ธรรมเทศนา เรื่อง “การพิจารณากายในกาย”

ธรรมเทศนา เรื่อง “การพิจารณากายในกาย”
เขียนโดย dy เมื่อ ส, 2006-12-16 19:23
โดย พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ ม.ค. ๒๕๔๓

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้ามายังพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล เจริญพร สามเณรญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา ทุกท่าน

เป็นธรรมดา ในสำนักนี้เป็นสำนักวิปัสสนา ฉะนั้นก็มีการมาปรารภธรรม ให้รู้แจ้ง เห็นแจ้ง รู้ยิ่ง เห็นยิ่ง ในวิปัสสนายิ่งๆ ขึ้นไป คำว่าวิปัสสนาหมายความว่า รู้แจ้ง รู้ยิ่ง เห็นยิ่ง รู้ในสิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย เข้าใจไปถึงธรรมชาติของมัน ว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างไร อย่าให้ความโง่ ความหลง มาปกปิดเอาไว้ เข้าใจไปถึงความจริง มองให้ลึกอย่ามองแค่ผิวเผิน มองให้ลึกต้องมองด้วยสติและปัญญา มีบารมีเป็นเครื่องหนุน ถ้าไม่เอาบารมีเป็นเครื่องหนุน ก็เอาอาสวะเป็นเครื่องหนุน ตรงกันข้าม บารมีเป็นเครื่องทำให้เต็ม เมื่อบารมีเต็มย่อมเห็นแจ้งในวิปัสสนา อาสวะนี่มันแปลว่าความหมักหมม นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ความชั่วร้ายต่างๆ ที่เคยสั่งสมมาทุกภพทุกชาติ เมื่ออาสวะเป็นเครื่องหนุน ก็มองโลกด้วยโมหะ ด้วยอวิชชา เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส ตัณหา อุปาทานทั้งปวง

เพราะฉะนั้น ที่เรามาปฏิบัติวิปัสสนานี่ ก็ต้องถือว่ามีบารมีหนุน คือทานบารมี บารมีคือทาน ศีลบารมี บารมีคือศีล เนกขัมมบารมี บารมีคือการออกบวช ปัญญาบารมี บารมีคือความเห็นแจ้ง รู้แจ้ง วิริยะบารมี บารมีคือความเพียร ขันติบารมี บารมีคือความอดทน สัจจบารมี บารมีคือความจริง อธิษฐานบารมี บารมีคือความไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง เมตตาบารมี บารมีคือความมีจิตไม่ผูกโกรธ ปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ อุเบกขาบารมี บารมีคือวางเฉยต่อสังขารทั้งปวง เมื่อบารมีทั้ง ๑๐ หนุนมา ก็ช่วยให้เราได้มาเจริญวิปัสสนา มาเจริญวิปัสสนา ก็เพื่อจะมองโลกด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ก็ต้องมองโลกด้วยสติและปัญญา เพราะฉะนั้นจึงควรที่มาเจริญสติปัฏฐาน การตั้งสติไว้ตามฐาน อันจะเป็นบ่อเกิดเพิ่มพูน ไพบูลย์แห่งสติและปัญญา อันจะเป็นกำลังที่จะฆ่ากิเลส ให้เกิดความรู้แจ้งในกองสังขารทั้งปวง

เพราะฉะนั้น สมรภูมิที่รบ ที่เราจะสู้กับกิเลส ก็ไม่ใช่ว่าจะไปที่ไหน ถ้าจะเปรียบเป็นโค กระบือ ก็ให้หันมากินหญ้าปากคอกเสีย คนเราตั้งแต่เกิดมานี่ มัวแต่ไปชำนาญเรื่องอื่น เป็นผู้ฝึกตัวเองให้ฉลาดในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องตัวเอง เมื่อเราไม่รู้เรื่องตัวเองจึงจัดการมันผิดพลาด วิปัสสนาจึงมารู้เรื่องตัวเอง ฉะนั้นต้องถือว่าวิปัสสนานี่ทำง่ายมาก ที่ทำง่ายเพราะอะไร เพราะมารู้เรื่องตัวเอง คือมาดูบ้านเราว่ามีของอะไรบ้าง ไม่ต้องไปดูบ้านคนอื่น เราจะไปดูบ้านคนอื่นนี่ต้องถือว่าเป็นงานยาก เพราะเราต้องไปงัดบ้านเขา ต้องไปเปิดประตูบ้านเขา เจ้าของเขาจะอนุญาตหรือเปล่าก็ไม่รู้ อันนี้วิปัสสนาคือดูบ้านตัวเอง ให้รู้แจ้งเห็นจริงในบ้านของเรา

คนเราก็มีกายและจิต พูดย่อๆ ก็คือมีกายและจิต ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ กายและจิตที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ความคับแค้นใจ ความทุกข์ทนหม่นไหม้ทั้งปวง เกิดจากความยึดมั่นอุปาทานในกายและจิต คือมีความยึดมั่นอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็คือกายและจิตของเรานี่แหละ ฉะนั้น ผู้จะบำเพ็ญวิปัสสนานี่ อันดับแรกให้เลิกสนใจเรื่องคนอื่น คนอื่นเขาจะเป็นยังไงก็ช่างเขาเถอะ กิเลสเขาจะมากจะน้อย เขาจะดี เขาจะชั่วนี่ก็ให้ปล่อยเขา ให้หันมาสนใจตัวเรา คือเราจะกวาดบ้านของเราแล้วนี่ จะต้องเลิกสนใจบ้านคนอื่นก่อน อย่าไปเพ่งโทษคนอื่น ให้หันกลับมาเพ่งโทษตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเลย ต่อให้ปฏิบัติกี่ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีนี่ ถ้าเราไม่เลิกเพ่งโทษผู้อื่น เราจะไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติวิปัสสนาเลย ถ้าหากว่าเรามุ่งมั่น เจาะจงที่จะไปกวาดบ้านคนอื่นแล้ว บ้านของเราไม่มีทางที่จะสะอาดขึ้นมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าเราอยากจะฝึกตน ขั้นแรกจะต้องเลิกสนใจเรื่องคนอื่น เขาจะดีเขาจะเลว ให้เลิกสนใจ มาเพ่งโทษตัวเอง พึงเตือนตนด้วยตนเอง พึงเพ่งโทษตน เพื่อจะแก้ไขตน มาหยั่งรู้หยั่งดูที่ตัวเรา ตัวเราก็คือที่กายและจิต ตัวเราจะเป็นสมรภูมิที่เราจะสู้กับกิเลส เราจะต้องมาเจริญสติ มาเจริญปัญญา เพื่อถอนความยึดมั่นถอนอุปาทานที่กายและจิต เบื้องต้นก็คือกาย พูดตามหลักปริยัติก็คือ สมรภูมิด่านแรกที่จะเป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญาที่จะสู้รบกับกิเลส ด่านแรกก็คือฐานกายในกาย พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภายนอกบ้าง พึงเห็นกายในกาย เพื่อจะได้เห็นความเป็นธรรมดาของกาย คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง ความเสื่อมไปในกายบ้าง ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกายบ้าง เพื่ออะไรล่ะ เพื่อจะปล่อยวางร่างกายนี้ เพื่อจะให้จิตวิญญาณสติปัญญาพัฒนาแก่กล้าขึ้น เพื่อจะได้เกิดญาณปัญญาที่จะวางอุเบกขาต่อกายได้ จนถึงขนาดที่ว่า หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งเฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าอาศัยรู้อาศัยระลึก แต่เธอย่อมไม่ติด ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกด้วย คำว่าโลกก็คือที่กายและจิตเรานี่แหละ โลกคือขันธ์ ๕ เราปฏิบัติที่โลก ก็คือปฏิบัติที่ขันธ์ ๕ นี่แหละ ที่ตัวเรานี่ เพื่อจะปล่อยวาง

อันนี้ด่านแรกก็คือ เพื่อมาปล่อยวางกาย เพราะกายมันเป็นของหยาบ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นอุปาทานอย่างร้ายแรง คนที่จะฆ่ากัน จะฟันกัน จะแทงกัน จะทำความชั่วอย่างใหญ่ ก็เหตุจากความยึดมั่นถือมั่นในกายทั้งนั้น ยึดมั่นว่ากูมีกายหนึ่ง กายนี้เป็นชายหรือเป็นหญิง มีชื่อนี้ กูชื่อนี้ ร่างกายนี้กูต้องหวง ใครจะมากระทบกระทั่งไม่ได้ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น และต้องการที่จะบำรุงบำเรอกายนี้ ผ่านทางอายตนะทั้ง ๖ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่จะบำรุงบำเรอ เพราะเป็นตัวกูของกู การมีความยึดมั่นอุปาทานอย่างแรงเพื่อจะบำรุงบำเรอร่างกายนี้ ก็เป็นปัจจัยแห่งโลภะ ถ้ามีใครมาขวางไม่ให้เราได้บำรุงบำเรอกายนี้ ก็จะเกิดโทสะ รวมแล้วก็เกิดมาจากความยึดมั่นอุปาทานคือความหลง ไม่รู้จริง สติไม่พอ ปัญญาไม่พอ ไม่รู้แจ้งเห็นจริง ว่ากายนี้เป็นสิ่งที่ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เป็นสิ่งที่บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตำหนิติเตียน

กายนี้เป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญาเบื้องต้น เป็นสมรภูมิเบื้องต้นเบื้องแรกที่เราจะรบกับกิเลส ฉะนั้น เมื่อเริ่มต้น ใน ๓ บรรพแรก ท่านจะให้ฝึกสติ อานาปานบรรพ การตั้งสติที่ลมหายใจเข้าออกก็ดี อิริยาบถบรรพ ตั้งสติที่อิริยาบถก็ดี สัมปชัญญบรรพ ตั้งสติในอิริยาบถย่อยก็ดี ต้องฝึกสติ พึงมีความเพียร มีความรู้ตัวทั่วพร้อมที่จะเจริญสติให้ไพบูลย์ ทำให้มากให้เกิดมี เพื่อความเจริญยิ่งแห่งสติ เพื่อให้สติเจริญขึ้นเพื่อจะเป็นกำลังที่จะนำจิตวิญญาณออกจากอุปาทานในกองสังขารอันนี้ เมื่อมีสติมากำหนด ก็จะหยั่งรู้ความจริง ตัวที่จะชักนำปัญญาเข้าไปชำแหละก็คือสติ เข้าไปชำแหละกองสังขารให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกล ก็คือกายของเรานี่เองแหละ ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหนเลย แต่เราไม่เคยรู้แจ้งเห็นจริงมันเลย เพราะเราไม่เคยมากำหนดหยั่งรู้มัน คือรู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตัวเอง อันนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป

สติปัฏฐานก็คือมาตั้งสติในฐาน อันจะเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาญาณ คือมาตั้งที่กาย กายในกาย การเห็นกายในกายก็คือ เรามาเจาะลึกหยั่งรู้ หยั่งดูด้วยสติ ก็จะเห็นความลึกลับซับซ้อนที่ถูกปิดไว้ด้วยโมหะอวิชชา ก็เรียกเห็นกายในกาย ซึ่งต้องเห็นด้วยสติ ความคมของสติต้องฝึก จะได้เห็นทุกอย่างเป็นปัจจุบันขณะ เพราะเราจะละกิเลส ละตัณหา ละอุปาทานนี่ มันต้องละด้วยปัจจุบันขณะขณะหนึ่ง ต้องถึงพร้อมด้วยสติ การปล่อยวางที่ไม่ถึงพร้อมด้วยสตินี่ ไม่ใช่การปล่อยวาง เพราะว่ามันยังกำเริบได้ การปล่อยวางต้องถึงพร้อมด้วยสติ ไม่ใช่ว่าเราจะนึกจะคิดให้มันปล่อยวาง ไม่ได้ มันต้องขณะหนึ่ง ๆ ที่เราเจริญสติ และมีปัญญาชำแรกไปในสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นอยู่ คือในกายนี้

บรรพต่อไป ท่านก็พยายามจะชักจูงให้เราเกิดปัญญา เพื่อชำแรกให้เห็นความไร้สาระในร่างกายนี้ ให้เห็นว่าร่างกายนี้เป็นของไร้ค่า ไร้สาระทั้งนั้น ไม่มีอะไร ดังภาษิตท่านว่า ฆนสัญญาบังอนัตตา คือความสัญญาหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อน ฆนสัญญาคือความกำหนดหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อน ย่อมบังจิตไม่ให้เห็นอนัตตา ไม่ให้เห็นความไม่มีตัวตน ความไม่มีแก่นสาร ความเป็นของว่าง ความเป็นของเปล่า ความเป็นของสูญ เมื่อจะเจริญปัญญาขั้นแรก ท่านจะแนะนำให้แยกเป็นอาการ ๓๒ คือแยกร่างกายออกเป็นอาการ เพ่งพิจารณาด้วยญาณปัญญา ผมกองหนึ่ง ขนกองหนึ่ง เล็บกองหนึ่ง ฟันกองหนึ่ง หนังกองหนึ่ง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว

พอมองอย่างนี้ ความเห็นว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย จะลดลงไป ให้แยกออกมา แยกออกมาเป็นอาการ ๆ แล้วก็รวมเข้าไปใหม่ รวมเข้าไปมันก็เหมือนกับเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย พอแยกออกมาแต่ละอาการ หาคน หาสัตว์ หาหญิง หาชาย ไม่มี ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นตัวเรา ตรงไหนเป็นตัวเขา ตรงไหนเป็นของเรา ตรงไหนเป็นของเขา ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นคน ตรงไหนเป็นสัตว์ ตรงไหนเป็นหญิง ตรงไหนเป็นชาย เมื่อเราแยกออกมาแล้ว เกิดปัญญาญาณ มันจะสว่างโพลงขึ้นมาว่ามันไม่มี แล้วมองด้วยตาเนื้อ ไม่มีปัญญาประกอบ มันก็เข้าใจว่านี่เป็นหญิงเป็นชาย นอกจากจะเห็นเป็นหญิงเป็นชายแล้ว ยังให้คุณค่าความหมายว่าอันนี้สวย อันนี้ขี้เหร่ ถ้าสวยถูกใจ ก็เป็นที่ตั้งแห่งความต้องการ เกิดราคะ เกิดตัณหา ต้องการอยากจะได้เข้ามาเพื่อเสพ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นของขี้เหร่ คือดูว่าเป็นของขี้เหร่ ก็อยากจะหนีให้ไกล อยากจะหนีให้พ้น อยากจะถีบส่ง นี่ก็เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ

ถ้าแยกออกมาด้วยปัญญาแล้ว จะเห็นความไร้แก่นสาร ไร้สาระ ไม่ควรเลยที่จิตของผู้มีปัญญาจะเกิดราคะและโทสะเพราะสิ่งนี้ขึ้นมา ขณะที่เกิดราคะและโทสะขึ้นมา มันฟ้องเราขึ้นมาว่า ขณะนั้นเราไม่มีปัญญา เราโง่ ความโง่ชักจูง ความโง่ชักนำ มองด้วยตาเนื้อ ไม่ได้มองด้วยตาปัญญา ตาปัญญาที่พระอริยะทั้งหลายท่านมอง ท่านมองอย่างชำแรกไป เปิดฆนสัญญา สัญญาที่เป็นกลุ่มก้อน เปิดออกด้วยปัญญา เพราะว่าของเหล่านี้ ถ้าแยกเป็นอาการแล้ว หาความสวยไม่ได้ ในแต่ละอาการ อันนี้มันมารวมกัน มารวมกันแล้วก็ต้องตั้งในที่ที่ถูกด้วย ต่อให้ดูลักษณะว่ามันสวยทุกอย่างแต่ถ้ามันตั้งผิดที่ ก็ไม่สวยเสียแล้ว ถ้าเอาปากไปตั้งที่หน้าผากก็ไม่สวยเสียแล้ว

ฉะนั้น มายาที่มันปิดบังนี่ มันเป็นของเปราะบางมาก มายาภาพที่บังจิตเรานี่ เป็นของเปราะบางมาก แต่ด้วยความอ่อนแอทุพพลภาพของจิตที่ไร้สติ ไร้ปัญญา ไม่สามารถเพิกมายาที่เปราะบางนั้นออกมาได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว เมื่อเราแยกออกเป็นอาการ ๓๒ แล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรักและความเกลียดได้เลย แต่ด้วยจิตที่ไร้สติไร้ปัญญา เสพอยู่ด้วยอาสวะนอนเนื่องในสันดาน จึงมองไม่เห็น จึงมองเห็นเป็นสวยบ้าง น่าเกลียดบ้าง มันเป็นมายาทั้งนั้น มันเป็นความโง่ความหลงครอบงำ ไม่ตั้งอยู่บนความจริง โดนหลอก ในความจริงแล้ว หาหญิง หาชาย หาคน หาสัตว์ไม่ได้ ร่างกายนี้เป็นมายาที่ไร้สาระ ผู้มีปัญญาจะไม่หลงยึด หลงหวง หลงแหนอยู่เลย บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ย่อมคิดจะหลุดพ้นจากสิ่งนี้ไปอย่างไม่อาลัย เป็นอนาลโย คือไม่อาลัย ไม่เสียดาย ถ้าจะทิ้งก็เหมือนกับบ้วนเสลดจากปาก ถ่มลงไป ไม่เสียดายที่จะเก็บมากลืนใหม่ ดวงจิตที่มีปัญญาของพระอริยะทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในร่างกาย ดังเช่นที่ว่ามานี้

ถ้าเราแยกแยะเป็นอาการ ๓๒ นี่ แล้วปัญญายังไม่ลุกโพลงเต็มที่ ท่านก็แนะนำต่อไป ให้แยกแยะเป็นธาตุ เป็นธาตุ ๔ ร่างกายนี้ ความจริงแล้วเราไม่ได้เอามา มันเป็นธาตุของโลก จิตวิญญาณประกอบด้วยกรรม มาอาศัยชั่วคราว เมื่อเรามาเกิด เราไม่ได้เอาร่างกายนี้มาด้วย พอแม่เราท้อง เขาก็กินอาหารมากขึ้นกว่าปกติ มันก็ไปพอกๆ อยู่ในท้องเขา ก็เกิดเป็นทารก ร่างกายของทารกขึ้นมา เมื่อจิตวิญญาณมาอาศัยร่างกายของทารกในครรภ์ อันสร้างขึ้นมาจากข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ที่มารดากินเข้าไป มาพอกเป็นร่างกายทารก สิ่งเหล่านี้เป็นธาตุของโลกทั้งนั้น ไม่ใช่ของใคร เป็นข้าวบ้าง หมูบ้าง ปลาบ้าง กล้วยบ้าง ผักบ้าง เข้าไปพอกเป็นกายทารก จิตวิญญาณที่มีกรรมส่งมาก็มาอาศัยในกายทารกนั้น เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดา เขาก็เอาข้าว เอากล้วย เอานมยัดปากเรา ร่างกายทารกนั้นก็เติบใหญ่ โตขึ้น ๆ ความจริงไม่ได้เอามาจากไหน เป็นธาตุของโลกทั้งนั้น อาศัยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมของโลก เป็นเครื่องประกอบ มาตั้งเป็นตัวเป็นตน โดยสมมุติว่าเป็นคน เป็นสัตว์ สมมุติว่าเป็นหญิง เป็นชาย ความจริงมันเป็นธาตุของโลกทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา ของเรา เป็นตัว เป็นตน เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย แม้แต่นิดเดียวเลย

อาหารในวงสำรับกับข้าว ที่มาพอกเป็นตัวเราของเรา สำคัญมั่นหมายว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย เหมือนกับวงกับข้าวอย่างในวัดเรานี่ พระฉันก่อน แล้วแม่ชีค่อยรับประทาน อาหารวงเดียวกัน เมื่อตักใส่ปากพระ จะเข้าไปพอกเป็นกายผู้ชาย แต่ถ้าตักใส่ปากชี ก็จะไปพอกเป็นกายผู้หญิง ทำไมอาหารวงเดียวกัน จึงเปลี่ยนไปเป็นได้ทั้งผู้ชาย ทั้งผู้หญิง นั่นก็คือว่า ความเป็นชายเป็นหญิงมันเป็นมายา มันไม่มีจริง ความเป็นจริงก็คือ สังขารร่างกายนี้ อาศัยธาตุของโลกมาประกอบกันขึ้น ธาตุใดมีลักษณะแข้นแข็ง คือธาตุดิน ธาตุใดมีลักษณะเอิบอาบ ธาตุนั้นคือธาตุน้ำ ธาตุใดมีลักษณะพัดไหวไปมา ธาตุนั้นคือธาตุลม ธาตุใดมีลักษณะร้อน อบอุ่น ธาตุนั้นคือธาตุไฟ แต่ว่าธาตุทั้ง ๔ นั้น ไม่ใช่ของใคร เป็นของโลก ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น เป็นของโลก จิตวิญญาณที่มีกรรมได้มาตั้งอาศัยชั่วคราว กรรมก็ปรุงแต่งให้ธาตุนั้น ประกอบเป็นรูปร่างที่สมมุติว่าชายบ้าง สมมุติว่าหญิงบ้าง สมมุติว่าสวยบ้าง สมมุติว่าขี้เหร่บ้าง สมมุติว่าขาวบ้าง สมมุติว่าดำบ้าง ความจริงไม่มี เป็นมายาทั้งนั้น

ข้าวสำรับเดียวกัน เราลองคิดดูด้วยปัญญา ว่ามันเปลี่ยนไปเป็นผู้ชายบ้าง เปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงบ้าง แล้วแต่ว่าจะตักใส่ปากใคร แล้วบุคคลผู้นั้นมีกรรมอันจำแนกออกมาให้เป็นชาย ธาตุของโลกอันนั้น จึงไปประกอบให้เกิดลักษณะของผู้ชายขึ้นมา หรือบุคคลผู้ใดมีกรรมที่มาจำแนกให้เป็นผู้หญิง ข้าวปลาอาหารนั้นก็จะไปพอก ไปเปลี่ยนแปลงรูป ให้เป็นลักษณะตามที่สมมุติว่าเป็นผู้หญิง เมื่อมาจากต้นตอแล้วก็คือ เป็นธาตุ เมื่อมองด้วยตาปัญญาแล้ว ความเป็นหญิง เป็นชาย เป็นคน เป็นสัตว์ หรือสถานที่อันจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นแห่งตัวกูของกู ต้องหวงต้องแหน ไม่มีอยู่จริง เป็นของโลกทั้งนั้น เรายืมมาอาศัยชั่วคราว ไม่ช้าเลย ไม่นานเลย เขาจะเรียกกลับคืนหมด เพราะเราไม่ได้เอามาจริง มันเป็นของโลก ขณะที่อาศัยอยู่ มันก็จะแสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง มันย่อมเสื่อม สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนย่อมดับเป็นธรรมดาทั้งสิ้น เพราะความเกิดกับความดับคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความเพลิดเพลินยินดีในความเกิด ก็เตรียมตัวเป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะความตายได้ เพราะความดับ คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ล้วนแต่ย่อมดับเป็นธรรมดา

ฉะนั้น จิตที่จะไม่เป็นทุกข์ ในเมื่อสังขารอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จะดับไปเป็นธรรมดา ต้องเป็นจิตที่ไร้อุปาทาน จึงจะไม่เป็นทุกข์ อยู่กับสังขาร อาศัยสังขาร แต่ไม่เป็นทุกข์กับมัน จิตเราต้องไร้อุปาทาน ความยึดมั่นเป็นตัวกูของกูต้องน้อยลง น้อยลงอย่างไร น้อยลงก็ด้วยว่ามีสติและมีปัญญาเห็นแจ้ง รู้แจ้ง เห็นจริง ในความจริง ในสัจจะอันเป็นความจริง ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย เป็นธาตุของโลก มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง และมีความแตกดับ ฉิบหาย ทำลายไปในที่สุด ห้ามไม่อยู่ ห้ามไม่ได้ ขัดขวางไม่อยู่ ขัดขวางไม่ได้ จะไปขัดขวางสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ให้ดับเป็นธรรมดา ไม่ใช่ฐานะที่เป็นไปได้ จิตที่มัวเมาด้วยโมหะและอวิชชา คิดจะไปขัดขวางความจริง ขวางความจริงก็ได้แต่ทุกข์เป็นผลตอบแทน ไม่เกิดประโยชน์อะไร พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ใช่ว่าท่านจะมาทำให้สังขารที่ไม่เที่ยง ให้กลับกลายเป็นของเที่ยง แต่ว่าท่านจะมาเปิดตัวปัญญาให้แก่พุทธบริษัท ให้รู้แจ้งเห็นจริง แล้วปล่อยวางอุปาทานเสีย อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ด้วยมีสติปัญญาเห็นความจริง ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมายาภาพ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า แบกไว้ก็หนักเปล่า จับไว้ก็ร้อนเปล่า คืออะไร ก็คือการยึดไว้ด้วยอุปาทาน แบกไว้ด้วยอุปาทาน จับไว้ด้วยอุปาทาน อุปาทานคือการไปขวางกระแสความจริง เรียกว่าอุปาทาน ความยึดมั่นที่ผิดความจริง ว่าความจริง สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง มีความแตกดับฉิบหายทำลายไปในที่สุด

อันนี้แหละ เพื่อมาปล่อยวางโลก ปล่อยวางโลกก็คือปล่อยวางร่างกายสังขารนี่แหละ เป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญา เพราะว่าไอ้ที่เรายึดมั่นหนักๆ ก็คือร่างกายเรานี่แหละ ยึดมั่นหนักๆ เราก็ต้องมาปล่อยวางไอ้นี่แหละ เรามาพิจารณาเป็นธาตุเพื่ออะไร เพื่อจะถอนความรู้สึกที่ว่าเป็นตัวเราของเรา เพราะความจริงมันไม่มี คือดินภายนอกเป็นฉันใด ดินภายในกายเราก็เป็นฉันนั้น เป็นธาตุดินเหมือนกัน ดินภายในกายของเราเป็นฉันใด ดินภายนอกกาย หมายถึงก้อนดินที่เราเดินเตะไปเตะมา เหมือนกัน มีค่าเท่ากัน เป็นธาตุดินของโลกเหมือนกัน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็เช่นเดียวกัน ข้างนอกเป็นฉันใด ข้างในก็เป็นฉันนั้น ข้างในเป็นฉันใด ข้างนอกก็เป็นฉันนั้น มันไม่มีขอบเขตที่ว่าจะเป็นตัวเราของเราตรงไหน เพราะมันเป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุของโลกเหมือนกัน

เมื่อเราพิจารณาถอนอุปาทานอย่างนี้แล้วเรายังถอนไม่ออก ท่านก็สอนอีกบรรพหนึ่งคือ นวสีวถิกาบรรพ คือป่าช้า ๙ มองให้เห็นว่า ร่างกายนี้ อีกไม่ช้าไม่นานหนอ มันจะต้องตาย มันจะขึ้นอืด เขียวพอง เป็นเหยื่อแร้งกาจิกกิน เป็นของสาธารณะแก่หมู่หนอนและแร้งกา ถึงจะไม่ตายก็เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค เหยื่อแมลง เหยื่อยุง เป็นอยู่แล้ว ถ้าตายแล้วยิ่งหนัก ทั้งหมาทั้งแร้งกามารุมจิกกิน ต่อให้ใส่โลงซ่อนเอาไว้ แร้งเข้าไปจิกไม่ได้ หมาเข้าไปทึ้งไม่ได้ เชื้อโรคมันก็กินอยู่ดี ต้องเน่าเปื่อยผุพัง ร่างกายนี้มันเป็นของที่ต้องตาย เรามีความตายเป็นของในพกในห่อมาทุกคน เพราะความตายนี่ธรรมชาติเขาให้มาพร้อมกับความเกิด ถึงวันนั้นต้องมีแน่ เมื่อร่างกายสังขารที่เราหวงแสนหวง มันจะชำรุดทรุดโทรมลงไป จนกลายเป็นเหยื่อของหมู่หนอนและแร้งกาดังเช่นนั้น มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหล เน่าเปื่อยผุพังไปจนเหลือแต่กระดูก มันต้องคืนไปสู่ธาตุของโลก

ความเป็นจริงแล้วก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเราที่ใดทั้งนั้น เอาไปเผาแล้วก็เหลือขี้เถ้ากองเดียว ผู้หญิงก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี เอากระดูกผู้หญิงกับกระดูกผู้ชายมาวางคู่กัน ก็ไม่จีบกันแล้ว ไม่มีแล้ว เอากระดูกรัฐมนตรีกับกระดูกกรรมกรมาวางข้างกัน ก็ไม่พินอบพิเทากันแล้ว เอากระดูกนายพลมาวางคู่กับกระดูกนายสิบ ก็ไม่ตะเบ๊ะกันเสียแล้ว หมดแล้ว ละครปิดฉาก ชีวิตนี้ท่านว่าเป็นละครโรงใหญ่เท่านั้นเอง เมื่อฝาโลงปิดหน้าก็ละครปิดฉาก เหมือนลิเกละครมันเลิก อยู่บนโรงลิเก มันฟันกันแทบจะเป็นจะตาย พอลงจากโรงลิเก มันกินข้าววงเดียวกัน บางทีตอนกลางคืน เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ แต่พอตอนเช้า ไปดำนาไปเกี่ยวข้าวกลางทุ่ง หมดแล้ว มายาภาพสลายไปแล้ว

ชีวิตเราเดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน เรากำลังแสดงละคร มีกรรมเป็นตัวกำหนด ให้แสดงเป็นท่านั้น แสดงเป็นท่านี้ อยู่ในตำแหน่งนั้น อยู่ในตำแหน่งนี้ สวมบทบาทเป็นชายบ้าง เป็นหญิงบ้าง เป็นคนสวยบ้าง เป็นคนขี้เหร่บ้าง เป็นคนชั้นสูงบ้าง เป็นคนชั้นต่ำบ้าง ความจริงเป็นมายาภาพ เมื่อละครเลิก ฝาโลงปิดหน้าก็หมดเรื่อง ไม่เหลือ ต่อให้เป็นนางสาวจักรวาลก็ไร้ค่า ไร้ราคาเสียแล้ว ร่างกายสังขารนี่ มีแต่จะเดินทางไปสู่ความเน่าเปื่อยผุพัง สลายเป็นธาตุดิน คนทั้งหลายลงความเห็นว่าควรเอาไปเผาทิ้ง เป็นของปฏิกูล โสโครก จะมีหนอนขึ้น น่าเกลียด น่าขยะแขยง เป็นของอัปรีย์จัญไร ไม่ใช่ของมงคล ร่างกายคนตายแล้วนี่เป็นของอัปรีย์จัญไร เพราะว่าถ้าหมาตาย เขายังกล้าเอาฝังหน้าบ้าน แต่ถ้าเป็นคนตายนี่ไม่มีใครเอาฝังหน้าบ้าน รังเกียจ เห็นเป็นของอัปรีย์จัญไร ต่อให้เป็นซากศพของนางสาวจักรวาล เขาก็ไม่เอา ไม่ยอมให้ฝังหน้าบ้านเด็ดขาด ปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์นี่มันเป็นของอัปรีย์จัญไรที่สุด คืออัปรีย์จัญไรยิ่งกว่าหมาตาย เป็นของควรสังเวช เป็นของควรตั้งแก่การสลดจิต ไม่ควรเย่อหยิ่งถือดีในกายนี้ ไม่ควรมีตัณหาราคะในกายเรากายผู้อื่นทั้งนั้น เพราะเป็นของอัปรีย์จัญไร เป็นของที่ควรแก่การเอาไปทิ้ง เอาไปเผา เป็นของโสโครก เป็นของไม่มีราคา

สมมุติว่าผู้ชายคนหนึ่งมันไปแต่งเมียมา เสียสินสอดไปหนึ่งแสน พอแต่งไปอยู่กันสักห้าวันสิบวันน่ะ เกิดเมียตาย ไอ้หนุ่มคนนั้น ไม่มีทางที่มันจะเสียดายเงินหนึ่งแสน แล้วยอมเก็บซากศพไว้ในบ้าน เพราะคิดว่าเอ้ เราเสียเงินไปตั้งแสน กว่าจะแต่งเมียคนนี้มาได้ ถึงเมียตายเราก็จะเก็บไว้เพราะเสียดายเงินหนึ่งแสน ไม่มีทาง ร่างกายมนุษย์นี่ เป็นของอัปรีย์จัญไร เป็นของควรแก่การเอาไปทิ้ง เอาไปเผาไฟ เป็นของโสโครก ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น หลงใหล ของผู้มีปัญญา มองด้วยตาปัญญาแล้วมันหลงใหลไม่ขึ้น เพราะความจริงมันเป็นอย่างนี้ มันจะต้องผุพังแตกสลายฉิบหายไป หลังจากความตายเข้ามาหา

ความตายนี้ก็ไม่แน่นอน ดังท่านว่า สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ มะริงสุ จะ มะริสสะเร ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย แปลว่าสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้วด้วย กำลังตายอยู่ด้วย จักตายด้วย แม้นตัวเราก็จักตายฉันนั้น เช่นเดียวกัน ความสงสัยเรื่องตาย ไม่มีแก่เรา ก็คือว่า จะสงสัยเรื่องว่าเราจะตายหรือไม่นี่ ไม่ต้องไปสงสัย เพราะความตายเป็นของที่เขาให้มาพร้อมความเกิด เป็นของในพกในห่อ เมื่อความตายมาถึงแล้ว ทรัพย์สมบัติกองท่วมหัวก็ไม่มีประโยชน์แก่ผู้นั้นแล้ว จะเอาไปได้แต่บุญและบาปเท่านั้น เหมือนกับบ้านไฟไหม้ ใครขนของออกได้เท่าไรก็เป็นประโยชน์เท่านั้น ใครมัวเมาเก็บทรัพย์สมบัติในบ้านมากๆ ก็ฉิบหายเป็นเถ้าธุลีไป นี่เป็นอุปมาให้เห็นง่ายๆ

เราเกิดมาในโลก ที่ตั้งต้นด้วยความเกิดและลงท้ายด้วยความตายนั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะมีค่าเท่ากับการมาสละ การมาละอุปาทาน การมาพัฒนาจิต เจริญสติปัฏฐานให้มีสติให้มีปัญญา ให้จิตควรแก่การงานที่จะละกิเลส ที่จะสละความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกูของกู เป็นคนเป็นสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย นอกจากงานนี้แล้ว งานอื่นไม่มีสาระ เพราะเป็นสิ่งที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น ต่อให้เราเกิดมามีความสามารถที่จะสร้างตัวสร้างฐานะจนมีเงินร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้เลย กลับจะทำร้าย ทำลายจิต ให้ยึดมั่นถือมั่น ด้วยความมัวเมา หลงใหล ในสิ่งอันไม่ใช่เป็นของเรา เป็นธาตุของโลก เป็นสมบัติของโลก จิตที่ไม่มีปัญญา มีแต่โมหะอวิชชา หลงเข้าไปยึด ไปแบก ไปหาบ แบกไว้เท่าไรก็เดือดร้อนมากเท่านั้น

ในสายตาผู้มีปัญญาแล้ว สังขารทั้งหลาย สมบัติทั้งหลายทั้งปวง เป็นประดุจขยะ เพราะมันมีโทษ เห็นความเป็นโทษของมัน เห็นไตรลักษณ์ ลักษณะของมันปิดบังสายตาของผู้มีปัญญาไม่ให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดไม่ได้ เพราะมันมีโทษ มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของเป็นทุกข์ เป็นของเป็นอนัตตา ไม่เที่ยงเพราะอะไร มันถูกกำหนดไว้ด้วยความเกิดและความดับ มันเป็นสิ่งไหว เป็นสิ่งไม่คงทน เป็นสิ่งไม่ถาวร เป็นสิ่งที่แย้งต่อความเที่ยงอย่างรุนแรงที่สุด ที่ว่าเป็นทุกข์เพราะมันเป็นเหมือนหัวฝี เป็นลูกศร เป็นที่ตั้งแห่งความคร่ำครวญ ความพิรี้พิไรรำพัน เป็นต้นเหตุแห่งความร้องโอดร้องโอยคร่ำครวญสารพัด ทุกข์เดือดร้อนสารพัด ตั้งขึ้นด้วยกายนี้ เป็นอนัตตาเพราะบังคับบัญชาไม่ได้ ฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ สั่งไม่เชื่อ ห้ามไม่ได้

ท่านอุปมาว่า เหมือนกับบุคคลผู้หนึ่งไปสุ่มปลา พอจับปลาได้ตัวนึง หยิบขึ้นมาก็นึกว่าโอ้นี่ได้ปลาไหล เราจะได้อาหารแล้ว ทีนี้พอเหลือบมองไปเห็นลักษณะของงูเห่าขึ้นมา ก็ตกใจ ก็นึกว่านี่ไม่ใช่ปลาไหลเสียแล้ว แต่เป็นงูเห่าที่เป็นโทษ บุคคลผู้นั้น ขณะนั้น คิดแต่ว่าทำอย่างไรจะหลีก จะหนี จะพ้นไปจากงูนั้นได้ เพราะเห็นแล้วว่างูนั้นมันเป็นที่ตั้งแห่งมรณภัย จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ บุคคลผู้นั้นจึงเกรงกลัว เห็นทุกข์ เห็นโทษ พยายามจะสลัดออก เมื่อจิตของเราเจริญซึ่งสติและปัญญา มีสติพร้อม มีปัญญาพร้อม เห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งหลาย ย่อมจะมีแต่ความเบื่อหน่าย มีความคลายกำหนัด อยากจะหลุดพ้น คิดจะสละละวาง ไอ้ตัวสละนี่คือตัวพ้นทุกข์ คือสละทางใจ ถอนความยึดมั่นอุปาทานเสีย นิโรธ ความดับทุกข์ ในบาลี ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรท่านว่า ทุกขะ นิโรโธ อะริยะสัจจัง อริยสัจคือนิโรธคืออะไร จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย คือความสละ จาโคแปลว่าความสละ ปฏินิสสัคโค ความสลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย

เมื่อเรามีญาณปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษในกองสังขาร ให้สละเสีย สละความยึดมั่นเป็นตัวกูของกู สละที่ว่าจิตเราจะไปแบกไปหาบมัน สลัดคืน ปฏินิสสัคโคแปลว่าสลัดคืน คือคืนให้ธรรมชาติเสีย มันมาจากธาตุดิน เราก็ปล่อยวางคืนไปให้ธาตุดินเสีย มาจากธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็คืนให้ธรรมชาติของโลกเสีย เราจะมายึดมั่นถือมั่นมาเป็นตัวกูของกูก็ไม่เอาแล้ว คืนให้โลกเสีย เมื่อคืนให้โลกแล้ว เราก็จะถึงมุตติ หลุดพ้น หลุดพ้นจากความโลภ จากความโกรธ จากความหลง เมื่อจิตถึงพร้อมด้วยความสละ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด คิดจะสลัดคืน ถอนอุปาทาน จิตดวงนั้นแหละ จึงจะเป็นดวงที่พ้นจากราคะ พ้นจากโทสะ พ้นจากโมหะ แล้วก็อนาลโย อนาลโยแปลว่าไม่อาลัย ไม่ห่วง ไม่หวง ไม่แหน เพราะเห็นโทษเสียแล้ว เห็นความไม่เที่ยงเสียแล้ว เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความเป็นอนัตตา

ฐานกายในกายนี้เป็นด่านแรก เป็นสมรภูมิด่านแรกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำให้พระโยคาวจร ผู้ปรารถนาจะหลุดพ้นจากทุกข์ มาสู้กับกิเลสในฐานกายในกายนี้ มาเจริญสติ มาเจริญปัญญา จากการเพ่งพินิจ จากการเจริญสติตั้งมั่นไว้ในปัจจุบันอารมณ์ที่ฐานกายในกาย ญาณปัญญาจะหยั่งลึกลงไปทุกที สิ่งที่เราเคยเห็นด้วยโมหะอวิชชา เห็นด้วยความไม่รู้ เห็นด้วยความหลง มันจะโดนสติและปัญญาเปิดออก เห็นความจริงขึ้นเรื่อยๆ อันนี้มายามันเป็นที่ตั้งแห่งราคะและโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย แต่สติและปัญญาจะสามารถเพิกถอนมายาได้ ช่วยให้จิตของพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติธรรม พ้นจากกิเลส อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ได้ นี่คือคุณประโยชน์ของการเจริญสติปัฏฐาน

ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ

พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ มกราคม ๒๕๔๓

อย่าส่งจิตออกนอก (หลวงปู่ดุลย์)

อย่าส่งจิตออกนอก (หลวงปู่ดุลย์)

อย่าส่งจิตออกนอก (หลวงปู่ดุลย์)

จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
(เห็นว่าจิตที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ทำให้หลงไปจมแช่กับอารมณ์ด้วยความยินดียินร้าย)
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
(เห็นว่าจิตที่ไปจมแช่กับอารมณ์ด้วยความยินดียินร้ายเป็นทุกข์)
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
(เห็นจิตที่เป็นทุกข์ เห็นสมุทัยอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ จึงมีความเพียรที่จะ รู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง เพราะเห็นแล้วว่าเป็นสภาพที่พ้นจากทุกข์ได้)
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ
(เมื่อ รู้ด้วยจิตที่เป็นกลางได้ ก็ย่อมที่จะพ้นจากทุกข์ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เราไปพยายามแยกผู้รู้ให้ออกจากอารมณ์ เราเพียงแต่เพียรที่จะ รู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง จนจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง)
อย่าส่งจิตออกนอก
จิตคิด จิตถูกทำลาย
((เมื่อ)จิตคิด จิต(รู้ก็)ถูกทำลาย บรรดานักคิดทั้งหลาย ถ้าเข้าใจตนเองได้ว่า ตนกำลังฝันทั้งที่ลืมตาตื่น ตนกำลังหลงอยู่ในโลกของความคิด เพียงรู้ทันเท่านี้ ก็รู้แล้ว และเมื่อรู้แล้วก็อย่าหลงไปคิดต่อไปอีก ว่า “รู้เป็นอย่างไร ที่รู้นี้ถูกหรือไม่ถูก” เพราะจะหล่นไปสู่ความผิดพลาดในทันที คือหลงเข้าไปในโลกของความคิดอีกรอบหนึ่ง)
(ความคิดนั้น มันเกิดอยู่เสมอ เหมือนลมหายใจนั่นเอง ห้ามไม่ได้ การปฏิบัติก็ไม่ได้มุ่งให้ดับความคิด เอาแค่ว่า พอรู้อารมณ์แล้วจิตมันคิดนึกปรุงแต่ง ก็ให้รู้ทัน อย่าให้ฝันทั้งที่ตื่น คือหลงคิดไปโดยไม่รู้ตัว เท่านี้ก็พอครับ อย่าไปพยายามดับความคิดเข้าเชียวครับ จิตจะยิ่งฟุ้งซ่านหนักกว่าเก่าอีก และอันที่จริง เราก็ต้องอาศัยความคิดเหมือนกัน ในการอบรมสั่งสอนจิต เป็นบางครั้งบางคราว เวลามันดื้อมากๆ)
“จิตหนึ่งนี้เท่านั้นเป็นพุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธะ กับสัตว์โลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเอง ทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำเช่นนั้นเท่ากับการใช้สิ่งที่เป็นพุทธะ ให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้พยายามจนสุดความสามารถของเขา อยู่ตั้งกัปป์หนึ่งเต็มๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงพุทธภาวะได้เลย เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเองเพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่า จิตนี้คือ พุทธะ นั่นเอง”
“จิตหนึ่งนั่นแหละคือพุทธะ ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือมันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆ เลย ถ้าเราใช้จิตของเราให้ปรุงแต่งคิดฝันไปต่างๆ นั้น เท่ากับเราทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรม ซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือกพุทธะ”
“การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ด้วยเจตนาที่จะเป็นพุทธะสักองค์หนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติชนิดคืบหน้าทีละขั้นๆ แต่พุทธะ ซึ่งมีตลอดกาลดังที่กล่าวแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นๆ เช่นนั้นไม่ เรื่องมันเป็นเพียงแต่ ตื่น และลืมตา ต่อจิตหนึ่งนั้นเท่านั้น และไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นั่นแหละคือ พุทธะ ที่แท้จริง”
“จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซึ่งภายในย่อมไม่มีความสับสนและความไม่ดีต่างๆ ดังจะเห็นได้ในเมื่องดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้น ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก ความว่างที่แท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่างและความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ธรรมชาติของความว่างนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง”
“เมื่อพวกเราที่เป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ถ้าไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ จิต นี้ พวกเราจะปิดบังจิตนั้นเสียด้วยความคิดปรุงแต่งของพวกเราเอง พวกเราจะเที่ยวแสวงหา พุทธะ นอกตัวเราเอง”

:จิตคือพุทธะ
หลวงปู่ดุลย์
อตุโล

วิธีตามดูจิต

วิธีตามดูจิต
ข้อธรรมสั้น ๆ บทหนึ่งของ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
แห่งวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์
มีสาระสำคัญว่า
จิตส่งออกนอกคือสมุทัย มีผลเป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค มีผลเป็นนิโรธ
ผมเกิดความซาบซึ้งจับจิตจับใจ และเห็นจริงตามว่า ถ้าจิตไม่ออกไปรับความทุกข์แล้ว
ใครกันล่ะที่จะเป็นผู้ทุกข์ จิตใจของผมมันยอมรับนับถือหลวงปู่ดูลย์เป็นครูบาอาจารย์
ตั้งแต่นั้น
ต่อมาในต้นปี พ.ศ. 2525 ผมมีโอกาสด้นดั้นไปนมัสการหลวงปู่ดูลย์ที่จังหวัดสุรินทร์
เมื่อไปถึงวัดของท่านแล้ว เกิดความรู้สึกกลัวเกรงเป็นที่สุด เพราะท่านเป็นพระเถระ
ผู้ใหญ่ และไม่เคยรู้จักอัธยาศัยของท่านมาก่อน ประกอบกับผมไม่คุ้นเคยที่จะพบปะ
พูดจากับพระผู้ใหญ่มาก่อนด้วย จึงรีรออยู่ห่าง ๆ นอกกุฏิของท่าน
ขณะที่รีรออยู่ครู่หนึ่งนั้น หลวงปู่ดูลย์เดินออกมาจากกุฏิของท่าน มาชะโงกมองดูผม ผม
จึงรวบรวมความกล้าเข้าไปกราบท่านซึ่งถอยกลับไปนั่งเก้าอี้โยกที่หน้าประตูกุฏิ แล้ว
เรียนท่านว่า ผมอยากภาวนาครับหลวงปู่ หลวงปู่หลับตานิ่งเงียบไปเกือบครึ่งชั่วโมง พอ
ลืมตาท่านก็แสดงธรรมทันทีว่า การภาวนานั้นไม่ยาก แต่มันก็ยากสำหรับผู้ไม่ภาวนา ขั้น
แรกให้ภาวนา จนจิตวูบลงไป แล้วตามดูจิตผู้รู้ไป จะรู้อริยสัจจ์
หลวงปู่ท่านสอนศิษย์แต่ละคนด้วยวิธีที่แตกต่างกันตามจริตนิสัย นับว่าท่านมีอนุสาสนี
ปาฏิหารย์อย่างสูง) แล้วท่านถามว่าเข้าใจไหม ก็กราบเรียนว่าเข้าใจ ท่านก็บอกให้
กลับไปทำเอา
พอขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพเกิดเฉลียวใจขึ้นว่า ท่านให้เราดูจิตนั้นจะดูอย่างไร จิตมันเป็น
อย่างไร อยู่ที่ไหนและจะเอาอะไรไปดู ตอนนั้นชักจะกลุ้มใจไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ก็
ภาวนาพุทโธไปเรื่อย ๆ จนจิตสงบลง แล้วพิจารณาว่าจิตจะต้องอยู่ในกายนี้แน่
หากแยกแยะเข้าไปในขันธ์ ถึงอย่างไรก็ต้องเจอจิต จึงพิจารณาเข้าไปที่รูปว่าไม่ใช่จิต รูปก็
แยกออกเป็นสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น หันมามองเวทนาแล้วแยกออกเป็นอีกส่วนหนึ่ง ตัวสัญญาก็
แยกเป็นอีกส่วนหนึ่ง จากนั้นมาแยกตัวสังขารคือความคิดนึกปรุงแต่ง โดยนึกถึงบทสวด
มนต์ เห็นความคิดบทสวดมนต์ผุดขึ้น และเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ถึงตอนนี้ก็เลยจับเอาตัวจิตผู้รู้
ขึ้นมาได้หลังจากนั้น ผมได้ตามดูจิตไปเรื่อย ๆ จนสามารถรู้ว่า ขณะนั้น เกิดกิเลสขึ้นกับ
จิตหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นและรู้ทัน กิเลสมันก็ดับไปเอง เหลือแต่จิตผู้รู้ ซึ่งรู้ความรู้สึกนึกคิด
ปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ อย่างเป็นอิสระจากกิเลส และอารมณ์ต่าง ๆ
ต่อมาภายหลัง ผมได้หาหนังสือธรรมะมาอ่าน จึงรู้ว่าในทางปริยัติธรรม จัดเป็นการ
จำแนกรูปนาม จัดเป็นการเจริญวิปัสสนาแล้ว แต่ในเวลาปฏิบัตินั้น จิตไม่ได้กังวลสนใจ
ว่าเป็นวิปัสสนาญาณขั้นใด
ปฏิบัติอยู่ 3 เดือน จึงไปรายงานผลกับหลวงปู่ดูลย์ว่า ผมหาจิตเจอแล้ว จะต้องปฏิบัติ
อย่างไรต่อไป คราวนี้ปรากฏว่าท่านแสดงธรรมอันลึกซึ้งมากมาย เกี่ยวกับการถอดถอน
ทำลายอุปาทานในขันธ์ ท่านสอนถึงกำเนิดและการทำงานของจิตวิญญาณ จนถึงการ
เจริญอริยมรรค จนมีญาณเห็นจิตเหมือนมีตาเห็นรูป ท่านสอนอีกว่า เมื่อเราดูจิต คือตาม
รู้จิตเรื่อยๆ ไปนั้น สิ่งปรุงแต่งจะดับไปตามลำดับ จนถึงความว่าง แต่ในความว่างนั้นยัง
ไม่ว่างจริง มันมีสิ่งละเอียดเหลืออยู่คือวิญญาณ ให้ตามรู้จิตเรื่อยๆ ไป ความยึดใน
วิญญาณจะถูกทำลายออกไปอีก แล้วจิตจริงแท้หรือพุทธะ (หลวงปู่เทสก์เรียกว่าใจ) จึง
ปรากฎออกมา
คำสอนครั้งนี้ลึกซึ้งกว้างขวางเหมือนฝนตกทั่วฟ้า แต่ภูมิปัญญาของผมมีจำกัด จึงรอง
น้ำฝนไว้ได้เพียงถ้วยเดียว คือได้เรียนถามท่านว่า “ที่หลวงปู่สอนมาทั้งหมดนี้ หากผมจะ
ปฏิบัติด้วยการดูจิตไปเรื่อย ๆ จะพอไหม”
หลวงปู่ดูลย์ตอบว่า “การปฏิบัติก็มีอยู่เท่านั้นแหละ แม้จะพิจารณากายหรือกำหนดนิมิต
หมายใด ๆ ก็เพื่อให้ถึงจิตถึงใจตนเองเท่านั้น นอกจากจิตแล้วไม่มีสิ่งใดอีก พระธรรม
84,000 พระธรรมขันธ์ ก็รวมลงที่จิตตัวเดียวนี้เอง
หลังจากนั้นผมก็เพียรดูจิตเรื่อย ๆ มา มีสติเมื่อใด ดูเมื่อนั้น ขาดสติแล้วก็แล้วกันไป นึก
ขึ้นได้ก็ดูใหม่ เวลาทำงานก็ทำไป พอเหนื่อยหรือเครียดก็ย้อนดูจิต เลิกงานแล้ว แม้มี
เวลาเล็กน้อยก็ดูจิต ดูอยู่นั่นแหละ ไม่นานก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างไม่
น่าจะเป็นไปได้
วันหนึ่งของอีก 4 เดือนต่อมา ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นปลายเดือนกันยายน 2525 ได้เกิด
พายุพัดหนัก ผมออกจากที่ทำงานเปียกฝนไปทั้งตัว และได้เข้าไปหลบฝนอยู่ในกุฏิพระ
หลังหนึ่งในวัดใกล้ ๆ ที่ทำงาน ได้นั่งกอดเข่ากับพื้นห้อง เพราะไม่กล้านั่งตามสบาย
เนื่องจากตัวเราเปียกมาก กลัวกุฏิพระจะเลอะมาก พอนั่งลงก็เกิดเป็นห่วงร่างกายว่า
ร่างกายเราไม่แข็งแรง คราวนี้คงไม่สบายแน่ สักครู่ก็ตัดใจว่า ถ้าจะป่วยมันก็ต้องป่วย นี่
กายยังไม่ทันป่วย ใจกลับป่วยเสียก่อนแล้วด้วยความกังวล พอรู้ตัวว่าจิตกังวล ผมก็ดูจิต
ทันที เพราะเคยฝึกดูจนเป็นนิสัยแล้ว
ขณะนั้นนั่งกอดเข่าลืมตาอยู่แท้ ๆ แต่ประสาทสัมผัสทางกายดับหายไปหมด โลกทั้ง
โลก เสียงฝน เสียงพายุหายไปหมด เหลือแต่สติที่ละเอียดอ่อนประคองรู้อยู่เท่านั้น (ไม่รู้
ว่ารู้อะไรเพราะไม่มีสัญญา)
ต่อมา มันมีสิ่งละเอียด ๆ ผ่านมาสู่ความรับรู้ของจิตเป็นระยะ ๆ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
เพราะจิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายใด ๆ
ต่อมา จิตมีอาการไหวดับวูบลง สิ่งที่ผ่านมาให้รู้ดับไปหมดแล้ว แล้วก็รู้ชัดเหมือนตาเห็น
ว่า ความว่างที่เหลืออยู่นั้น ถูกแหวกพรวดอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลออกไปอีก กลายเป็น
ความว่างที่บริสุทธิ์หมดจดอย่างแท้จริง ในความว่างนั้น จิตซึ่งเป็นอิสระแล้วได้อุทานขึ้น
ว่า “เอ๊ะ จิต ไม่ใช่เรานี่”
จากนั้น จิตได้มีอาการปิติยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น พร้อม ๆ กับเกิดแสงสว่างโพลงขึ้นรอบ
ทิศทาง จากนั้นจิตจึงรวมสงบลงอีกครั้งหนึ่งแล้วถอนออกจากสมาธิ เมื่อความรับรู้ต่าง ๆ
กลับมาสู่ตัวแล้ว ถึงกับอุทานในใจ (จิตไม่ได้อุทานอย่างทีแรก)ว่า “อ้อ ธรรมะเป็นอย่าง
นี้เอง เมื่อจิตไม่ใช่ตัวเราเสียแล้ว สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่เป็นตัวเราอีกต่อไป”
เมื่อผมไปกราบหลวงปู่ดูลย์ และเล่าเรื่องนี้ให้ท่านทราบ พอเล่าว่าสติละเอียดเหมือน
เคลิ้ม ๆ ไป ท่านก็อธิบายว่า จิตผ่านฌานทั้ง 8
ผมได้แย้งท่านตามประสาคนโง่ว่า ผมไม่ได้หัดเข้าฌาน และไม่ได้ตั้งใจจะเข้าฌานด้วย
หลวงปู่ดูลย์อธิบายว่า ถ้าตั้งใจก็ไม่ใช่ฌาน และขณะที่จิตผ่านฌานอย่างรวดเร็วนั้น จิต
จะไม่มานั่งนับว่ากำลังผ่านฌานอะไรอยู่ การดูจิตนั้นจะได้ฌานโดยอัตโนมัติ (หลวงปู่ไม่
ชอบสอนเรื่องฌาน เพราะเห็นเป็นของธรรมดาที่จะต้องผ่านไปเอง หากสอนเรื่องนี้ ศิษย์
จะมัวสนใจฌานทำให้เสียเวลาปฏิบัติ)
พอผมเล่าว่าจิตอุทานได้เอง หลวงปู่ก็บอกอาการต่างๆ ที่ผมยังเล่าไม่ถึงออกมาตรงกับ
ที่ผมผ่านมาแล้วทุกอย่าง แล้วท่านก็สรุปยิ้ม ๆ ว่า จิตยิ้มแล้ว พึ่งตัวเองได้แล้ว ถึงพระ
รัตนตรัยแล้ว ต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องมาหาอาตมาอีก
แล้วท่านแสดงธรรมเรื่อง จิตเหนือเหตุ หรือ อเหตุกจิต ให้ฟังมีใจความว่า อเหตุกจิต มี
3 ประการคือ
1. ปัญจทวารวัชนจิต ได้แก่ความไหวตัวของจิตขึ้นรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น และ
กาย
2. มโนทวารวัชนจิต ได้แก่ความไหวตัวของใจขึ้นรับรู้อารมณ์ทางใจ
3. หสิตุปปาท หรือจิตยิ้ม เป็นการแสดงความเบิกบานของจิต ที่ปราศจากอารมณ์ปรุง
แต่ง เพื่อแสดงความมีอยู่ของจิตซึ่งไม่มีตัวตนให้ปรากฏออกมาสู่ความรับรู้
อเหตุกจิต 2 อย่างแรกเป็นของสาธารณะ มีทั้งในปุถุชนและพระอริยเจ้า แต่จิตยิ้มเป็นโล
กุตรจิต เป็นจิตสูงสุด เกิดขึ้นเพียง 3 – 4 ครั้งก็ถึงที่สุดแห่งทุกข์
หลังจากนั้น ผมก็ปฏิบัติด้วยการดูจิตเรื่อยมา และเห็นว่าเวลามีการกระทบทางตา หู จมูก
ลิ้น และกาย จะมีคลื่นวิ่งเข้าสู่ใจ หรือบางครั้งก็มีธรรมารมณ์เป็นคลื่นเข้าสู่ใจ หาก
ขณะนั้นขาดสติ จิตจะส่งกระแสไปยึดอารมณ์นั้น ตอนนั้นจิตยังไม่ละเอียดพอ ผมเข้าใจ
ว่าจิตวิ่งไปยึดอารมณ์แล้วขยับ ๆ ตัวเสวยอารมณ์อยู่จึงไปเรียนให้หลวงปู่ดูลย์ทราบ
ท่านกลับตอบว่า “จิตจริงแท้ไม่มีการไป ไม่มีการมา ”
ผมได้มาดูจิตต่ออีกสักครึ่งปีต่อมา วันหนึ่งจิตผ่านเข้าสู่อัปปนาสมาธิและเดินวิปัสสนา
คือมีสิ่งให้รู้ผ่านมาสู่จิต แต่จิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าคือสิ่งใด จากนั้นเกิดอาการ
แยกความว่างขึ้นแบบเดียวกับเมื่อจิตยิ้ม คราวนี้จิตพูดขึ้นเบา ๆ ว่า จิตไม่ใช่เรา แต่
ต่อจากนั้นแทนที่จิตจะยิ้ม จิตกลับพลิกไปสู่ภูมิของสมถะ ปรากฏนิมิตเป็นเหมือนดวง
อาทิตย์โผล่ผุดขึ้นจากสิ่งห่อหุ้ม แต่โผล่ไม่หมดดวง เป็นสิ่งแสดงให้รู้ว่ายังไม่ถึงที่สุด
ของการปฏิบัติ
ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การดำเนินของจิตในขั้นวิปัสสนานั้นหากสติอ่อนลง
จิตจะวกกลับมาสู่ภูมิของสมถะ และวิปัสสนูปกิเลสจะแทรกเข้ามาตรงนี้ถ้าไม่กำหนดรู้ให้
ชัดเจนว่า วิปัสสนาพลิกกลับเป็นสมถะไปแล้ว นักปฏิบัติจึงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะผู้
ที่ยังไม่เคยพบกับจิตยิ้ม(สำนวนของหลวงปู่ดูลย์) หรือใจ (สำนวนของหลวงปู่เทสก์)
หรือจิตรวมใหญ่(สำนวนของท่านอาจารย์สิงห์)
เมื่อผมนำเรื่องนี้ไปรายงานหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ว่า ดีแล้ว ให้ดูจิตต่อไป
ผมก็ทำเรื่อยๆ มา ส่วนมากเป็นการดูจิตในชีวิตประจำวัน ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิแบบเป็นพิธี
การ ต่อมาอีก 1 เดือน วันหนึ่งขณะนั่งสนทนาธรรมอยู่กับน้องชาย จิตเกิดรวมวูบลงไป มี
การแยกความว่างซึ่งมีขันธ์ละเอียด(วิญญาณขันธ์)ออกอีกทีหนึ่ง แล้วจิตก็หัวเราะออกมา
เอง โดยปราศจากอารมณ์ (ร่างกายไม่ได้หัวเราะ) มันเป็นการหัวเราะเยาะกิเลสว่า มัน
ผูกมัดมานาน ต่อ ๆ ไป จิตจะเป็นอิสระยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
เหตุการณ์นี้ทำให้ได้ความรู้ชัดว่า ทำไมเมื่อครั้งพุทธกาล จึงมีผู้รู้ธรรมในขณะฟังธรรม
เกิดขึ้นได้เป็นจำนวนมาก
ผมนำเรื่องนี้ไปรายงานหลวงปู่ดูลย์ คราวนี้ท่านไม่ได้สอนอะไรอีกเพียงแต่ให้กำลังใจว่า
ให้พยายามทำให้จบเสียแต่ในชาตินี้ หลังจากนั้นไม่นานท่านก็มรณภาพ
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่ง เคยสั่งให้ผมเขียนเรื่องการปฏิบัติ
ของตนเองออกเผยแพร่ เพราะอาจมีผู้ที่มีจริตคล้าย ๆ กันได้ประโยชน์บ้าง ผมจึงเขียน
เรื่องนี้ขึ้น เพื่อสนองคำสั่งครูบาอาจารย์ และเพื่อรำลึกถึงหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ผู้เปี่ยมด้วย
อนุสาสนีปาฏิหารย์ รวมทั้งหวังว่าจะเป็นประโยชน์สักเล็กน้อย สำหรับท่านที่กำลัง
แสวงหาหนทางปฏิบัติอยู่
(ผู้เขียนได้ปรับปรุงจากต้นฉบับเรื่องประสบการณ์ภาวนาซึ่งเคยส่งไปลงพิมพ์ในหนังสือ
โลกทิพย์ ในนามสันตินันทอุบาสก)
หมายเหตุ คัดลอกมาจาก website : http://www.wimutti.net

ตามดูจิต การปฏิบัติที่ให้ผลเร็ว

ตามดูจิต การปฏิบัติที่ให้ผลเร็ว โดย หลวงพ่อชา สุภทฺโท
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

บัดนี้ เป็นโอกาสที่พวกเราทั้งหลายจะได้มีการอบรมธรรมปฏิบัติกัน พระบรมศาสดาท่านกล่าวถึงการปฏิบัติไว้ว่า บุคคลที่ยังไม่ได้รับการอบรมปฏิบัติก็จะไม่เข้าใจในธรรม ไม่เข้าใจในธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ หรือในสัญชาตญาณที่คู่กับเรามาแต่เกิด ธรรมชาติอันนี้ หรือสัญชาตญาณอันนี้ มันเกี่ยวข้องกันกับชีวิตของเราตลอดเวลา เราจะเรียกว่าของที่มันเป็นอยู่ก็ได้ เรียกว่าสัญชาตญาณก็ได้ มันมีความเฉลียวฉลาดอยู่ในนั้น ซึ่งช่วยป้องกันรักษาตัวมันเองมาตลอด สุตว์ทุกจำพวกเมื่อเกิดมามันต้องรักษามันแหละ การรักษาตัว ปกป้องชีวิต ป้องกันอันตรายทั้งหลาย แสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิต นี้เหมือนกันหมด เช่น สัตว์ดิรัจฉาน มันก็กลัวอันตราย แสวงหาความสุข เหมือนกันกับสัญชาตญาณมนุษย์เรา อันนี้ท่านเรียกว่าเป็นธรรมชาติหรือสัญชาตญาณ จะมารักษาตัวมันตลอดเวลา ธรรมชาตินั่นเอง ธรรมชาติเรื่องกายหรือเรื่องจิตใจ
เราจะต้องมารับการอบรมใหม่ เปลี่ยนใหม่
ถ้าหากว่าเรายังไม่ได้รับการอบรมบ่มนิสัย ก็คือยังเป็นของที่ไม่สะอาด ยังเป็นของที่สกปรก เป็นจิตใจที่เศร้าหมอง เหมือนกันกับต้นไม้ในป่า ซึ่งมันเกิดมามันก็เป็นธรรมชาติ ถ้าหากว่ามนุษย์เราต้องการจะเอามาทำประโยชน์ดีกว่านั้น ก็ต้องมาดัดแปลง สะสาง ธรรมชาติอันนี้ให้เป็นของที่ใช้ได้ เช่น โต๊ะนี้ หรือบ้านเรือนของเรานั้น เกิดจากเราสามารถเอาธรรมชาติมาทำเป็นที่อยู่ที่อาศัย เปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติอันนั้นมา มนุษยชาตินี้ก็เหมือนกัน ต้องมาปรับเปลี่ยนใหม่ ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า พุทธศาสตร์
พุทธศาสตร์ คือความรู้ในทางพุทธศาสนา สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของพวกเราทั้งหลาย ซึ่งมันติดแน่นอยู่ในอันใดอันหนึ่ง เช่น เราเกิดมา มีชื่อเสียงเรียงนามมาตั้งแต่วันเกิด เช่นว่า เรียกว่าตน ตัวเรา ของเรา นี้สมมติกันขึ้นมาว่าร่างกายของเรา จิตใจของเรา ซึ่งสมมติชื่อขึ้นมาจากธรรมชาตินั่นเอง พวกเราทั้งหลายก็ติดแน่นอยู่ในตัวเรา หรือในของของเรา เป็นอุปาทานโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นอย่างนี้ ในทางพุทธศาสนานั้น ท่านสอนให้รู้ยิ่งเข้าไปกว่านั้นอีก ทำจิตใจให้สงบให้รู้ยิ่งเข้าไป ยิ่งกว่าธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ จนเป็นเหตุให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตนอันนี้ พูดตามชาวโลกเราว่าตัวว่าตน ว่าเราว่าเขา ทางพุทธศาสนานั้นท่านเรียกว่าตัวตนเราเขาไม่มี นี่คือมันแย้งกัน มันแย้งกันอยู่อย่างนี้ ตัวเราหรือของเรา ซึ่งพวกเราเข้าใจกันตั้งแต่แรกเกิดมา จนรู้เดียงสา จนเกิดมาเป็นอุปาทานมาตลอดทุกวันนี้ ทันนี้เป็นเครื่องปกปิดธรรมอันแท้จริง อันพวกเราทั้งหลายไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฉะนั้นในทางพุทธศาสนาท่านจึงให้มาอบรม
การอบรมในทางพุทธศาสนานั้น เบื้องแรกท่านว่า ให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ตามบัญญัติท่านเรียกว่าให้พากันรักษา ศีล เป็นเบื้องแรกเสียก่อน นี่ข้อประพฤติปฏิบัติจนเป็นเหตุไม่ให้เกิดโทษ ไม่ให้เกิดทุกข์ทางกายและทางวาจาของเรา อย่างที่เราทั้งหลายอบรมกันอยู่ ให้อายและกลัว ทั้งอายทั้งกลัว อายต่อความชั่วทั้งหลาย อายต่อความผิดทั้งหลาย อายต่อการกระทำบาปทั้งหลาย รักษาตัวกลัวบาป เมื่อจิตใจของเราพ้นจากความชั่วทั้งหลาย พ้นจากความผิดทั้งหลาย ใจเราก็เยือกเย็น ใจเราก็สบาย ความสบายหรือความสงบอันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติซึ่งไม่มีโทษ นั่นก็เป็น สมาธิ ขั้นหนึ่ง
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สุจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสนัง ท่านว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทางกาย ทางวาจา คือการไม่ทำผิด ทำชั่ว ทางกาย ทางวาจา อันนี้เป็นตัวศาสนา เป็นพระธรรมคำสอนอขงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือ เอตัง พุทธานะสาสะนัง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา เมื่อมาทำจิตของตนให้สงบระงับขากบาปแล้ว ก็เป็นจิตที่มีกุศลเกิดขึ้นมา เอตัง พุทธานะสาสะนัง อันนี้ก็เป็นคำสอนของท่านหรือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเหมือนกัน
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง การมาทำจิตใจของตนให้ผ่องใสขาวสะอาด อันนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือเป็นหัวใจของพุทธศาสนาอีกประการหนึ่ง
ทั้งสามประการนี้เป็นหัวใจพุทธศาสนา ก็ประพฤติปฏิบัติอันนี้ ซึ่งมันก็มีอยู่ในตัวเราแล้ว กายก็มีอยู่ วาจาก็มีอยู่ จิตใจก็มีอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงให้ปฏิบัติ ให้พิจารณาตัวในตัว ในของตัว ซึ่งมันมีอยู่ ของทั้งหมดที่เราศึกษาเราเรียนกันนั้น มันจะมารู้ความเป็นจริงอยู่ที่ตัวของเรา ไม่ไปรู้ที่อื่น
เบื้องแรกก็รู้จากการได้ฟังที่เรียกว่า สุตะมะยะปัญญา การได้ฟัง การได้ยิน อันนี้ก็เป็นเหตุให้รู้ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา เช่นว่า สมมติว่า วันนี้เราเพิ่งได้ยินว่าสีขาว แต่ก่อนนี้เราไม่เคยได้ยิน ทีนี้เมื่อเรารู้ว่าสีขาวมันเป็นเช่นนี้ เราก็คิดไปอีก สีอื่นจะไม่มีหรือ หรือสีขาวจะแปรเป็นสีอื่นจะได้หรือไม่ เป็นต้น นี่เรียกว่า จินตามะยะปัญญา หรือว่า เราคิดไป ก็ไปลองดูเอาสีดำมาปนในสีขาว มันก็เกิดเป็นสีอื่นขึ้นมาอีก เป็นสีเทาอย่างนี้เป็นต้น การที่เราจะได้รู้จักสีเทาต่อไปนั้น ก็เพราะว่าเราคิด ปัญญาเกิดจากการคิด การวิพากษ์วิจารณ์ เราเลยรู้สูงขึ้นไปกว่าสีขาว รู้สีเทาเพิ่มขึ้นไปอีก ปัญญาเกิดจากสิ่งทั้งสองนี้
นี้เป็นปัญญาที่เป็นโลกียวิสัย ซึ่งชาวโลกพากันเรียนอยู่ทั้งเมืองไทย จะไปเรียนนอกมาก็ตาม มันก็คงอยู่ในสุตะมะยะปัญญา จินตามะยะปัญญาเท่านี้ อันนี้เป็นโลกียวิสัย พ้นทุกข์ไม่ได้ พ้นทุกข์ได้ยาก หรือพ้นไม่ได้เลยทีเดียว เพราะเมื่อรู้สีขาว สีเทาแล้ว ก็ไปยึดมั่น (อุปาทาน) ในสีขาว สีเทาอันนั้น แล้วจะปล่อยวางไม่ได้ เช่นว่า เราเกิดอารมณ์ขึ้นมา ได้ยินเขาว่าไม่ดี เรียกว่านินทา อดเสียใจไม่ได้ อดน้อยใจไม่ได้ เข้าไปยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ในอารมณ์อันนั้น เป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมาเพราะอุปาทาน นี้เรียกว่าการรู้ หรือการเห็นจากการได้ฟัง มันจะพ้นทุกข์ไม่ได้ หรือว่าเขาสรรเสริญเรา มันอดดีใจไม่ได้ แล้วก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในความดีนั้นอีก ไม่ได้ตามปรารถนาแล้วก็ทุกข์อีก สุขแล้วก็ทุกข์ ทุกข์แล้วก็สุข ดีแล้วก็ชั่ว ชั่วแล้วก็ดี เป็นตัววัฏฏะหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไปไม่จบ อันนี้เป็นโลกียวิสัยเช่นที่ปรากฏอยู่ในโลกทุกวันนี้แหละ
พวกเราทั้งหลายก็เคยรู้เคยเห็น วิชาในโลกอันนี้เราเคยรู้เคยเห็น จะเรียนไปถึงที่สุด อะไรที่ไหนก็ตาม มันก็ยังทุกข์ เอาทุกข์ออกจากตัวไม่ได้ นั่นเป็นปัญญาโลกีย์ ละทุกข์ไม่ได้ ไม่พ้นจากทุกข์ ความร่ำรวยเศรษฐี หรือมหาเศรษฐีที่อยู่ในโลกนี้ มันก็ไม่พ้นจากความทุกข์ เพราะมันเป็นโลกียวิสัย ปัญญาทั้งสองประการนี้ท่านยกให้โลกปกครองกันอยู่ในโลก วุ่นวายกันอยู่ในโลก ไม่มีทางจบ ถึงแม้จะจนมันก็ทุกข์ ถึงแม้จะรวยแล้วมันก็ยังทุกข์อยู่อีก ไม่พ้นไปจากทุกข์

(มีต่อ ๑)

แก้ไขล่าสุดโดย สาวิกาน้อย เมื่อ 11 ส.ค. 2006, 11:57 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

สาวิกาน้อยบัวทอง

เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006ตอบ: 1869
ตอบเมื่อ: 11 ส.ค. 2006, 11:52 pm ปัญญาโลกุตตระที่จะเกิดขึ้นมาต่อไป เป็นความรู้ของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นโลกุตตระ พ้นจากทุกข์ พ้นจากวัฏฏสงสาร อันนี้ท่านพูดถึงการอบรมจิตใจ (ภาวนา) ไม่ต้องอาศัยการฟัง ไม่ต้องอาศัยการคิด ถึงฟังมาแล้วก็ดี ถึงคิดมาแล้วก็ดี เมื่อภาวนาทิ้งมัน ทิ้งการฟังไว้ ทิ้งการคิดเสีย เก็บไว้แต่ในตู้ แต่มาทำจิต (ภาวนา) อย่างที่พวกเรามาฝึกกันอยู่ทุกวันนี้ หรือเรียกว่าทำกรรมฐาน ที่โบราณาจารย์ทั้งหลายท่านแยกประเภทส่วนแห่งการกระทำ แยกข้อประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน
สมถวิปัสนาเป็นแนวทางที่ให้พวกเราทั้งหลายปฏิบัติให้เป็นโลกุตตรจิต ให้พ้นจากวัฏฏสงสาร เช่นว่า เรานั่ง ไม่ต้องฟังและไม่ต้องคิด ตัดการฟัง ตัดการคิดออก และยกส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นพิจารณา เช่น เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ หรือเรายกอานาปานสติ คือ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ ในเวลาที่เราทำกรรมฐานอยู่นั้น ในเวลาที่เรากำหนดลมอยู่นั้น ท่านไม่ให้ส่งจิตไปทางอื่น ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว ออกไปแล้วเข้ามา เข้ามาแล้วก็ออกไป ไม่ต้องอยากรู้อะไรมาก ไม่ต้องอยากเห็นอะไรต่อไป ให้จิตของเรารู้เฉพาะลมที่มันเข้าหรือมันออก เรียกว่าการกำหนดลม เป็นอานาปานสติ
การกำหนดลมนี้ บางคนกำหนดไม่ได้ การกำหนดลมเราจะต้องเอาสภาวะที่มันเป็นอยู่ หายใจเข้า ยาว หายใจออก สั้น เท่าไร อันนั้นไม่เป็นประมาณ เป็นประมาณที่ว่า มันสบายอย่างไร หายใจแรงหรือมันค่อย หรือมันยาว หรือมันสั้น เราจะต้องทดลองหายใจดู มันถูกจริตที่ตรงไหน มันสบายอย่างไร ลมไม่ขัดข้อง จะกำหนดลมก็สบาย สะดวก ตัวอย่างเช่น เราฝึกเย็บผ้าด้วยจักร เราก็ควรเอาจักรมาลอง เอาเท้าเราถีบจักรเข้า ถีบจักรเปล่ายังไม่ต้องเย็บผ้า ให้มันชำนาญเสียก่อน เมื่อเท้าเราชำนาญพอสมควรแล้วค่อยเอาผ้ามาใส่ เย็บไปพิจารณาไป
การกำหนดลมหายใจนี้เหมือนกัน ก็หายใจเบาๆ เสียก่อน ไม่ต้องกำหนดอะไร มันยาว มันสั้น มันหยาบ มันละเอียด มันสบายอย่างไร อันนั้นเป็นจริตของเรา ความพอดีของมันนั้น ไม่ยาว ไม่สั้น พอดี เรากำหนดเอาอันนั้นเป็นประมาณ นี้เรียกว่า ให้กรรมฐานถูกจริต แล้วค่อยๆ ปล่อยลมออกไป แล้วก็สูดลมเข้ามา เราจะกำหนดว่า เมื่อลมเข้ามา ต้นลมอยู่ปลายจมูก กลางลมอยู่หทัย ปลายลมอยู่สะดือ เมื่อเราหายใจออก ต้นลมอยู่สะดือ กลางลมอยู่หทัย ปลายลมอยู่จมูก ให้เรากำหนดอย่างนี้เสียก่อน แล้วก็สูดเข้า ผ่านปลายจมูก หทัย สะดือ เมื่อออก ตั้งต้น สะดือ หทัย ปลายจมูก เป็นต้น ทำอยู่อย่างนี้แหละ ไม่ต้องสนใจอื่น
เมื่อเวลาเราทำ (สมถ) กรรมฐาน คือกำหนดลม ไม่ต้องพิจารณาอะไร เอาสติประคองจิตของเรา ให้รู้ตามลมเข้าออกเท่านั้น ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น ไม่ต้องพิจารณาอย่างอื่น ลมก็สบาย ไม่ขัดข้อง ลมเข้าก็สบาย ลมออกก็สบาย เอาความรู้สึกที่เรียกว่า สติ สติตามลม ส่วนสติสัมปชัญญะ ก็รู้อยู่ว่า สติเราตามลม ขณะที่เรากำลังทำอยู่นั้น มีสติ แล้วก็มีลม มีสติตามลม เราจะมองดูในที่อันนั้น เราจะรู้ลม เห็นลมว่ามันยาวสั้นประการใด เห็นลมและมีสติอยู่ว่าเรารู้ลม แล้วก็เห็นจิตของเราตามลม เห็นทั้งลม เห็นทั้งสติ เห็นทั้งจิต ๓ ประการรวมกัน หายใจเข้าก็รวม หายใจออกก็รวม รู้สึกอยู่อย่างนี้ มันจะเป็นอะไรบ้างต่อไป อย่าคิดไป มันจะมีอะไรบ้างต่อไป อย่าคิดไป ทำอย่างนี้มันจะดี จะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ต้องคิด เรียกว่ากำหนดลมเข้าออกสบาย
เมื่อหากว่าจิตของเรากำหนดอารมณ์กับลมหายใจถูกแล้ว มันจะไม่ขัดข้อง ลมก็ไม่ขัดข้อง ผู้รู้ก็ไม่ขัดข้อง ทุกอย่างทุกส่วนไม่ขัดข้อง เราเพียงแต่รู้อันเดียวเท่านั้นแหละ คือรู้แต่เพียงลมหายใจเข้าออก คือกำหนดรู้ว่า ต้นลมคือจมูก กลางลมคือหทัย ปลายลมคือสะดือ เมื่อลมมันถอนออกมา ต้นลมอยู่สะดือ กลางลมอยู่หทัย ปลายลมอยู่จมูก ๓ ประการนี้ เรานั่งพิจารณากำหนดรู้อยู่เช่นนั้น ให้มันรู้ทั้ง ๓ นี้เสมอ เรียกว่าเรามีสติเต็มที่ของเรา มีผู้รู้ควบคุมสติอันนั้นอยู่เต็มที่ เช่นนี้เรียกว่าเราทำ (สมถ) กรรมฐาน จนกว่าจิตเรามันสงบ
เมื่อจิตเราสงบ กายมันเบา ใจมันก็เบา ลมมันก็ละเอียด เมื่อเรามีลมอันละเอียดแล้ว ก็ไม่ต้องตามลม เพราะการตามลมเข้าไป มันเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อไม่อยากจะตามเสียแล้ว เอาสติกำหนดที่ปลายจมูกของเรานี้ พอแต่รู้ว่ามันเข้า พอแต่รู้ว่ามันออก เท่านี้ก็พอแล้ว จิตสบาย กายก็เบา ใจสงบ ลมก็ละเอียด อันนี้จิตเป็นสมาธิ รู้ตามลมอย่างเดียว เมื่อมันละเอียดเต็มที่เข้าไปนั้น มันจะเกิดความละเอียดขึ้นมาในใจของเราอีก ลมที่เรากำหนดอยู่นี้มันจะหายไป มันจะไม่มีลม ที่จริงมันมีอยู่หรอก แต่มันละเอียดที่สุดจนกำหนดไม่ได้ ก็เลยเกิดเป็นคนไม่มีลม นั่งเฉยๆ อยู่นึกว่าไม่มีลม
ตอนนี้พระโยคาวจรเจ้ามักจะตกใจ กลัวว่าเราไม่มีลม กลัวว่าเราจะเป็นอะไรไป ถ้าลมไม่มีแล้ว จะเอาอะไรเป็นอารมณ์ต่อไปอีก เราจะต้องเอาความรู้สึกว่าลมไม่มีนั่นแหละเป็นอารมณ์ต่อไป ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นอันตราย เราทำจิตของเราให้รู้ว่า ไม่มีลมเข้าไป ถึงกาลถึงเวลาแล้วเป็นเอง อันนี้ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องสะดุ้ง จะเป็นไปอย่างไรก็ตาม ก็รู้ รู้ใจของเราที่มันเป็นอย่างไร กำหนดจิตเข้าไปว่ารู้อย่างไร จะไม่มีอันตรายแต่อย่างได อันนี้เป็นอารมณ์ของการกระทำจิตให้สงบ (สมถะ) เบื้องแรก
พูดถึงความสงบ (สมถะ) พอมันสงบแล้ว ก็มีส่วนที่มันไม่สงบมาปะปนเข้า เช่นว่า เราเพิ่งมาฝึกจิตของเราเดือนหนึ่ง ๑๐ วัน ๕ วัน โดยมากมันก็ยังไม่สงบ ถ้ามันไม่สงบนั้น ไม่ต้องน้อยใจ มันเป็นเรื่องธรรมดาของมัน เรื่องจิตอันนี้ มันจะอยู่นิ่งๆ ในที่ของมันไม่ได้หรอก บางทีมันก็มีอาการคิดอย่างโน้น คิดอย่างนี้ ในขณะอยู่ในที่สงบอันนั้นแหละ บางคนจิตไม่สงบ จิตก็ฟุ้งซ่าน ใจก็ไม่สบาย ใจเขาก็ไม่ดี เพราะว่าจิตไม่สงบ อันนี้เราต้องพิจารณาด้วยปัญญาของเรา เรื่องไม่สงบอันนั้น เพราะเราไม่รู้ตามความเป็นจริงของมันเท่านั้นเอง
ถ้าเรารู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว อันนั้นสักแต่ว่าอาการของจิต จริงๆ แล้วจิตมันไม่ฟุ้งไปอย่างนั้น เช่นว่า เรารู้ความคิดแล้วว่า บัดนี้ เราคิดอิจฉาคน นี้เป็นอาการของจิต แต่เป็นของไม่จริง มันไม่เป็นความจริง เรียกอาการของจิต มันมีตลอดเวลา ถ้าหากว่าคนไม่รู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว ก็น้อยใจว่าจิตเราไม่อยู่นิ่ง จิตเราไม่สงบ อันนี้เราต้องใช้การพิจารณาอีกทีหนึ่งให้มันเข้าใจ เรื่องของจิตนั้นนะ มันเป็นเรื่องของอาการของมัน แต่ที่สำคัญคือ มันรู้ รู้ดีมันก็รู้ รู้ชั่วมันก็รู้ รู้สงบมันก็รู้ รู้ไม่สงบมันก็รู้ อันนี้คือตัวรู้ พระพุทธเจ้าของเราท่านให้ตามรู้ ตามดูจิตของเรา
จิตนั้นคืออะไร จิตนั้นอยู่ที่ไหน ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เราก็คงรู้ตัวของเรา ความรู้ที่มันรู้นี่นี่มันรู้อยู่ที่ไหน จิตนี้ก็เหมือนกัน จิตนี้คืออะไร มันเป็นธรรมชาติ หรือเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่งที่มันมีอยู่ อย่างที่เราได้ยินอยู่เดี๋ยวนี้แหละ มันมีความรู้อยู่ ความรู้นี้มันอยู่ที่ไหน ในจิตนั้นมันเป็นอย่างไร ทั้งความรู้ก็ดี ทั้งจิตก็ดี เป็นแต่ความรู้สึก ผู้ที่รู้สึกดีชั่ว เป็นสักแต่ว่าความรู้สึก สู้สึกดีหรือชั่ว รู้สึกผิดหรือถูก คนที่รู้สึกนั่นแหละเป็นคนรู้สึก ตัวรู้สึกมันคืออะไร มันก็ไม่คืออะไร ถ้าพูดตามส่วนแล้วมันเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้ามันรู้สึกผิดไป ก็ไปทำผิด มันรู้สึกถูกก็ไปทำถูก ฉะนั้นท่านจึงให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา เรื่องจิตของเรานั้นมันเป็นอาการของจิต เรื่องมันคิดมันคิดไปทั่ว แต่ผู้รู้คือปัญญาของเราตามรู้ ตามรู้อันนั้นตามเป็นจริง
ถ้าเราเห็นอารมณ์ตามเป็นจริงของเราแล้ว มันก็เปลี่ยนไปอีกประเภทหนึ่ง (วิปัสสนากรรมฐาน) เช่นว่า เราได้ยินว่า รถทับคนตายเป็นต้น เราก็เฉยๆ ความรู้ชนิดนี้มันก็มี แต่มันรู้ไม่เห็น รู้ไม่จริง รู้ด้วยสัญญา (ความจำ) ขนาดนี้มันรู้อย่างนี้ ทีนี้หากว่าเดินไปดูซิ รถมันทับคนตายที่ไหน ไปเห็นร่างกายคนนั้นมันเละหมดแล้ว อันความรู้ครั้งที่สองนี้ มันดีขึ้นเพราะมันไปเห็น เห็นอวัยวะที่ถูกรถทับ มันเกิดสลดเกิดสังเวช ความรู้ที่เห็นด้วยตามันมีราคายิ่งกว่าเขาว่า เมื่อเราไปเห็นทุกสิ่งอันนี้ มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่แน่ไม่นอน ในร่างกายเรานี้ไม่เป็นแก่นเป็นสาร ไม่สดไม่สวย ความรู้สึกนึกคิด มันค้นในเวลานั้น มันก็เกิดปัญญา (วิปัสสนา) เป็นเหตุให้ถอนอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ออกได้ เรียกว่าความรู้สึกอันนี้มันสูงขึ้น สูงขึ้นๆ ต้องพิจารณาเช่นนี้
การทำกรรมฐาน ถ้าไม่รู้จักแล้วก็จะลำบาก บางคนก็ไม่เคยทำ เมื่อมาทำวันสองวันสามวัน มันก็ไม่สงบ มันก็เลยนึกว่า เราทำไม่ได้ เราต้องคิดว่า เมื่อเราเกิดมาเคยถูกสอนหรือยัง เราเคยทำความสงบหรือเปล่า เราปล่อยมานานแล้ว ไม่เคยฝึกเคยหัดมัน มาฝึกมันชั่วระยะหนึ่งอยากให้มันสงบ อย่างนั้นเหตุมันไม่พอ ผลมันก็ไม่มี เป็นเรื่องของธรรมดา เป็นเรื่องอันตัวเราท่านทั้งหลายจะหลุดพ้น ต้องอดทน การอดทนเป็นแม่บทของการประพฤติ
ให้เห็นกาย ให้เห็นใจ เมื่อรู้จักธรรมตามความเป็นจริงแล้วนั่น ความที่เรายึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) แต่ก่อนๆ มันจึงจะผ่อนออก เห็นตามความเป็นจริงของมัน อุปาทานมั่นหมายในความดีความชั่วทั้งหลายมันจะคลายออก คลายออก เห็นว่ามันเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เป็นของไม่แน่ไม่นอน ที่มันเกิดมีในจิตของเราทุกวันนี้นั้น ลองดูซิ ความรักมันแน่ไหม ความเกลียดมันแน่ไหม มันก็ไม่แน่ ความสุขมันแน่ไหม มันก็ไม่แน่ ความทุกข์มันแน่ไหม มันก็ไม่แน่ อันไม่แน่นั้น เรียกว่าของไม่จริง เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เมื่ออันนี้มันไม่จริง ของจริงมันอยู่ที่ไหน ของจริงมันอยู่ที่มันเป็นอยู่อย่างนั้น มันไม่เที่ยงอยู่อย่างนั้น เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น มันจริงแต่สักว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น อันนี้คือความจริง ความจริงอยู่ตรงที่มันไม่จริง อันความเที่ยงแย่ตรงที่มันไม่เที่ยง เหมือนกันกับของสกปรกมันเกิดมีขึ้น ความสะอาดอยู่ตรงไหน มันอยู่ตรงที่สกปรกนั่นแหละ เอาสกปรกออก ก็เห็นความสะอาดฉันใด จิตใจของเรานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น
การประพฤติปฏิบัตินี้ บางคนปัญญามันน้อย บางคนปัญญามันมาก ไม่ทันกัน ไม่เห็นเหมือนกัน อย่างเราจะไปพบวัตถุอันหนึ่ง ๒ หรือ ๓ คน ไปพบแก้วใบหนึ่ง บางคนก็เห็นว่ามันสวย บางคนจะเห็นว่ามันไม่สวย บางคนจะเห็นว่ามันโตไป บางคนจะเห็นว่ามันเล็กไป นี่ ทั้งๆ ที่แก้วใบเดียวกันนั่นเอง ทำไมไม่เหมือนกัน แก้วใบนั้นมันเหมือนของมันอยู่ แต่ความเห็นของเรามันไม่เหมือนกัน มันเป็นเช่นนี้ ฉะนั้นมันจึงไม่เหมือนกันอยู่ที่ตรงนี้ การประพฤติปฏิบัติทางพุทธศาสนานี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านสอน อย่าให้มันช้า อย่าให้มันเร็ว ทำจิตใจให้พอดี การประพฤติปฏิบัตินี่ ไม่ต้องเดือดร้อน ถ้ามันเดือนร้อนเราต้องพิจารณา เช่นว่า เราจะปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งขึ้นมา ต้นไม้ที่จะปลูกนั้นก็มีอยู่ ก็ขุดหลุม ก็ปลูก เอาต้นไม้มาวางบนหลุมนั้น ก็เป็นหน้าที่ของเรา จะมูนดิน จะให้ปุ๋ย จะให้น้ำ จะรักษาแมลงต่างๆ ก็เป็นเรื่องของเรา เป็นหน้าที่ของเรา คนจะทำสวนต้องทำอย่างนี้
ทีนี้เรื่องต้นไม้มันจะโตเร็ว โตช้าของมันน่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องของต้นไม้ ถ้าเราไม่รู้จักหน้าที่การงานของตัวแล้ว มันก็ไปทำงานหน้าที่ของต้นไม้ มันก็ทุกข์ ไม่ทำงานหน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราก็ให้ปุ๋ยมันไป ให้น้ำมันไป รักษาแมลงไม้ไป เท่านี้ ส่วนต้นไม้จะโตเร็วโตช้า เป็นเรื่องของต้นไม้ ถ้าเรารู้จักหน้าที่การงานของเราเช่นนี้ ภาวนา (ฝึกจิต) ก็สบาย ถ้าเราคิดเช่นนี้ การปฏิบัติของเราก็สบาย ง่าย สะดวก ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย
นั่งมันสงบก็ดูความสงบไป ที่มันไม่สงบก็ดูความไม่สงบไป ที่มันสงบนั้น มันก็เป็นเรื่องของจิต มันเป็นอย่างนั้น ที่มันไม่สงบ มันก็เป็นเรื่องของมันอย่างนั้น ไม่ได้เป็นอย่างอื่น มันสงบแล้ว มันก็สงบไป ถ้าไม่สงบก็ไม่สงบไป เราจะไปทุกข์เพราะมันไม่สงบไม่ได้ เราจะไปดีใจเพราะจิตสงบมันก็ไม่ถูก เราจะไปเสียใจเพราะจิตมันไม่สงบก็ไม่ถูกเหมือนกัน เราจะไปทุกข์กับต้นไม้ได้หรือ ไปทุกข์กับแดดได้หรือ ไปทุกข์กับฝนได้หรือ ไปทุกข์กับอย่างอื่นได้หรือ มันเป็นเรื่องของมันอยู่อย่างนั้น ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้แล้ว การภาวนาของพระโยคาวจรนั้นก็สบายแล้ว เดินทางเรื่อยๆ ไป ปฏิบัติไป ทำธุระหน้าที่ของเราไป
เวลาพอสมควรเราก็ทำของเราไป ส่วนมันจะได้ จะถึง หรือมันสงบนั้น ก็เป็นวาสนาบารมีของเรา เหมือนกับชาวสวนปลูกต้นไม้ หน้าที่ของเราใส่ปุ๋ยก็ใส่มันไป รดน้ำก็รดมันไป รักษาแมลงก็รักษามันไป เรื่องต้นไม้จะโตเร็วโตช้าไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของต้นไม้ ละปล่อยทั้งสองอย่างนี้ รู้จักหน้าที่ของเรา รู้จักหน้าที่ของต้นไม้ มันถึงเป็นชาวสวนที่มีความสุขสดชื่นดีฉันใด ผู้มีปัญญา ผู้ที่ภาวนาในพุทธศาสนานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น พอจิตคิดเช่นนี้ ความพอดีมันตั้งขึ้นมาเอง พอความพอดีมันตั้งขึ้นมาก็เลยเป็นปฏิปทา ปฏิปทาที่พอดีเกิดขึ้นมา ความเหมาะสมมันก็เกิดขึ้นมา อารมณ์เหมาะสมมันเกิดขึ้นมา ความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้นมาแล้ว มันเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว เป็นสัมมาปฏิปทา ปฏิบัติไม่หย่อน ปฏิบัติไม่ตึง ปฏิบัติไม่เร็ว ปฏิบัติไม่ช้า จิตใจปล่อยไปตามสภาวะของมัน อันนั้นคือภาวนาสงบแล้ว สบายแล้ว
ความรู้สึกนึกคิดของเราไปมีอุปาทานมั่นหมายมันขึ้นเมื่อไร มันก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น ฉะนั้น ในการประพฤติปฏิบัติ ท่านจึงให้ปล่อยวาง เช่นว่า เราอยู่ด้วยกันหลายๆ คนนี้นะ ต่างบ้าน ต่างตระกูล ต่างตำบล ต่างจังหวัด ที่มารวมๆ กันนี้ ถ้าเรารู้คนในนี้ ในศาลานี้ให้สบายแล้ว ภาวนาเราก็สบาย เรื่องคนนี้ก็ให้คนนี้ เรื่องคนนั้นก็ให้คนนั้น ให้คนละคนละคนเรื่อยๆ ไป เราก็สบาย เรื่องทุกสิ่งทุกอย่างก็ปล่อยไป ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจัยเรื่องคนอื่น ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจัยเรื่องนอกกายนอกใจเราแล้ว มันก็เกิดความสงบ เกิดความสบายขึ้นมา เพราะความรู้ตามเป็นจริงเกิดขึ้นมา
เราต้องการธรรมไปทำไม ต้องการธรรมไปเพื่อรู้ตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง ถึงแม้มันจะจน ถึงแม้มันจะรวย ถึงแม้มันจะเป็นโรค ถึงแม้มันจะปราศจากโรค จิตใจก็อยู่อย่างนั้นเอง เช่นว่าวันหนึ่งตัวเรามันไม่สบายขึ้นมา จะเห็นชัดในจิตของเราว่า มันก็นึกกลัวตาย กลัวมันจะไม่หาย ใจก็ไม่สบายเกิดขึ้นมาแล้ว ความไม่สบายเกิดขึ้นมาแล้ว คือไม่อยากจะตาย อยากให้มันหาย อันนี้เห็นแง่เดียว ตามธรรมชาติของมันแล้ว ถ้ามันเกิดป่วยขึ้นมา เกิดอาพาธขึ้นมา เราก็รู้ว่า เป็นก็เป็น ตายก็ตาย หายก็หาย ไม่หายก็ไม่หาย ถ้าเราคิดได้เช่นนี้มันเป็นธรรม เอาทั้งสองอย่างนั่นแหละ หายก็เอามัน ไม่หายก็เอามัน เป็นก็เอามัน ตายก็เอามัน อันนี้ถูก แต่ว่ามันจะมีสักกี่คน นั่งฟังธรรมอยู่นี่มีกี่คนป่วยมาแล้ว ตายก็ตาย หายก็หาย มีกี่คนก็ไม่รู้ ที่มันอยากจะหาย ไม่อยากจะตาย อันนี้มันคิดผิด เพราะมันกลัว เพราะมันไม่เป็นธรรม มันจึงทุกข์ ถ้าเห็นสังขารร่างกายแล้ว ไม่ว่ามันละ หายก็หาย ตายก็ตาย เอาทั้งสองอย่าง ไม่เอามันก็ต้องได้อะไรสักอย่างจนได้
เมื่อเรารู้จักธรรมเช่นนี้ รู้จักสังขารเช่นนี้ เราก็พิจารณาตามสังขารว่ามันเป็นอย่างนั้น นี่กรรมฐานมันตั้งขึ้นมาแล้ว มันพ้นทุกข์อย่างนี้เอง ไม่ใช่ว่ามันไม่ตาย ไม่ใช่ว่ามันไม่เจ็บ ไม่ใช่ว่ามันไม่ไข้ อันเรื่องเจ็บเรื่องไข้มันเป็นเรื่องของสังขาร มันเป็นไปตามเรื่องของมัน ถึงคราวมันจะตาย ไม่อยากตายเท่าไหร่ มันก็ตาย ถึงคราวมันจะหาย ไม่อยากจะให้หาย มันก็หาย อันนี้มันไม่ใช่ธุระหน้าที่ของเราแล้ว มันเป็นธุระหน้าที่ของสังขาร ถ้าเราภาวนาเห็นเช่นนี้ จิตมีอารมณ์เป็นเช่นนี้ทุกขณะ จิตก็ปล่อยวางสบาย

(มีต่อ ๒)

แก้ไขล่าสุดโดย สาวิกาน้อย เมื่อ 12 ส.ค. 2006, 12:00 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

สาวิกาน้อยบัวทอง

เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006ตอบ: 1869
ตอบเมื่อ: 11 ส.ค. 2006, 11:54 pm การภาวนานั้น ไม่ใช่ว่านั่งหลับตาภาวนาอย่างเดียว การภาวนานั้นตลอดเวลา การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ให้มีสติประคับประคองอยู่เสมอเลยทีเดียว
บัดนี้มีความทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ทวนดูซิ อันนี้มันก็ไม่แน่นอนหรอก เรื่องมันไม่จริงทั้งนั้นน่ะ เราต้องเตือนอยู่เช่นนี้ เมื่อมันมีสุขเกิดขึ้นมาแล้ว สุขนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกันนั่นแหละ เคยสุขมาแล้วมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็สุข เป็นของไม่แน่นอนทั้งนั้น ถ้าเราเห็นอารมณ์เมื่อใด ถูกอารมณ์ขึ้นมาเมื่อใด มันจะดีใจ เราก็ต้องบอกมัน เตือนมัน ว่าความดีใจมันก็ไม่แน่นอนหรอก เป็นแต่ความไม่จริงทั้งนั้นแหละ มันหลอกลวงทั้งนั้น เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นมา ก็ว่ามันไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่หลอกลวงทั้งนั้นแหละ เป็นความรู้สึกเท่านั้นแหละ ความเป็นจริงแล้ว ความสุขหรือความทุกข์นั้นไม่มี มันมีแต่ความรู้สึก รู้สึกว่าสุข รู้สึกว่าทุกข์ ถ้ามีความชอบใจก็รู้สึกว่าสุข ไม่ชอบใจก็รู้สึกว่าทุกข์ ตัวสุขตัวทุกข์จริงๆ มันไม่มี มันเป็นแต่เพียงความรู้สึก
ถ้าเราคิดได้เช่นนี้ เราก็เห็นของปลอมตลอดเวลา รู้จักอารมณ์ อารมณ์อันนี้ก็ไม่ต้องว่าไปสอบอารมณ์ การภาวนาไม่ต้องไปสอบอารมณ์ เมื่อเรามีสติตลอดเวลา ทุกวันทุกนาที มันจะรู้จักอารมณ์ เมื่อเราทำผู้รู้ให้ตื่นอยู่เสมอแล้ว มันจะเห็นสุขหรือทุกข์ ชอบไม่ชอบ จะเห็นอยู่ตลอดเวลา มันจะทวนลงไปทีเดียวว่ามันไม่แน่ สุขเกิดขึ้นมา อันนี้ก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน อย่าไปหมายมั่นมันเลย ทุกข์เกิดขึ้นมา เราก็ว่าเลยว่า อันนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกันนะ มันแน่อยู่ตรงไหนเล่า มันแน่อยู่ตรงที่มันไม่แน่ มันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง อันนี้เป็นเหตุให้สุข ทุกข์ และอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่มีกำลัง เสื่อม เมื่อสิ่งทั้งหลายนี้มันเสื่อมไป อุปาทาน (ความยึดมั่น) ของเราก็น้อย ก็ปล่อยวาง นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของธรรมดาเช่นนี้
ฉะนั้นจิตใจเรา มันจะได้มาก็เป็นเรื่องธรรมดาของมัน มันจะเสียหายไป ก็เป็นเรื่องของมัน มันจะสุขก็เป็นเรื่องของมัน มันจะทุกข์ ก็เป็นเรื่องของมัน เรื่องของสังขารมันเป็นอยู่อย่างนั้น อันนี้เป็นสักแต่ว่าเรารู้สึกเท่านั้น อื่นนั้นก็ไม่มี ฉะนั้นท่านจึงสอนให้ โอปนยิโก คือให้น้อมเข้ามาใส่ตัว อย่าน้อมออกไป น้อมเข้ามาให้เห็นด้วยตัวของเรานี้ ทางที่ดีสำหรับคนที่อ่านที่ศึกษามามากแล้ว จะมาอยู่ภาวนาเพียงสองสัปดาห์เท่านี้น่ะ อาตมาเห็นว่าไม่ต้องดูต้องอ่าน หนังสือเอาเข้าตู้เสีย ถึงเวลาเราทำกรรมฐาน นั่งสมาธิของเรา เราก็ทำไป อานาปานสติทำไปเรื่อยๆ ขณะที่เราเดินจงกรม เราก็เดิน ให้รู้จิตใจของเราเท่านั้นแหละ รักษาจิตใจของเรา
บางทีความหวาด ความสะดุ้งมันเกิดขึ้นมา เราก็ทวนมันอีก อันนี้เป็นของไม่แน่นอน เรื่องความกล้าหาญเกิดขึ้นมา อันนี้มันก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน ไม่แน่ทั้งหมดนั่นแหละ ไม่รู้จะจับอะไร นี่ทำปัญญาให้เกิดเลยทีเดียว ทำปัญญาให้เกิด ไม่ใช่รู้ตามสัญญา (ความจำ) รู้จิตของเราที่มันคิดมันนึกอยู่นี้ มันคิดนึกทั้งหมดเกิดขึ้นมาในใจของเรานี้แหละ จะดีหรือชั่ว จะถูกหรือผิด รับรู้มันไว้ อย่าไปหมายมั่นมัน เออ…ทุกข์มันก็เท่านั้นแหละ สุขมันก็เท่านั้นและ มันเป็นของหลอกลวงทั้งนั้นแหละ เรายืนตัวอยู่เช่นนี้เลย ยืนตัวอยู่เสมอเช่นนี้ ไม่วิ่งไปกับมัน ไม่วิ่งกับสุข ไม่วิ่งกับทุกข์ รู้อยู่ รู้แล้วก็วาง อันนี้ปัญญาจะเกิด ทวนจิตเข้าไปเรื่อยๆ
เวลาเรามีไม่มาก เรามาฝึกจิตก็ต้องดูจิต ดูอาการของจิต ลองดูจิต ให้เห็นจิตเรา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ถือมั่นก็เห็นสุขเป็นของจริง สุขเป็นเรา สุขเป็นของเรา ทุกข์เป็นเรา ทุกข์เป็นของเรา มันคิดเช่นนี้ แต่ความเป็นจริงนี้ สุขสักแต่ว่าสุข ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา ทุกข์นี้ก็ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ตัวคนที่รู้ทุกข์หรือสุขนี้ ก็ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ถ้าเราเห็นเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรจะเกาะ เกิดสุขขึ้นมา สุขก็เกาะเราไม่ได้ เกิดทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ก็เกาะเราไม่ได้ ทำไมไม่ได้ เพราะว่ามันไม่แน่ เป็นของปลอมทั้งนั้น เป็นของไม่แน่นอน ถ้าเราคิดเช่นนี้ จะภาวนาได้เร็ว จะยืน จะเดิน จะนั่น จะนอน จะไป จะมา ทุกอย่างจิตกำหนดอยู่เสมอ ให้รู้อารมณ์มันเข้ามา ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส อะไรต่างๆ นี้ มันจะเกิดความชอบไม่ชอบขึ้นมาทันที มันจะเกิดสุข เกิดทุกข์ขึ้นมาทันที อันนี้เราเรียกว่าอ่านดูจิต มันจะเห็นจิต เพราะมันเกิดจากจิตดวงเดียวเท่านี้ มันจะให้สุขมันให้ทุกข์ ทุกอย่างเกิดจากจิต ถ้าเราตามดูจิตของเราอยู่เช่นนี้ มันจะเห็นกิเลส มันจะเห็นจิตของเราสม่ำเสมอเลยทีเดียว อันนี้และคือการภาวนา
บางคนเมื่อมาภาวนา ตอนเย็นก็นั่งสมาธิ เดินจงกรม ก็นึกว่า เขาได้ภาวนาแล้ว ยังไม่ใช่เท่านี้ ความจริงเป็นการภาวนา คือสติติดต่อกัน ให้เป็นวงกลม ตลอดเวลาให้มีสติสม่ำเสมอ ให้รู้ให้เห็น ให้เห็นอาการที่มันเกิดขึ้นมาในจิตของเราเห็นเกิดขึ้นมา อย่าไปยึดมั่น อย่าไปหมายมั่น ปล่อยมัน วางมันไว้เช่นนี้ ปฏิบัติเช่นนี้ เร็ว เร็วมาก มีแต่เห็นอารมณ์เท่านั้นแหละ อารมณ์ที่ชอบ อารมณ์ที่ไม่ชอบ ทุกวันนี้ เราทุกคนน่ะไม่รู้จักกิเลสตัณหา มีคนๆ เดียวนั่นแหละที่มันหลอกตัวอยู่วันยังค่ำ ดูซิ เราเกิดมามีอะไรไหม ก็คนๆ เดียวนั่นแหละ มันมาให้เราหัวเราะอยู่ที่นี่ ร้องไห้อยู่ที่นี่ โศกเศร้าอยู่ที่นี่ วุ่นวายอยู่นี่แหละ มันก็คือคนๆ เดียวกัน ถ้าเราไม่พิจารณา ไม่ตามดูแล้ว ยิ่งไม่รู้จักมัน มันก็เกิดทุกข์อยู่ตลอดเวลา ได้มาก็เคยเสียอยู่ เสียแล้วก็เคยได้มาอยู่ ก็พลอยสุขกับมัน ทุกข์กับมัน ยึดมั่นหมายมั่นกับมันตลอดเวลาอยู่เช่นนี้ เพราะไม่ดูมัน ไม่พิจารณา ของทั้งหลายนี้ไม่ได้อยู่ที่อื่น มันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราพิจารณาที่ตัวเราอยู่เช่นนี้ เราจะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าของเรา
ต้นไม้ทุกต้นเปรียบเหมือนมนุษย์ ก้อนหินทุกก้อนเปรียบเหมือนมนุษย์ สัตว์ทุกสัตว์ในป่าในทุ่งก็ดี มันก็เหมือนกับเรา ไม่แปลกกับเรา มีสถาวะอันนี้อันเดียวกัน มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น แล้วก็มีความแปรในท่ามกลาง แล้วก็มีความดับไปในที่สุด เหมือนกันทั้งนั้น ฉะนั้นเราไม่ควรยึดมั่น หรือถือมั่นอะไรทั้งหลาย แต่ว่าเราต้องใช้มันอยู่ เช่น กระติกน้ำใบนี้ เขาเรียกว่ากระติก เราก็เรียกว่ากระติกกับเขา เพราะว่าเราจะมีความเกี่ยวข้องกับกระติกน้ำอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกกระติก ก็เรียกกับเขา เขาเรียกกระโถน ก็เรียกกับเขา เขาเรียกจาน ก็เรียกกับเขา เขาเรียกถ้วย ก็เรียกกับเขา แต่เราไม่ติดอยู่กับถ้วย ไม่ติดอยู่กับจาน ไม่ติดอยู่กับกระโถน ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในนั้น นี้เรียกว่าภาวนา รู้จักตัวเรา และก็รู้จักของของเรา รู้จักตัวเรา แล้วก็ไม่ทุกข์เพราะตัวเรา รู้จักของของเราแล้วก็ไม่ทุกข์กับของของเรา อันนี้เพราะเราทำกรรมฐาน ปัญญามันจะเกิดขึ้นอย่างนี้ มันจะเห็นไปตามสภาวะมันเองทุกๆ อย่าง อันนี้เป็น โลกุตตรปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา (ภาวนามยปัญญา) มันพ้นจากโลกียวิสัย เมื่อจิตสงบรวมกำลัง จิตตรงที่นั้น เกิดรู้ เกิดเป็นญาณขึ้นมา เป็นความรู้โลกุตตรอันนั้น
ความรู้โลกุตตรอันนี้ พูดให้ก็ไม่รู้เรื่อง อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก คือพระพุทธเจ้าบอกให้ได้ แต่ว่าทำให้ไม่ได้ เรื่องการประพฤติปฏิบัติมันเป็นเช่นนั้น ฉะนั้น อดทนแล้วก็เพียร อดทนแล้วก็เพียร สอบอารมณ์เรื่อยๆ ไป ถึงคราวเราทำความเพียร เราก็ทำไป ทำสมาธิเราก็ทำไป ออกจากสมาธิก็พิจารณา เห็นมดก็พิจารณา เห็นสัตว์อะไรก็พิจารณา เห็นต้นไม้พิจารณาทุกอย่างเหมือนเรา ทุกอย่างน้อมเข้ามาหาตัวเรา เหมือนเราทั้งนั้น อย่างใบไม้มันจะหล่นลงไป ใบไม้มันจะขึ้นมาใหม่ ต้นไม้มันจะใหญ่ ต้นไม้มันจะเล็ก อะไรทั้งหลายเหล่านี้ มันล้วนแต่เกิดปัญญาทั้งนั้น ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอะไรมันทั้งนั้น เมื่อจิตเรารู้จักการปล่อยวางเช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความสงบ ความสงบไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ มันสงบ เรียกว่าได้ความพอดี เหมาะสม ด้วยความรู้สึกนึกคิดของเรานั้น เรียกว่าเป็นธรรม
ผู้ที่ฝึกแล้วก็จะพอมองเห็น ผู้ที่ยังไม่เคยฝึกนี้ มันก็เป็นของที่ลำบากสักนิดหนึ่ง เราอย่าไปน้อยใจมัน อย่าไปตกใจมัน มันก็เหมือนนักเรียนนั่นแหละ เพิ่งเข้าโรงเรียนจะให้เขียนหนังสือได้ อ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือให้มันสวยงาม มันก็ไม่ได้ อาศัยการกระทำ อาศัยการประพฤติ อาศัยการปฏิบัติ แล้วมันก็เป็นไป การตั้งไว้ในใจของผู้ประพฤติปฏิบัตินี้ ให้เอาชนะตัวเอง ไม่ต้องเอาชนะคนอื่น ให้สอนตัวเอง ไม่ต้องพยายามสอนคนอื่นให้มากที่สุด เดินไปก็ ให้สอนตัวเองทั้งนั้น นั่งก็ให้สอนตัวเองได้ ทุกอย่างให้มีในตัวของเราอยู่เสมอ เรียกว่า สติ สตินั้นแหละเป็นแม่บทของผู้เจริญกรรมฐาน สติอันนั้น เมื่อมันมีความรู้สึกขึ้น ปัญญาก็จะวิ่งมา ถ้าสติไม่มี ปัญญาก็เลิก ไม่มี ฉะนั้นจงพากันตั้งใจ ถึงแม้ว่าเรามีเวลาน้อยก็ช่างมัน เวลาน้อยก็ยังเป็นอุปนิสัย ยังเป็นปัจจัย อย่างอื่นจะหาเป็นที่พึ่งอย่างพุทธศาสนานี่ไม่มี มันจบอยู่ตรงนี้ ไปไหนก็ไม่จบ แต่พุทธศาสนาทำให้มันจบอยู่ตรงนี้
ถ้าเราไม่เห็นเดี๋ยวนี้ ต่อไปก็ต้องเห็น ถ้าเราพิจารณาเช่นนี้ต่อๆ ไป ยังเป็นคนใหม่ ประพฤติใหม่ ปฏิบัติใหม่ ก็ยังไม่เห็น ก็เหมือนกับเราเป็นเด็ก เรายังไม่เห็นสภาพของคนแก่ ทำไมไม่เห็นล่ะ ฟันเราก็ยังดีอยู่ ตาเราก็ยังดีอยู่ หูเราก็ยังดีอยู่ ร่างกายเราก็ยังดีอยู่ ไม่รู้จักคนแก่ แต่ต่อไป เมื่อเราเป็นคนแก่ เราจะรู้จัก ใครจะบอก สังขารมันจะบอก ฟันมันจะโยก นี่แก่แล้ว ตามันจะไม่สว่าง หูมันจะตึง สภาวะร่างกายมันจะเจ็บปวดไปหมด นี่ คนแกมันเป็นอย่างนี้ ใครมาบอก สังขารนี้บอกเอง
ถ้าเราพิจารณาอยู่ คือสัญชาตญาณมันมีอยู่ เช่นพวกปลวก หรือแม้ผึ้ง ผึ้งใครไปสอนมัน เมื่อมันทำรัง มันมีลูก มันทำรังกันสวยๆ ถ้ามันแก่ มันก็ออกไปเป็นรังใหม่ ลูกๆ ผึ้งมันก็ไปทำรังกันใหม่ ใครไปสอนมัน มันทำรังกันสวยๆ นกก็เหมือนกัน ตามป่านะ โดยเฉพาะนกกระจาบ นกกระจอก มันทำรังกันสวยๆ ใครไปบอกมัน เมื่อมันโต ก็บินจากพ่อแม่มันไป มันก็ไปทำรังเหมือนพ่อแม่มัน ใครจะไปบอกมัน ปลวกก็เหมือนกัน ใครจะไปบอกมัน สัญชาตญาณมันมี มันทำเองของมัน สัญชาตญาณอันนี้ที่มีอยู่ในใจของเรานี้ เราก็ไม่รู้ตัวเรา ถ้าเราไม่มาเรียนรู้ธรรม ก็ไม้รู้จักสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ความเป็นจริงคนทุกๆ คนมันอยากจะมีความสุข และมันอยากจะดีทุกๆ คนนั่นแหละ แต่มันทำดีไม่เหมือนกัน มันตามหาความสุขไม่เหมือนกัน มันต่างกันเพราะปัญญา
สัญชาตญาณที่มันมีอยู่ในใจเรานั้น เราไม่รู้จักมัน มันปกปิดอย่างสนิท อย่างชนิดไม่รู้ไม่เห็น เมื่อธรรมชี้ไป มันจึงจะเห็น เช่นว่า เรานั่งอยู่นี่ ร่างกายของเราทุกส่วนนี่โดยสภาพแล้ว พระพุทธเจ้าท่านว่า ไม่มีชิ้น ไม่มีอะไรมันจะสวย มันจะสะอาดเลย ท่านตรัสอย่างนี้ ไม่สวย ไม่สะอาด และไม่เป็นแก่นเป็นสารด้วย เราก็ยังไม่เห็น เรานึกว่าอันนี้มันสวยอยู่ อันนี้มันสะอาดอยู่ อันนี้มันดีอยู่ ทำไมมันเป็นอย่างนั้นเล่า ของไม่สวยแต่มันเห็นว่าสวย ของไม่สะอาดทำไมมันเห็นว่าสะอาด ของไม่เป็นแก่นสาร ทำไมเห็นว่าเป็นแก่นเป็นสาร ของนี้ไม่ใช่ตัวของเรา ทำไมมันจึงเข้าใจว่าเป็นตัวของเรา อันนี้มันก็มืดพออยู่แล้ว มันน่าจะเห็นนี่ ธรรมชาติอันนี้มันก็ไม่ใช่ตัวใช่ตนเราจริงๆ มันจะเจ็บจะไข้เมื่อไร ก็เจ็บก็ไข้ มันจะตายเมื่อไร มันก็ตาย มันไม่ห่วงเราทั้งนั้นแหละ อันนี้เราก็ยังไม่เห็นมัน มันน่าจะเห็น ทำไมไม่เห็นล่ะ อันนี้มันก็มืดพออยู่แล้ว ที่มันไม่เห็นนี่น่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แยกสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออกมา จนจิตของท่านเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นจริงๆ ชัดๆ ไม่ใช่สัญญา (ความจำ) สังขารร่างกายมันจะเป็นไปอย่างไร ก็ให้มันเป็นไปตามเรื่องของมัน ท่านเห็นเช่นนั้น การกำหนดพิจารณาเรียก ภาวนากรรมฐาน เพื่อให้มันเห็น ขนาดนั้นมันยังไม่ค่อยจะเห็น อันใดไม่สวยก็เห็นว่ามันสวย อันใดมันไม่เป็นแก่นเป็นสาร มันก็เห็นว่าเป็นแก่นเป็นสาร นี่จิตมันไม่ยอม มันจึงไม่เห็น ท่านก็ว่าเยาว์ คือจิตมันยังเด็กอยู่ จิตมันยังเยาว์อยู่ จิตมันยังไม่เติบ จิตมันยังไม่โตเช่นนั้น
พระพุทธศาสนานี้ท่านสอนส่วนจิต ให้จิตเป็นคนเห็น ถ้าจิตมันเห็นแล้ว จิตมันรู้ของมันแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง เรียกว่าการภาวนาเป็น ฉะนั้นจึงค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าจะเอาวันสองวันสามวันให้ได้ ให้เห็น เมื่อวานซืนนี่ มีนักศึกษาได้มาปรึกษา จะไปนั่งภาวนากรรมฐาน นั่งสมาธิ มันไม่สบาย มันไม่สงบ มาหาหลวงพ่อ ชาร์จแบตเตอรี่ให้ไม่ได้หรือ นี่อันนี้มันต้องพากันพยายาม พยายามทำไปเรื่อยๆ คนอื่นบอก มันไม่รู้จัก มันจะต้องไปพบด้วยตนเอง ไม่ต้องเอาทีละมากหรอก เอาน้อยๆ แต่เอาทุกวัน นั่งสมาธิทุกวัน แล้วก็เดินจงกรมทุกวัน มันจะมากหรือน้อย เราก็ทำทุกๆ วัน แล้วก็เป็นคนที่พูดน้อย แล้วก็ดูจิตของตัวเองตลอดเวลา เมื่อดูจิตของตัวเอง อะไรมันจะเกิดขึ้นมา แล้วมันจะสุขหรือมันจะทุกข์อะไรเหล่านี้ ก็บอกปัดปฏิเสธมันเสีย ว่าเป็นของไม่แน่นอน เป็นของหลอกลวงทั้งนั้น
ผู้ที่เรียนศึกษามากๆ นั้นนะ มันเป็นด้วยสัญญา ไม่ใช่ปัญญา สัญญาเป็นความจำ ปัญญาเป็นความรู้เท่าทัน มันไม่เหมือนกัน มันต่างกัน บางคนจำสัญญาเป็นปัญญา ถ้าปัญญาแล้วไม่สุขกับใคร ไม่ทุกข์กับใคร ไม่เดือดร้อนกับใคร ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับจิตที่มันสงบหรือไม่สงบ ถ้าสัญญาไม่ใช่อย่างนั้นนะ มันเกิดความยึดมั่นถือมั่น เป็นทุกข์เป็นร้อน ไปตามอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น

วิธีเดินจงกรม

วิธีเดินจงกรม
พึงตั้งกำหนดหนทางสั้นยาวแล้วแต่ต้องการ ยืนที่ต้นทาง ยกมือประนม ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วตั้งความสัตย์อธิษฐานว่า ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติเพื่อเป็นปฏิบัติบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับทั้งพระธรรม และพระอริยสงฆ์สาวก ขอให้ใจของข้าพเจ้าสงบระงับตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีปัญญาเฉลียวฉลาดรู้แจ้งแทงตลอดในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการเทอญ แล้ววางมือลง เอามือขวาจับมือซ้ายไว้ข้างหนึ่งเจริญพรหมวิหาร ๔ ทอดตาลงเบื้องต่ำ ตั้งสติกำหนดจิตนึกคำบริกรรมเดินกลับไปกลับมา จนกว่าจิตจะสงบรวมลงเป็นองค์สมาธิ ในขณะที่จิตกำลังรวมอยู่นั้น จะหยุดยืนกำหนดจิตให้รวมสนิทเป็นสมาธิก่อนจึงเดินต่อไปอีกก็ได้ ในวิธีเดินจงกรมนี้กำหนดจิตอย่างเดียวกันกับนั่งสมาธิแปลกแต่ใช้อิริยาบถเดินเท่านั้นฯ
เพราะฉะนั้น ท่านผู้ฝึกหัดใหม่ทั้งหลายพึงเข้าใจเถิดว่า การทำความเพียรคือฝึกหัดจิตในสมาธิวิธีนี้ มีวิธีที่จะต้องฝึกหัดในอิริยาบททั้ง ๔ จึงต้องนั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง ยืนกำหนดจิตบ้าง นอนสีหไสยาสน์บ้าง เพื่อให้ชำนาญคล่องแคล่ว และเปลี่ยนอิริยาบถให้สม่ำเสมอฯ

วิธีทำสมาธิแบบง่ายๆ

วิธีทำสมาธิแบบง่ายๆ
ทำสมาธิ    เพื่อให้จิตใจสงบ มีพลัง มีประโยชน์ในปัจจุบันคือทำให้ใจสบาย คลายทุกข์ (ไม่ต้อง ใช้เงิน) หนักแน่น มั่นคง อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน สมองแจ่มใส ความจำดี ทำงานมีประสิทธิภาพ สุขภาพดี นอนหลับสบาย รักษาโรคได้หลายอย่าง เรียนหนังสือเก่ง ที่สำคัญคือ ” ได้บุญมาก “
วิธีทำสมาธิ    ทำได้หลายวิธี สะดวกที่สุดคือวิธีกำหนดลมหายใจ (อาณาปาณสติ) เพราะเรา หายใจอยู่แล้ว ทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกอริยาบท แม้ยืน-นั่ง-นอนบนรถ แต่ท่านั่งดีที่สุด เช้ามืดดีมาก นั่งขัดสมาธิแบบพระพุทธรูป เท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับซ้าย ตัวตรง หน้าตรง มีสติสัมปชัญญะ หลับตาตาม สบาย ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องข่มตา ทำใจให้สบายที่สุด รวมความรู้สึกทั้งหมดไปอยู่ที่ปลายจมูก พยายามรู้ที่ลม หายใจ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ เพียงแต่รู้เฉยๆ ไม่ต้องปรับแต่งลมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งที่ทำหน้าที่รู้คือ ให้จิตรู้เฉยๆ     ทำดังนั้นเรื่อยไปตามปรารถนา 5 – 10 – 20 นาที     หมั่นทำบ่อยๆ     ถ้า จิตบริสุทธิ์จะเกิดสมาธิได้เร็ว    เด็ก 6 – 12 ขวบสามารถทำให้เกิดสมาธิได้ใน 10 – 15 นาที
เมื่อจิตเริ่มสงบลง มือจะรู้สึกอุ่นขึ้น จะรู้สึกกายเบา มือเบา จะรู้สึกเริ่มสว่างขึ้น อาจรู้สึกขนลุก ชันขึ้น บางคนจะรู้สึกหลับ (เพราะสติตามไม่ทัน) เมื่อจิตสงบมากขึ้นจะรู้สึกตัวลอย บางคนจะรู้สึกตัว โยกโคลง อาจรู้สึกน้ำตาไหล บางคนอาจรู้สึกตัวพองหรือตัวเล็ก คือจิตเกิดปีติหรือขั้นอุปจารสมาธิ จิตสงบ ขึ้นไปอีก บางคนจะรู้สึกลมหายใจน้อยลงๆ คือลมละเอียดขึ้น จนที่สุดเหมือนไม่ได้หายใจ และจะรู้สึกกาย ที่อยู่นั้นหายไป นั่นคือสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิ อย่าสนใจภาพหรือสิ่งใดที่เกิดขึ้น สนใจแต่เพียงลมหาย ใจเท่านั้น
หมายเหตุ ถ้ามึนศีรษะหรือปวดศีรษะ เอาจิตไปไว้ที่ท้ายทอยหรือสะดือ (นึกถึงท้ายทอย)
ถ้านอนไม่หลับเอาจิตไปไว้ที่ลำคอใต้ลูกกระเดือก
ถ้าต้องการเสริมสร้าง (ไอคิว) เอาจิตไปไว้ที่กลางกระหม่อม
* นึกถึงพุทโธบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อออกนอกบ้านจะแคล้วคลาดปลอดภัย
* ทำได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หญิง-ชาย ทั้งรวยและจน ทำได้ทุกสถานที่

วิธีทำสมาธิแบบง่ายๆ

ทำสมาธิ    เพื่อให้จิตใจสงบ มีพลัง มีประโยชน์ในปัจจุบันคือทำให้ใจสบาย คลายทุกข์ (ไม่ต้อง ใช้เงิน) หนักแน่น มั่นคง อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน สมองแจ่มใส ความจำดี ทำงานมีประสิทธิภาพ สุขภาพดี นอนหลับสบาย รักษาโรคได้หลายอย่าง เรียนหนังสือเก่ง ที่สำคัญคือ ” ได้บุญมาก ”
วิธีทำสมาธิ    ทำได้หลายวิธี สะดวกที่สุดคือวิธีกำหนดลมหายใจ (อาณาปาณสติ) เพราะเรา หายใจอยู่แล้ว ทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกอริยาบท แม้ยืน-นั่ง-นอนบนรถ แต่ท่านั่งดีที่สุด เช้ามืดดีมาก นั่งขัดสมาธิแบบพระพุทธรูป เท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับซ้าย ตัวตรง หน้าตรง มีสติสัมปชัญญะ หลับตาตาม สบาย ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องข่มตา ทำใจให้สบายที่สุด รวมความรู้สึกทั้งหมดไปอยู่ที่ปลายจมูก พยายามรู้ที่ลม หายใจ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ เพียงแต่รู้เฉยๆ ไม่ต้องปรับแต่งลมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งที่ทำหน้าที่รู้คือ ให้จิตรู้เฉยๆ     ทำดังนั้นเรื่อยไปตามปรารถนา 5 – 10 – 20 นาที     หมั่นทำบ่อยๆ     ถ้า จิตบริสุทธิ์จะเกิดสมาธิได้เร็ว    เด็ก 6 – 12 ขวบสามารถทำให้เกิดสมาธิได้ใน 10 – 15 นาที
เมื่อจิตเริ่มสงบลง มือจะรู้สึกอุ่นขึ้น จะรู้สึกกายเบา มือเบา จะรู้สึกเริ่มสว่างขึ้น อาจรู้สึกขนลุก ชันขึ้น บางคนจะรู้สึกหลับ (เพราะสติตามไม่ทัน) เมื่อจิตสงบมากขึ้นจะรู้สึกตัวลอย บางคนจะรู้สึกตัว โยกโคลง อาจรู้สึกน้ำตาไหล บางคนอาจรู้สึกตัวพองหรือตัวเล็ก คือจิตเกิดปีติหรือขั้นอุปจารสมาธิ จิตสงบ ขึ้นไปอีก บางคนจะรู้สึกลมหายใจน้อยลงๆ คือลมละเอียดขึ้น จนที่สุดเหมือนไม่ได้หายใจ และจะรู้สึกกาย ที่อยู่นั้นหายไป นั่นคือสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิ อย่าสนใจภาพหรือสิ่งใดที่เกิดขึ้น สนใจแต่เพียงลมหาย ใจเท่านั้นหมายเหตุ ถ้ามึนศีรษะหรือปวดศีรษะ เอาจิตไปไว้ที่ท้ายทอยหรือสะดือ (นึกถึงท้ายทอย)
ถ้านอนไม่หลับเอาจิตไปไว้ที่ลำคอใต้ลูกกระเดือก            ถ้าต้องการเสริมสร้าง (ไอคิว) เอาจิตไปไว้ที่กลางกระหม่อม
* นึกถึงพุทโธบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อออกนอกบ้านจะแคล้วคลาดปลอดภัย* ทำได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา หญิง-ชาย ทั้งรวยและจน ทำได้ทุกสถานที่