
ถึงเวลาผู้ประกอบการจับปลาด้วยวิธีใหม่ๆ ให้ทันโลกยุคดิจิทัล ถ้าพร้อมแล้วกรุงเทพธุรกิจ BizWeek จะพาคุณไปพบกับวิธีหาปลาใหม่ๆ
“เฉลิมรัฐ นาควิเชียร” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน NetDesign คนริเริ่มทำเว็บ E-Commerce รายแรกของประเทศไทย เปิดมุมคิดผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการก้าวสู่ตลาดโลกด้วยการตลาดออนไลน์ ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก ที่ผ่านมา
ทำไมเอสเอ็มอีถึงจะมองข้ามช่องทางนี้ไปไม่ได้ เขาบอกว่า หลากหลายธุรกิจบนโลก ล้วนเกิดมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ต ในแทบทุกประเทศมีอัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งล้วนเป็นฐานการส่งออกสำคัญของไทยทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าจะตามตลาดให้ทัน ด้วยความเสี่ยงที่ไม่สูงมากและเริ่มได้ไม่ยาก ตลาดออนไลน์และธุรกิจออนไลน์ก็ยังเป็นความหอมหวานทันกระแส
ความน่าสนใจของมัน อยู่ที่จุดแข็งสองด้าน คือ ลดต้นทุนได้ และเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้ด้วย
“การตลาดออนไลน์และธุรกิจออนไลน์ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ การทำตลาดยุคเก่า เราจะวิ่งไปหาลูกค้าเอง อย่างออกงานแสดงสินค้าหรือใช้บริการเอเย่นต์ แต่การทำธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้บริโภคเข้ามาหาเราได้โดยตรง อย่างเช่น การทำ search engine marketing คนที่เข้ามาซื้อสินค้าใช้การเสิร์ชหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต วิธีการก็แค่ทำอย่างไรให้เขาค้นเจอชื่อสินค้าของเราในลำดับต้นๆ โอกาสที่เขาจะเลือกเราก็มากขึ้น หรือ การทำตลาดผ่าน Social network marketing อย่างการใช้ Face book , Twitter มาเป็นช่องทางทำซีอาร์เอ็มกับลูกค้าเหล่านี้ก็ล้วนน่าสนใจและมีผู้ประกอบการหลายรายที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว”
โลกของ Social network เปิดโอกาสให้เราครีเอทเกมตลาดใหม่ๆ อยู่ตลอด ต่างจากโลกปกติที่เขาบอกว่า การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์สินค้า ทำได้ไม่หลากหลายนัก ด้วยข้อจำกัดที่มี จบกิจกรรมแล้วก็จบกัน
แต่ในโลกออนไลน์ ความสัมพันธ์แบบนี้จะเกิดขึ้นตลอด 24 ชม. โดย แบรนด์ต่างๆ สามารถใช้สื่อออนไลน์วางตัวเองเป็นที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และอื่นๆ แก้ปัญหาให้ลูกค้า สร้างความเป็นกันเองระหว่างกัน ผ่านบริการด้วยความจริงใจตลอด 24 ชม. สิ่งที่ตามมาคือความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้บริโภคจะมีต่อแบรนด์ของเราได้มากขึ้น ไม่เท่านั้น ยังสามารถใช้ช่องทางเดียวกันนี้ สร้างกิจกรรมทางการตลาดเจ๋งๆ อย่างการให้ผู้บริโภคร่วมออกแบบเมนูสินค้าของเรา เท่านี้ก็ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ แล้ว
แต่จะทำอย่างไรถ้าเราไม่สันทัดเทคโนโลยีเอาเลย อะไรคือ Face book, Twitter, hi5 เห็นใครเขาติดกันหนึบแต่ก็ไม่เคยเล่นกับเขาสักที แล้วแบบนี้จะเอามาใช้ให้เกิดธุรกิจได้อย่างไร
กูรูไซเบอร์บอกวิธีง่ายๆ ก็แค่เริ่มจากเป็น “ผู้ใช้” ไม่ต้องมองไกลไปถึงธุรกิจ ใช้ให้เป็น อย่างน้อยก็ส่งอีเมล เปิดเว็บ ท่องอินเทอร์เน็ต ใช้ไปเรื่อยๆ
คล่องมือขึ้น ก็จะรู้จักประยุกต์กับธุรกิจเองตามธรรมชาติ โดยเริ่มต้นก็จะนำไปใช้ในการบริหารจัดการองค์กรก่อน อย่างการเปลี่ยนมาใช้อีเมลเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการส่งแฟกซ์ หรือลดค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์โบรชัวร์ โดยมาโฆษณาตัวเองผ่านเว็บไซต์แทน รวมถึงการขยายเวลาทำงาน มาเป็นตลอด 24 ชม. ผ่านอินเทอร์เน็ต
เมื่อเอสเอ็มอีเริ่มรู้จักเทคโนโลยีมากขึ้น ก็เข้าสู่สเต็ปที่ 3 คือ การพัฒนาอินเทอร์เน็ต มาเป็น e-business solution เรียกว่าใช้ทำธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาดออนไลน์ การชำระเงินออนไลน์ เหล่านี้เป็นต้น
ไม่เคยทำเลยไม่รู้ว่าต้องลงทุนสูงไหม ต้องทุ่มทุนไปกับการพัฒนาระบบอะไรมารองรับหรือเปล่า กูรูในวงการบอกเราว่า การทำ e-business marketing ใช้เงินเพียง 3-5 % ของยอดขายก็พอแล้ว ต่างกับการทำตลาดทั่วไป ที่อาจต้องใช้ถึง 10-30% ของยอดขาย ไม่ใช่แค่การลงทุนที่ถูกกว่ากันหลายเท่าตัว หากสิ่งสำคัญคือมันยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวจริงได้ชัดเจนกว่าช่องทางอื่นด้วย เพราะสามารถเลือกลักษณะผู้บริโภคตามที่ต้องการได้ เรียกว่าระบุกันได้ตั้งแต่ เพศ วัย โสดไม่โสด มีไลฟ์สไตล์แบบไหน ไม่ต้องอาศัยระบบ “เหวี่ยงแห” เหมือนการทำตลาดเดิมๆ อย่างทุกวันนี้
ที่สำคัญเมื่อกลัวงบจะบานปลายหรือการลงทุนไม่คุ้มค่า ก็สามารถหยุดความสูญเสียได้เพียงปลายนิ้วคลิก!
“ทันทีที่เรากด Stop มันก็จะไม่มีการตัดยอดจากบัตรเครดิตหรือคิดค่าใช้จ่ายของเราไปอีก มันไม่เหมือนการจ่ายเงินเพื่อซื้อสื่อโฆษณาแบบปกติ ที่เมื่อเราเซ็นสัญญาไปแล้ว 1 ปี ถ้าไม่เวิร์คตั้งแต่เดือนแรก เราก็เรียกเงินคืนไม่ได้ แต่ระบบออนไลน์ เราหยุดความสูญเสียได้ตลอด”
อะไรๆ ก็เหมือนจะดูดี แต่อย่าคิดว่าจะไม่มีความเสี่ยง เขาบอกเราว่า สำคัญคือเรื่องความลับทางการค้า เนื่องจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเป็นของ “สาธารณะ” แม้เราตั้งใจว่ากลุ่มเป้าหมายคือธุรกิจถึงธุรกิจ แต่ใช่ว่าคนทั่วไปจะเข้าไปดูข้อมูลไม่ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือนำไปลอกเลียนแบบ พัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าของคนอื่นได้ตลอดเวลา
แต่…อย่ามองแต่แง่ลบ เพราะในความเสี่ยงก็ยังมีโอกาส หากมองกลับกันเราเองก็มีโอกาสเข้าไปศึกษาแผนการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากคู่แข่งได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นหาโอกาสจากมันก่อนที่โอกาสจะกลายเป็นของคนอื่นไปในที่สุด
ผู้บริหาร NetDesign เชื่อเรื่องความแน่ของเทคโนโลยีที่จะเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยได้ เช่นเดียวกับความเชื่อของหน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอี อย่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่เลือกใช้ระบบไอทีมาเป็นยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพให้เอสเอ็มอี ผ่านโครงการ ECIT เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยน ผู้คนมีเทคโนโลยีติดตัวเพื่อเชื่อมสู่โลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา เป็นโอกาสทองที่จะดึงเอสเอ็มอีเข้าสู่เทคโนโลยี Mobile ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจบนมือถือ
โครงการ ECIT พัฒนาระบบ e-Marketplace เพื่อเป็นฐานข้อมูลซื้อ-ขาย สินค้าอุตสาหกรรมให้กับเอสเอ็มอี โดยปัจจุบันพวกเขาสามารถนำระบบนี้มาโลดแล่นบนมือถือได้แล้ว เพื่อเปิดช่องให้ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วสามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ผ่านทางมือถือ พ็อกเก็ตพีซี และไอ-แพด อำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อ ผู้ขาย และเป็นเครื่องมือเสริมสร้างศักยภาพของเอสเอ็มอีให้สูงขึ้นด้วย
“ยุวนิตย์ ปิสัญธนะกูล” กรรมการผู้จัดการ “นารายณ์ภัณฑ์” เล่าประสบการณ์การใช้ระบบ e-Marketplace กู้ธุรกิจช่วงวิกฤติการเมืองว่า ช่วงนั้นธุรกิจต้องหยุดชะงัก เพราะมีหน้าร้านอยู่บริเวณชุมนุมพอดี เปิดร้านไม่ได้ ก็ไม่มีเงินเข้า เลยลองใช้บริการ e-Marketplace ของโครงการ ECIT รับลูกค้านักท่องออนไลน์
ผลที่ตามมาคือสามารถทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง มีรายได้จากช่องทางนี้เบาะๆ ก็หลักล้านบาท โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่จากญี่ปุ่นที่เข้ามาช่วยชีวิตได้ทันเวลา เด็ดกว่านั้นคือเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่จะใช้เทคโนโลยีเดินเกมธุรกิจในอนาคตด้วย
“ลูกค้าหลักเราคือนักท่องเที่ยว จากนี้เราไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านแล้ว แต่สามารถใช้การทำ Broker Agent กับทางโรงแรม วิธีการคือ ลูกค้าไปพักที่โรงแรมจะได้แค็ตตาล็อกสินค้าของเราตั้งแต่รับกุญแจ ถึงห้องเปิดดูช่องสินค้าจากทางทีวี ดูผ่านอินเทอร์เน็ต กระทั่งมือถือ ตอนเช็คเอาท์ก็แค่ชำระเงิน ทางเราก็จะจัดส่งสินค้าให้ภายใน 2 วัน แล้วเราก็แบ่งผลประโยชน์ให้กับทางโรงแรม เท่านี้ก็แก้ปัญหาเรื่องการมีหน้าร้านไปได้แล้ว”
แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ของทุกอย่างไม่หมู พวกเขาบอกว่าการจะนำระบบไอทีมาทำให้เอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ อย่างแรกผู้ประกอบการต้องเปิดใจ ต้องเชื่อและยอมรับในเทคโนโลยี ที่สำคัญควรมีสินค้าที่เป็นของตัวเองสินค้าที่เป็นยูนีค และคุณภาพคับกล่อง เพราะหากไร้คุณภาพ ต่อให้ใส่ใจและตั้งใจทำธุรกิจแค่ไหนก็คงไปได้ไม่ถึงฝัน
ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ เป็นเอสเอ็มอีตกยุค ก็อย่าลืมเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้
………………………………
Key to success
เปิดมุมคิด พลิกทางรวยกับโลกไซเบอร์
๐ เน้นสร้างนวัตกรรมของรูปแบบการให้บริการ
๐ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต นำไอทีมาใช้บริหารจัดการ
๐ สนองความต้องการลูกค้าเป็นรายบุคคล
๐ ขยายตลาดใหม่ๆ ด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
๐ สร้างเครือข่ายผู้บริโภคด้วยสังคมออนไลน์
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ