่าสินค้าตามบัญชีราคาสินค้าให้ชัดเจน และให้ผู้ส่งออกยื่นเอกสารเพิ่มเติมในแต่ละกรณี ดังนี้

6.1 กรณีสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าเกินกว่า 500,000 บาท ให้แนบสำเนาแบบ ธ.ต.1

6.2 กรณีรับชำระเงินค่าขายสินค้าส่งออกเป็นเช็ค ดราฟท์ ให้แนบภาพถ่าย เช็คดราฟท์ ที่ธนาคารรับรอง

6.3 กรณีรับชำระเงินค่าขายสินค้าส่งออกเป็นเช็คเดินทาง ให้แนบภาพถ่ายเช็คเดินทางที่ธนาคารพาณิชย์รับรอง และภาพถ่ายหนังสือเดินทางเข้าประเทศของผู้ซื้อ

6.4 กรณีรับชำระเงินค่าขายสินค้าส่งออกด้วยเครดิตการ์ด ให้แนบภาพถ่ายหนังสือเดินทางเข้าประเทศของผู้ซื้อ หรือภาพถ่ายหลักฐานการผ่านแดนเข้ามาในประเทศของผู้ถือเครดิตการ์ด

6.5 กรณีรับชำระเงินด้วยเงินสด ให้แนบหลักฐานการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาที่เจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ด่านศุลกากรที่ผู้เดินทางผ่านรับรองตามแบบฟอร์มที่กรมศุลกากรกำหนด (Foreign Currency Declaration Form) และภาพถ่าย หนังสือเดินทางเข้าประเทศของผู้ซื้อ

7. สำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน และ/หรือฉบับจำลอง จำนวนรวมไม่เกิน 10 ฉบับต่อคำขอ 1 ชุด เว้นแต่กรณีที่มูลค่าสินค้ารวมกันไม่เกิน 500,000 บาท (คิดราคา F.O.B) จะรวมสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน และ/หรือฉบับจำลองเกินกว่า 10 ฉบับก็ได้ และต้องยื่นขอชดเชยภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันส่งออก

8. กรณีผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีโรงงานหรือสถานประกอบอุตสาหกรรมผลิตสินค้าส่งออกที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้ยื่นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) หรือภาพถ่ายหลักฐานอื่นที่แสดงว่าได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสินค้าที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่รับรองถูกต้องแล้วโดยมีผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตราสถานประกอบกิจการนั้น

9. กรณีผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าที่ส่งออกเอง ประสงค์จะโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น และสินค้าที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีอัตราเงินชดเชยค่าภาษีอากรตั้งแต่ร้อยละ 1.5 ของราคาส่งออกขึ้นไปให้ยื่นหลักฐานการได้มาของสินค้าส่งออกที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร เช่น ใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จรับเงินค่าซื้อสินค้าที่ส่งออก หรือหลักฐานการซื้อขายอื่นที่ระบุชื่อผู้ขายพร้อมสถานประกอบการของผู้ขาย โดยเอกสารที่นำมายื่นทุกฉบับต้องลงนามรับรองโดยผู้มีอำนาจยื่นขอชดเชยพร้อมประทับตราบริษัท ห้าง ร้าน ด้วย

10. สำเนาใบขนสินค้าขาออกมุมน้ำเงิน และบัญชีราคาสินค้าซึ่งผ่านการปฏิบัติพิธีการส่งออกครบถ้วนแล้ว

กรณีที่ 2 คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรขายสินค้าในประเทศ ซึ่งอยู่ในข่ายได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ตามแบบ กศก.22 (มุมสีเหลือง) แยกเป็น 2 กรณี ดังนี้

2.1 กรณีขายสินค้าภายในประเทศให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้ หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ มีดังนี้

1. คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ตามแบบ กศก.22 พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

2. ใบแนบคำขอแบบ กศก.22 ก. พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

3. เอกสารตามข้อ 3-5 ของการยื่นคำขอกรณีที่ 1

4. สำเนาสัญญาซื้อขาย (เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสินค้าที่ขอรับเงินชดเชย) หากเป็นภาษาต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทย

5. สำเนาหนังสือรับรองสัญญาซื้อขายจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

6. สำเนาหนังสือตรวจสินค้าของคณะกรรมการตรวจรับคุณภาพและปริมาณสินค้าจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

7. สำเนาใบส่งสินค้าหรือสำเนาใบกำกับสินค้าซึ่งออกโดยผู้ผลิต

• เอกสารตามข้อ 4-7 ต้องรับรองโดยผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตราบริษัท ห้าง ร้าน และให้นำต้นฉบับมาในวันยื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบ

• หนังสือของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจต้องลงนามโดยหัวหน้าส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งได้ตรวจสอบกับตัวอย่างลายมือชื่อที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ส่งมาเป็นตัวอย่าง

• ต้องยื่นขอชดเชยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กรรมการตรวจรับคุณภาพและปริมาณสินค้า ถ้าส่งเป็นงวดให้นับจากวันที่กรรมการตรวจรับแต่ละงวด

2.2 กรณีขายสินค้าภายในประเทศให้แก่ผู้ซื้อสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเมื่อนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ตามความในภาค 4 แห่งกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

1. คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ตามแบบ กศก.22 พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

2. ใบแนบคำขอแบบ กศก.22 ก. พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

3. เอกสารตามข้อ 3-5 ของการยื่นคำขอกรณีที่ 1

4. สำเนาใบส่งสินค้าหรือสำเนาใบกำกับสินค้าซึ่งออกโดยผู้ผลิต

5. หลักฐานแสดงวันที่ตรวจรับสินค้า

6. หนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศที่แสดงว่าผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้มีสิทธินำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยได้รับยกเว้นอากร ตามที่คณะกรรมการพิจารณาชดเชยฯ กำหนดไว้

• เอกสารที่นำมายื่นต้องนำต้นฉบับมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรเพื่อตรวจสอบรับรอง และต้องยื่นขอชดเชยภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ซื้อตรวจรับสินค้า

การกำหนดอัตราชดเชย

1. ประกาศคณะกรรมการชดเชยฯ เรื่องกำหนดอัตราชดเชยที่ อ.5/2534 มีผลบังคับแก่สินค้าที่ส่งออกนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2535

2. ประกาศคณะกรรมการชดเชยฯ เรื่องกำหนดอัตราชดเชยที่ อ.1/2535 มีผลบังคับแก่สินค้าที่ส่งออกนับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2535 สำหรับสินค้าประเภทสัตว์น้ำที่ใช้เป็นอาหารคนตามประเภทที่ 03.01-03.07 และ 16.04-16.05 กับสินค้าประเภทของที่ปรุงแต่งแล้วเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ ตามประเภทที่ 23.09

3. ประกาศคณะกรรมการชดเชยฯ เรื่องกำหนดอัตราชดเชยที่ อ.2/2538 มีผลบังคับแก่สินค้าที่ส่งออกนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2538

4. ประกาศคณะกรรมการชดเชยฯ เรื่องกำหนดอัตราชดเชยที่ อ.1/2540 มีผลบังคับแก่สินค้าที่ส่งออกนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2540

การจ่ายเงินชดเชย

กรมศุลกากรจะจ่ายเงินชดเชยภาษีอากรให้แก่ผู้ส่งออกในรูปของ “บัตรภาษี” โดยมีราคาบัตร 4 ชนิด คือ

1. ชนิดราคา 100,000 บาท

2. ชนิดราคา 10,000 บาท

3. ชนิดราคา 1,000 บาท

4. ชนิดไม่กำหนดราคาซึ่งระบุจำนวนเงินที่ต่ำกว่า 1,000 บาท

อายุของบัตรภาษีมีระยะเวลา 3 ปี และอาจต่ออายุได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 3 ปี และต้องยื่นขอต่ออายุก่อนหมดอายุ

ผู้รับโอนสิทธิตามบัตรภาษี

(ผู้รับโอนสิทธิตามบัตรภาษีครั้งแรก นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541)

ผู้รับโอนสิทธิตามบัตรภาษีเป็นครั้งแรก ต้องยื่นบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี เพื่อบันทึกข้อมูล โดยยื่นที่งานธุรการ ฝ่ายชดเชยอากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ พร้อมแนบสำเนา

เอกสารซึ่งรับรองถูกต้อง จำนวน 2 ชุด ดังต่อไปนี้

ก. ภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับโอนสิทธิตามบัตรภาษี จำนวน 2 ฉบับ

ข. ภาพถ่ายทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 2 ฉบับ (ถ้ามี)

ค. แผนที่เส้นทางที่จะไปบริษัท ห้าง ร้าน (ใช้กระดาษหัวจดหมาย)

ง. ภาพถ่ายบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการ

จ. ภาพถ่ายทะเบียนบ้านผู้จัดการ

ฉ. ภาพถ่าย Work Permit หรือ Passport ถ้าผู้จัดการเป็นชาวต่างประเทศ

ช. ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือใบอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรม

กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำการแทน จะต้องยื่นคำร้องขอทำหนังสือมอบอำนาจก่อนยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร โดยยื่นคำร้องที่ งานบัตรภาษี ฝ่ายชดเชยอากร และต้องรับรองสำเนาถูกต้องพร้อมนำต้นฉบับมาให้ตรวจสอบด้วยดังนี้

- ภาพถ่ายบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการ จำนวน 1 ฉบับ

- สำเนาทะเบียนบ้านผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ฉบับ

- ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรผ่านพิธีการ หรือบัตรลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ฉบับ

- ใช้กระดาษจดหมายของทางบริษัท ห้าง ร้าน ผู้มอบอำนาจ โดยใช้กระดาษต้นฉบับเท่านั้น

- ชื่อบริษัทให้แสดงเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

- อากรแสตมป์ 30 บาท ติดด้านหลังหนังสือมอบอำนาจ

- ผู้มอบอำนาจลงนามต้องประทับตราสำคัญบริษัท ห้าง ร้าน

ผู้รับมอบอำนาจสามารถกระทำการแทนผู้มอบอำนาจในกรณีต่อไปนี้ เช่น ยื่นชุดคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ลงนามและลงนามแก้ไขในแบบ กศก.20 และแบบ กศก.20 ก. รับใบสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน รับบัตรภาษี เป็นต้น

ผู้มอบอำนาจสามารถมอบอำนาจให้ทำการแทนได้คราวละไม่เกิน 1 ปี โดยให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันอนุมัติ ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ เช่น 20 ม.ค.35-19 ม.ค.36 เว้นแต่บัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการหมดอายุก่อนครบ 1 ปี ให้มอบอำนาจได้ถึงวันที่บัตรหมดอายุเท่านั้น

การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

การชดเชยค่าภาษีอากรเป็นมาตรการหนึ่งของรัฐบาลที่ช่วยลดต้นทุนให้

แก่ผู้ผลิตสินค้าส่งออกเพื่อให้สามารถแข่งขันราคารในตลาดต่างประเทศได้โดยการ

จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่แฝงอยู่ในต้นทุนสินค้าที่ส่งออกในรูปของ บัตรภาษี ทั้งนี้

การจ่ายเงินดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราช

บัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ. 2524 พระราช

บัญญัติชดเชยค่าภาษีอากร สินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524ได้

กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราช

อาณาจักร ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน อธิบดีกรมศุลกากร ผู้

อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังผู้แทนกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผู้แทน

กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรมและผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินห้าคน ซึ่ง

คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่ เช่น กำหนดอัตราเงินชดเชยแก่ชนิด

และ / หรือสินค้าที่จะได้รับเงินชดเชยประเภทสินค้าที่ไม่ได้รับชดเชย หลักเกณฑ์ วิธี

การเงื่อนไขและกำหนด เวลาการจ่ายเงินชดเชย ฯลฯ เป็นต้น

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิและหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษี

อากร

(1) เป็นผู้ส่งออกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเองหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ ผู้ส่งออก

(1.1) จะต้องไม่ใช้สิทธิคืนอากร หรือยกเว้นอากร หรือลดหย่อนอากรขาเข้า

สำหรับวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นสินค้าส่งออก ตามกฎหมายหนึ่งกฎหมายใด

(1.2) ผู้ส่งออกได้ปฏิบัติครบถ้วนตามมาตรา 45 และ 48 แห่งพระราชบัญญัติ

ศุลกากร พ.ศ.2469 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

(2) เป็นผู้ขายสินค้าให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วย

เหลือจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ค่าของสินค้าดังกล่าว หรือทั้งหมดหรือบางส่วนจะต้อง

ชำระจากเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

(3) เป็นผู้ขายสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตาม

กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรให้แก่องค์การ ระหว่างประเทศหรือหน่วยงานใดที่

มีสิทธินำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักรได้

(4) สินค้าที่ส่งออกจะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ทั้งนี้ คำว่า “ผลิต” หมาย

ถึง การประกอบ แปรรูป แปรสภาพ หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าไม่

ว่าด้วยวิธีใดและไม่เป็นสินค้าต้องห้ามมิให้ได้รับเงินชดเชยตามประกาศของคณะ

กรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร ทั้งนี้การ

ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศต้องปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากรและได้รับเงินค่าราคารสินค้าเข้ามาในประเทศด้วย ถ้าเป็นการส่งออกเพื่อ

วัตถุประสงค์อื่น เช่น เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์ ฯลฯ ที่ไม่ใช่เพื่อการค้าย่อมไม่

อาจขอชดเชยค่าภาษีอากรได้

(5) ต้องยื่นขอชดเชยค่าภาษีอากร ภายในหนึ่งปีนับแต่วันส่งสินค้าออก

(6) กรณีมีการส่งสินค้าคืนและต้องคืนเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ซื้อจะต้องคืนเงินชดเชยเป็น

จำนวนตามส่วนสินค้าที่รับคืนให้แก่กรมศุลกากรภายในหกสิบวันนับแต่วันที่นำสินค้า

เข้า หรือนับแต่วันได้รับสินค้าคืนสำหรับกรณีที่ขายสินค้าภายในประเทศมิฉะนั้นต้อง

ชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละสองต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินชดเชยที่ต้องชำระคืนจน

กว่าจะชำระคืนเงินชดเชยครบถ้วน

การดำเนินการสำหรับการขอชดเชยค่าภาษีอากร

(1) ผู้ส่งออกที่ต้องการจะขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจะต้องยื่นคำร้องขออนุมัติใน

หลักการต่อกรมศุลกากรก่อนการส่งออก

(2) เมื่อได้รับแจ้งผลการอนุมัติในหลักการแล้วจึงจะส่งออกสินค้าได้ โดยยื่นใบขนสิน

ค้าขาออก พร้อมด้วยใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินและสำเนาใบขนสินค้าขา

ออกฉบับมุมสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นอีก 1 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการส่งออกตามปกติ

(3) เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้รับรองการตรวจปล่อยและรับบรรทุกสินค้าไปกับยาน

พาหนะที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรแล้ว ให้ผู้ส่งของออกขอรับสำเนาใบขนสิน

ค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินจากหน่วยงานที่รับรองการบรรทุกเมื่อได้รับรองการบรรทุก

เสร็จสิ้นแล้ว

(4) ยื่นแบบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ กศก.129) พร้อมเอกสารอื่น ๆ เช่น

ใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน หลักฐานการรับเงินค่าขายสินค้า (CREDIT

NOTE หรือ CREDIT ADVICE) ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.20) ฯลฯ เป็นต้น

(5) ขอรับบัตรภาษี เมื่อได้รับการพิจารณาอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สินค้าส่งออกที่ไม่มีสิทธิได้รับการชดเชยค่าภาษีอากร

(1) สินค้าที่ไม่ได้ผลิตในราชอาณาจักร

(2) แร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่

(3) สินค้าซึ่งเสียภาษีอากร หรือค่าธรรมเนียมเมื่อส่งออก

(4) สินค้าที่คณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราช

อาณาจักรกำหนดให้ไม่ได้รับชดเชย

(4.1) ประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิต

ในราชอาณาจักรที่ 3/2527 มีผลบังคับแก่การส่งออกตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน 2527 ได้แก่

ผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยไม้สัก พยุง ชิงชัน ประดู่ มะค่าโมง ขะเจ๊าะ (สาธร) มะเกลือ ที่ไม่

เหมาะที่จะ นำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น

(4.2) ประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิต

ในราชอาณาจักรที่ 1/2535 มีผลบังคับแก่การส่งออกตั้งแต่ 1 มกราคม 2535 ได้แก่

4.2.1 ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าว

นึ่ง ข้าวอบแห้ง ปลายข้าว หรือรำ

4.2.2 ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี

4.2.3 ข้าวโพด ไม่ว่าเป็นฝักหรือเมล็ด อบ บด ทำให้เป็นซีกหรือชิ้น แต่ไม่

รวมถึงแป้งข้าวโพด หรือข้าวโพดที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อ ทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์

(ไม่รวมฝักข้าวโพดอ่อนที่เป็นฝัก)

4.2.4 หนังสัตว์ที่ยังไม่ฟอก รวมทั้งเศษตัด และเศษ

4.2.5 ยางของต้นยางตระกูลฮีเวีย ไม่ว่าจะเป็นยาง แผ่นยาง แท่ง เศษยาง

ยางก้อน น้ำยาง หรือขี้ยางจากต้นยาง ยางปน ดินหรือปนเปลือกต้นยาง รวมทั้งยาง

ในลักษณะอื่นซึ่งยังอยู่ในสภาพวัตถุดิบ

4.2.6 รังไหม เส้นไหมดิบที่ยังมิได้ตีเกลียว และเส้นด้ายที่ทำด้วยไหม ขี้

ไหม หรือเศษไหม

4.2.7 ถั่วทุกชนิด ไม่ว่ากะเทาะเปลือก หรือทั้งเปลือก บด ทำให้เป็นซีกหรือ

ชิ้น รวมทั้งกากถั่ว แต่ไม่รวมถึงแป้งถั่ว หรือถั่วที่ ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหาร นอก

จากอาหารสัตว์ (ไม่รวมถึงถั่วฝักยาวที่เป็นฝัก)

4.2.8 เมล็ดละหุ่ง

4.2.9 ปอทุกชนิดและเศษปอ ไม่ว่าดิบหรือผ่านกรรมวิธีใด ๆ รวมทั้งปอที่

เป็นเส้นใย แต่ไม่รวมถึง ปอที่ปั่นเป็นเส้นหรือวัตถุประดิษฐ์อื่นจากปอ

4.2.10 ครั่งดิบ ครั่งเม็ด

4.2.11 มันสำปะหลังไม่ว่าเป็นหัว หรือจัดทำเป็นผง แป้ง เส้น ก้อน แท่ง

ฝอย ชิ้น เม็ด หรือจัดทำในลักษณะอื่น รวมทั้ง กากมัน สำปะหลัง

4.2.12 น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายดิบ หรือน้ำตาลดิบ

4.2.13 กากน้ำตาล กากมะพร้าว

4.2.14 ฝ้าย นุ่น งิ้ว ง้าว ไม่ว่าทั้งลูก กะเทาะเปลือกหรือแยกส่วนแล้ว รวม

ทั้งเมล็ดแต่ไม่รวมถึงปุยฝ้ายที่แยกเมล็ดออกแล้ว

4.2.15 สัตว์ทุกชนิดที่ไม่ใช่สัตว์น้ำและสัตว์ปีก รวมทั้งวัตถุพลอยได้จาก

สัตว์

4.2.16 สัตว์น้ำที่มีชีวิต

4.2.17 ทองคำ แพลทินัม ทองขาว เงิน นาค โลหะเจือวัตถุดังกล่าว รวมถึง

วัตถุที่ทำเทียมแต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ใช้ประดับกาย หรือเครื่องแต่งกาย

แบบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร

แบบที่ 1 สำหรับผู้ส่งของออกสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ซึ่งได้ส่งสินค้าออกไป

นอกราชอาณาจักร และได้รับเงินค่าสินค้าเข้ามาในประเทศแล้ว โดยต้องกรอกแบบคำ

ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรแบบ

กศก.20 (มุมสีแดง) ยื่นพร้อมสำเนา 1 ฉบับ โดยชื่อผู้ยื่นคำขอต้องตรงกับชื่อผู้ส่งออก

ในสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน เอกสารที่ใช้ประกอบในกรณีนี้ คือ

(1) ใบแนบคำขอ แบบ กศก.20 ก พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

(2) บัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการที่กรมศุลกากรออกให้ หรือหนังสือ

มอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำการแทน

(3) ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.20) และภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร

ของผู้ยื่นคำขอ

(4) ในกรณีโอนสิทธิตามบัตรภาษีต้องมีหนังสือขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี (แบบ

กศก.23) พร้อม ภพ.20 และภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้ เสียภาษีอากรของผู้รับโอน

(5) ใบแจ้งการเข้าบัญชี (CREDIT NOTE หรือ CREDIT ADVICE) การรับชำระค่าสิน

ค้าที่ส่งออก โดยต้องมีข้อความระบุถึงเงื่อนไข และวิธีรับชำระเงิน จำนวนเงินตราที่ได้

รับ ชื่อผู้รับเงิน เลขที่บัญชีราคาสินค้า และถ้าจำนวนเงินในใบแจ้งการเข้าบัญชีชำระ

เงินค่าสินค้าตามบัญชีราคาสินค้าหลายฉบับ ให้ระบุจำนวนเงินที่ชำระแต่ละบัญชี

ราคาสินค้าให้ชัดเจน ซึ่งธนาคาร พาณิชย์ได้ลงนามรับรอง และประทับตราระบุชื่อ

นามสกุล ตำแหน่ง วันเดือนปีที่รับรองและประทับตราธนาคารกำกับไว้เป็น สำคัญ

นอกจากนั้น ต้องมีเอกสารอื่นเพิ่มเติมอีกในกรณีรับเงินในลักษณะต่าง ๆ ด้วย คือ

(5.1) การรับชำระเงินเป็นเช็คเดินทาง ต้องมีภาพถ่ายเช็คเดินทางที่ธนาคาร

พาณิชย์รับรอง และภาพถ่ายหนังสือเดินทางเข้า ประเทศของผู้ซื้อ

(5.2) การรับชำระเงินเป็นเช็ค ดราฟท์ ต้องมีภาพถ่ายเช็ค หรือดราฟท์ที่ธนาคาร

พาณิชย์รับรอง

(5.3) การรับชำระเงินเป็นเงินสด ต้องมีเอกสารการนำเงินเข้าประเทศไทยของผู้

ซื้อที่เจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ จุดที่เดินทางเข้า มาได้ รับรอง ตามแบบฟอร์มที่กรม

ศุลกากรกำหนด (FOREIGN CURRENCY DECLARATION FORM) ออกให้ พร้อม

ภาพถ่ายหนังสือเดินทางเข้าประเทศหรือภาพถ่ายหลักฐานการผ่านแดนเข้ามาใน

ประเทศของผู้ซื้อ

(6) ใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินและ/หรือฉบับจำลอง พร้อมสำเนาบัญชีราคา

สินค้าฉบับที่ผ่านพิธีการส่งออกและแบบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ

กศก.129) จำนวนรวมไม่เกิน 10 ฉบับต่อคำขอ 1 ชุด เว้นแต่กรณีมูลค่าสินค้ารวมกัน

ไม่ถึง 50,000 บาท (คิดเป็นราคา เอฟ.โอ.บี.) ให้รวมใบขนสินค้าขาออกมุมสีน้ำเงินจน

ครบมูลค่าดังกล่าวได้โดยจะต้องยื่นขอชดเชยภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ส่งของ

ออก

(7) สำเนาแบบ ธ.ต.1 กรณีสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเกิน 500,000 บาท

(8) กรณีผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีโรงงานหรือสถานประกอบอุตสาหกรรมผลิต

สินค้าส่งออกที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้ยื่นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

(ร.ง.4) หรือภาพถ่ายหลักฐานอื่นที่แสดงว่าได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรม

เกี่ยวกับสินค้าที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่รับรองถูกต้องแล้วโดยมีผู้มีอำนาจลง

นาม พร้อมประทับตราสถานประกอบกิจการนั้น

(9) กรณีผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าที่ส่งออกเอง ซึ่งประสงค์

จะโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่นและสินค้าที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีอัตรา

เงินชดเชยค่าภาษีอากรตั้งแต่ร้อยละ 1.5 ของราคาส่งออกขึ้นไปให้ยื่นหลักฐานการได้

มาของสินค้าส่งออกที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร เช่นใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับ

เงินค่าซื้อสินค้าที่ส่งออกหรือหลักฐานการซื้อขายอื่นที่ระบุชื่อผู้ขายพร้อมสถาน

ประกอบการของผู้ขาย

เอกสารที่นำมายื่นทุกฉบับต้องลงนามรับรองโดยผู้มีอำนาจยื่นขอชดเชยพร้อมประทับ

ตราบริษัท ห้าง ร้าน ด้วย

แบบที่ 2 แบบ กศก.22 (มุมสีเหลือง) สำหรับกรณีขายสินค้าภายในประเทศที่มีสิทธิ

ขอชดเชยได้เช่นเดียวกับการส่งสินค้าออกไปต่างประเทศยื่นพร้อมสำเนา 1 ฉบับ โดย

มีเอกสารประกอบแยกเป็น 2 กรณี คือ

(1) กรณีเป็นผู้ขายสินค้าภายในประเทศให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครง

การเงินกู้ หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ต้องยื่นแบบ กศก.22 (มุมสีเหลือง) พร้อม

สำเนาและเอกสาร ดังนี้

(1.1) ใบแนบคำขอ แบบ กศก.22 ก พร้อมสำเนา 1 ฉบับ และเอกสารตามข้อ

(2)-(4) ของแบบที่ 1

(1.2) สำเนาใบส่งสินค้าหรือสำเนาใบกำกับสินค้าที่ออกโดยผู้ผลิต

(1.3) สำเนาหลักฐานการรับเงินค่าขายสินค้า

(1.4) สำเนาสัญญาซื้อขายสินค้า (เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสินค้าที่ขอชดเชย) หาก

เป็นภาษาต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทย

(1.5) สำเนาหนังสือรับรองสัญญาซื้อขายจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

(1.6) สำเนาหนังสือตรวจรับสินค้าของคณะกรรมการตรวจรับคุณภาพและ

ปริมาณสินค้าจาก ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เอกสารที่นำมายื่นต้องนำต้นฉบับมา

ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบเพื่อรับรองสำเนาให้ แล้วรับคืนไป สำหรับหนังสือของ

ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจต้องลงนามโดยหัวหน้าส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือ

ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งได้ตรวจสอบกับตัวอย่างลายมือชื่อที่ส่วนราชการ หรือรัฐ

วิสาหกิจนั้น ๆ ส่งมาเป็นตัวอย่าง การยื่นขอชดเชยต้องกระทำในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่

กรรมการตรวจรับ ถ้าส่งเป็นงวดให้นับจากวันที่กรรมการตรวจรับแต่ละงวด

(2) กรณีเป็นผู้ขายสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร

ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรให้แก่องค์การระหว่างประเทศหรือหน่วยงาน

ใดที่มีสิทธินำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องยื่นแบบ กศก.22 (มุมสีเหลือง)

พร้อมสำเนาและเอกสารดังนี้

(2.1) เอกสารตามข้อ (1.1) – (1.3)

(2.2) สำเนาหลักฐานการตรวจรับสินค้าของผู้ซื้อ

(2.3) หนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศที่แสดงว่าผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้มี

สิทธินำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร โดยได้รับยกเว้นอากร ตามที่คณะกรรมการ

พิจารณาชดเชยฯ กำหนดไว้เอกสารที่นำมายื่นต้องนำต้นฉบับมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่

ศุลกากรเพื่อตรวจสอบรับรอง แล้วรับคืนไป การยื่นขอชดเชยต้องกระทำในเวลา 1 ปี

นับแต่วันที่ผู้ซื้อตรวจรับสินค้า

การจ่ายเงินชดเชย

กรมศุลกากรจะจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้แก่ผู้ส่งออกในรูปของ “บัตรภาษี” ซึ่ง

สามารถนำไปจ่ายเป็นค่าภาษีได้ใน 3 หน่วยงาน คือ กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรม

สรรพสามิต บัตรภาษีมี 2 ชนิด คือ

(1) ชนิดบอกราคา คือ ราคา 100,000.- บาท ราคา 10,000.- บาท ราคา

1,000.- บาท

(2) ชนิดไม่กำหนดราคาซึ่งระบุจำนวนเงินที่ต่ำกว่า 1,000.- บาท

อายุของบัตรภาษีมีระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ออกบัตร และอาจต่ออายุได้ไม่เกิน 2

คราว ๆ ละ 3 ปี ซึ่งจะต้องยื่นขอต่ออายุบัตรก่อนหมดอายุต่อหน่วยงานที่พิจารณาชด

เชยค่าภาษีอากรของสำนักงานศุลกากรส่งออก ท่าเรือกรุงเทพเพื่อดำเนินการอนุมัติให้

ต่อไป

การโอนบัตรภาษี

ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชย สามารถขออนุมัติจากอธิบดีเพื่อโอนสิทธิในบัตรภาษี

ไปให้แก่บุคคลอื่นได้ โดยยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

แต่การโอนสิทธิต้องกระทำก่อนการออกบัตรภาษี ดังนี้

(1) กรณีขอโอนบัตรภาษีก่อนพิมพ์บัตรภาษี ให้ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงการโอนสิทธิ

ตามบัตรภาษีภายใน 15 วัน นับแต่วันยื่นชุดคำขอ โดยต้องแสดงความจำนงในแบบ

กศก.20 และต้องมีหนังสือแสดงความจำนงขอรับโอนตามแบบ กศก.23

(2) กรณีขอโอนบัตรภาษีหลังพิมพ์บัตรภาษี จะสามารถโอนได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจาก

อธิบดี ในกรณีดังต่อไปนี้

(2.1) การโอนให้ทายาทผู้รับโอนกิจการของผู้มีชื่อในบัตรภาษีซึ่งถึงแก่ความ

ตาย

(2.2) การโอนให้ผู้ซึ่งรับโอนกิจการของผู้มีชื่อในบัตรภาษีมาดำเนินการต่อไป

(2.3) การโอนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันเกิดจากการควบเข้า

กันระหว่างนิติบุคคลผู้มีชื่อในบัตรภาษีและ นิติ บุคคลอื่น

(2.4) การโอนให้แก่บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของผู้มีชื่อในบัตรภาษี

การโอนในกรณีนี้ อธิบดีจะอนุมัติได้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

พิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรก่อน

สิทธิตามบัตรภาษี

ผู้รับโอนสิทธิเป็นครั้งแรก (นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541) ต้องยื่นบัตรประจำ

ตัวผู้เสียภาษี ที่ฝ่ายชดเชยอากร ส่วนคืนและชดเชยอากร สำนักสิทธิประโยชน์ทางภาษี

อากร พร้อมแนบสำเนาเอกสารซึ่งรับรองถูกต้อง จำนวน 2 ชุด ดังนี้

(1) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับโอนสิทธิตามบัตรภาษี

(2) ภาพถ่ายทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี)

(3) แผนที่เส้นทางที่จะไปบริษัท ห้าง ร้าน (ใช้กระดาษหัวจดหมาย)

(4) ภาพถ่ายบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการ

(5) ภาพถ่าย WORK PERMIT หรือ PASSPORT ถ้าผู้จัดการเป็นชาวต่างประเทศ

(6) ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือใบอนุญาตให้ประกอบอุตสาห

กรรม

ที่มา : dep

วิธีการชำระเงินและเงื่อนไขการชำระเงิน

การค้าระหว่างประเทศกับวิธีการชำระเงินและเงื่อนไขการชำระเงิน

การค้าระหว่างประเทศ

การค้าระหว่างประเทศ มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนกับการค้าภายในประเทศอยู่หลายประการ เช่น ผู้ซื้อกับผู้ขายอยู่ห่างกันไกลๆ คืออยู่กันคนละประเทศ ดังนั้นการติดต่อกันจึงไม่สะดวกเหมือนกับการค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในประเทศเดียวกัน หรือในเมืองเดียวกัน ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ปฏิบัติทางการค้าของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกันอาจมีน้อย ในระยะแรกๆ นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่นๆ เช่น ต้องมีการส่งสินค้าข้ามเขตแดนจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง การบรรจุสินค้า และ จัดหาพาหนะที่บรรทุกสินค้า ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการโอนเงินข้ามประเทศ (Exchange control regulations) เป็นต้น อุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศ คือ วิธีการชำระค่าสินค้า

การชำระค่าสินค้า

เมื่อผู้ซื้อและผู้ขายได้มีการตกลงเกี่ยวกับข้อสัญญาซื้อขายกันแล้ว กล่าวคือ ได้มีการตกลงเรื่องคุณภาพและปริมาณสินค้า ราคา กำหนดเวลาและสถานที่ส่งมอบสินค้าและเงื่อนไขการชำระเงิน ฯลฯ ผู้ขายก็มีหน้าที่ต้องส่งสินค้าตามที่ตกลง ส่วนผู้ซื้อนั้นก็มีหน้าที่จะต้องชำระเงินค่าสินค้าที่ซื้อตามสัญญา

วิธีการชำระเงินค่าสินค้าที่พบเห็นกันบ่อยในการค้าระหว่างประเทศมี 4 วิธีคือ

  1. การชำระด้วยเงินสด หรือชำระล่วงหน้า (Cash or Advance payment)
  2. ชำระโดยการเปิดบัญชีขายเชื่อ (Open account)
  3. การชำระเงินโดยการเรียกเก็บผ่านธนาคาร (Bills for Collection)
  4. การชำระเงินโดยเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (Documentary Letter of Credit)
  1. 1. การชำระเงินด้วยเงินสด หรือ ชำระล่วงหน้า (Cash or Advance payment)

คือ การซื้อขายสินค้า ซึ่งผู้ซื้อต้องจ่ายด้วยเงินสดหรือชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ผู้ขายก่อนที่ผู้ขายจะทำการมอบสินค้า การชำระเงินด้วยวิธีนี้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะต้องเสี่ยงกับการที่ผู้ขายซึ่งรับเงินไปแล้วอาจจะไม่ส่งสินค้ามาให้ หรืออาจจะส่งสินค้าที่คุณภาพไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ก็ได้

การซื้อขายด้วยวิธีนี้จึงมักจะกระทำกันในกรณีที่ผู้ขายเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่เชื่อถือได้ ตลาดเป็นของผู้ขาย หรือไม่ก็เป็นการซื้อขายกันสำหรับสินค้าที่มีค่างวดไม่สูงนัก เช่น การสั่งซื้อตำราหรือหนังสือจากต่างประเทศ เป็นต้น

  1. 2. การชำระโดยการเปิดบัญชีขายเชื่อ (Open Account)

คือ การซื้อขายสินค้าในลักษณะที่มีการส่งมอบสินค้าก่อนและจ่ายเงินทีหลัง ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่า เมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อจะทำการชำระเงินให้ผู้ขาย ตามกำหนดเวลาในอนาคต เช่น หนึ่งเดือนหลังจากรับสินค้า เป็นต้น

การซื้อขายกันในลักษณะนี้ คือการให้เครดิตทางการค้าของผู้ขายแก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อมักเป็นผู้ที่ผู้ขายไว้ใจ โดยทั่วไปแล้วผู้ขายจะต้องตั้งวงเงินไว้สำหรับผู้ซื้อแต่ละราย เพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยงของผู้ขายไม่ให้สูงจนเกินไป

เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ผู้ซื้ออาจจะส่ง เช็ค ดราฟต์ โดยตรง หรือออกคำสั่งโอนเงินให้แก่ผู้ขายผ่านทางบัญชีของธนาคารก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ความสะดวก และข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย

  1. 3. การชำระเงินโดยการเรียกเก็บผ่านธนาคาร (Bills for collection)

คือการซื้อขายสินค้า ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าตกลงกันว่า เมื่อผู้ขายส่งสินค้าแล้วผู้ขายจะส่งเอกสารเรียกเก็บเงินผ่านธนาคารของผู้ขายไปยังธนาคารผู้ซื้อ หรือธนาคารที่ธนาคารของผู้ขายเป็นผู้เลือกให้ ทำหน้าที่ส่งมอบเอกสารและเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ

การซื้อขายสินค้าในลักษณะนี้ผู้ขายจะได้รับความคุ้มครองพอสมควร เนื่องจากมีธนาคารเข้าไปดูแล การส่งมอบเอกสารกรรมสิทธิ์ของสินค้า และดูแลการเรียกเก็บเงิน นอกจากนั้นผู้ขายยังมีบุริมสิทธิ์เหนือสินค้าของตน ตราบใดที่ผู้ซื้อยังไม่รับรองตั๋วหรือยังไม่ชำระเงินค่าสินค้า

ธนาคารที่ทำหน้าที่เรียกเก็บจะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ขายอย่างเคร่งครัด และยึดถือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับตั๋วเรียกเก็บฉบับแก้ไข ค.ศ. 1995 ฉบับที่ 522 ของสภาหอการค้านานาชาติ (Uniform Rules for Collections, 1995 revision, Ioc Publication No.522)  คำสั่งในการเรียกเก็บและส่งมอบเอกสาร  แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

-         การส่งมอบเอกสารแลกเปลี่ยนกับการชำระเงิน  (Documents Against Payment or D/P)

-         การส่งมอบเอกสารแลกเปลี่ยนกับการรับรองตั๋ว (Documents Against Acceptance or D/A)

3.1 เงื่อนไขการเรียกเก็บแบบ D/P (documents against payment)

หมายความว่า  ผู้ซื้อจะรับเอกสารเพื่อไปแลกสินค้าได้ ก็ต่อเมื่อมีการชำระเงินค่าสินค้านั้นแล้ว  ในทางการค้าระหว่างประเทศ  เมื่อผู้ขายส่งสินค้าไปให้ผู้ซื้อแล้ว  ผู้ซื้อยังไม่สามารถรับสินค้าได้ทันที  ผู้ซื้อจะต้องรอเอกสารจากผู้ขาย  เพื่อจะนำไปแลกสินค้าจากบริษัทเรือหรือบริษัทขนส่ง  เอกสารที่สำคัญคือ “ใบตราส่ง”  ที่ออกโดยบริษัทเรือ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ตั๋วเรือ” (Bill of Lading)  ผู้ซื้อจะได้เอกสารนี้จากธนาคารที่ทำหน้าที่เรียกเก็บเงินต่อเมื่อผู้ซื้อชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ธนาคารดังกล่าว  การตั้งเงื่อนไขแบบ D/P นี้ทำให้ผู้ขายไม่ต้องเสี่ยงต่อการที่มอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้วผู้ซื้อไม่ยอมชำระเงิน  เงื่อนไข D/P นี้ใช้ได้กับตั๋วที่เป็น Sight Bill และ Time Bill

3.2 เงื่อนไขการเรียกเก็บแบบ D/A (documents against acceptance)

หมายความว่า  ผู้ซื้อสามารถรับเอกสารเพื่อนำไปแลกสินค้าก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับรองตั๋วแลกเงินจากผู้ขายแล้ว  ตามเงื่อนไข D/A นี้  ผู้ซื้อยังไม่ต้องชำระเงินเพียงแต่เซ็นชื่อรับรองว่าจะจ่ายเงินจำนวนที่ระบุไว้เมื่อครบกำหนด  การที่ผู้ขายจะกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินแบบ D/A นี้  ผู้ขายต้องมีความเชื่อถือในฐานะและความซื่อสัตย์ของผู้ซื้อ  เพราะเท่ากับเป็นการให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสำหรับกำหนดระยะเวลาของการชำระเงินนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย  ตั๋วแลกเงินที่กำหนดเงื่อนไขแบบ D/A นี้  จะต้องเป็นตั๋วที่มีกำหนดระยะเวลาการชำระเงิน (Time Bill) เท่านั้น

3.  เอกสารและตั๋ว

6.  เงินค่าสินค้า

หมายเหตุ  :  ผู้ส่งออกที่มีวงเงินขายลดตั๋ว D/A, D/P อาจขอให้ธนาคารรับซื้อตั๋วและชำระเงินให้แก่ผู้ส่งออกตั้งแต่ขั้นตอนที่สอง

  1. 4. การชำระเงินโดยเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (Documentary Letter of Credit)

คือ  การตกลงซื้อขายสินค้าโดยใช้เล็ตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเครื่องมือการชำระเงิน  เล็ตเตอร์ออฟเครดิตเป็นตราสารหรือหนังสือรับรองการชำระเงินที่ออกโดยธนาคารของผู้ซื้อออกให้แก่ผู้รับประโยชน์ (ผู้ขาย)  เพื่อรับรองว่าเมื่อผู้รับประโยชน์ปฏิบัติตามเงื่อนไขของเครดิตทุกประการแล้ว  ธนาคารผู้เปิดเครดิตจะชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์โดยไม่มีข้อบิดพริ้ว

การค้ำประกันหรือการรับรองดังกล่าวจะเพิกถอนไม่ได้ในกรณีของ Irrevocable Letter of credit  ถ้าหากไม่ได้รับคำยินยอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เล็ตเตอร์ออฟเครดิต  จึงเป็นเครื่องมือการชำระเงินที่ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดในการค้าขายระหว่างประเทศ  เพราะนอกจากจะให้ความคุ้มครองแก่ผู้ขายแล้วยังให้ความคุ้มครองแก่ผู้ซื้อด้วย  ในกรณีที่ผู้ซื้อต้องการให้ผู้ขายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็สามารถระบุลงไปเป็นเงื่อนไขในเล็ตเตอร์ออฟเครดิต  โดยมีธนาคาร (Negotiation Bank)  ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและเงื่อนไขต่างๆ ตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิต  เมื่อผู้รับประโยชน์นำตั๋วมายื่นต่อธนาคาร


3. ธนาคารของผู้ซื้อเปิด L/C ไปให้ผู้ขายผ่านธนาคารตัวแทน

ในประเทศของผู้ขาย

  1. ธนาคารตัวแทนส่งเอกสารไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้เปิด L/C

หรือธนาคารผู้จ่ายเงินแทน (Reimbursing Bank)

สิ่งที่ควรระลึกในที่นี้ก็คือ  ถึงแม้เล็ตเตอร์ออฟเครดิตจะช่วยให้เกิดความมั่นใจกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย  และอำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศ  แต่เล็ตเตอร์ออฟเครดิตก็ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย  และไม่สามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากความไม่ซื่อสัตย์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้  ฉะนั้นการตกลงซื้อขายใดๆ ก็ยังต้องอาศัยความรอบคอบในการพิจารณาถึงความเชื่อถือและความซื่อสัตย์ของคู่สัญญาเป็นสิ่งสำคัญ

เงื่อนไขการชำระเงิน

(Terms of Payment)

เงื่อนไขการชำระเงินเมื่อเห็น (At Sight)

หมายความว่า  ผู้ซื้อ (Buyer)  จะต้องชำระเงินค่าสินค้าต่อธนาคารเมื่อเห็นตั๋วธนาคารจึงจะส่งมอบตั๋วแลกเงินและเอกสารขนส่งให้  หากผู้ซื้อไม่ชำระเงินแล้วธนาคารก็จะไม่ส่งมอบเอกสารการขนส่งให้  คำว่า At Sight นี้  ธนาคารอาจจะตีความว่า ผู้ซื้อต้องมาติดต่อขอชำระเงินเพื่อรับเอกสารการส่งออกภายใน 3 วัน นับจากวันที่ธนาคารแจ้งให้ทราบ  แต่ในบางประเทศเงื่อนไขอาจจะแตกต่างออกไป เช่น การชำระภายใน 24 ชั่วโมง  หลังจากเห็นตั๋ว เป็นต้น

สำหรับในประเทศของผู้ขายแล้ว  เมื่อผู้ขายยื่นตั๋วประเภท At Sight  ตาม L/C ให้แก่ Negotiating Bank เพื่อการขายตั๋วแล้ว  ถ้าหากเอกสารดังกล่าวถูกต้องตรงตามเงื่อนไขใน L/C Negotiating Bank ก็จะรับซื้อเอกสารนั้น  โดยจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายทันทีและ Negotiating Bank จะส่งเอกสารดังกล่าวไปขอขึ้นเงินตราต่างประเทศคืนจาก Opening Bank ซึ่ง Opening Bank จะต้องชำระเงินทันทีหากเอกสารถูกต้องตาม L/C และผู้ซื้อจะต้องชำระเงินทันทีที่เห็นตั๋ว  จึงจะรับเอกสารจากธนาคารไปได้ดังกล่าวข้างต้น

เงื่อนไขการชำระเงินที่มีกำหนดระยะเวลา (Deferred Payment)

หมายความว่า  ผู้ซื้อ (Buyer) ไม่ต้องชำระเงินต่อผู้ขายทันทีที่เห็นตั๋ว  แต่ให้ทำการรับรองตั๋วแลกเงิน (Accept Bill) เพื่อที่จะชำระเงินตามเวลาที่ตกลงกันไว้ในอนาคต

ประเภทต่างๆ ของเงื่อนไขการชำระเงินที่มีกำหนดเวลา (Deferred Payment)

30,60,90 Days After Sight                  =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 30 วันหรือ 60 วัน หรือ 90 วัน (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) หลังจากวันที่เห็นตั๋ว (วันที่ยอมรับสภาพหนี้)

30,60,90 Days After Date                   =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 30 วันหรือ 60 วัน หรือ 90 วัน (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) หลังจากวันที่ออกตั๋วแลกเงิน (Date of Bill of Exchange)

90,120,360 Days After B/L Day       =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 90 วันหรือ 120 วัน หรือ 360 วัน หลังจากวันที่ออกใบตราส่งทางเรือ

2 Months After Airway Bill                    =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 2 เดือน  นับจากวันที่ออกใบรับขนส่งทางอากาศ

30 Days After Goods pass                 =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 30 วันหลังจากวันที่สินค้าผ่าน

Food and Drug Administratio                การตรวจสอบคุณภาพจากองค์การ

อาหารและยา

2 Months After Arrival of Goods         =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 2 เดือน  หลังจาก วันที่สินค้า

ถึงปลายทาง

60 Days After First                                =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 60 วัน  หลังจาก Presentation                              วันที่ธนาคารยื่นเอกสารให้ครั้งแรก

60 Days After Customs                       =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 60 วัน  หลังจากClearance of Goods                                วันที่ทำพิธีศุลกากรรับสินค้าไปเรียบร้อยแล้ว

60 Days After Invoice Date                 =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 60 วัน  หลังจาก                                            วันที่ออกใบกำกับสินค้า

60 Days After Acceptance                 =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 60 วัน  หลังจาก                                            วันที่เซ็นชื่อรับรองตั๋วแลกเงิน

60 Days After On-Board Date           =  ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าภายใน 60 วัน  หลังจาก                                            วันที่บรรทุกสินค้าลงสู่ระวางเรือ

MODE OF TRANSPORT AND THE APPROPRIATE INCOTERM 2000

Any Mode of Transport EXW EX WORKS (…named place)
Including multimodal FCA Free Carrier (…named place)
CPT Carriage Paid To (…named place of destination)
CIP Carriage and Insurance Paid To (…named place of destination)
DAF Delivered At Frontier (…named place)
DDU Delivered Duty Unpaid (…named place of destination)
DDP Delivered Duty Paid (…named place of destination)
Air Transport FCA Free Carrier (…named place)
Rail Transport FCA Free Carrier (…named place)
Sea and Inland Waterway FAS Free Alongside Ship (…named port of shipment)
Transport FOB Free on Board (…named port of shipment)
CFR Cost and Freight (…named port of destination)
CIF Cost, Insurance and Freight (…named port of destination)
DES Delivered Ex Ship (…named port of destination)
DEQ Delivered Ex Quay (…named port of destination)