โหนกระแส Social Media …เอสเอ็มอีรวยทันยุค

โหนกระแส Social Media …เอสเอ็มอีรวยทันยุค

ถึงเวลาผู้ประกอบการจับปลาด้วยวิธีใหม่ๆ ให้ทันโลกยุคดิจิทัล ถ้าพร้อมแล้วกรุงเทพธุรกิจ BizWeek จะพาคุณไปพบกับวิธีหาปลาใหม่ๆ

“เฉลิมรัฐ นาควิเชียร” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน NetDesign คนริเริ่มทำเว็บ E-Commerce รายแรกของประเทศไทย เปิดมุมคิดผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการก้าวสู่ตลาดโลกด้วยการตลาดออนไลน์ ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก ที่ผ่านมา

ทำไมเอสเอ็มอีถึงจะมองข้ามช่องทางนี้ไปไม่ได้ เขาบอกว่า หลากหลายธุรกิจบนโลก ล้วนเกิดมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ต ในแทบทุกประเทศมีอัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งล้วนเป็นฐานการส่งออกสำคัญของไทยทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าจะตามตลาดให้ทัน ด้วยความเสี่ยงที่ไม่สูงมากและเริ่มได้ไม่ยาก ตลาดออนไลน์และธุรกิจออนไลน์ก็ยังเป็นความหอมหวานทันกระแส

ความน่าสนใจของมัน อยู่ที่จุดแข็งสองด้าน คือ ลดต้นทุนได้ และเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้ด้วย

“การตลาดออนไลน์และธุรกิจออนไลน์ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ การทำตลาดยุคเก่า เราจะวิ่งไปหาลูกค้าเอง อย่างออกงานแสดงสินค้าหรือใช้บริการเอเย่นต์ แต่การทำธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้บริโภคเข้ามาหาเราได้โดยตรง อย่างเช่น การทำ search engine  marketing คนที่เข้ามาซื้อสินค้าใช้การเสิร์ชหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต วิธีการก็แค่ทำอย่างไรให้เขาค้นเจอชื่อสินค้าของเราในลำดับต้นๆ โอกาสที่เขาจะเลือกเราก็มากขึ้น หรือ การทำตลาดผ่าน Social network marketing อย่างการใช้ Face book , Twitter มาเป็นช่องทางทำซีอาร์เอ็มกับลูกค้าเหล่านี้ก็ล้วนน่าสนใจและมีผู้ประกอบการหลายรายที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว”

โลกของ Social network เปิดโอกาสให้เราครีเอทเกมตลาดใหม่ๆ อยู่ตลอด ต่างจากโลกปกติที่เขาบอกว่า การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์สินค้า ทำได้ไม่หลากหลายนัก ด้วยข้อจำกัดที่มี จบกิจกรรมแล้วก็จบกัน

แต่ในโลกออนไลน์ ความสัมพันธ์แบบนี้จะเกิดขึ้นตลอด 24 ชม. โดย แบรนด์ต่างๆ  สามารถใช้สื่อออนไลน์วางตัวเองเป็นที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และอื่นๆ แก้ปัญหาให้ลูกค้า สร้างความเป็นกันเองระหว่างกัน ผ่านบริการด้วยความจริงใจตลอด 24 ชม.  สิ่งที่ตามมาคือความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้บริโภคจะมีต่อแบรนด์ของเราได้มากขึ้น  ไม่เท่านั้น ยังสามารถใช้ช่องทางเดียวกันนี้ สร้างกิจกรรมทางการตลาดเจ๋งๆ อย่างการให้ผู้บริโภคร่วมออกแบบเมนูสินค้าของเรา เท่านี้ก็ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ แล้ว

แต่จะทำอย่างไรถ้าเราไม่สันทัดเทคโนโลยีเอาเลย อะไรคือ Face book, Twitter, hi5 เห็นใครเขาติดกันหนึบแต่ก็ไม่เคยเล่นกับเขาสักที แล้วแบบนี้จะเอามาใช้ให้เกิดธุรกิจได้อย่างไร

กูรูไซเบอร์บอกวิธีง่ายๆ ก็แค่เริ่มจากเป็น “ผู้ใช้” ไม่ต้องมองไกลไปถึงธุรกิจ ใช้ให้เป็น อย่างน้อยก็ส่งอีเมล เปิดเว็บ ท่องอินเทอร์เน็ต ใช้ไปเรื่อยๆ

คล่องมือขึ้น ก็จะรู้จักประยุกต์กับธุรกิจเองตามธรรมชาติ โดยเริ่มต้นก็จะนำไปใช้ในการบริหารจัดการองค์กรก่อน อย่างการเปลี่ยนมาใช้อีเมลเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการส่งแฟกซ์ หรือลดค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์โบรชัวร์ โดยมาโฆษณาตัวเองผ่านเว็บไซต์แทน รวมถึงการขยายเวลาทำงาน  มาเป็นตลอด 24 ชม. ผ่านอินเทอร์เน็ต

เมื่อเอสเอ็มอีเริ่มรู้จักเทคโนโลยีมากขึ้น ก็เข้าสู่สเต็ปที่ 3 คือ การพัฒนาอินเทอร์เน็ต มาเป็น e-business solution เรียกว่าใช้ทำธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาดออนไลน์ การชำระเงินออนไลน์ เหล่านี้เป็นต้น

ไม่เคยทำเลยไม่รู้ว่าต้องลงทุนสูงไหม ต้องทุ่มทุนไปกับการพัฒนาระบบอะไรมารองรับหรือเปล่า กูรูในวงการบอกเราว่า การทำ e-business marketing ใช้เงินเพียง 3-5 % ของยอดขายก็พอแล้ว ต่างกับการทำตลาดทั่วไป ที่อาจต้องใช้ถึง 10-30% ของยอดขาย ไม่ใช่แค่การลงทุนที่ถูกกว่ากันหลายเท่าตัว หากสิ่งสำคัญคือมันยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายตัวจริงได้ชัดเจนกว่าช่องทางอื่นด้วย เพราะสามารถเลือกลักษณะผู้บริโภคตามที่ต้องการได้ เรียกว่าระบุกันได้ตั้งแต่ เพศ วัย โสดไม่โสด มีไลฟ์สไตล์แบบไหน  ไม่ต้องอาศัยระบบ “เหวี่ยงแห” เหมือนการทำตลาดเดิมๆ อย่างทุกวันนี้
ที่สำคัญเมื่อกลัวงบจะบานปลายหรือการลงทุนไม่คุ้มค่า ก็สามารถหยุดความสูญเสียได้เพียงปลายนิ้วคลิก!

“ทันทีที่เรากด Stop มันก็จะไม่มีการตัดยอดจากบัตรเครดิตหรือคิดค่าใช้จ่ายของเราไปอีก มันไม่เหมือนการจ่ายเงินเพื่อซื้อสื่อโฆษณาแบบปกติ ที่เมื่อเราเซ็นสัญญาไปแล้ว 1 ปี ถ้าไม่เวิร์คตั้งแต่เดือนแรก เราก็เรียกเงินคืนไม่ได้ แต่ระบบออนไลน์ เราหยุดความสูญเสียได้ตลอด”

อะไรๆ ก็เหมือนจะดูดี แต่อย่าคิดว่าจะไม่มีความเสี่ยง เขาบอกเราว่า สำคัญคือเรื่องความลับทางการค้า เนื่องจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเป็นของ “สาธารณะ” แม้เราตั้งใจว่ากลุ่มเป้าหมายคือธุรกิจถึงธุรกิจ แต่ใช่ว่าคนทั่วไปจะเข้าไปดูข้อมูลไม่ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือนำไปลอกเลียนแบบ พัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าของคนอื่นได้ตลอดเวลา

แต่…อย่ามองแต่แง่ลบ  เพราะในความเสี่ยงก็ยังมีโอกาส หากมองกลับกันเราเองก็มีโอกาสเข้าไปศึกษาแผนการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากคู่แข่งได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นหาโอกาสจากมันก่อนที่โอกาสจะกลายเป็นของคนอื่นไปในที่สุด

ผู้บริหาร NetDesign เชื่อเรื่องความแน่ของเทคโนโลยีที่จะเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยได้ เช่นเดียวกับความเชื่อของหน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอี อย่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่เลือกใช้ระบบไอทีมาเป็นยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพให้เอสเอ็มอี ผ่านโครงการ ECIT เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยน ผู้คนมีเทคโนโลยีติดตัวเพื่อเชื่อมสู่โลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา เป็นโอกาสทองที่จะดึงเอสเอ็มอีเข้าสู่เทคโนโลยี Mobile ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจบนมือถือ

โครงการ ECIT พัฒนาระบบ e-Marketplace เพื่อเป็นฐานข้อมูลซื้อ-ขาย สินค้าอุตสาหกรรมให้กับเอสเอ็มอี โดยปัจจุบันพวกเขาสามารถนำระบบนี้มาโลดแล่นบนมือถือได้แล้ว เพื่อเปิดช่องให้ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วสามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ผ่านทางมือถือ พ็อกเก็ตพีซี และไอ-แพด อำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อ ผู้ขาย และเป็นเครื่องมือเสริมสร้างศักยภาพของเอสเอ็มอีให้สูงขึ้นด้วย

“ยุวนิตย์ ปิสัญธนะกูล” กรรมการผู้จัดการ “นารายณ์ภัณฑ์” เล่าประสบการณ์การใช้ระบบ e-Marketplace กู้ธุรกิจช่วงวิกฤติการเมืองว่า ช่วงนั้นธุรกิจต้องหยุดชะงัก เพราะมีหน้าร้านอยู่บริเวณชุมนุมพอดี เปิดร้านไม่ได้ ก็ไม่มีเงินเข้า เลยลองใช้บริการ e-Marketplace ของโครงการ ECIT รับลูกค้านักท่องออนไลน์

ผลที่ตามมาคือสามารถทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง มีรายได้จากช่องทางนี้เบาะๆ ก็หลักล้านบาท โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่จากญี่ปุ่นที่เข้ามาช่วยชีวิตได้ทันเวลา เด็ดกว่านั้นคือเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่จะใช้เทคโนโลยีเดินเกมธุรกิจในอนาคตด้วย

“ลูกค้าหลักเราคือนักท่องเที่ยว จากนี้เราไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านแล้ว แต่สามารถใช้การทำ Broker Agent กับทางโรงแรม วิธีการคือ ลูกค้าไปพักที่โรงแรมจะได้แค็ตตาล็อกสินค้าของเราตั้งแต่รับกุญแจ ถึงห้องเปิดดูช่องสินค้าจากทางทีวี ดูผ่านอินเทอร์เน็ต กระทั่งมือถือ ตอนเช็คเอาท์ก็แค่ชำระเงิน ทางเราก็จะจัดส่งสินค้าให้ภายใน 2 วัน แล้วเราก็แบ่งผลประโยชน์ให้กับทางโรงแรม เท่านี้ก็แก้ปัญหาเรื่องการมีหน้าร้านไปได้แล้ว”

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ของทุกอย่างไม่หมู พวกเขาบอกว่าการจะนำระบบไอทีมาทำให้เอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ อย่างแรกผู้ประกอบการต้องเปิดใจ ต้องเชื่อและยอมรับในเทคโนโลยี ที่สำคัญควรมีสินค้าที่เป็นของตัวเองสินค้าที่เป็นยูนีค และคุณภาพคับกล่อง เพราะหากไร้คุณภาพ ต่อให้ใส่ใจและตั้งใจทำธุรกิจแค่ไหนก็คงไปได้ไม่ถึงฝัน
ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ เป็นเอสเอ็มอีตกยุค ก็อย่าลืมเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้

………………………………
Key to success
เปิดมุมคิด พลิกทางรวยกับโลกไซเบอร์
๐ เน้นสร้างนวัตกรรมของรูปแบบการให้บริการ
๐ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต นำไอทีมาใช้บริหารจัดการ
๐ สนองความต้องการลูกค้าเป็นรายบุคคล
๐ ขยายตลาดใหม่ๆ ด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
๐ สร้างเครือข่ายผู้บริโภคด้วยสังคมออนไลน์

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ซีอาร์เอ็ม เครื่องมือสร้าง ( จุดต่าง ) การตลาด

ซีอาร์เอ็ม เครื่องมือสร้าง(จุดต่าง)การตลาด

ภาวะเศรษฐกิจขาลงกำลังเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับธุรกิจโทรคมโดยเฉพาะการหาจุด”แตกต่าง”ทางการตลาดท่ามกลางยุคที่ทุกรายแทบจะใช้เทคโนฯจากผู้ค้าเดียวกัน

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการเริ่มหันมามอง “งานบริการลูกค้า” ที่เดิมมีความหมายเฉพาะแง่ของ “ต้นทุน” ว่า จะกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่สะท้อนจุดเด่นของตัวเองให้เข้าตาลูกค้า เพื่อผูกใจและซื้อใจกันไว้ในระยะยาว
ผลสำรวจของแอ็คเซ็นเจอร์ ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป หรือลูกค้าองค์กร ต่างก็มีความต้องการที่เหมือนกันจากผู้ให้บริการสื่อสาร คือ “ประสบการณ์ที่ดี”

บริการลูกค้าต้อง “ทำเอง”
นายแซคคารี่ แม็คเกียรี่ นักวิเคราะห์ บริษัท ฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ช กล่าวว่า มีแนวโน้มว่า ผู้ให้บริการสื่อสาร จะดึงงานด้านกระบวนการทางธุรกิจที่เคยเอาท์ซอร์สไปยังบริษัทภายนอก กลับคืนมาที่สหรัฐ เพราะงานบริการลูกค้า กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความแตกต่างให้ มากกว่าการมุ่งลดค่าใช้จ่าย

ล่าสุด เอทีแอนด์ที ตัดสินใจยกเลิกการเอาท์ซอร์สงานบริการลูกค้า ที่เคยใช้จากบริษัทในต่างประเทศ เพื่อดึงกลับมาทำเอง และมีแผนจ้างบุคลากรกลับเข้ามาเพื่อรองรับงานส่วนนี้ในสหรัฐเพิ่มอีก 5 พันตำแหน่ง สวนกระแสเศรษฐกิจขาลง โดยปัจจุบันเริ่มแล้ว 3 พันตำแหน่ง

นายบิล เบลส รองประธานอาวุโสฝ่ายบุคคล ของเอทีแอนด์ที กล่าวว่า ตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ จะมารองรับการให้บริการลูกค้าทั้งในธุรกิจสื่อสารไร้สาย วีดิโอ และบรอดแบนด์

จากคอลล์เซ็นเตอร์สู่ซีอาร์เอ็ม
นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับงานบริการลูกค้ามาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการลงทุนจำนวนมากไปกับระบบคอลล์เซ็นเตอร์ ก่อนต่อยอดมาสู่การพัฒนาจุดให้บริการ (เอาท์เล็ต) จนมาถึงการมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า (พรีวิเลจ) อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของเอไอเอสชัดเจนว่า งานบริการลูกค้า และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (ซีอาร์เอ็ม) ไม่ใช่เพื่อผูกใจให้ลูกค้ารักเอไอเอสเท่านั้น แต่ต้องการให้ “ลูกค้ารักเรามากขึ้น”
ขณะที่กลไกราคานั้น ปัจจุบันค่าบริการจะปรับตัวโดยอัตโนมัติ สงครามราคาบ้าๆ บอๆ คงไม่มีแล้ว แต่จะสมเหตุสมผลมากขึ้นจากปัจจัยค่าเชื่อมโครงข่าย (ไอซี) เห็นได้จากโปรโมชั่นที่ส่งเสริมการโทรภายในเครือข่ายมากขึ้น

4 เคล็ดลับผูกใจลูกค้า
ผลการศึกษาจากแอ็คเซ็นเจอร์ และฟอเรสเตอร์ ระบุตรงกันว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคหรือภาคธุรกิจ ต่างก็มีข้อเรียกร้อง แทบจะไม่แตกต่างกันจากผู้ให้บริการของพวกเขา ได้แก่

1. การให้บริการผ่านจุดเดียว ที่ลูกค้าสามารถติดต่อเกี่ยวกับทุกผลิตภัณฑ์ ได้จากพนักงานคนเดียวกัน เช่น อาจให้พนักงานคนเดียวดูแลลูกค้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งไปเลย หรือกรณีของผู้บริโภค ก็อาจใช้บริการสอบถามได้ผ่านเลขหมายเดียว

2. รวมทุกค่าบริการไว้ในใบเสร็จเดียว เพราะลูกค้าต่างก็คาดหวังถึงความง่ายของการใช้บริการ ทั้งแพ็คเกจที่ปรับเปลี่ยนได้ ด้วยการผสมผสานรูปแบบทั้งพรีเพด และโพสต์เพด รวมถึงการเลือกจ่ายได้ทั้งผ่านบัตรเครดิต เดบิต หรือเช็ค

3. ใบเสร็จเที่ยงตรง ดูง่าย เนื่องจากเสียงบ่นอันดับ 1 จากลูกค้าคือ ใบเสร็จที่อ่านแล้วงง หรือข้อมูลไม่ถูกต้อง ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาได้ด้วย โดยข้อมูลระบุว่า ประมาณ 35% ของลูกค้าที่โทรเข้ามา ส่วนใหญ่จะมีคำถามหรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับใบเรียกเก็บเงิน

4. การสนองตอบอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้เร็ว โดยอาจทำได้ทั้งการติดตั้งระบบตอบรับอัตโนมัติ (ไอวีอาร์) ที่ดีขึ้น เพื่อให้ลูกค้าติดต่อกับตัวแทนที่รับผิดชอบได้ทันที และยังช่วยลดสายที่โทรเข้าไปยังพนักงาน แต่สามารถดูแลลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ผลสำรวจของแอ็คเซ็นเจอร์ พบว่า ประมาณ 10% ของลูกค้าองค์กรที่ย้ายค่ายการใช้บริการ มาจากปัญหาอันดับ 1 ก็คือ ใบเรียกเก็บค่าบริการ (บิลลิ่ง)

เมื่อลูกค้า เป็นมากกว่าพระเจ้า

มีคนทำธุรกิจมักพูดให้ฟังบ่อยๆ ว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบวันนี้ที่คนส่วนใหญ่ต้องคิดหน้าคิดหลังมากขึ้นเวลาจะจับจ่าย สำหรับผู้ประกอบการแล้ว ลูกค้าอาจจะเป็นยิ่งกว่าพระเจ้า

มีคนทำธุรกิจมักพูดให้ฟังบ่อยๆ ว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบวันนี้ที่คนส่วนใหญ่ต้องคิดหน้าคิดหลังมากขึ้นเวลาจะจับจ่าย สำหรับผู้ประกอบการแล้ว ลูกค้าอาจจะเป็นยิ่งกว่าพระเจ้า

ตอนนี้ในต่างประเทศเรากำลังเริ่มเห็นความพยายามของธุรกิจทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ รายเล็ก รายใหญ่ ต่างพยายามสรรหาสารพัดกลยุทธ์ในการผูกใจลูกค้าเก่าๆ ไม่ให้หนีหายไปไหน

ลูกค้าในวันนี้จึงเป็นมากกว่าผู้ซื้อสินค้าและผู้ใช้บริการ เพราะบรรดาเจ้าของธุรกิจกำลังทำให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน โดยถึงขนาดให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ

อย่างก่อนหน้านี้ก็มีผู้ให้บริการทางการเงินทางออนไลน์แห่งหนึ่ง สร้างโปรแกรมพิเศษขึ้นมาเพื่อจะให้ลูกค้าได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการ “ออกแบบ” หรือ “รีดีไซน์” โปรดักต์ทางการเงินที่จะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากที่สุด ก่อนที่บริษัทจะเอาไปตัดสินใจในการปรับโปรดักต์ใหม่

“Yokmok” บริษัททัวร์แอดเวนเจอร์แห่งหนึ่งในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ที่ให้บริการท่องเที่ยวในสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี โมร็อกโก เนปาล ฯลฯ ก็พยายามที่จะดึงลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการออกโปรดักต์ใหม่เกี่ยวกับเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวใหม่ๆ ของบริษัท ผ่านการให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม โดยพวกเขาพยายามมองหาลูกค้าเก่าๆ ที่เคยใช้บริการของบริษัทให้เข้ามาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับทริปหรือโปรดักต์ทัวร์ใหม่ๆ ที่บริษัทกำลังจัด ตั้งแต่

อยากให้ในทริปมีกิจกรรมแบบใด กินอาหารแบบไหน ไปจนกระทั่งเลือกสถานที่ที่จะไประหว่างทริปนั้นๆ โดยใช้เวลาในการทำงานยาวนานกว่า 12-18 เดือน ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากลูกค้า หลังจากบริษัททดลองโครงการนำร่องนี้ โปรดักต์ที่ออกมาก็คือทริปเดินเท้าตะลุยหิมะบนเส้นทางธรรมชาติในสวีเดน ซึ่งโหดสุดๆ และยังไม่เคยมีการจัดเป็นทัวร์มาก่อน

ซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจที่ผ่านมาที่บริษัทมักจะใช้วิธีการคาดเดาว่าลูกค้าต้องการอะไร ซึ่งบางทีก็เดาใจลูกค้าถูกบ้าง ผิดบ้าง แล้วแต่ว่าในครั้งนั้นๆ พวกเขาจะเดาถูกได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าเดาถูกมากก็ถูกใจลูกค้ามาก แต่ถ้าเดาผิดมากโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการอีกก็แทบไม่มี

แต่ครั้งนี้พวกเขาพยายามแก้โจทย์ที่เคยเป็นอุปสรรคในการทำงาน การใช้กลยุทธ์นี้นอกจากจะได้โปรดักต์ใหม่ที่น่าสนใจกว่าในอดีตที่คนในบริษัทคิดกันเองแล้ว สิ่งที่บริษัทได้แน่ๆ ก็คือความผูกพันระหว่างบริษัทกับลูกค้า จากการสร้างประสบการณ์ในระหว่างที่ทำงานร่วมกันและเมื่อมีโอกาสไปเที่ยวในทริปที่พวกเขามีส่วนร่วมในการจัดเอง

ลูกค้ายังเป็นเสมือน “แบรนด์แอมบาสซาเดอร์” ของบริษัท เพราะต้องไม่ลืมว่าไม่มีเครื่องมือการตลาดแบบใดที่ทรงอิทธิพลมากเท่าการตลาดแบบปากต่อปาก พวกเขาจึงให้ส่วนลดกับลูกค้าเก่าที่เข้ามาให้ข้อคิดเห็น รวมทั้งให้ส่วนลดเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นหากพวกเขาชวนเพื่อนมาใช้บริการ

เจ้าของ “Yokmok” เชื่อว่านี่เป็นเคล็ดลับในการมัดใจลูกค้าแม้จะเหนื่อยหน่อยในตอนแรก แต่ระยะยาวการันตีได้ว่า เมื่อไหร่ที่ลูกค้าเก่าๆ ของเราคิดจะเดินทางต้องนึกถึงเราแน่นอน เป็นเคล็ดลับที่เขาไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ และสามารถนำไปปรับใช้ได้กับธุรกิจทุกชนิด ทุกประเภท ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” !!

สติและความคิดสร้างสรรค์ กับความเป็นผู้นำยุควิกฤตเศรษฐกิจ

สติและความคิดสร้างสรรค์ กับความเป็นผู้นำยุควิกฤตเศรษฐกิจ

ถ้าคุณกำลังจมอยู่ในบึงจระเข้ คุณย่อมต้องการผู้นำทีมที่มองเห็นสถานการณ์เหนือผิวน้ำ และพาคนในทีมไปสู่พื้นดินที่ราบสูงอย่างรวดเร็วที่สุด ในยามคับขัน เช่นนี้ผู้นำในอุดมคติที่เป็นทั้งฮีโร่และสามารถทำงานเป็นทีมในเวลาเดียวกันควรเป็นเช่นไร ?

ลักษณะในอุดมคติของผู้นำยุควิกฤตเศรษฐกิจ

ในภาวะเศรษฐกิจดีคงเป็นเรื่องปกติที่จะปล่อยให้ผู้นำแต่ละแผนกและผู้บริหารองค์กรบริหารงานเพื่อเป้าหมายองค์กร ตามปกติ แต่ยามเศรษฐกิจคับขัน ทรัพยากรขาดหาย คุณคงไม่ต้องการให้เกิดการแข่งขันแย่งชิง “น้ำขวดสุดท้าย” ในขณะที่จระเข้กำลังว่ายเข้ามาจู่โจมคุณ ! ดังนั้นผู้นำองค์กรและผู้บริหารระดับสูง ขององค์กรควรจะหันมาปรับและพัฒนาความคิดให้เข้ากับสภาวการณ์เช่นนี้ให้ดีที่สุด

คุณลักษณะที่จำเป็น 2 ประการ สำหรับผู้นำในยุควิกฤตเศรษฐกิจ ได้แก่ วุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego maturity) และการมองภาพองค์รวม หรือการคิดในภาพรวม (conceptual thinking)

ควบคุมภาวะทางอารมณ์และสติให้มั่น

ผู้นำที่มีความเหมาะสมในสถานการณ์ ที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยเช่นนี้คือ ผู้นำที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) สูง ซึ่งจะรู้สึกผ่อนคลายกับตัวเองและไม่ถูกกดดันจากปัญหาที่มีความซับซ้อนหรือท้าทายมาก เช่น ในสถานการณ์ที่บุคคลรอบข้างเกิดความตื่นตระหนกและโยนความผิดซึ่งกันและกันผู้ที่ขาดวุฒิภาวะ ทางอารมณ์จะโต้ตอบ โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

ในขณะที่ผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) สูงจะสามารถนิ่งและควบคุมตนเองได้ จะไม่ตื่นตระหนกและรีบตัดสินใจลงมือปฏิบัติทันที แต่จะพิจารณาและวิเคราะห์รายละเอียดเพื่อหาวิธีการรับมือที่เหมาะสมพร้อมๆ ไปกับการหาโอกาสเพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยใช้หลักการบริหารที่อาศัยความร่วมมือในหน่วยงานมากกว่าการเน้นการแข่งขัน

วิธีการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature)

การพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ ไม่ได้เกิดจากการอบรมแต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ดังนั้นองค์กรบางแห่งจึงใช้วิธีผลักดันให้บุคลากรเผชิญความท้าทายนอกกรอบความถนัดของตัวเอง (แต่อยู่ในความควบคุมขององค์กร) เพื่อพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) ของผู้นำในองค์กร เช่น PepsiCo ที่ใช้วิธีการนี้ในการสร้างผู้นำที่มีอายุน้อยแต่วุฒิภาวะทางอารมณ์สูง

ทุกองค์กรควรทบทวนให้เกิดความแน่ใจว่า ผู้นำสำคัญในองค์กรนั้นมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และคอย สอดส่องหาผู้ที่สามารถมองเห็นเข้าใจคนและสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน สามารถพูดถึงข้อดีและข้อเสียของเพื่อนร่วมงานและคู่แข่ง เพราะผู้นำเหล่านี้จะสามารถมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตการณ์ และให้การดูแลลูกน้องของตนเองไปพร้อมๆ กันได้

คิดหาไอเดียใหม่ๆ ได้ในยามที่ต้องการ

การมองภาพองค์รวมหรือการคิด ในภาพรวม (conceptual thinking) เป็นความสามารถของผู้นำใน “การคิด นอกกรอบ” และเป็นผู้ที่สามารถคิดหาวิธีการแปลกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้งานบรรลุจุดหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่มีลักษณะความคิดเช่นนี้สามารถ เห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เช่น สามารถมองเห็นคำตอบจากข้อมูลที่ดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนั้น ซึ่งผู้ที่มีความคิดเชิงวิเคราะห์ (analytical thinking) อาจจะพลาดจุดนั้นไป คนที่มีความคิดเชิงสังเคราะห์นั้นมีความจำเป็นสำหรับช่วงเศรษฐกิจขาลง เนื่องจากคนเหล่านี้สามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจขณะสิ่งที่คนอื่นๆ คาดไม่ถึง

ตัวอย่างของบุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้ เช่น เดฟ โนแวค (Dave Novak) ผู้ซึ่งนำพาให้พิซซ่า ฮัทขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ทุกคนรู้จักพิซซ่า ฮัท เขาสามารถมองเห็นว่าความจริงแล้วบริษัทพิซซ่า ฮัทนั้นอยู่ในธุรกิจส่งพิซซ่า (pizza distribution business) เขาจึงนำเอา ความคิดนี้มาสร้างเป็นโมเดลทางธุรกิจใหม่โดยมีการส่งตรงพิซซ่าถึงบ้าน รวมทั้ง มีการจัดตั้งแผงขายพิซซ่าในสถานที่ที่เป็นจุดขายที่ดี และสามารถตั้งร้านขายพิซซ่า ที่เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงได้ในเวลา ต่อมา

การสอนให้มีความสามารถในการมองภาพองค์รวมซึ่งเป็นภาพที่กว้างกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นยากเช่นเดียวกับการสอนให้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) ผลการวิจัย ของบริษัทเฮย์กรุ๊ป พบว่า การฝึกที่จะมองภาพองค์รวมนั้นมักเกิดขึ้นในช่วงมัธยมศึกษา และมักพบในหมู่นักเรียนที่เรียนทางด้านสายศิลปศาสตร์ โดยนักเรียนมักจะต้องใช้การคิดวิเคราะห์จากวิชาที่บังคับเรียนอยู่เเล้ว เช่น ประวัติศาสตร์และวรรณคดี เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการปูพื้นให้คนเหล่านี้มีการสั่งสมวิธีการคิดในภาพรวมมาตั้งแต่ต้น

การคิดในภาพรวมนั้นถือเป็นแกนหลักของการคิดทำสิ่งใหม่ๆ (innovation) และความคิดสร้างสรรค์อันเป็นปัจจัยในอุดมคติยามขาดแคลนทรัพยากร ดังนั้นในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ท้าทายเช่นนี้ผู้นำในอุดมคติไม่ใช่ทั้งผู้ที่มีความ กระตือรือร้นเป็นพิเศษ หรือผู้ที่มุ่งลดต้นทุนเป็นหลัก หรือผู้ที่คิดวิเคราะห์คำนวณเก่ง แต่ผู้นำที่สามารถนำพาให้ธุรกิจ ประสบความสำเร็จได้ควรจะเป็นผู้นำที่สามารถมองข้ามปัญหาและสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในสถานการณ์ ที่คับขันได้

โดยสรุปแล้วผู้นำที่ดีนั้นควรจะมี “วุฒิทางอารมณ์” (emotional intelligence) ที่เหมาะสมในการบริหารจัดการ ให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันได้แก่ วุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และการคิด ในภาพรวม (conceptual thinking) กล่าวคือ เป็นผู้นำที่สามารถควบคุมอารมณ์และความประพฤติของตนโดยไม่ถูกครอบงำโดยความเครียดอันเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุมเร้า สามารถนำทีมงานและองค์กรไปสู่เป้าหมายโดยมีวิสัยทัศน์และมุมมองใหม่ๆ สร้างสรรค์ แก่องค์กร

แนวทางเบื้องต้นในการพัฒนาให้เกิดวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และการคิดเชิงสังเคราะห์หรือการคิดในภาพรวม (conceptual thinking)

คุณลักษณะทั้งสองประการนี้สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ โดยในเบื้องต้นสิ่งที่องค์กรควรเริ่มพิจารณาและพึงปฏิบัติ คือ ควรมีการจัดประเมินและพัฒนาคุณลักษณะทางวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และการคิดในภาพรวม (conceptual thinking) ให้แก่เหล่าผู้นำและผู้บริหาร ทั้งนี้เพื่อให้ทราบและเข้าใจผลลัพธ์ของพฤติกรรมตน

โดยเริ่มแรก ควรทำความเข้าใจก่อนว่าคุณลักษณะทั้งสองนั้นคืออะไร มีประโยชน์ใดต่อตัวผู้นำและผู้บริหาร สามารถส่งผลต่อการปฏิบัติงานขององค์กรได้อย่างไร ในท้ายที่สุด (recognition and understanding)

จากนั้นจึงประเมินคุณลักษณะเหล่านี้เพื่อให้ผู้นำและผู้บริหารได้เข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) การคิดในภาพรวม (conceptual thinking) และรู้ว่าตัวเองมีคุณลักษณะนั้นๆ ในระดับที่มากน้อยเท่าไร (self assessment) เพื่อที่จะสามารถฝึกและประยุกต์ใช้คุณลักษณะทั้งสองตัวนี้อย่างสม่ำเสมอ และสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กร ได้จริง (practice & on-the-job- application)

สำรวจความพึงพอใจของลูกค้า

สำรวจความพึงพอใจของลูกค้า

เมื่ออยู่ในสภาวะที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดเช่นนี้ หลายองค์กรหันมาให้ความสนใจในการปรับปรุงสินค้าและบริการขององค์กร

ซึ่งองค์กรของคุณบีก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณบีเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดคนใหม่ที่ถูกเลื่อนตำแหน่งและย้ายมาจากฝ่ายขาย ตอนนี้ยอดขายของบริษัทลดลงอย่างมาก ซึ่งคุณบีเข้าใจว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากปัญหาเศรษฐกิจ แต่อีกส่วนหนึ่งของปัญหานั้นคุณบีไม่แน่ใจว่าคืออะไร

วันก่อนได้มีโอกาสพบคุณบีในงานๆ หนึ่ง คุณบีเลยถือโอกาสถามว่า ถ้าจะสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าจะทำได้อย่างไรบ้าง เอาแบบง่ายๆ ถูกๆ ชนิดทำกันเองได้ภายในองค์กร

ถามมาผมก็ตอบไปครับ ถ้าพูดถึงวิธีการในการค้นหาความพึงพอใจของลูกค้าแล้ว เอาแบบที่มีราคาถูกหน่อยและทำได้เองก็มีอยู่ด้วยกัน 5 วิธี ได้แก่

1.การถามแบบต่อหน้า หรือ face-to-face คือการถามเลยก่อนที่ลูกค้าจะเดินออกจากออฟฟิศหรือร้านค้าของคุณไป

2.การโทรศัพท์ไปถาม ในกรณีนี้คือคุณต้องมีเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้า และเขาอนุญาตให้คุณถาม คุณสามารถโทร.ไปถามได้หลังจากที่ลูกค้าได้เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ

3.การส่งแบบสอบถามไปทางจดหมาย วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีเก่าแก่ที่ใช้กันมานาน แต่ได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ ยกเว้นมีของกำนัลมาล่อ

4.การส่งแบบสอบถามไปทางอีเมล์ กำลังเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกันแล้วมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการส่งจดหมายธรรมดาเยอะ

5.การส่งอีเมล์ไปเชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาทำแบบสอบถามในเว็บไซต์ แบบนี้ได้ผล 2 ต่อ คือ ได้ผลการสำรวจด้วย และได้โฆษณาเว็บไซต์ไปด้วยในตัว โดยมีข้อแม้ว่าเว็บไซต์นั้นต้องดูน่าสนใจ

แต่ถ้าจะสำรวจความคิดเห็นลูกค้าในราคาที่แพงขึ้น คงไม่พ้นการจ้างคนข้างนอกหรือองค์กรที่เชี่ยวชาญมาสำรวจให้ ซึ่ง สนนราคามีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้าน ขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มตัวอย่าง วิธีการและ ความลึกของข้อมูลที่ต้องการ ผมขออนุญาตไม่พูดถึงของแพงแล้วกัน เอาแบบถูกๆ ง่ายๆ อย่างที่คุณบีต้องการก่อน

อย่างที่ได้กล่าวถึงวิธีการไปแล้ว ตอนนี้เราลองมาดูกันว่า แล้วเมื่อไรเราควรจะทำแบบสำรวจกัน การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้านั้นไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นช่วงใดของปีจึงจะดี พูดจริงๆ แล้วการที่จะได้ ข้อมูลแบบชัดเจนและถูกต้อง ควรทำทันทีหลังจากที่ลูกค้าใช้บริการ (ประสบการณ์ยังสดใหม่อยู่) ถ้าคุณรอให้เวลาผ่านไปแล้วจึงค่อยถาม มีความเป็นไปได้ว่าลูกค้าจะลืมรายละเอียดต่างๆ ไปแล้ว หรือบางทีอาจจะจำสับกันกับการไปใช้บริการที่อื่น

ส่วนเรื่องความถี่ห่างว่าควรทำบ่อยเพียงใด ก็ต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับความถี่ของรอบในการใช้บริการของลูกค้าเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในการมาติดต่อราชการเพื่อทำบัตรประชาชน ซึ่งปกติมีอายุใช้งาน 6 ปี นั่นหมายความว่า 6 ปีถึงจะได้กลับมาใช้บริการกันทีหนึ่ง (ยกเว้นทำหายซะก่อน) แบบนี้ก็สามารถสอบถามได้ทุกๆ ครั้งที่มาใช้บริการ

ในทางกลับกันหากเป็นการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าที่มาซื้อของใน 7-11 แบบนี้ถ้าขืนสอบถามทุกครั้งคงโดนด่าเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจว่าควรสอบถามบ่อยเพียงใดดี เอาเป็นว่าทำให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน ตราบเท่าที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่พึงพอใจในการสอบถามความพึงพอใจ…ทำไปเถอะ

ส่วนคำถามที่จะใช้ในการสำรวจความพึงพอใจ หลักใหญ่ใจความคือเราต้องการจะรู้ว่า ทำอย่างไรลูกค้าจึงจะกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการกับเราอีก ดังนั้นคำถามปลายปิด (คือคำถามที่ตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น) จะสามารถช่วยคุณได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่การตั้งคำถามปลายเปิด (ได้แก่ คำถามจำพวก เหตุใด ทำไม อย่างไร เป็นต้น) ให้ลูกค้าตอบจะช่วยคุณได้มากกว่า

ประเด็นหลักๆ ที่คุณต้องการจะได้จากการสอบถาม คือข้อมูลที่ว่าอะไรบ้างที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม (start) อะไรบ้างควรจะเลิกหรือหยุดทำ (stop) และอะไรบ้างควรจะเก็บรักษาหรือคงไว้ต่อไป (stay) โดยคุณต้องให้ลูกค้ามองใน 3 มุมมองสำคัญ คือ มุมมองที่เกี่ยวกับตัวสินค้า มุมมองที่เกี่ยวกับการให้บริการ และมุมมองที่เกี่ยวกับตัวบริษัทหรือองค์กรเอง

ในขณะเดียวกัน คุณอาจจะต้องการถามคำถามขั้นพื้นฐานอื่นๆ ด้วย ก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น คุณพอใจกับสินค้าหรือบริการของเราหรือไม่ อย่างไร คุณจะกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการกับเราอีกไหม เพราะเหตุใด และคุณจะแนะนำสินค้าหรือบริการของเราให้คนอื่นไหม ทำไม เป็นต้น

การสำรวจความพึงพอใจแบบนี้มิได้จำกัดแค่ลูกค้าภายนอกเท่านั้น หน่วยงานต่างๆ ในองค์กร อย่างเช่น HR ที่ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้า ก็สามารถนำเอาแนวทางในการสำรวจความพึงพอใจมาใช้ได้ โดยเฉพาะเรื่อง start-stop-stay ที่ว่าไปแล้วข้างต้น

การตลาดเชิงคุณธรรม

การตลาดเชิงคุณธรรม

จุดขายของสินค้ามักล้อตาม 4 P คือ Price (ราคา) Place (ทำเล/ที่ตั้ง) Product (ตัวสินค้า) และ Promotion (การส่งเสริมการขาย) แต่ในวันนี้ ผมขอแบ่งปันเรื่องการตลาดเชิงคุณธรรมบ้าง

ผมทำธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่วันนี้ผมไม่ได้เขียนเรื่องอสังหาริมทรัพย์นะครับ! ธุรกิจของผมต้องแข่งขันกับที่ปรึกษารายใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งบริษัทคนไทยมักสู้ไม่ได้ งานใหญ่ ๆ หลายต่อหลายชิ้นจึงถูกที่ปรึกษาฝรั่งคว้าชิ้นปลามันไป

ลำพังถ้าเป็นพวกต่างชาติใช้บริการต่างชาติกันเอง ก็ยังพอทำเนาครับ แต่นี่บางทีเจอคนไทยกันเองที่ “เห็นขี้ฝรั่งหอม” แล้ว รู้สึกเจ็บใจครับ

การสู้กับสินค้าหรือบริการยี่ห้อต่างชาตินั้น เรามีทางสู้อยู่สองทางครับ ทางหนึ่งก็คือการลดราคาและอีกทางหนึ่งก็คือการปลุกความรักชาติมาใช้ เข้าทำนอง “รักเมืองไทย ใช้บางจาก” ซึ่งเคยเป็นโฆษณาที่โด่งดังในอดีต ซึ่งก็ฟังดูเข้าท่าดีนะครับ ออกแนวบำเพ็ญประโยชน์ต่อชาติดีเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ให้ถึงก้นบึ้ง ผมคิดว่าแนวคิดการตลาดเช่นนี้ ไม่ถูก และไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ยุติธรรม ดังนั้นจึงเป็นการรณรงค์ที่ไม่ได้ผลไปในที่สุด ผู้คนกลับนิยมเติมน้ำมัน JET (ซึ่งต่อมาเขาเปลี่ยนนโยบายไม่ขายปลีก และขายกิจการให้ ปตท. ไปแล้ว โดยไม่ได้เจ๊งนะครับ) ทำไมหรือครับ ก็เพราะน้ำมัน JET ถูกกว่า บริการต่าง ๆ ก็ดีกว่าปั๊มน้ำมันทั่วไปนั่นเอง

อย่างผมทำธุรกิจที่ปรึกษานั้น ถ้าผมจะโฆษณาว่า อย่าใช้ของยี่ห้อนอก ใช้ของไทยเถอะ โดยที่บริการของผมแย่กว่า แถมราคาก็ไม่ถูกกว่า เช่นนี้ก็คงไม่ยุติธรรมเช่นกัน และก็ไม่รู้จะให้คนไทยทนใช้ของไทยได้อย่างไร

เราผู้ประกอบการไทย จะให้คนไทยใช้ของไทย สินค้าและบริการของไทยนั้นจะต้องถูกกว่า และมีคุณภาพทัดเทียม (Compatible) กับของต่างชาติ หาไม่แล้ว เราไม่มีสิทธิไปรณรงค์ให้คนไทยใช้ของไทย ไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับเราหลอกลวงเอาเงินคนไทยเข้ากระเป๋าของเราเอง หลอกให้คนไทยโดยเฉพาะพวกเบี้ยน้อยหอยน้อย ใช้ของคุณภาพต่ำราคาแพงไป มันก็จะกลายเป็นบาปกรรมแก่เราเอง

สำหรับธุรกิจของผม ผมได้พัฒนาให้มีคุณภาพบริการทัดเทียมกับบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ (ไม่กล้าพูดครับว่าทำได้ดีกว่า เพราะผิดมรรยาทวิชาชีพ) บริษัทของผมที่ชื่อว่า บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ไม่ใช่เป็นเพียงศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินที่มีฐานข้อมูลที่ใหญ่และต่อเนื่องที่สุดมาตั้งแต่ปี 2537 เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายการสำรวจตลาดไปยังกรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮจิมินห์อีกต่างหาก โดยในแต่ละเมือง AREA ของเรายังสำรวจได้กว้างและลึกกว่าสำนักวิจัยในท้องถิ่นเสียอีก

ผมแข่งกับต่างชาติก็ด้วยคุณภาพที่ดี (กว่า) และที่สำคัญยังกอปรด้วยค่าจ้างที่ต่ำกว่าของที่ปรึกษาต่างชาติอย่างชัดเจนนับเท่าตัว AREA ของเราจึงเป็นผู้ให้บริการวิชาชีพที่สามารถแข่งขันได้ในสากล และเป็นที่รู้จักและใช้บริการจากทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากมีนักลงทุนไทยที่เห็น “ขี้ฝรั่งหอม” ก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เราไม่ว่ากันครับ

การแข่งขันกันในกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงคุณธรรมนั้น ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบธุรกิจนอกวงการนั้น ๆ ก็มีข้อพึงระวังเช่นกัน เพราะบางทีกลายเป็นอาวุธประหัตประหารผู้อื่น เช่น ไปกล่าวหาว่าห้างสรรพสินค้าต่างชาติ กอบโกยกำไรกลับประเทศ ทั้งที่เขาให้บริการที่ดีและถูกกว่าห้างของไทยเสียอีก

บางส่วนอาจใช้การตลาดเชิงคุณธรรมหลอกลวงผู้อื่น โดยจะสังเกตได้ว่า วิสาหกิจที่ล่อแหลมต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม มักชูธง CSR หรือ Corporate Social Responsibility (ความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ) ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจพลังงาน เป็นต้น

บางธุรกิจก็ชูธงคุณธรรมเพื่อปกปิดภาพลักษณ์ที่แท้จริง เช่น บริษัทขายยาบางแห่ง ก็รณรงค์เชิงคุณธรรมกันสุดเหวี่ยง ได้รับรางวัลคุณธรรมมาก็มากมี แต่บริษัทยาหลายแห่งก็ยังต้องไปพินอบพิเทา “คนในเครื่องแบบ” ที่สั่งซื้อยา ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่ได้แข่งกันที่คุณภาพ หรือ Know How แต่อยู่ที่ Know Who มากกว่า

สำหรับบริษัทของผม เราชูคุณธรรมที่แท้หรือไม่ ท่านก็ลองดูนะครับ ที่หน้าแรกของเว็บไซต์ของเรา (www.area.co.th) จะมีป้ายโฆษณา (Banner) กลม ๆ เขียนว่า “เหตุผลที่ดียิ่งในการใช้บริการ AREA” หรือภาษาอังกฤษว่า “A Very Good Reason to Use Our AREA Services” และเหตุผลที่นำเสนอก็คือ “เราคือวิสาหกิจที่มีคุณธรรม รับผิดชอบต่อสังคมยิ่งนัก” พร้อมคำอธิบายประกอบอีก 5 ข้อ

ทำไม AREA เราจึงเลือกใช้การโฆษณาด้วยการรณรงค์เรื่องคุณธรรม ก็เพราะผมเชื่อว่า ในสังคมนี้ มีคนดี ๆ อยู่มากมายที่อยากจะสนับสนุนคนทำดีด้วยกัน ผมจึงเสนอแนวคิดเช่นนี้ หากต้องตาต้องใช้คน “คอเดียวกัน” ผมก็ได้ผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทั่วไปอื่น ๆ

การพูดปาว ๆ ว่า “มีคุณธรรม” นั้น ใช่ว่าจะมีคนเชื่อ เรายังต้องมีองค์ประกอบอีกบางประการ เช่น ประการแรก การคว้ารางวัลต่าง ๆ เช่น AREA ได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่นของหอการค้าไทย รางวัลเศรษฐกิจพอเพียง ของสำนักงาน กปร. การเป็นสมาชิก UN Global Compact เพื่อความโปร่งใส และยังได้รับการรับรอง ISO 9001 มาตั้งแต่ปี 2543 โดยเป็นรายแรกที่ได้ทั้งระบบในแวดวงที่ปรึกษานี้

ประการที่สองที่จะช่วยยืนยันการมีคุณธรรม ก็คือ การพิสูจน์ทราบให้ได้ เช่น มีการลงทุนตรวจสอบคุณภาพการทำงานและตรวจสอบความโปร่งใสของนักวิชาชีพในสังกัด การลงทุนในระบบตรวจสอบนับล้าน ๆ บาทต่อปีในขณะที่วิสาหกิจอื่นในธุรกิจเดียวกันแทบไม่ได้ดำเนินการเลย จึงเป็นบทพิสูจน์ของ “ของจริง” นั่นเอง บทพิสูจน์เช่นนี้ ต้องแสดงออกด้วยการมีรายงานความโปร่งใสรายปี ซึ่งนอกจากต้องเสนอต่อ UN Global Compact แล้ว ยังต้องเผยแพร่ให้ลูกค้าสามารถอ่านและตรวจสอบได้ด้วยว่าเราทำจริงหรือไม่

การตลาดเชิงคุณธรรมยังถือเป็นการตลาดอย่างอ่อน ๆ หรือ Soft Marketing อย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้เน้นที่การโฆษณากันปาว ๆ เอาไว้คราวต่อไปผมจะเขียนเน้นเฉพาะเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าเขาทำกันอย่างไร แต่ที่ผมอยากสรุปในที่นี้ก็คือ การตลาดเชิงคุณธรรมนี้ เป็นการยึดถือหลักการที่ว่า “ทำดีได้ดี”

ถ้าเราทำดีกับลูกค้า กับลูกจ้าง กับชุมชนโดยรอบและสังคมโดยรวม เราก็ยิ่งจะมียี่ห้อหรือ Brand อันยังความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ผมมีอาชีพประเมินค่าทรัพย์สิน ยี่ห้อก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พึงประเมินได้ (เอาไว้ผมค่อยเขียนเรื่องนี้อีกทีเช่นกัน) ยิ่งมียี่ห้อที่โดดเด่น ก็ยิ่งสามารถขายสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้น

ผมจึงมั่นใจในการตลาดเชิงคุณธรรมบนพื้นฐาน “ทำดีได้ดี” มีแน่นอน

9 หลักการตลาดเบื้องต้น ที่ SMEs ต้องรู้

9 หลักการตลาดเบื้องต้น ที่ SMEs ต้องรู้

การตลาดไม่ได้หมายถึง การขายสินค้าที่ผลิต แต่หมายถึงการทราบว่า จะผลิตสินค้าอะไร? ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา บริษัทควรมีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าหรือขยายชนิดของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บริษัทคู่แข่งเข้าทำในตลาดส่วนนี้ได้……

1.วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
การศึกษาวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หรือ product life cycle แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์และตลาดมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่หนึ่งเคลื่อนไปตามวงจร ความสามารถในการทำกำไรของผลิตภัณฑ์นั้นก็จะเปลี่ยนไปด้วย

ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นที่จะต้องบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตช่วงต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จจะต้องทำเงินให้คุ้มกับต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นๆ และยังต้องเพียงพอต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ซึ่งจะออกมาทดแทนผลิตภัณฑ์เก่านั้นด้วย

ความท้าทายอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไร? จึงจะรักษาส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุดภายใต้วงจรชีวิตที่ผันแปรไปของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน

ทุกผลิตภัณฑ์มีวงจรชีวิตของตัวเอง วงจรชีวิตดังกล่าวอาจแบ่งได้เป็น 4 ช่วงคือ

1. ช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์ เป็นช่วงที่ผลิตภัณฑ์ได้รับกรแนะนำสู่ตลาด

2. ช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาในตลาดมาก ทั้งจากบริษัทและจากคู่แข่ง

3. ช่วงอิ่มตัว เป็นช่วงที่ปริมาณผลิตภัณฑ์ในตลาดเริ่มอิ่มตัว การพัฒนาและการปรุงแต่งผลิตภัณฑ์เริ่มถึงทางตัน และเกิดขึ้นน้อยครั้งลง

4. ช่วงถดถอย เป็นช่วงที่ปริมาณของผลิตภัณฑ์ในตลาดลดลง ซึ่งอาจเป็นเพราะมีผลิตภัณฑ์ที่ใหม่ และทันสมัยกว่าออกมาแย่งลูกค้า หรือมีสินค้าทดแทนที่ทำให้ลูกค้าไม่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์นั้นอีกต่อไป

เป็นที่ชัดเจนว่า วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาในการวางกลยุทธ์และแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แนวคิดดั้งเดิมมีอยู่ว่า ผลิตภัณฑ์ทุกประเภทมีวงจรชีวิตที่จำกัด ซึ่งหมายความว่า ในที่สุดผลิตภัณฑ์ตัวนั้นจะต้องถูกแทนที่และหายไปจากตลาด แต่ยังมีแนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งซึ่งเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ที่สามารถจะอยู่ยั่งยืนและไม่หายไป แต่จะกลายตัวไปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่นที่ทันสมัยมากขึ้น เช่นวิวัฒนาการของเครื่องพิมพ์ดีดมาเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์

จุดสำคัญอยู่ที่ว่า ต้องสามารถคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะยืดอายุวงจรของผลิตภัณฑ์และตลาดไว้ให้นานที่สุด

2. แผนภูมิการเติบโต
จะทำให้เราสามารถแยกแยะสินค้าหลายๆ ชนิดของบริษัท โดยเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตของตลาด และส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าแต่ละชนิด สินค้าที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงในตลาดที่มีอัตราการเติบโตช้า จะทำรายได้จากการผลิตได้มาก

ในทางกลับกัน การผลิตสินค้าที่เรามีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อย ควรที่จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ควรจะผลิตต่อไปหรือไม่

สำหรับบริษัทที่มีสินค้าหลากหลาย การนำแผนภูมิการเติบโต-ส่วนแบ่งการตลดไปใช้ จะช่วยให้บริษัทสามารถประเมิน และพิจารณาการถ่วงดุลสินค้าแต่ละชนิดของบริษัท เพื่อดูว่าสินค้าตัวใดควรจะเน้นในการพัฒนา ลงทุนเพิ่มเติม หรือสินค้าตัวใดควรจะตัดจากสายการผลิต เพื่อที่จะกำหนดกลยุทธ์ในกลุ่มสินค้าที่เรามีอยู่ เราต้องทราบว่าตลาดที่เราทำธุรกิจอยู่หรือตลาดที่เราต้องการทำธุรกิจมีความน่าสนใจเพียงไร

มีความเป็นไปได้น้อยมากที่เราจะโชคดีเจอตลาดที่เพียบพร้อม มีคู่แข่งน้อย มีอัตราการเติบโตสูง และผลกำไรตอบแทนสูงพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม เราจะเน้นตลาดที่น่าสนใจ ที่สามารถใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่และความพยายามให้คุ้มค่าที่สุด

การแบ่งเขตการตลาดไม่ใช่สิ่งที่ง่าย เพราะขึ้นอยู่กับขอบเขตการพิจารณาหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม ตามหลักการแล้วเราต้องการที่จะเป็นผู้นำในตลาดสินค้าของเราเสมอ โดยที่ตลาดควรจะมีขนาดใหญ่พอ มีการเติบโตสูง และมีอัตราผลตอบแทนที่ดี เพราะถ้าตลาดมีการแข่งขันสูง การตั้งราคาเพื่อให้มีผลตอบแทนที่เหมาะสมก็อาจจะเป็นสิ่งที่ยาก

แผนภูมิการเติบโต-ส่วนแบ่งการตลาด เป็นหลักความคิดที่แบ่งสินค้าในกลุ่มสินค้าออกเป็น 4 ประเภทคือ 1. ดวงดาว 2. วัวนม 3. เด็กมีปัญหา และ 4. สุนัข หลักการจัดแบ่งสินค้านี้ขึ้นอยู่กับ อัตราการเติบโตของตลาดและส่วนแบ่งการตลาดของสินค้านั้นๆ แผนภูมิการเติบโต-ส่วนแบ่งการตลาด จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า สินค้าชนิดใดที่ทำเงินให้แก่บริษัท และสินค้าชนิดใดที่ควรจะเลิกผลิต

3. แรงกระทบทั้ง 5
สภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนกลยุทธ์ของบริษัท การวางแผนกลยุทธ์จะไม่ประสบความสำเร็จ หากปราศจากการวิเคราะห์ สภาวะแวดล้อม ความรุนแรงของการแข่งขัน และอุตสาหกรรมหรือตลาดเป้าหมาย

การวิเคราะห์แรงกระทบทั้ง 5 จะช่วยให้เข้าใจถึงโครงสร้าง แนวโน้มหลัก และแรงกระทำต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในอุตสาหกรรมหรือตลาดเป้าหมาย ช่วยให้ทราบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและคู่แข่ง เห็นภาพแนวโน้มและภัยคุกคามในอุตสาหกรรม และทราบว่าอุตสาหกรรมกำลังจะโตขึ้นหรือถดถอยลง

แรงกระทบทั้ง 5 ที่กล่าวถึงคือ 1. ผู้ขายวัตถุดิบ 2. ผู้ซื้อสินค้า 3. ผู้แข่งขันรายใหม่ 4. สินค้าทดแทน และ 5. การแข่งขันระหว่างคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

โดยปกติถ้าแรงกระทบทั้ง 5 มีค่าต่ำ แสดงว่าอุตสาหกรรมนั้นน่าสนใจลงทุน ในทางกลับกัน ถ้าแรงทั้ง 5 มีค่าสูง แสดงว่าอุตสาหกรรมนั้นมีการแข่งขันสูง มีความเสี่ยงสูงไม่น่าลงทุน

4.ผลิตภัณฑ์
ส่วนผสมทางการตลาด-ผลิตภัณฑ์ หมายถึง แนวคิดที่ว่าจะผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด กลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภคได้อย่างไร?

การตลาดไม่ได้หมายถึง การขายสินค้าที่ผลิต แต่หมายถึงการทราบว่า จะผลิตสินค้าอะไร? ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา บริษัทควรมีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าหรือขยายชนิดของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บริษัทคู่แข่งเข้าทำในตลาดส่วนนี้ได้ ด้วยวิธีการปรับปรุงหรือขยายสินค้าชนิดนี้ จะทำให้ลูกค้าเกิดความต้องการและเกิดการซื้อซ้ำ และมีความจงรักภักดีในยี่ห้อของสินค้านั้นๆ

เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ลูกค้าจะซื้อสินค้าจากบริษัทแทนที่จะซื้อจากคู่แข่ง จะต้องทำให้สินค้ามีความแตกต่างจากคู่แข่ง และดีกว่าคู่แข่ง โดยการประชาสัมพันธ์ถึงลักษณะเด่นที่ชัดเจนของสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจต่อสินค้าของบริษัท และเกิดการยอมรับถึงความแตกต่างของสินค้าเมื่อเทียบกับของคู่แข่ง

ประโยชน์ของสินค้าที่แตกต่างนี้ ควรจะสามารถสื่อสารได้ และควรจะตอบสนองต่อประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกค้าคือ การมองเห็น การได้ยิน กลิ่น รสชาติ และสามารถจับต้องได้ หรือสามารถอธิบายและจดจำได้ง่าย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะต้องสามารถก่อให้เกิดรายได้ และป้องกันการเลียนแบบจากคู่แข่งได้เป็นอย่างดีด้วย

5. กลยุทธ์ราคา
การกำหนดราคาขายที่ถูกต้องสำหรับสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และผลกำไรของบริษัท ผลกำไรคือ ผลต่างระหว่างต้นทุนในการผลิตสินค้า (ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด) กับราคาขายของสินค้า (ราคาขายของสินค้า-ต้นทุนการผลิต)

หลายบริษัทใช้ต้นทุนกลยุทธ์ทางราคาในแบบต้นทุนบวก (ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ) แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบการคิดเช่นนี้จะเกิดความผิดพลาดได้ เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว ราคามีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยอดขายแทบจะทุกครั้งไป

บ่อยครั้งราคาสินค้าแพงขึ้น มักเป็นสาเหตุให้ความต้องการซื้อสินค้าลดน้อยลง ในขณะที่ราคาสินค้าลดลงสามารถช่วยให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นได้ การตอบสนองลักษณะนี้จะช่วยให้สามารถนำกฎการเคลื่อนไหวของราคามาเป็นประโยชน์ และจะช่วยอธิบายว่า จะนำความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ส่วนผสมทางการตลาดด้านราคมาช่วยในการสร้างผลกำไรสูงสุดจากการขายได้อย่างไร?

6. ช่องทางการจำหน่าย
ในเรื่องของช่องทางการจำหน่าย ยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในส่วนผสมทางการตลาด ยังมีความเกี่ยวพันกับเรื่องยอดขายและการกระจายสินค้าออกสู่ตลาด การเลือกสถานที่หรือช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสม เป็นหนึ่งในหลักการแข่งขันที่จะทำให้บริษัทสามารถเอาชนะคู่แข่งที่ไม่สามารถบริหารช่องทางการจำหน่ายที่ดีได้

ในการที่จะทำความเข้าใจในเรื่องของการเลือกช่องทางจำหน่าย แบ่งเป็น 3 หัวข้อหลักที่เกี่ยวข้องคือ

1. การขายและช่องทางการตลาด ทุกบริษัทจะต้องมีแผนการจำหน่ายซึ่งระบุถึงยอดหรือเป้าของสินค้าที่จะถูกจำหน่ายออกไปในแต่ละช่องทางการจำหน่าย

2. การกระจายสินค้า เป็นกระบวนการในการนำสินค้าออกสู่ตลาดไปสู่ผู้บริโภค และยังรวมการไหลของข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

3. การบริการลูกค้าคือ ทุกๆ ด้านของความสัมพันธ์ที่บริษัทมีต่อลูกค้า รวมไปถึงความสม่ำเสมอของช่วงเวลาในการส่งสินค้า การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีสินค้าส่งมอบได้อย่างตรงเวลาและสม่ำเสมอ

7. การส่งเสริมการขายและบรรจุภัณฑ์
การส่งเสริมทางการขายคือ การติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะเป็นลูกค้าในอนาคต ถึงความต้องการในสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนี่เอง จะทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้า ตราสินค้า หรือแม้แต่ตัวบริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของลูกค้า และนำไปสู่การเพิ่มยอดขายและการพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันให้แก่สินค้า

ความคิดริเริ่มในด้านสินค้า ราคา และสถานที่จัดจำหน่าย ซึ่งเป็นส่วนประกอบอื่น ในส่วนผสมทางการตลาดนอกเหนือจากการส่งเสริมทางการตลาด ก็จำเป็นจะต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อให้สอดคล้องกับจุดหมายเชิงกลยุทธ์ของบริษัท

ช่องทางการส่งเสริมการขาย มี 3 ช่องทางคือ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมในการขาย

8. การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด
กระแสเงินสดมีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง หลายคนคงสงสัยว่า เพราะเหตุใดธุรกิจมีกำไรแต่ไม่มีสภาพคล่องเลย เป็นเพราะกำไรเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี แต่ในความเป็นจริง บริษัทต้องใช้เงินสดในการชำระค่าสินค้าแม้กระทั่งเงินเดือนพนักงาน

การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด ทำให้ทราบถึงการได้มาและใช้ไปของเงินสด และยังช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับธุรกิจ โดยจะมีการนำปัจจัยที่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายออกไปในรูปของเงินสดจริง ค่าเสื่อมราคา และการเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทเข้ามาพิจารณา

ปัจจัยสำคัญที่ใช้วัดความเข้มแข็งทางการเงิน ได้แก่ ยอดขาย ความสามารถในการทำกำไร และกระแสเงินสด

ซึ่งตัวกระแสเงินสดนี้จะส่งผลทันทีต่อกิจการ เมื่อกิจการเริ่มมีปัญหาทางการเงิน ในฐานะเจ้าของกิจการ หากพบว่าเริ่มมีการฝืดเคืองของกระแสเงินสด อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา

9. การลดต้นทุน
การลดต้นทุนยังคงเป็นสิ่งสำคัญของทุกองค์กร นักธุรกิจจำนวนมากมักกล่าวว่า “ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจคือการทำให้ต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง” นั่นเป็นเพราะว่า การเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มยอดขายเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลานาน และเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะควบคุมได้ ในขณะที่การลดต้นทุนอาจช่วยทำให้องค์กรที่ไม่มีผลกำไรกลับมามีกำไรอีกครั้ง ถึงแม้ว่ารายได้จะคงเดิมก็ตาม ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในองค์กรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการลดต้นทุนก็เป็นรากฐานที่สำคัญของทุกธุรกิจ

กำหนดลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนทำการตลาด

กำหนดลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนทำการตลาด

ก่อนที่ธุรกิจจะตัดสินใจทำการตลาด (Marketing) ในสินค้าและบริการของตน ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก

ก่อนที่ธุรกิจจะตัดสินใจทำการตลาด (Marketing) ในสินค้าและบริการของตน ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ธุรกิจทั้งหลายพึงจดจำไว้คือ จะต้องระบุกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนว่าคือใคร ไม่อย่างนั้น งบประมาณสำหรับทำการตลาดจะสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

การตลาดไม่ได้เป็นเพียงการโฆษณาตัวสินค้าและบริการให้เป็นที่รู้จักเท่านั้น แต่เป็นวิธีการดึงดูดความสนใจให้ผู้บริโภคหันมามองตัวธุรกิจ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อรู้แน่นอนว่าใครคือเป้าหมายที่จะทำการตลาดก่อนที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนั้น ตัวอย่างเช่น การซื้อสป๊อตโฆษณาทางโทรทัศน์ ถ้าธุรกิจต้องการขายโปรแกรมการผจญภัยล่องแก่งโดยใช้แพยาง คำถามคือ กลุ่มเป้าหมายที่จะสนใจกิจกรรมแบบนี้จะมานั่งดูหน้าจอโทรทัศน์หรือไม่

การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะต้องรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเราอย่างรอบคอบว่าใครกันแน่คือคนที่จะมาซื้อสินค้าและบริการ อายุเท่าไร สถานะทางการสมรสเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ชอบใช้เวลาว่างทำอะไร งานอดิเรกที่ชอบคืออะไร ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ซื้อใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือในช่วงวันหยุดชอบที่จะเดินทางไปไหน เหล่านี้เป็นต้น

ถ้าต้องการทำตลาดในสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจจำเป็นต้องพัฒนาตลาดเป้าหมายให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น จงหา “ลูกค้าในอุดมคติ” ให้พบ มองเห็นภาพของคนเหล่านั้นให้ทะลุปรุโปร่งถึงรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าพวกเขาทำอะไร คิดอย่างไร และต้องการอะไร แต่ถ้าในกรณีที่ไม่สามารถมองเห็นภาพเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน จำเป็นที่จะต้องทำการวิจัยลูกค้าเป้าหมายเสียก่อน ทั้งนี้เพราะถ้าไม่ชัด ก็จะไม่สามารถทำการตัดสินใจเกี่ยวกับการตลาดว่าจะทำอย่างไร ที่ไหน และเมื่อไร

ก่อนที่จะทำการวิจัยลูกค้าเป้าหมาย ธุรกิจจะต้องกลั่นกรองคัดเลือกสินค้าและบริการที่คิดว่าจะนำมาทำตลาด ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการทำทุกสิ่งเพื่อทุกคน แต่ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่า รวมทั้ง ต้องรู้ว่าสินค้าและบริการของตนจะสามารถตอบสนองเหตุผลพื้นฐานของคนเราในการซื้อสินค้าและบริการอะไรบ้างใน 3 ประการ ได้แก่ เพื่อตอบสนองความจำเป็นหรือความต้องการพื้นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหา หรือเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้น และเตรียมความพร้อมสำหรับทำการตลาดที่จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถของสินค้าและบริการในการตอบสนองเหตุผลเหล่านั้นได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่มีเพียงเหตุผลเดียว

จากนั้น ธุรกิจจะมุ่งไปที่ตลาดเป้าหมายดังกล่าว โดยการใช้หลักการวิธีจำแนกตลาด (Market Segmentation) ประกอบด้วย

1. การกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ว่าจะอยู่ในระดับชุมชน ภูมิภาค ระดับประเทศ หรือส่งออก

2. เมื่อรู้แน่นอนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการทำวิจัยเกี่ยวกับ “ประชากรศาสตร์ (Demographics)” ที่อยู่ภายในขอบเขตที่กำหนดไว้เพื่อการจำแนกตลาด โดยส่วนใหญ่จะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับ อายุ (วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคน และผู้สูงอายุ) เพศ (หญิง หรือชาย) ระดับการศึกษา (มัธยม ปวช. ปวส. ปริญญาตรี โท เอก) รายได้ (ต่ำ ปานกลาง และสูง) สถานะการสมรส (โสด แต่งงานแล้ว หรือหย่าร้าง) พื้นฐานทางศาสนา และสุดท้ายคือ วงจรชีวิตครอบครัว (เพิ่งแต่งงาน แต่งงานมาแล้ว 10-20 ปี รวมทั้งมีบุตร หรือไม่มีบุตร) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักจะได้จากหน่วยงานทะเบียนราษฎร์ของภาครัฐเป็นหลัก

3. นอกจากข้อมูลทางกายภาพเหล่านั้นแล้ว ข้อมูลที่ต้องมีเพิ่มเติมจะเป็นข้อมูลด้านจิตวิทยา (Psychographics) ที่เกี่ยวกับ วิถีการดำเนินชีวิต (อนุรักษ์นิยม ชอบความตื่นเต้น ตามแฟชั่น หรือเป็นคนประหยัด) สถานะทางสังคม (ต่ำ ปานกลาง หรือสูง) ความคิดเห็น (ถูกชี้นำได้ง่าย หรือเป็นคนที่ต้องฟังความเห็นจากหลายฝ่ายก่อนตัดสินใจ) กิจกรรมและความสนใจ (กีฬา ฟิตเนส เดินซื้อของ หรืออ่านหนังสือ) ทัศนคติและความเชื่อ (เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือเป็นคนที่มีความระแวดระวังในเรื่องของความปลอดภัยและมั่นคง) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักจะได้จากการสัมภาษณ์จากแบบสอบถาม

4. ถ้าในกรณีที่ลูกค้าไม่ใช่ผู้บริโภคทั่วไปแต่เป็นธุรกิจ ข้อมูลที่ต้องรู้คือ สินค้าและบริการของธุรกิจจะไปตอบสนองความต้องการของธุรกิจนั้นตรงจุดไหน จำนวนแรงงานในธุรกิจ ยอดขายประจำปี แหล่งที่ตั้ง และความมีเสถียรภาพของธุรกิจ รวมทั้ง การซื้อสินค้าและบริการทำอย่างไร (ตามฤดูกาล ซื้อภายในท้องถิ่นหรือประเทศ ซื้อตามปริมาณ และใครคือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ) มีอยู่ 3 เหตุผลที่ทำให้ธุรกิจซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งแตกต่างจากกรณี 3 เหตุผลของบุคคลทั่วไป ได้แก่ เพื่อเพิ่มรายได้ เพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเพื่อคงไว้ซึ่งสถานภาพที่เป็นอยู่ ซึ่งถ้าสามารถตอบสนองหนึ่งในสามของเหตุผลดังกล่าวได้ ก็เท่ากับสามารถค้นพบตลาดเป้าหมายได้เช่นกัน

5. พอถึงตอนนี้ธุรกิจพอจะรู้แล้วว่า “ใครคือลูกค้าในอุดมคติ หรือไม่ก็รู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เป็นลูกค้า” ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของธุรกิจแต่ละราย บางแห่งพอถึงขั้นตอนนี้อาจจะสามารถเขียนบรรยายคุณลักษณะของลูกค้าได้เลย เช่น “ลูกค้าเป้าหมายคือ ผู้หญิงวัยกลางคน อายุระหว่าง 30-40 ปี ที่แต่งงานและมีบุตรแล้ว โดยเป็นคนที่ค่อนข้างจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม และเน้นการดูแลรูปร่างให้ดูดี” จากลักษณะที่กำหนดไว้ตรงนี้ ทำให้ธุรกิจได้รู้ถึงจำนวนกลุ่มเป้าหมายในขอบเขตพื้นที่ที่กำหนดไว้ได้ว่าจะมีกี่ราย เพื่อทำวิจัยต่อว่า จากจำนวนนี้ มีกี่รายที่มีการซื้อสินค้าและบริการจากคู่แข่งแล้ว ที่เหลือที่ยังไม่ซื้อจากคู่แข่งขัน หรือยังไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์จากที่ไหนเลยมีอยู่จำนวนเท่าไร

หลายกรณีที่หลังจากการวิจัยตลาดพบว่า จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะหันมาซื้อสินค้าและบริการมีจำนวนน้อย หรือไม่ก็มีปริมาณการซื้อน้อยมากในแต่ละปี สิ่งที่ธุรกิจต้องทำต่อจากนี้คือ กลับไปตั้งต้น ณ จุดที่เริ่มมีการวางแผนใหม่ เพื่อกำหนดตลาดเป้าหมายให้ขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ซึ่งน่าจะไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากมากมายนัก อย่างน้อยจากขั้นตอนของการทำวิจัยตลาดตอนเริ่มต้น ก็ทำให้พอจะมีข้อมูลเพียงพอต่อการเริ่มต้นใหม่ หรือการเปลี่ยนทิศทางที่แตกต่างจากเดิมได้

วิธีสร้างความสุขให้ลูกค้า สำหรับคนบริการ

วิธีสร้างความสุขให้ลูกค้า สำหรับคนบริการ

เคล็ดไม่ลับของการสร้างความประทับใจ ให้แก่บุคคลที่คุณติดต่อด้วย นั่นก็คือ การสังเกต (Observation) เป็นการค้นหาข้อมูล หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของลูกค้า

โดยอยู่บนหลักการที่ว่า “ ทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจและสนใจที่จะใช้บริการของเราต่อไป” กระบวนการสังเกตที่มีประสิทธิภาพ มิใช่แค่สักแต่ว่าสังเกตเพื่อหาข้อมูลเท่านั้น
การสังเกตที่ดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการบูรณาการข้อมูลที่ได้รับ นั่นก็คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดพฤติกรรมตอบกลับว่า ควรจะแสดงออกต่อลูกค้าอย่างไรให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด การสังเกตก่อให้เกิดการกระทำในเชิงรุก (Proactive) โดยมิต้องรอให้ลูกค้าร้องขอรับการบริการก่อน ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกที่เหนือความคาดหวัง ซึ่งพฤติกรรมนี้เองย่อมเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจแก่ลูกค้าให้ลูกค้าคิดถึงและอยาก ใช้บริการของเราต่อไป

การสังเกตก็คือ การเอาใจใส่นั่นเอง ก่อนอื่นเลยตัวคุณจะต้องใส่ความรักที่จะพัฒนาและปรับปรุงการบริการของตนเอง ก่อน และเมื่อคุณเกิดความคิดความรู้สึกเช่นนี้ คำถามที่จะตามมาก็คือ ลูกค้าต้องการบริการอะไรจากเรา และเราควรจะทำอย่างไรให้ลูกค้าติดใจและอยากขอรับบริการจากเราอีก การสังเกตจึงเป็นกระบวนการเริ่มต้นให้เกิดการกระทำต่าง ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่บุคคลรอบข้าง

แล้วเราควรเอาใส่ใจลูกค้าในเรื่องใดบ้าง ?? มีหลายเรื่องอยู่เหมือนกันที่อาจจะถูกมองข้ามไป หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าไรนัก ดิฉันขอสรุปเรื่องที่คุณควรสังเกตลูกค้าด้วยการตั้งคำถามในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

สังเกตถึง …. “ ข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า”
เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นข้อมูลของลูกค้าสามารถสร้างความประทับใจที่มีต่อตัวคุณได้ ขอเน้นนะคะว่าข้อมูลทั่วไปมิใช่เป็นข้อมูลที่เป็นความลับ หากลูกค้าไม่ประสงค์อยากจะให้ข้อมูลแก่คุณ คุณเองไม่จำเป็นต้องไปล้วงลูกแบบว่าถามเซ้าซี้ ถามแล้วถามอีก เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้วรับรองได้ว่า ลูกค้าไม่ H-A-P-P-Y แน่นอน ดีไม่ดี คุณเองอาจจะต้องเสียลูกค้าไปในที่สุด สำหรับการหาข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า ไม่ยากเลยค่ะ ง่ายนิดเดียว เพียงแต่สังเกตและถามตนเองว่า “ อะไร” เป็นเรื่องที่ลูกค้าชอบบ้าง เช่น ชอบทานอาหารไทยอะไร ชอบสีอะไร กีฬาสุดโปรดคืออะไร นักร้องสุดปลื้มเป็นใคร

สังเกตถึง …. “ สิ่งที่ลูกค้ากระทำจนเป็นนิสัย”
กิจวัตรประจำวันที่ลูกค้าทำ แตกต่างจากข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า นั่นก็คือ เป็นเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้น ซ้ำ ๆ กัน ที่เรียกว่า “ นิสัย” เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากภายในที่แสดงออกมาภายนอกอยู่บ่อยครั้ง เช่น ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง มักจะอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ หรือมักจะเดินไปหาเพื่อนอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเดินกลับบ้านด้วยกัน หรือมักจะโทรศัพท์หาหวานใจทุก 6 โมงเย็น …. เห็นไหมค่ะว่า กิจวัตรประจำวัน จึงเป็นการกระทำที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น หรือเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอกที่กระทำเป็นประจำในรูปแบบของการตอบสนอง หรือตอบรับให้เห็นชัดที่มีแนวโน้มอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ได้ แตกต่างจากข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าซึ่งถือว่าเป็นความชอบลึก ๆ ที่อยู่ภายในที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างยากถึงยากมาก

สังเกตถึง …. “ สีหน้าที่ลูกค้าแสดงออก”
สีหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงความรู้สึกหรือความต้องการของผู้พูดได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับบุคคลที่ไม่สามารถเก็บอารมณ์ได้ มักจะเป็นบุคคลที่แสดงออกมาทางสีหน้า เป็นบุคคลที่มีสีหน้าผันแปรโดยตรงกับอารมณ์ เช่น “ โกรธ” ก็ทำหน้าบึ้งตึง ไม่พูดไม่จากับใคร หรือ “ ชอบ” ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาสดชื่น ฉายแววตาแห่งความสุข หรือ “ เบื่อ” ก็ทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก แววตาสลดหดหู่ พบว่าการให้บริการที่ดีและให้ลูกค้าประทับใจนั้น ความสามารถในการสังเกตสีหน้าที่แสดงออกมาย่อมทำให้คุณปรับกลยุทธ์หรือวิธี การในการแสดงพฤติกรรมตอบกลับแก่ลูกค้าให้เหมาะสม เช่น หากคุณกำลังชี้แจงข้อมูลให้ลูกค้า และลูกค้าทำหน้าเบื่อ ๆ สายตาสลดหดหู่ ตัวคุณควรปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอข้อมูล มิใช่ว่ายังมัวแต่ดันทุรังนำเสนอข้อมูลตามวิธีการเดิม ๆ ของตนอยู่

สังเกตถึง …. “ คำพูดที่ลูกค้าตอบกลับหรือสื่อออกมา”
คำพูดที่ได้ยินได้ฟังมา จะแสดงให้เห็นชัดว่าลูกค้ามีความรู้สึก ความต้องการอะไรจากเรา เขามีความชอบหรือไม่ชอบบ้างหรือไม่ ตัวคุณเองสามารถคาดเดาว่า ณ ขณะนี้ลูกค้ากำลังอยู่ในสภาวะอารมณ์อย่างไร เช่น “ เฮ้ย!! เบื่อสุด ๆ เลย” หรือ “ ทำไมคุณถึงทำงานแย่มากขนาดนี้” หรือ “ จะเอาอะไรหนักหนา งานที่ส่งมอบให้นายไป ทำไมเดี๋ยวแก้ แก้แล้วแก้อีก เบื่อจะแย่อยู่แล้ว” นักสังเกตชั้นยอด หากสามารถจับสีหน้าและคำพูดของลูกค้าได้ว่า ตอนนี้ลูกค้ากำลังรู้สึกอะไร เป็นอย่างไร รับรองได้ว่า พวกเขาจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่สามารถเข้ากับใครต่อใครได้ แต่นั่นหมายความว่านักสังเกตเหล่านั้น จะต้องเป็นนักบริหารคนจากสีหน้าและคำพูดของลูกค้าที่รับรู้ได้เช่นกัน

สังเกตถึง …. “ ข้อมูลทางอ้อมที่เกิดขึ้น”
คุณไม่ควรละเลยข้อมูลทางอ้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารที่บังเอิญได้ยินได้ฟังมา หรือการขาดการติดต่อของลูกค้า อยู่ ๆ ลูกค้าเกิดหายไปไม่มีการตอบกลับด้วยวิธีการใด ๆ เลย และหากตัวคุณเองเจอสถานการณ์เช่นที่ว่านี้ ขอให้ตระหนักไว้เลยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ธรรมดา ซึ่งบ่งบอกได้ว่าคุณอาจจะสูญเสีย ลูกค้าไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จงอย่าปล่อยปะละเลย และไม่ควรนิ่งดูดาย สิ่งแรกที่ต้องตั้งข้อสังเกต ก็คือ เพราะเหตุใดลูกค้าจึงไม่ติดต่อกลับมา การหาเหตุผลดังกล่าวนี้ไม่ยากเลย มีวิธีการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามจากลูกค้าตรง ๆ ถึงความรู้สึกที่มีต่อการให้บริการ หรือการสอบถามจากบุคคลที่เกี่ยวข้องก็ย่อมได้

เคล็ดลับทำเลร้าน แบบไหนสอบผ่าน

เคล็ดลับทำเลร้าน แบบไหนสอบผ่าน

ในยุคนี้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่มีร้านค้าเล็กๆ เป็นของตัวเอง และไม่มีประสบการณ์ในการเปิดร้านมาก่อน อาจจะต้องคิดมากหน่อย

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ หรือแม้แต่ร้านเสื้อผ้า แฟชั่น เหล่านี้ต้องมีหลัก และหลักที่ว่านั้น อาจารย์สมพร บ้านฮวงจุ้ย แนะนำเอาไว้ในงาน “มหกรรมครบเครื่องเรื่องอาหารและอุปกรณ์” ที่พอจะจับประเด็นหลักๆ มาเสนอได้ดังนี้

ร้านกาแฟ สำคัญที่สุดคือเรื่องสีและกลิ่น จุดที่ชงกาแฟ เครื่องชงกาแฟจะต้องวางโชว์ให้ลูกค้าได้เห็นวิธีการชง และที่สำคัญกลิ่นจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในร้านได้ กลิ่นอาจจะมาจากเครื่องชงเอง หรือจากที่ผู้ประกอบการบางท่านที่เคยใช้ ก็คือการนำเอากากกาแฟมาต้ม คลุมผ้าไว้ ค่อยๆ เปิดผ้าปล่อยกลิ่นบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ร้านกาแฟมีกลิ่นที่น่ารับประทาน ดึงดูดลูกค้ามากขึ้น

นอกจากนี้ ร้านกาแฟอาจจะใช้สีทึมๆ อย่างน้ำตาลได้ เพียงแต่ต้องใช้ไฟช่วย เพราะจุดประสงค์หลักๆ ของร้าน ก็คือการมาพูดคุย ปรึกษาหารือ

ส่วนตำแหน่งของโต๊ะและเก้าอี้ ควรวางให้เป็นระเบียบ ห้ามวางแบบงูเลื้อยไปเลื้อยมา และควรมีช่องไฟในการวางตำแหน่งเคาน์เตอร์กาแฟที่จะโชว์การชงไว้ด้านหน้า ส่วนเคาน์เตอร์เก็บเงินควรอยู่ที่ด้านใน มิดชิด

ร้านอาหาร ถ้าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวโชว์ตู้ ควรวางให้โดดเด่นชัด เช่น ถ้าอยู่ใกล้ๆ สะพานลอย ทางลงอยู่ทางด้านขวา ตู้ควรจะวางทางด้านขวาของร้าน ถ้ามีอาหารประเภทเตาผัด ร้านสุกี้ ที่มีกลิ่นต่างๆ ควรจะจัดให้พ้นลูกค้า เช่น มีครัวแยกต่างหาก ประเภทที่ใช้พัดลมเป่าออกมานอกร้านไปโดนคนผ่านไปผ่านมา กลิ่นจะติดตัว คนจะไม่มา และสุดท้ายเตาไฟ ไม่ควรคร่อมท่อระบายน้ำ เพราะจะทำให้รสชาติและกลิ่นของอาหารไม่ดี ส่วนสีสันของร้าน เน้นสีอ่อนๆ สะอาดๆ

ร้านแฟชั่น เสื้อผ้า สีสันของร้านควรจะฉูดฉาด ดึงดูดใจ และมีลูกเล่นภายในร้าน มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปของร้านบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดร้าน หรือของตกแต่งร้าน มีเพลงกระตุ้นให้เกิดความสนใจ

ส่วนการแก้ทำเล ร้านหน้าใหม่หลายร้านมักจะไม่มีประสบการณ์ เลือกทำเลไม่ดี เนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจ เช่น อยู่ในซอกลึก ซอยน้อย ก็จะต้องมีน้ำวางให้ที่หน้าร้าน หรือตัวเป่าลม เพื่อให้คนเห็นเด่นชัด หรือการใช้คนเดินบริเวณนั้นๆ บ่อยๆ วนไปมาหลายๆ คน ให้เกิดความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และเมื่อมีการเคลื่อนไหว คนก็จะเดินเข้ามาดูเอง

ในส่วนสุดท้าย กรณีที่ร้านมีอยู่ในทำเลดี แต่มีคู่แข่งแยะ และขายสินค้าแบบเดียวกัน เช่น ร้านในห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า อาจารย์สมพรแนะนำว่า ควรจะจัดวางสินค้าไม่ให้แตกต่าง เขามีอะไร เราก็มีด้วย ทำให้เหมือนกัน เหมือนเป็นร้านเดียวกัน เพียงแต่ภายในร้านอาจจะมีการดึงดูดความสนใจอย่างอื่นแทน เช่น ใช้เพลงดึงดูด หรือมีไฟหมุนอันเล็กกระตุ้นให้เกิดความสนใจ

บางร้านที่เป็นทั้ง 2 กรณีรวมกัน คือทั้งอยู่ในซอย ร้านสุดท้าย และเป็นร้านที่มีสินค้าเหมือนคนอื่น อาจารย์เล่าให้ฟังว่า เคยแก้ปัญหาให้ร้านขายผลไม้ดองร้านสุดท้าย แนะนำว่าควรทำราคาขายให้ถูกลงและใช้ไฟตกแต่งเพื่อดึงดูด เมื่อคนเดินมาเรื่อยๆ พอถึงร้านสุดท้ายจึงจะตัดสินใจซื้อ

และกลยุทธ์นี้ก็หยุดลูกค้าได้ผลเสียด้วย