การเลือกช่องทางการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ

การเลือกช่องทางการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ

การนำสินค้าไปขายในต่างประเทศ ข้อสำคัญประการหนึ่งคือจะทำอย่างไรให้สินค้าของเรา เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายตามความต้องการ

ตัวกลางในการกระจายสินค้าของเราก็คือ “คนกลาง” หรือ “ช่องทางจำหน่าย”

พิศักดิ์ นิวาตพันธุ์ ผู้บริหารบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศให้เคล็ดลับในเรื่องการเลือกคนกลางและช่องทางการจำหน่ายสินค้าในตลาดต่างประเทศไว้น่าสนใจว่า

ในการทำการค้าระหว่างประเทศ อาจแบ่งนโยบายการจัดจำหน่าย (Distribution Policy) หรือวิธีการเจาะเข้าไปในตลาดเป้าหมายได้ 2 วิธี หรือ 2 ช่องทางใหญ่ๆ คือ

วิธีแรก ผลิตในประเทศแล้วส่งออก ซึ่งก็มี 2 วิธีคือ

1.การส่งออกทางอ้อม (Indirect Export) หมายถึงการส่งออกโดยผ่านกลุ่มคนกลางในประเทศ เช่น Trading Company, Buying Agent

2.การส่งออกทางตรง (Direct Export) หมายถึงผู้ผลิตเป็นผู้ส่งออกโดยตรง โดยส่งออกหรือขายให้กับกลุ่มคนกลางในต่างประเทศ เช่น Importer, Wholesaler, Retailer, Agent Overseas Marketing Subsidiary

วิธีที่สอง ผลิตและจำหน่ายในต่างประเทศ คือไปทำการผลิตและจำหน่ายในประเทศเป้าหมาย ซึ่งสามารถเลือกวิธีการผลิตได้ 5 วิธีคือ

1.การจ้างผลิต (Contract Manufacture)

2.การขายลิขสิทธิ์การตลาด (Licensing)

3.การประกอบ (Assembly)

4.การร่วมทุน (Joint Venture)

5.การตั้งโรงงานเอง (100% Ownership)

นโยบายการจำหน่ายทั้ง 2 วิธีดังกล่าว เป็นการมองนโยบายแนวดิ่ง (Vertical) คราวนี้ลองมามองนโยบายการจัดจำหน่ายของคนกลางในต่างประเทศ ดูบ้าง ซึ่งเป็นการมองนโยบายในแนวนอน (Horizontal) โดยคนกลางในต่างประเทศอาจจะมีนโยบายการจัดจำหน่ายแตกต่างกัน เช่น

1.ทำหน้าที่นำเข้าแล้วจัดจำหน่าย ให้กับผู้ค้าส่งอย่างเดียว

2.ทำหน้าที่นำเข้าและทำการค้าส่งเองด้วย

3.ทำหน้าที่นำเข้าและทำการค้าส่ง-ค้าปลีกเองด้วย

4.ทำหน้าที่นำเข้าแล้วค้าปลีกโดยตรงเลย หรือมองในมุมกลับกันคือ เป็นผู้ค้าปลีกที่นำเข้าเอง

การมองนโยบายการจัดจำหน่ายทั้งในแนวดิ่ง (Vertical) และในแนวนอน (Horizontal) จะมีความสำคัญในตอนที่เราใช้พิจารณาเลือกคนกลางหรือช่องทางจัดจำหน่าย

หลักในการพิจารณาเลือกช่องทางการจัดจำหน่าย เราจะพูดถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือก รวมทั้งข้อแนะนำบางประการ เพื่อเลือกคนกลางหรือช่องทางการ จัดจำหน่ายที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงนโยบายทั้งในแนวดิ่งและในแนว นอน ซึ่งมีหลักเกณฑ์การพิจารณาและข้อแนะนำบางประการดังนี้

1.สินค้า คือการพิจารณาสินค้าของเราในด้านต่างๆ ได้แก่

1.1 ราคา เป็นสินค้าราคาสูง หรือราคาต่ำ เพื่อเราจะได้เลือกระดับของคนกลางที่จะมารับผิดชอบการ จัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างเหมาะสม

1.2 ขนาดของสินค้า เป็นสินค้าขนาดเล็กที่ผู้ซื้อสามารถหอบหิ้วไปเองได้ หรือเป็นสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องมีการขนส่งไปถึงสถานที่ของผู้ซื้อ ซึ่งทำให้เราต้องพิจารณาว่า คนกลางมีบริการการขนส่งที่ดีมากน้อยแค่ไหน

1.3 สินค้านั้นต้องการคำแนะนำและบริการหลังการขายมากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นสินค้าที่ต้องการคำแนะนำในการขาย มาก เราก็ต้องเลือกคนกลางที่มีทีมงานที่มีความชำนาญเฉพาะเรื่องดังกล่าว สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคได้ หรือคนกลางอาจจะต้องอยู่ในรูปแบบของเอเย่นต์ ถ้าสินค้าต้องการบริการหลังการ ขายด้วย เราก็ควรเลือกคนกลางที่มีทีม งานให้บริการหลังการขาย อาจจะพิจารณา ไปถึงขั้นว่า คนกลางดังกล่าวมีทีมงานจำนวนกี่คน และมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน

1.4 สภาพของสินค้า ถ้าสภาพของสินค้าเน่าเสียง่ายหรือล้าสมัยเร็ว ก็ควรเลือกคนกลางที่มีขีดความสามารถสูง และมีเครือข่ายการจัดส่งสินค้าในเวลาอันรวดเร็ว หากเป็นสินค้าที่เสียหายง่ายในการขนส่ง ควรเลือกคนกลางที่มีมาตรการที่ดีในการขนส่ง เพื่อระมัดระวังมิให้สินค้าเสียหาย

1.5 ฤดูกาลขาย ถ้าเป็นสินค้าที่ขึ้นกับฤดูกาลขายก็ควรเลือกคนกลางที่มีคลัง สินค้าขนาดใหญ่พอสมควร สามารถเก็บสต็อกสินค้าไว้ได้มากพอสำหรับฤดูกาลขายที่จะมาถึง

2.ตลาด คือการพิจารณาความต้องการของผู้บริโภคในด้านต่างๆ ดังนี้

2.1 ขนาด พิจารณาว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่หรือเล็ก โดยดูจากจำนวนประ ชากร กำลังซื้อ ความจำเป็น หรือความต้องการในการใช้สินค้านั้น ปริมาณที่ผลิต ได้ในประเทศ และปริมาณที่นำเข้าในแต่ ละปีว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทำให้เราพิจารณาเลือกได้ว่า คนกลางควรมีขนาดธุรกิจใหญ่หรือเล็ก ควรมีเครือข่ายหรือ ช่องทางจำหน่ายในด้านแนวนอนอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับสินค้าของเรา

2.2 พฤติกรรมของผู้บริโภค มีนิสัย อย่างไร รสนิยมแบบไหน โดยอาจพิจารณา จากศาสนา วัฒนธรรม การเมือง สภาพเศรษฐกิจหรือรายได้ของประชากร ถ้าต้อง อาศัยการโฆษณา ก็ต้องใช้คนกลางที่มีกลยุทธ์ในเรื่องเหล่านี้

2.3 ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เช่น เรื่องโครงสร้างภาษี ค่าแรง การคมนาคม การสื่อสาร สาธารณูปโภคพื้นฐาน ฯลฯ ว่ามีปัญหามากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น ถ้าเก็บภาษีนำเข้าสูงแต่ตลาดมีขนาดใหญ่ ค่าแรงถูก เราอาจจะตัดสินใจเลือกนโยบาย เข้าไปผลิตในประเทศนั้น เพราะประเทศที่มีค่าแรงถูก โอกาสที่เราจะส่งสินค้าที่มีต้นทุนค่าแรงสูงเข้าไปขายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากอยู่แล้ว หรือถ้าเราไม่ได้รับสิทธิพิเศษ GSP เราก็อาจจะตัดสินใจเลือกนโยบายเข้าไปผลิตในประเทศที่สามที่ได้รับสิทธิพิเศษ เช่น กรณีที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง มาลงทุนในประเทศไทย เป็น ต้น หรือถ้ามีการเก็บภาษีการค้า (Sales Tax) ในแต่ละขั้นตอนของการขาย เราก็อาจจะเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายที่ผ่าน คนกลางน้อยที่สุด

3.คู่แข่ง การพิจารณาจากคู่แข่งขัน ประกอบด้วยมีมากน้อยเท่าไร เป็นคู่แข่งขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็ก มีอิทธิพลอยู่ในตลาดมากน้อยแค่ไหน

ได้รับสิทธิพิเศษแตกต่างจากเราหรือ ไม่ เช่น สิทธิพิเศษ GSP สินค้าของคู่แข่ง เป็นอย่างไร ทั้งในด้านราคา คุณภาพ รูปแบบ สีสัน รวมถึงระยะเวลาการส่งมอบ คู่แข่งขันมีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบ อะไรบ้าง เช่น ต้นทุนค่าแรง ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง เป็นต้น คู่แข่งมีช่องทางการจำหน่ายอย่างไร

การพิจารณาคู่แข่งขันในด้านต่างๆ ทั้งหมดดังกล่าว ก็เพื่อเราจะได้มาวิเคราะห์ว่า เราจะมีนโยบายการจัดจำหน่ายในช่องทางที่แตกต่าง ออกไปได้หรือไม่ ทั้งในด้านของ Verticle และ Horizontal เพื่อที่เราจะมีโอกาสได้เปรียบหรือต่อสู้กับคู่แข่งขันได้ หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ ช่องทางการจัดจำหน่ายแบบเดียว กัน เรามีทางจะลดต้นทุนอะไรได้บ้าง ทั้งในด้านตัวเราและในด้านคนกลาง

การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ

การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ

ปัจจุบันเรามักจะได้ยินภาครัฐออกมาประกาศ ผ่านสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าต้องการทำสินค้า ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกสิ่ง สำคัญคือ มาตรฐาน!!

ในอดีตเราเน้นทำสินค้าราคาถูก โดยใช้แรงงานราคาถูก เพื่อเวลานำไป เสนอต่อลูกค้าสามารถใช้ราคาถูกกว่า เป็นจุดขายได้

แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่มองแค่ราคา แต่พิจารณา ว่าสินค้านั้นๆ มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

ยิ่งถ้าเป็นสินค้าในกลุ่มอาหารด้วยแล้วต้องพิถีพิถันกับเรื่องข้อกำหนด ด้านมาตรฐานเป็นกรณีพิเศษ

หลายประเทศหยิบยกเรื่องดังกล่าว มาเป็นประเด็นกีดกันทางการค้า คือพยายามประกาศมาตรฐานใหม่ๆ ออกมา ใครทำไม่ได้ก็ห้ามส่งสินค้าเข้าไปขาย

ผู้เขียนได้คุยกับผู้ประกอบการราย หนึ่งฟังแล้วเห็นใจมาก เป็นผู้ประกอบการ ในกลุ่มโรงงานอาหารแปรรูปขนาดใหญ่ ส่งออกหลายประเทศทั่วโลก

เขาเล่าให้ฟังว่า!!

ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะเขี้ยวสุดๆในเรื่องมาตรฐาน โดยเฉพาะประ เทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู

เป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกกลุ่มอียู นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของหลายประ เทศ เมื่อประเทศหนึ่งประกาศมาตรฐานอะไรออกมา ประเทศอื่นก็ต้องเอาด้วย ถ้าประเทศนอกกลุ่มไม่สามารถทำตามมาตรฐานได้ พวกเขาก็ผลิตสินค้าขายกัน เองได้ เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้ว

เป็นการกีดกันทางการค้าแบบกลายๆ

เพราะการจะประกาศห้ามประเทศ นอกกลุ่มส่งสินค้าเข้าไปขายในกลุ่มของ ตนเองก็จะกลายเป็นการประพฤติผิดกฎ การค้าโลก จึงต้องหาวิธีปกป้องผลประ โยชน์ในกลุ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาทิ!!!

การประกาศมาตรการตรวจสอบยาปฏิชีวนะปนเปื้อนในอาหาร!!

จากเดิมเคยห้ามมีหลงเหลือในอาหารเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน (PPM) แต่ต่อมาได้เพิ่มมาตรการความเข้มข้นเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน (PPB) เป็นต้น

แค่เห็นตัวเลขก็อยากจะเป็นลม!!

ถามว่าผู้ประกอบการไทยทำได้ไหม?

คำตอบคือทำได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบที่เรียกว่า

LC-MS-MS

ราคาไม่แพงเท่าไหร่แค่เครื่องละ

17 ล้านบาทเท่านั้น!!!

ต่อมาก็มีการออกมาตรการใหม่ ตรวจสอบสารปนเปื้อนในภาชนะบรรจุทุกชนิด

เริ่มต้นคือห้ามมีส่วนผสมที่ไม่พึงปรารถนาเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน

พอประเทศคู่ค้าทำได้ อียูก็เพิ่มสัดส่วนเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน

โรงงานก็ต้องซื้อเครื่องมือชนิดใหม่ มาตรวจสอบซึ่งมีราคาแพงมาก

นี่คืออุปสรรคทำให้โรงงานขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีเงินทุนจำกัดเดิน หน้าลำบาก

ต้องไปอาศัยห้องแล็บตรวจสอบให้ ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศที่จะส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย โดยราคาค่าบริการหนักเอาการ ทั้งของภาครัฐและเอกชน

เช่นรายการละ 5 พันบาท ทำกี่รายการก็คูณจำนวนเงินเข้าไป

มีเรื่องสนุกที่หัวเราะไม่ออกเกี่ยวกับ การขอมาตรฐานสินค้าเกิดขึ้นกับบริษัท แห่งหนึ่ง ที่เปิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางรับ สินค้าประเภทงาดำจากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอท็อปส่งไปขายในญี่ปุ่น ศึกษารายละเอียด เตรียมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พอไปขอรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจมาตรฐานสินค้า ซึ่งญี่ปุ่นระบุว่าสินค้าประเภทงาดำที่จะส่งเข้าไปจำหน่ายต้องผ่านการตรวจมาตรฐาน 20 รายการ อาทิ มีสารตกค้างหรือ ไม่ ความข้นความหนืดเป็นอย่างไร มีส่วนผสม แคดเมี่ยมหรือไม่ เป็นพืชจีเอ็มโอหรือเปล่า มีอายุการเก็บรักษานานเท่าใด โดยมีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่รายการละ 1 พันบาทจนถึงหลักหมื่นบาท พอเห็นค่าใช้จ่ายต้องงดการเปิดบริษัทไว้ ก่อน เนื่องจากเงินที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ

เพราะฉะนั้น การจัดตั้งบริษัทผลิตสินค้า หรือเป็นตัวกลางนำสินค้าส่งออกไปขาย อย่าลืมประเมินค่าใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย

เจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมรายหนึ่งบ่นว่ารายจ่ายในด้านการขอมาตรฐานสินค้านั้นมากเกินความจำเป็น

เขายกตัวอย่างมาตรฐานสินค้าฮา-ลาล!!!

ถ้าขอมาตรฐานสินค้าชนิดละ 1 หมื่นบาท สินค้า 10 ชนิดเท่ากับต้องใช้เงิน 1 แสนบาท

ซึ่งสินค้าชนิดหนึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น 1 รายการ เช่น ลูกชิ้นปลานับเป็น 1 รายการ ถ้านำไปประยุกต์เป็นลูกชิ้นห่อสา หร่ายก็แยกเป็นอีก 1 รายการ ลูกชิ้นทอด 1 รายการ ลูกชิ้นผสมเต้าหู้ 1 รายการ ลูกชิ้นผัดเผ็ด 1 รายการ ถ้านำไปดัดแปลงเป็น 10 รายการ เท่ากับว่าต้องเสียค่าขอมาตรฐานสินค้า 10 ชนิด

เขาจึงเสนอภาครัฐให้ปรับสูตรการคิดใหม่ คือแทนที่จะแบ่งเป็น 10 รายการก็คิดรวมเป็นรายการเดียว ซึ่งหากทำได้จะช่วยเหลือ ผู้ประกอบการได้มาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีเงินน้อย

ที่เขายกตัวอย่างมาตรฐานฮาลาล เนื่อง จากเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ บางประ เทศเห็นมาตรฐานนี้แทบไม่ดูมาตรฐานอย่างอื่นเลย เชื่อมั่นว่าปลอดภัยแน่นอน ผู้ส่งออก จำนวนมากจึงอยากได้มาตรฐานนี้ แต่อย่างที่บอกว่ามีค่าใช้จ่ายสูง ถ้ามีสินค้า 30 รายการ ขอแค่ 10 รายการก็แย่แล้ว จึงอยากให้สำนัก งานมาตรฐานฮาลาลช่วยพิจารณาในจุดนี้ด้วย ซึ่งหากทำได้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ตรงจุดอย่างมาก

ส่วนในเรื่องการจดสิทธิบัตรคุ้มครองภูมิปัญญาสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมทางความคิดและการจดคุ้มครองเครื่องหมายการค้านั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราจะส่งสินค้าไปขายในประ เทศไหน และกฎหมายของประเทศนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต้องเดินทางไปจดทะเบียนในประ เทศนั้นๆ โดยผู้ประกอบการต้องเดินทางไปจัดการด้วยตัวเอง หรือให้สำนักงานกฎหมาย ตัวแทนในเมืองไทยที่เปิดบริการด้านนี้โดยเฉพาะเป็นผู้จัดการก็ได้

อย่างไรก็ตาม การจดเครื่องหมายการ ค้าหรือยี่ห้อสินค้านั้น ผู้ประกอบการต้องทำ ใจว่าเราอาจไม่สามารถป้องกันการลอกเลียนแบบได้ 100% ถ้าสินค้าเราขายดี เชื่อเลยว่า อีกไม่นานจะมีสินค้าในลักษณะคล้ายคลึงกัน ออกมา โดยปรับแต่งให้มีความแตกต่างกันนิดหน่อยเพื่อเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย

วิธีการของนักก๊อบปี้คือการมาเยี่ยมชม งานแสดงสินค้าในบูธของเรา แล้วขอตัวอย่าง สินค้าไปเป็นต้นแบบ

แต่อย่างเดียวที่เขาลอกเลียนหรือ นำไปใช้ไม่ได้คือยี่ห้อสินค้า ซึ่งเราขอรับ การคุ้มครองไว้แล้ว

แต่ถ้าเราส่งสินค้าไปขายแล้วไม่ตามไปจดขอความคุ้มครองด้านสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า อาจกลายเป็นผู้ร้ายถูกกล่าวหาว่าก๊อบปี้สินค้าของตัวเองได้ ถ้ามีคนชิงแอบไปจด ตัดหน้า

เหมือนกรณีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งที่วางขายเกลื่อนตลาดจีน รูปร่างหน้าตาเหมือนในเมืองไทยเดี๊ยะ ต่างแต่ว่าเจ้าของกลายเป็นคนจีน แทน ที่จะเป็นคนไทย ซึ่งเป็นผู้คิดค้นสินค้ายี่ห้อนี้มากับมือ

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ!!!

P L Law กฎหมายที่เอสเอ็มอีต้องระวัง

P L Law กฎหมายที่เอสเอ็มอีต้องระวัง

ถึงแม้ว่าจะเห็นความสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่มีต่อเอสเอ็มอีผู้ผลิตสินค้าออกสู่ตลาดทั้งหลาย แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะต้องเขียนรายละเอียดให้กระจ่าง

ช่องทางหรือข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่ “ผู้ประกอบการ” จะสามารถยกขึ้นต่อสู้ให้ตนเองพ้นจากความรับผิดไปได้ มีอยู่เพียง 3 ช่องทางเท่านั้น กล่าวคือ

1. ต่อสู้ว่า สินค้านั้น ไม่ได้เป็น “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” เช่น ได้มีการจัดทำคู่มือระบุวิธีการใช้งานที่ชัดเจนแล้ว แต่ผู้ใช้ไม่ได้อ่านคู่มือก่อนใช้งาน เป็นต้น หรือ

2. ต่อสู้ว่า ผู้เสียหายได้รู้อยู่แล้วว่า สินค้านั้นเป็น “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” แต่เป็นการสมัครใจเข้ารับความเสี่ยงเอง หรือ

3. ต่อสู้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น เกิดจากการใช้ การเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ประกอบการได้กำหนดไว้อย่างถูกต้องและชัดเจนตามสมควรแล้ว

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ ผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ ได้มีการทำข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหาย ผู้บริโภคหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทน จะไม่สามารถนำมาเป็นข้อยกเว้นหรือเป็นข้อจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบการได้

แสดงว่าสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ ไม่อาจนำมาลบล้างความผิดของผู้ประกอบการได้เพราะกฎหมายไม่ให้ถือเป็นข้อยกเว้นความผิดที่ผู้ประกอบการจงใจหรือละเลยเลินเล่อทำให้เกิดสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

ส่วนศาลที่พิจารณาคดีนี้ มีอำนาจมากกว่าคดีทั่วๆ ไป เช่น

ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อจิตใจ อันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้เสียหายได้

หากผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของบุคคลนั้น มีสิทธิได้รับค่าชดเชยความเสียหายต่อจิตใจ

หรือถ้า “ผู้ประกอบการ” รู้อยู่แล้วว่า สินค้านั้นเป็น “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” หรือความไม่รู้ซึ่งเกิดจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือ เมื่อได้รู้แล้วไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเหล่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งให้ “ผู้ประกอบการ” จ่ายสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกิน 2 เท่าของสินไหมทดแทนที่แท้จริง

ในส่วนของอายุความดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้คือ 3 ปี นับจากวันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัว “ผู้ประกอบการ” แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันขายสินค้าให้ผู้บริโภค หรือนับแต่วันรู้ถึงความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ความเสียหายเกิดต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จากผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายหรือต้องใช้เวลาในการแสดงอาการความเสียหาย

หากมีการเจรจาความเสียหาย การนับอายุความจะหยุดลง ไม่นับต่อ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งบอกเลิกการเจรจา อายุความค่อยกลับมาเริ่มนับต่อ (ไม่ใช่นับใหม่) ดังนั้นการใช้วิธีเจรจาเพื่อยื้อเวลาให้หมดอายุความ จึงทำไม่ได้

ส่วนในเรื่องของโทษที่ผู้ประกอบการที่มีความผิดจะได้รับ ก็คือค่าชดเชยความเสียหายในระดับต่างๆ ได้แก่

1. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2. ค่าเสียหายต่อจิตใจของผู้เสียหาย (หากผู้เสียหายตาย สามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานมีสิทธิรับแทนได้) และ

3. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษ

ในการทำธุรกิจในยุคที่เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจต้องทำธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นไปที่การรักษาคุณภาพของสินค้าและการยึดเอาความปลอดภัยและการสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น

วิธีแก้ไข ป้องกัน และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นจากความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้า ที่เป็นผลพวงติดตามมาจากกฎหมาย พี แอล ลอว์ ดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดธุรกิจการประกันภัยความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะได้รับ โดยการซื้อกรมธรรม์ประกันความเสียงไว้

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ประกอบการอาจซื้อความคุ้มครองเพื่อโอนรับความเสี่ยงในกรณี ความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพและอนามัยของผู้เสียหาย ความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย หรือค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังอาจพิจารณาซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับค่าสินไหมที่ถูกศาลสั่งให้จ่าย รวมไปถึงการคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในต่างประเทศได้อีกด้วย

จากบทความนี้ ผมคิดว่าคงจะช่วยให้บรรดาเอสเอ็มอีและท่านผู้อ่านได้เข้าใจถึงหลักการและการบังคับใช้กฎหมายธุรกิจฉบับใหม่นี้เพิ่มเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างภูมิคุ้มกันวิธีใดวิธีหนึ่งให้กับกิจการของท่านได้ต่อไป

การตั้งราคาสินค้า เพื่อการส่งออก

การตั้งราคาสินค้า เพื่อการส่งออก

ด้วยเหตุที่ธุรกิจส่งออกเป็นธุรกิจที่มีการตลาดในต่างประเทศ จึงมีความสลับซับซ้อนมากกว่าตลาดภายในประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เงื่อนไขที่เกี่ยวกับสังคม หรือความเป็น อยู่ของผู้คนในประเทศที่จะส่งสินค้าไปขาย เราจึงควรแยกตลาดต่างประ เทศออกจากขบวนการของตลาดภาย ในประเทศ

ผู้รู้แนะนำว่า! โดยธรรมชาติการทำธุรกิจส่ง-ออกจะอาศัยปริมาณเป็นตัวกำหนด ยอดรวมตัวเลขกำไรและผลกำไรต่อหน่วย เมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรต่อ หน่วยกับการขายในประเทศแล้วแตกต่างกันมาก

ตัวอย่าง!

ขายในประเทศต่อเดือน 40,000 หน่วย กำไรหน่วยละ 5 บาท = กำไร 20,000 บาท

ขายในต่างประเทศต่อเดือน 100,000 หน่วย กำไรหน่วยละ 3 บาท = กำไร 30,000 บาท

เมื่อเป็นดังนี้ จึงมีการกล่าวแนะว่า ธุรกิจส่งออกที่ดีควรเป็นการส่งออกที่อาศัย กำลังการผลิตส่วนเกินที่เหลือจากการขาย ในประเทศ

ตัวอย่าง!

กำลังการผลิตของโรงงานมี 100,000 หน่วยต่อเดือน แต่ยอดขายในประเทศมีอยู่เพียง 40,000 หน่วยต่อเดือน กำลังการผลิตที่เหลืออีก 60,000 หน่วย ถือเป็นกำลังผลิตส่วนเกิน ในสภาวะเช่นนี้จึง เกิดขบวนการที่เรียกว่า Marginal Costing หรือการคำนวณต้นทุนส่วนเกิน

คงไม่มีใครแย้งว่า การทำธุรกิจส่ง-ออกมีความยุ่งยากมากกว่าการทำธุรกิจภายในประเทศ อีกทั้งผลกำไรต่อหน่วยจะ น้อยกว่าผลกำไรที่ได้จากการขายภายในประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าให้เลือกระหว่าง การส่งออกในอัตรากำไรที่ต่ำหรือไม่มีกำไร เลย กับการขายภายในประเทศ ทำให้คนย่อมเลือกประการหลังมากกว่า

เพราะฉะนั้น จึงอย่าแปลกใจว่าทำไม ประเทศไทยแม้จะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกงแล้ว ปริมาณการ ส่งออกของเราจึงเทียบกับเขาไม่ได้ สาเหตุเพราะไทยมีตลาดในประเทศที่ใหญ่พอรองรับอยู่ 65 ล้านคน และมีตลาดเพื่อนบ้านด้วย

ประการสำคัญ!! ในปีก่อนเกิดและสิ้นสุดสงคราม อินโดจีน ไทยไม่ตกอยู่ในภาวะที่ถูกเร่งรัด ให้ทำการส่งออก เพราะยังสามารถครอบครองตลาดเพื่อนบ้านได้อย่างมั่นคงนั่นเอง

อย่างไรก็ดี!!! โดยแท้จริงแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัย ที่ควรคำนึงถึงมากกว่าการคิดถึงแต่ผลกำไร เบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าธุรกิจหรือโรงงานมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ ดังได้อธิบายมาแล้ว

ทั้งนี้ โดยการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน และแยกตลาดภายในประเทศกับตลาดต่างประเทศออกจากกัน โดยถือว่าการ ส่งสินค้าออกไปขายในต่างประเทศนั้น เป็นการขายส่วนเพิ่ม (Extra Sales) ดังนั้น ถ้ากิจการสามารถชดเชยค่าใช้จ่ายประจำคงที่ (Fixed Cost) ได้ด้วยการขายภายใน ประเทศแล้ว กิจการก็จะสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายของสินค้าส่วนเกินที่ผลิตขึ้นมาเพื่อการส่งออกได้โดยมีค่าใช้จ่ายผันแปรเท่านั้น

หมายความว่า จุดคุ้มทุนเพื่อการส่งออกนั้น ต่ำกว่า จุดต้นทุนที่คำนวณจากต้นทุนคงที่ และต้นทุนผันแปรรวมกัน

เสมือนกับเราใช้เวลาที่เหลือจากการ ทำงานประจำไปรับงานเสริม รายได้ที่เข้ามาจึงรายได้ส่วนกำไรที่มีค่าบริหารต้นทุนน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตส่วนเกินนั้น จะยังคงมีผลอยู่ก็ต่อเมื่อไม่มีการลงทุนระยะยาวในทรัพย์สินถาวรที่ใช้ในการ ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก

หมายความว่า ถ้าเราเห็นว่าตลาดส่งออกมีอนาคต เปิดบริการทำอย่างจริงจัง ก็มีจะมีต้นทุนประจำเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนเครื่องจักร ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนการตลาด ฯลฯ ซึ่งการจะนำรายได้มาขดเชยต้นทุนที่สูญเสียไปก็คือการเพิ่มปริมาณการส่งออกให้มากขึ้น

การตั้งราคาสูงสุด หรือการขายสินค้าให้ได้มากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ได้รับกำไรสูงสุด

เพราะปัญหาสำคัญในการพยายามทำกำไรให้เพิ่มขึ้น ด้วยการตั้งราคาสินค้าให้สูงขึ้นนั้น อาจเป็นราคาที่สูงเกินไป ทำ ให้ขายได้น้อยลง หรือในทางตรงกันข้าม

การตั้งราคาสินค้าให้ต่ำเกินไปเพื่อต้องการให้สินค้าขาย ได้มาก อาจทำให้รายได้จากการขายน้อยลงก็เป็นได้

ผู้รู้แนะนำว่า! นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นจะต้องเป็นบุคคลที่สามารถตั้งราคาสินค้าในระดับที่รายรับจากการขาย มากกว่าต้นทุนทั้งหมด โดยมีช่วงกำไร (Profit Margin) มากที่สุด ซึ่งนโยบายการตั้งราคา คือการหาจุดที่มีกำไรมากที่สุดนั่นเอง ตัวอย่าง!

ทางเลือกที่ 1

ราคาต่อหน่วย 3.00 บาท จำนวนที่คิดว่าจะขายได้ 100 หน่วย ราคาที่คิดว่าจะได้รับ 300 บาท

โดยมีต้นทุนทั้งสิ้น 200 บาท เท่ากับว่าได้กำไร 100 บาท

ทางเลือกที่ 2

ราคาต่อหน่วย 2.50 บาท จำนวนที่คิดว่าจะขายได้ 200 หน่วย ราคาที่คิดว่าจะได้รับ 500 บาท

โดยมีต้นทุนทั้งสิ้น 300 บาท เท่ากับว่าได้กำไร 200 บาท

ทางเลือกที่ 3

ราคาต่อหน่วย 2.00 บาท จำนวนที่คิดว่าจะขายได้ 250 หน่วย ราคาที่คิดว่าจะได้รับ 500 บาท

โดยมีต้นทุนทั้งสิ้น 350 บาท เท่ากับว่าได้กำไร 150 บาท

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การเลือกทางเลือกที่ 1 โดยการตั้งราคาขายที่สูงหน่วยละ 3.00 หรือ ทางเลือกที่ 3 โดยการ ตั้งราคาขายที่ต่ำหน่วยละ 2.00 ต่างก็มิได้ให้ผลตอบแทนกำไรที่มากที่สุด

หากแต่เป็นทางเลือกที่ 2 ที่สามารถให้ผลตอบแทนกำไร ที่มากที่สุด

ผู้มีประสบการณ์ในการส่งออกเครื่องดื่มสมุนไพรไป ในตลาดตะวันออกกลางแนะนำกลยุทธ์การตั้งราคาสินค้าว่า สิ่ง ที่ต้องคำนึงถึงคือการส่งสินค้าไปขายในต่างประเทศนั้นมีต้นทุน แอบแฝงมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการขนส่ง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ต้นทุนการประกันสินค้าเสีย หาย (หากในสัญญาระบุว่าเราต้องเป็นฝ่ายชดใช้ค่าเสียหายหาก มีความเสียหายเกิดขึ้น) ต้นทุนการซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงิน ต้นทุนด้านการตลาด ต้นทุนค่านายหน้า ฯลฯ

เพราะฉะนั้นการตั้งราคาสินค้าต้องบวกต้นทุนเหล่านี้เข้าไปด้วย แต่ใน ขณะเดียวกันก็ต้องปรึกษาตัวแทนจัดจำหน่ายในต่างประเทศด้วยว่า สินค้าของคู่แข่งที่ผลิตแบบเดียวกับเราหรือใกล้เคียงกับเราเขาขายอยู่ที่เท่าไหร่ ถ้าเขาขายชิ้นละ 500 บาท เราขายชิ้นละ 700 บาท แบบนี้ก็คงขายยาก ยกเว้นแต่ว่าสินค้าของเราจะมีจุดเด่นด้านความทนทาน การดีไซน์ หรือมีแบรนด์เนมเป็นที่ยอมรับในตลาดนั้นๆ

แต่ถ้าสินค้าของคู่แข่งขาย 15,000 บาท ของเราขาย 12,000 บาท หรือขายราคาเดียวกันแต่ฟรี อุปกรณ์เสริม แถมคุณภาพดีกว่า อย่างนี้มีเท่าไหร่ก็หมด!!!

FTA Thai – Australia

FTA Thai – Australia


ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade Agreement: TAFTA)

วันที่ลงนาม  5 ก.ค. 47

วันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้  1 ม.ค. 48

ร้อยละของจำนวนรายการสินค้าที่ลดภาษีเป็น 0

ออสเตรเลีย

1 ม.ค. 48 = 83.21%

1 ม.ค. 53 = 96.07%

1 ม.ค. 58 = 100%

ไทย

1 ม.ค. 48 = 49.48%

1 ม.ค. 53 = 93.28%

1 ม.ค. 68 = 100%

ความเป็นมา
ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือ Thailand-Australia Free Trade Agreement (TAFTA) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548 โดยกำหนดให้ไทยและออสเตรเลียเริ่มเปิดเสรีการค้าทั้งในด้านสินค้า การบริการ และการลงทุน ระหว่างกัน รวมทั้งร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี เช่น มาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวดของออสเตรเลีย และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และในสาขาต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า อาทิ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และนโยบายการแข่งขัน เป็นต้น

การเปิดเสรีการค้าสินค้า
ออสเตรเลีย : ณ วันที่ 1 มกราคม 2553 ออสเตรเลียลดภาษีเป็น 0 ไปแล้วจำนวน 96.07% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด ส่วนรายการที่เหลือ ได้แก่ สิ่งทอและเสื้อผ้า จัดเป็นสินค้าอ่อนไหว ซึ่งจะลดภาษีเป็น 0 ในปี 2558

ไทย : ณ วันที่ 1 มกราคม 2553 ไทยลดภาษีเป็น 0 ไปแล้วจำนวน 93.28% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด ส่วนรายการที่เหลือเป็นสินค้าอ่อนไหว เช่น สินค้าปศุสัตว์ (เนื้อวัว เนื้อหมู นม เนย) ชา และกาแฟ จะทยอยลดภาษีเป็น 0ในปี 2558/2563

อย่าง ไรก็ตาม เพื่อให้ระยะเวลาที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมภายในประเทศในการปรับตัว ไทยและออสเตรเลียได้ตกลงที่จะให้มีการใช้มาตรการปกป้องพิเศษ หรือ Special Safeguard Measures: SSG) สำหรับสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวมาก เช่น เนื้อวัวและเนื้อหมู เครื่องในสัตว์อื่นๆ นมและผลิตภัณฑ์นม โดยหากมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเกินปริมาณที่กำหนด (trigger volume) ประเทศผู้นำเข้าสามารถกลับไปขึ้นภาษีที่อัตราเดิมก่อนเริ่มลดหรืออัตรา MFN ในขณะนั้น โดยใช้อัตราใดที่ต่ำกว่า ซึ่งไทยสามารถใช้มาตรการนี้จนถึงปี 2558/2563 ทั้งนี้ ณ ปัจจุบันออสเตรเลียไม่มีสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการปกป้องพิเศษ

กฎแหล่งกำเนิดสินค้า

ในการที่ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรภาย ใต้ความตกลงนี้ สินค้าจะต้องมีคุณสมบัติของกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ในแต่ละรายการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1) สินค้าที่ผ่านการผลิตในประเทศโดยใช้วัตถุดิบภายในทั้งหมด (Wholly Obtained) เช่น สินแร่ สินค้าเกษตรกรรม และสินค้าที่ได้จากสัตว์มีชีวิตในประเทศ และ 2) สินค้าที่มีการแปรสภาพอย่างเพียงพอ (Substantial Transformation) โดยการเปลี่ยนพิกัด (Change of Tariff Classification) เพราะการแปรรูป และการใช้วัตถุดิบภายในไทย/ออสเตรเลียเป็นสัดส่วนสำคัญในการผลิต (Regional Value Content) ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 40% หรือ 45% ของราคาสินค้า

-                     รายละเอียดความตกลง ไทย/อังกฤษ

-                     ตารางการลดภาษีของออสเตรเลีย

-                     ตารางการลดภาษีของไทย

-                     รายการสินค้าภายใต้โควตาภาษี

-                     รายการสินค้าของไทยและออสเตรเลียภายใต้ SSG

-          กฎแหล่งกำเนิดของสินค้าภายใต้ TAFTA

-          การขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า

-          เงื่อนไขการส่งออกผลไม้สดไปออสเตรเลีย

-         กฎและระเบียบการนำเข้าสินค้าอาหารของออสเตรเลีย

การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน (สรุป)

ออสเตรเลียจะ เปิดให้คนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทได้ 100% ยกเว้น หนังสือพิมพ์ การกระจายเสียง การขนส่งทางอากาศ และท่าอากาศยาน อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนที่มีขนาดเกิน 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนของต่างชาติก่อน พร้อมกันนี้ ออสเตรเลียจะอนุญาตให้ผู้บริหาร ผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญ และคู่สมรสและผู้ติดตาม เข้าไปทำงานได้คราวละ 4 ปี โดยต่ออายุได้ไม่เกิน 10 ปี รวมทั้งให้พ่อครัวไทยที่ได้รับประกาศนียบัตรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสัญญา ว่าจ้างงานจากกิจการในออสเตรเลียเข้าไปทำงานได้ไม่เกิน 4 ปี พร้อมกับยกเลิก Labor Market Test หรือ ข้อจำกัดที่กำหนดให้นายจ้างในออสเตรเลียต้องประกาศหาคนในประเทศมาสมัครเข้า ทำงานก่อนเป็นเวลา 4 สัปดาห์ หากไม่มีผู้ใดมาสมัครจึงจะอนุญาตให้ว่าจ้างคนงานจากต่างประเทศได้

-พันธกรณีด้านการค้าบริการและการลงทุนของออสเตรเลีย

ส่วนไทยจะ เปิดให้ออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลง ทุนสูงเช่น ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หอประชุม การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค สถาบันอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงแรมขนาดใหญ่ อุทยานสัตว์น้ำ มารีน่า และเหมืองแร่ โดยให้คนออสเตรเลียถือหุ้นได้ไม่เกิน 60% และกำหนดขนาดของพื้นที่และเงินลงทุนขั้นต่ำไว้เป็นเงื่อนไข พร้อมกันนี้ ไทยจะอนุญาตให้นักธุรกิจออสเตรเลียเข้ามาทำงานในไทยได้เฉพาะตำแหน่งผู้ บริหาร ผู้จัดการ และผู้เชี่ยวชาญ โดยเข้ามาทำงานได้คราวละ 1 ปี ต่ออายุได้ไม่เกิน 5 ปี และสามารถใช้บริการ one stop service ได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 30 ล้านบาท และนักธุรกิจผู้ถือบัตร APEC Business Travel Card สามารถเข้ามาประชุมและติดต่องานในไทยได้ไม่เกิน 90 วัน โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน

- พันธกรณีด้านการค้าบริการและการลงทุนของไทย

- ข้อมูลการจัดตั้งร้านอาหาร/ภัตตาคารไทยในประเทศออสเตรเลีย

- ธุรกิจร้านอาหารไทยในออสเตรเลีย

- ธุรกิจแต่งผม

- ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอาหาร

- วิธีปฏิบัติสำหรับนักลงทุนออสเตรเลีย

ความร่วมมือด้านการค้า

ไทยและออสเตรเลียได้ตกลงที่จะร่วมมือกันในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้การค้าระหว่างกันมีความโปร่งใสและคล่องตัวมากขึ้น เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการด้านมาตรการสุขอนามัยเพื่อแก้ไขปัญหาของสินค้าที่ติด มาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ พร้อมทั้ง ร่วมมือกันในด้านพิธีการด้านศุลกากร มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบายการแข่งขัน โดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการจัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคลากรของทั้งสองประเทศ

Thailand – Australia Free Trade Agreement: TAFTA

Thailand-Australia Free Trade Agreement

Thailand – Australia FTA Annexes

Tariff Schedule of Thailand (Cover)

Tariff Schedule of Thailand

Tariff Schedule of Australia (Cover)

Tariff Schedule of Australia

Tariff Quotas for Products under Category TQ (Cover)

Tariff Quotas for Certain Agricultural Sensitive Products

Rules of Origin (Annex 4.1)

Special Safeguards For Certain Sensitive Agricultural Products of Thailand (Annex 5)

Special Safeguards For Certain Sensitive Agricultural Products of Australia (Annex 5)

Thailand’s Schedule of Commitments (Annex 8)

Australia”s Schedule of Commitments (Annex 8)

TRQs Side Letters

Services Side Letters

Memorandum of Understanding Regarding the Determination of the List under Artical 403(2)

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

- โอกาสการเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (คู่มือการใช้ประโยชน์ฯ)

- Fact Book

- โอกาสส่งออกของไทย

- แนะนำโอกาสในการประกอบธุรกิจ

- ตอนที่1

- ตอนที่2

- ข้อมูลพื้นฐานประเทศออสเตรเลีย (Updated November 2009)

FTA – New Zealand

FTA – New Zealand


ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (Thailand - New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP)

วันที่ลงนาม 19 เม.ย. 48

วันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ 1 ก.ค. 48

ร้อยละของจำนวนรายการสินค้าที่ลดภาษีเป็น 0

นิวซีแลนด์

1 ก.ค. 48 = 79.08%

1 ม.ค. 53 = 88.46%

1 ม.ค. 58 = 100%

ไทย

1 ม.ค. 48 = 54.10%

1 ม.ค. 53 = 89.72%

1 ม.ค. 68 = 100%

ความเป็นมา
ไทย และนิวซีแลนด์มีการลงนามความตกลงฯ ในเดือนเมษายน 2548 เพื่อให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการเปิดตลาดด้านการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และนโยบายการแข่งขัน เป็นต้น

การเปิดเสรีการค้าสินค้า

นิวซีแลนด์ : ณ วันที่ 1 มกราคม 2553 นิวซีแลนด์ลดภาษีเป็น 0 ไปแล้วจำนวน 88.46% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด ส่วนรายการที่เหลือ ได้แก่ สิ่งทอ เสื้อผ้า และรองเท้า จัดเป็นสินค้าอ่อนไหว ซึ่งจะลดภาษีเป็น 0 ในปี 2558

ไทย : ณ วันที่ 1 มกราคม 2553 ไทยลดภาษีเป็น 0 ไปแล้วจำนวน 89.72% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด ส่วนรายการที่เหลือเป็นสินค้าอ่อนไหว เช่น นมและผลิตภัณฑ์ เนื้อวัว เนื้อหมู หัวหอมและเมล็ด สิ่งพิมพ์ Fiberboard Particleboard จะลดภาษีเป็น 0ในปี 2563

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ระยะเวลาที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมภายในประเทศในการปรับตัว ไทยและนิวซีแลนด์ได้ตกลงให้มีการใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguards) สำหรับสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าอ่อนไหวเพื่อให้ภาคการผลิตภายในประเทศมีเวลาปรับตัว กล่าวคือ หากมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเกินปริมาณที่กำหนด (Trigger Volume)ประเทศผู้นำเข้าสามารถกลับไปขึ้นภาษีที่อัตราเดิมก่อนเริ่มลดหรืออัตรา MFN ในขณะนั้น โดยใช้อัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า สำหรับไทยได้มีการใช้มาตรการปกป้องพิเศษสำหรับสินค้า 41 รายการได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เครื่องในสัตว์ นมและครีม หางนม เนย ไขมันนม เนยแข็ง บัตเตอร์มิลค์ น้ำผึ้งธรรมชาติ ส้มแมนดาริน องุ่นสด และมันฝรั่งแปรรูป และไทยสามารถใช้มาตรการนี้ได้จนถึงปี พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2563สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอื่นๆ หากมีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้นอันมีสาเหตุเนื่องมาจากการลดภาษีจนทำให้ อุตสาหกรรมภายในเสียหายก็สามารถใช้มาตรการปกป้อง (Safeguards) ได้เป็นการชั่วคราว เพื่อให้อุตสาหกรรมภายในมีเวลาปรับตัว

ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ไม่มีสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการปกป้องพิเศษ

กฎแหล่งกำเนิดสินค้า

ในการที่ผู้ส่งออกทั้งสองประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรภายใต้ ความ ตกลงนี้ สินค้าจะต้องมีคุณสมบัติของกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ ในแต่ละรายการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ 1) สินค้าที่ผ่านการผลิตในประเทศโดยใช้วัตถุดิบภายในทั้งหมด (Wholly Obtained) และ 2) สินค้าที่มีการแปรสภาพอย่างเพียงพอ (Substantial Transformation) โดยการเปลี่ยนพิกัด (Change of Tariff Classification) เพราะการแปรรูป และการใช้วัตถุดิบภายในไทย/นิวซีแลนด์เป็นสัดส่วนสำคัญในการผลิต (Regional Value Content) ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 40 และ 45 ของราคาสินค้า

การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน

ทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันที่จะเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการภายใน 3 ปี หลังความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ โดยในระหว่างที่ยังไม่มีการเจรจา ทั้งสองฝ่ายจะอำนวยความสะดวกให้คนไทยและนิวซีแลนด์เดินทางไปทำงานและติดต่อ ธุรกิจในอีกประเทศหนึ่งได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยนิวซีแลนด์จะอนุญาตให้พ่อครัวไทยที่ได้รับวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรง งานเข้าไปทำงานได้คราวละ 3 ปี และต่ออายุได้อีก 1 ปี โดยมีสัญญาจ้างงาน ส่วนไทยจะอนุญาตให้นักธุรกิจนิวซีแลนด์ที่เข้ามาประชุมและติดต่องานในไทย สามารถยื่นขอ Multiple Entry Visa ณ สถานทูตไทยในต่างประเทศได้ และให้นักธุรกิจเข้ามาประชุมและติดต่องานในไทยได้ไม่เกิน 90 วัน รวมทั้งให้นักลงทุนนิวซีแลนด์ใช้บริการศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 30 ล้านบาท (Side Letter: Temporary Entry for New Zealand Business People in Thailand) /(Side Letter: Temporary Entry for Thai chefs in New Zealand)

ส่วนในเรื่องการลงทุน นิวซีแลนด์จะให้คนไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทได้ 100% ยกเว้นประมง และหากเป็นการลงทุนที่มีขนาดเกิน 50 ล้านเหรียญนิวซีแลนด์ จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการการลงทุนต่างชาติก่อน โดยในอนาคตนิวซีแลนด์จะพิจารณาขยายเพดานการลงทุนที่ต้องขออนุญาตจาก 50 ล้านเหรียญฯ เป็น 100 ล้านเหรียญฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยมากขึ้น ส่วนไทยจะเปิดเสรีการลงทุนทางตรงให้คนนิวซีแลนด์ลงทุนได้ 100% ในธุรกิจผลิตสินค้าบางประเภทโดยเฉพาะธุรกิจที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลง ทุน โดยต้องนำเงินมาลงทุนไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท อาทิ ธุรกิจผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซอฟแวร์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์กระดาษ การแปรรูปอาหารที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะให้การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันโดยมีสาระสำคัญ ทำนองเดียวกับความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) (New Zealand’s Schedule on Investment) //(Thailand’s Schedule on Investment)

ความร่วมมือด้านต่างๆเกี่ยวกับการค้า

ไทย และนิวซีแลนด์จะร่วมมือกันพัฒนาในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและสนับสนุนให้การค้าระหว่างสอง ประเทศมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เช่น พิธีการด้านศุลกากร พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าระหว่างกัน การจัดอบรมและสัมนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคลากรทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ ไทยและนิวซีแลนด์จะจัดตั้งคณะกรรมการด้านมาตรการสุขอนามัยขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหามาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่เข้มงวดของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการส่งออกสินค้าผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ของไทย ทั้งนี้ สินค้าเบื้องต้น (Priority Products) ที่ไทยได้ระบุไว้เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขภายใน 2 ปี ได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ขิงสด และทุเรียน (Side Letter: Product Priorities for SPS Market Access)

Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership: TNZCEP

-  Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership Agreement (TNZCEP)

-  Tariff Schedule-Thailand (Cover Sheet)

-  Tariff Schedule- Thailand

-  Tariff Schedule- New Zealand (Cover Sheet)

-  Tariff Schedule- New Zealand

-  Tariff Quotas- Thailand (Cover Sheet)

-  Tariff Quotas Schedule- Thailand

-  Rules of Origin

-  Special Safeguards- Thailand

-  Investment Schedule- Thailand

-  Investment Schedule- New Zealand

-  Side Letter: Product Priorities for SPS Market Access

-  Side Letter: Temporary Entry for New Zealand Business People in Thailand

-  Side Letter: Temporary Employment for Thai Chefs in New Zealand

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

- Fact Book

- ความตกลง

- โอกาสการเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (คู่มือการใช้ประโยชน์ฯ)

- ข้อมูลพื้นฐานประเทศนิวซีแลนด์

FTA Thai – India

FTA Thai – India


เขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย (India-Thailand Free Trade Area: ITFTA)

- เริ่มลดภาษี Early Harvest Scheme (82 รายการ) 1 ก.ย. 2547

- ลดภาษีเป็น 0 วันที่ 1 ก.ย. 2549

ไทยและอินเดียได้ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 โดยสาระสำคัญของกรอบความตกลงฯ จะครอบคลุมการเปิดเสรีทั้งในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ (รายละเอียดกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย //  พิธีสารแก้ไขกรอบความตกลง)

การเปิดเสรีการค้าสินค้า
การเปิดเสรีการค้าสินค้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที (Early Harvest Program) และการลดภาษีสินค้าทั่วไป

- การเร่งลดภาษีสินค้าบางส่วนทันที (Early Harvest Scheme: EHS) ไทยและอินเดียได้ยกเลิกภาษีสินค้าจำนวน 82 รายการ เช่น เงาะ ลำไย มังคุด ทุเรียน ข้าวสาลี อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ (พลอยสี) เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ บอลล์แบริ่ง และส่วนประกอบของเครื่องยนต์ เป็นต้น (รายการสินค้าภายใต้ Early Harvest Scheme)ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2549

สินค้าที่จะได้รับสิทธิการลดภาษีภายใต้ EHS ต้องได้แหล่งกำเนิดของสินค้าตามกฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันไว้ คือ สินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด (Wholly Obtained) หรือ สินค้าที่ผลิตในไทยหรืออินเดียโดยมีการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรในระดับที่กำหนดไว้ (Change in Tariff Classification) และมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัสดุในประเทศตามที่กำหนด (Local Value Added Content) (กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าชั่วคราว)

ผู้ส่งออกสามารถขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ภายใต้ Form FTA  เพื่อจัดทำคำขอให้ตรวจ/รับรองคุณสมบัติทางด้านแหล่งกำเนิดของสินค้า พร้อมคำรับรองและรายละเอียดต้นทุนการผลิตสินค้า ตามแบบที่กรมการค้าต่างประเทศ กำหนด (รายละเอียดwww.dft.go.th)

สินค้าส่งออกสำคัญภายใต้ EHS ได้แก่ โพลิคาร์บอเนต เครื่องรับโทรทัศน์สี เครื่องปรับอากาศ อะลูมิเนียมเจือ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ อิพอกไซด์เรซิน เป็นต้น สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ กระปุกเกียร์ แท็ปและก๊อก ของทำด้วยเหล็กและเหล็กกล้า เป็นต้น

- การลดภาษีสินค้าทั่วไป:

อยู่ระหว่างการจัดทำความตกลงการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods) โดยจะเปิดตลาดสินค้ารวมประมาณ 90% ของพิกัดฯ ใช้อัตราภาษีปกติ (MFN applied rate) ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 เป็นอัตราฐานในการลด/ยกเลิกภาษี แบ่งการลดภาษีเป็น

¨       กลุ่มสินค้าปกติ (Normal Track: NT) ลดภาษีเหลือ 0%

¨       กลุ่มสินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track: ST) ลดภาษีเหลือ 5%

¨       กลุ่มสินค้าไม่ลดภาษี (Exclusion List: EL) จะไม่มีการลดภาษีสินค้ากลุ่มนี้

การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน
อยู่ระหว่างการจัดทำร่างความตกลงการค้าบริการ และร่างความตกลงการลงทุน

เอกสารที่เกี่ยวข้อง
- Fact Book
- ความตกลง
- ข้อมูลพื้นฐานประเทศอินเดีย

FTA Thai – Japan

FTA Thai – Japan


ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA)

ลงนาม 3 เม.ย. 50

เริ่มลดภาษี 1 พ.ย. 50

ลดภาษีเป็น 0

ญี่ปุ่น

1 พ.ย. 50 = 86.14%

1 เม.ย.60 = 91.21%

ไทย

1 พ.ย. 50 = 31.07%

1 เม.ย.60 = 97.59%

ปัจจุบันภาษีเป็น 0

ญี่ปุ่น 86.14%

ไทย 63.0%

ความเป็นมา
ในระหว่างการประชุม Boao Forum for Asia ณ มณฑลไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2545 นายกรัฐมนตรีไทยและญี่ปุ่นได้หารือและเห็นควรให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อศึกษาการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย-ญี่ปุ่น เพื่อผลักดันความร่วมมือที่ครอบคลุมรอบด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งการจัดทำความตกลงการค้าเสรี โดยให้ยึดรูปแบบความตกลง Japan-Singapore for a New-Age Economic Partnership Agreement (JSEPA) เป็นตัวอย่างในการทำความตกลงไทย-ญี่ปุ่น และต่อมา ในวันที่ 11 ธันวาคม 2546 ผู้นำทั้งสองได้พบหารือทวิภาคีและเห็นชอบให้เริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อจัดทำความตกลง JTEPA โดยให้เริ่มการประชุมเจรจาครั้งแรกที่ประเทศไทยในต้นปี 2547

การเจรจา
ในเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายได้แบ่งกลุ่มการเจรจาไว้ทั้งสิ้น 21 กลุ่ม อาทิ การเปิดตลาดสินค้า และบริการ การลงทุนและการเคลื่อนย้ายบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการปกป้องทางการค้า พิธีการด้านศุลกากร นโยบายการแข่งขัน กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น โดยแต่ละกลุ่มจะมีผู้นำเจรจา ทั้งนี้ ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจา JTEPA อย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 1 ที่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องกันในกรอบการเจรจา (Framework of the Negotiations) หรือ TOR ของ JTEPA อาทิ หลักการการเจรจา โครงสร้างและขอบเขตการเจรจา ซึ่งรวมเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และความร่วมมือด้านบวกในสาขาต่างๆ เช่น ความร่วมมือด้านการบริการการเงิน ความร่วมมือด้านการเกษตร ป่าไม้และประมง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การท่องเที่ยว วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
หลังจากทั้งสองฝ่ายได้เจรจาทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการมากกว่า 10 ครั้ง ก็สามารถบรรลุผลการเจรจาอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 และนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามความตกลงนี้แล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของทั้งสองประเทศได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมความร่วมมือด้านการเกษตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมความร่วมมือ 7 สาขาด้วย
สถานะล่าสุด

ไทยและญี่ปุ่นเริ่มบังคับใช้ความตกลง JTEPA แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550

เอกสารความตกลง JTEPA

Agreement between Japan and the Kingdom of Thailand for an Economic Partnership

ความตกลง Basic Agreement

ความตกลง Basic Agreement (เฉพาะข้อบท)                                                 English ภาษาไทย

• ภาคผนวก 1 ที่กล่าวถึงในบทที่ 2 ตารางที่เกี่ยวข้องกับข้อ 18

- ส่วนที่ 1 หมายเหตุทั่วไป                                                              English ภาษาไทย

- ส่วนที่ 2 หมายเหตุสำหรับตารางของญี่ปุ่น

(ตารางการลดภาษีของญี่ปุ่น – สำหรับการส่งออกไปญี่ปุ่น)                     English ภาษาไทย

- ส่วนที่ 3 หมายเหตุสำหรับตารางของไทย

(ตารางการลดภาษีของไทย – สำหรับการนำเข้าจากญี่ปุ่น)                      English ภาษาไทย

• ภาคผนวก 2 ที่กล่าวถึงในบทที่ 3

กฎเฉพาะผลิตภัณฑ์                                                                      English ภาษาไทย

• ภาคผนวก 3 ที่กล่าวถึงในบทที่ 3

ข้อกำหนดเรื่องข้อมูลขั้นต่ำสำหรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า               English ภาษาไทย

• ภาคผนวก 4 ที่กล่าวถึงในบทที่ 6

ภาคผนวกว่าด้วยผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า                                                     English ภาษาไทย

• ภาคผนวก 5 ที่กล่าวถึงในบทที่ 7

ตารางข้อผูกพันเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับข้อ 77                                         English ภาษาไทย

• ภาคผนวก 6 ที่กล่าวถึงในบทที่ 8

ตารางที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน                                                         English ภาษาไทย

• ภาคผนวก 7 ที่กล่าวถึงในบทที่ 9

ข้อผูกพันเฉพาะสำหรับการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา                             English ภาษาไทย

ความตกลง Implementing Agreement                                                        English ภาษาไทย

แถลงการณ์ร่วมในโอกาสการลงนาม JTEPA                                                    English ภาษาไทย

หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่าง รมว. การต่างประเทศ                                              English ภาษาไทย

แถลงการณ์ร่วมระหว่าง รมว. พาณิชย์ของไทย และ รมว. เศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

English ภาษาไทย

แถลงการณ์ร่วมระหว่าง รมว. เกษตรและสหกรณ์ของไทย และ รมว. เกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่น

English ภาษาไทย

ตารางการลดภาษีของญี่ปุ่นประจำปี 2553(updates มกราคม 2553)

ตารางการลดภาษีของไทย

ประกาศลดภาษีสำหรับความตกลง JTEPA

ประกาศลดภาษีสำหรับความตกลง JTEPA (ฉบับที่ 2)

ประกาศลดภาษีสำหรับความตกลง JTEPA (ฉบับที่ 3)

การค้าบริการและการลงทุนภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA)

- สรุป

- JTEPA Text (p44-74 SERVICES I MNP)

- JTEPA Final SERVICES ANNEX (p791-931 THp852)

- JTEPA Final INVESTMENT ANNEX 6 (p932-961 THp948)

- JTEPA Final MNP ANNEX 7 (p962-975 THp968)

กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงพาณิชย์(http://www.dft.moc.go.th)

ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยก เว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับสินค้าที่ประเทศไทยมีพันธกรณีตามความตกลง การเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (สินค้าเกษตร 21 รายการ) ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับ ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2550

ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยก เว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราช อาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2550

ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยก เว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับกล้วยสดสับปะรดสดและเนื้อสุกรปรุงแต่งที่ มีโควตาส่งออกตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็น หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2550

กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2550

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้ยภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับกล้วยสด สับปะรดสด และเนื้อสุกรปรุงแต่ง ที่มีโควตาส่งออก ตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2550

การนำสินค้าที่ประเทศไทยมีพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลกเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมความตกลงต่าง ๆ ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น

กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับโควตาสินค้าเหล็ก

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ สำหรับปี 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำเข้าในปี 2552 พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2551 (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลัเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจซึ่งนำเข้าในปี 2553 (Updated มกราคม 2553)

ผลการจัดสรรโควตาสินค้าเหล็ก

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ สำหรับปี 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ สำหรับปี 2551 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ สำหรับการนำเข้าในปี 2551 (วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ สำหรับการนำเข้าในปี 2551 (วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ สำหรับการนำเข้าในปี 2551 (วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำเข้าในปี 2552 พ.ศ. 2551

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำเข้าในปี 2552 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552

ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการจัดสรรปริมาณการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กและเหล็กกล้าที่มีโควตาตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจซึ่งนำเข้าในปี 2553 (Updated มกราคม 2553)

กระทรวงอุตสาหกรรม

ประกาศการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ OEM สำหรับ JTEPA

กระทรวงการคลัง (http://www.customs.go.th)

- หลักเกณฑ์และพิธีการสำหรับการยกเว้นและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากญี่ปุ่น

- กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า

- C/O ฟอร์ม JTEPA

- Overleaf

หนังสือ (Updated มกราคม 2553)

: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (โดยกระทรวงการต่างประเทศ)

: การสัมนาและเวทีสาธารณะ JTEPA (โดยกระทรวงการต่างประเทศ)

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

- ข้อมูลพื้นฐานประเทศญี่ปุ่น

FTA Thai – Peru

FTA Thai – Peru


ความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-เปรู

วันที่ลงนาม 19 พ.ย. 48 (พิธีสารเพื่อเร่งเปิดเสรีทางการค้าและอำนวย

ความสะดวกทางการค้า (Early Harvest))

16 พ.ย. 49 (พิธีสารเพิ่มเติมเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า)

13 พ.ย. 52 (พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 2 เรื่องการปรับ HS 2007)

วันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้

อยู่ระหว่างดำเนินการกระบวนการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในครึ่งปีแรกของปี 2554

การลดภาษี ไทยและเปรูได้ตกลงที่จะยกเลิก/ลดภาษีเป็นจำนวนร้อยละ 70 ของจำนวนสินค้าทั้งหมด ดังนี้

เปรู

1) ภาษีเป็น 0 ทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้

= 50% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด

2) ภาษีเป็น 0 ภายใน 5 ปี = 20%  ของจำนวนสินค้าทั้งหมด

ไทย

1) ภาษีเป็น 0 ทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้

= 50% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด

2) ภาษีเป็น 0 ภายใน 5 ปี = 20%  ของจำนวนสินค้าทั้งหมด

ความเป็นมา

ไทยและเปรูได้มีการลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 17ตุลาคม 2546 ซึ่งครอบคลุมในเรื่องการเปิดเสรี การอำนวยความสะดวก และความร่วมมือด้านการค้าสินค้า บริการและการลงทุน รวมทั้งการขยายความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า (รายละเอียดกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-เปรู)

ไทยและเปรูได้เริ่มเจรจาเพื่อเปิดเสรีทางการค้ารอบแรกตั้งแต่มกราคม 2547 ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาเร่งเปิดเสรีสินค้าบางส่วนก่อน (ร้อยละ 70 ของจำนวนสินค้าทั้งหมด แบ่งเป็นลดภาษีศูนย์ทันที ร้อยละ 50 และภายใน 5 ปี ร้อยละ 20) ในรอบที่ 7 เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2548  โดยจัดทำเป็นพิธีสารเพื่อเร่งเปิดเสรีทางการค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (Early Harvest) ลงนามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548ในการประชุมผู้นำเอเปค ณ นครปูซาน ประเทศเกาหลี โดยพิธีสารดังกล่าวมีสาระครอบคลุมเรื่องการค้าสินค้า กฎเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้อง มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า พิธีการศุลกากร การบริหารจัดการกฎหมาย กฎระเบียบที่โปร่งใส กลไกระงับข้อพิพาท และการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม

ประเด็นที่จะต้องดำเนินการเจรจาต่อไป

ไทยและเปรูยังคงต้องดำเนินการเจรจาเปิดตลาดสินค้าที่เหลืออยู่อีกร้อยละ 30 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรอ่อนไหวของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ต้องเจรจาต่อในประเด็น Special Safeguard การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า

พิธีสารระหว่าง ราชอาณาจักรไทย และ สาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า(ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- ภาคผนวก 1 การค้าสินค้า (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- ภาคผนวก 2 กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- ภาคผนวก 3 มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- ภาคผนวก 4 อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- ภาคผนวก 5 พิธีการศุลกากร (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- ภาคผนวก 6 การบริหารจัดการกฎหมายและกฎระเบียบที่โปร่งใส (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- ภาคผนวก 7 การหารือและการระงับข้อพิพาท (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

Appendix 1.1 - Peru’s List of Goods

Appendix 1.2- Thailand’s List of Goods

Appendix 2 – Tariff Schedule

Appendix 3 – Used Goods

ต่อมาไทยและเปรูได้มีการลงนามพิธีสารเพิ่มเติมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ในการประชุมผู้นำเอเปค ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

พิธีสารเพิ่มเติมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- เอกสารแนบ 1 หมายเหตุหลัก (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ) และ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า  (ภาษาไทย ||ภาษาอังกฤษ)

- เอกสารแนบ 2 ข้อมูลขั้นต่ำ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- เอกสารแนบ 3 ข้อมูลขั้นต่ำ ใบสำแดงของผู้ผลิต (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- เอกสารแนบ 4 ตารางภาษี  (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

สืบเนื่องจากการปรับระบบฮาร์โมไนซ์ ของตารางภาษีและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าจากปี 2002

เป็นปี 2007 ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาปรับพิธีสาร 2 ฉบับแรก เป็นระบบใหม่ รวมทั้งมีการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนความเข้าใจเรื่อสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยมีการลงนามพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ภายใต้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 โดยมีเป้าหมายที่จะให้ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ในไตรมาสแรกของปี 2553

พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ภายใต้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า (ภาษาไทย || ภาษาอังกฤษ)

- เอกสารแนบ 1   - รายการสินค้าของเปรู (ภาษาอังกฤษ)
รายการสินค้าของไทย (ภาษาอังกฤษ)

- เอกสารแนบ 2   - หมายเหตุหลักของบัญชีแนบท้าย 1 (กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า)

ภาษาไทย // ภาษาอังกฤษ

- กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า

ภาษาไทย // ภาษาอังกฤษ

Thailand’s Exchange of Letter on Fish and Fish products

Peru’s Exchange of Letter on Fish and Fish products

* Joint Media Release  ภาษาไทยภาษาอังกฤษ

* Press Release  ภาษาไทย // // ภาษาอังกฤษ

สถานะล่าสุด

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นในพิธีสารที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญของเปรู ไทยและเปรูจึงอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อแก้ไขพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้า ที่ได้มีการลงนามเมื่อปี 2548 ข้อ F และ G ในบทบัญญัติข้อ 3 ภาคผนวก 2 เรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่มีการผลิตหรือได้มาจากในประเทศทั้งหมด (Wholly Obtained) ในส่วนของสินค้าที่มาจากทะเลหรือพื้นดินใต้ทะเล เช่น สัตว์น้ำ พืชน้ำ แร่ธาตุ และทรัพยากรทางทะเล ตามสิทธิภายใต้กฎหมายภายในหรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เนื่องจากเปรูพบว่าถ้อยคำดังกล่าว มีการกำหนดอาณาเขตทางทะเลตาม UNCLOS ซึ่งเปรูไม่ได้เป็นภาคีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว และกฎหมายภายในของเปรูมีการกำหนดอาณาเขตทางทะเลที่แตกต่างกัน

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบการเจรจาเพื่อแก้ไขกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้พิธีสารฯไทย-เปรู พ.ศ. 2548 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 และขั้นตอนต่อไปรอเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบในช่วงเดือน สิงหาคม 2553

-      รายงานการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องการแก้ไขกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ภายใต้พิธีสารเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้าไทย-เปรู ปี พ.ศ. 2548 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553

-      รายชื่อผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลพื้นฐานเปรู Updated May 24, 2010

ความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไทย-เปรู (powerpoint file)

สรุปสาระความตกลงเพื่อการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-เปรู (pdf file)

BIMSTEC FTA

BIMSTEC


เขตการค้าเสรี BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation )

BIMSTEC FTA ถือเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน ของไทยสู่เอเชียใต้ เนื่องจาก BIMSTEC เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 1,500 ล้านคน จึงมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งกระจายสินค้าส่งออกของไทย ที่มีความหลากหลายทั้งด้านคุณภาพและราคาของสินค้า นอกจากนี้ ไทยจะยังสามารถขยายขยายความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในเอเชียใต้ ทั้ง บังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียนเข้าด้วยกัน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 รัฐมนตรีเศรษฐกิจ/การค้าของประเทศสมาชิก BIMSTEC ได้ร่วมลงนามกรอบความตกลงเขตการค้าเสรี BIMSTEC ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย เพื่อร่วมกันจัดตั้งเขตการค้าเสรี ที่ครอบคลุมทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันสมาชิก BIMSTEC ประกอบด้วย 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย (รายละเอียดกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี BIMSTEC)ตามกรอบความตกลงฯ ประเทศสมาชิกได้ตกลงที่จะแบ่งสินค้าที่จะนำมาเจรจาลด/ยกเลิกภาษีออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าเร่งลดภาษี (Fast Track) และกลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ (Normal Track) นอกจากนี้ ยังได้ตกลงให้มีสินค้าจำนวนหนึ่งที่จะยังไม่นำมาลดภาษี โดยจะจัดไว้ในกลุ่มสินค้า Negative List (NL)

ได้จัดตั้งคณะกรรมการเจรจาการค้า BIMSTEC (BIMSTEC Trade Negotiating Committee: BIMSTEC TNC) เพื่อเจรจารายละเอียดของข้อตกลงการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ภายใต้ BIMSTEC FTA ปัจจุบัน ศรีลังกาเป็นประธานการประชุม BIMSTEC TNC

สถานะปัจจุบัน

สมาชิก BIMSTEC สามารถหาข้อสรุปการจัดทำความตกลงการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods) ได้แล้ว เหลือเพียงการยื่นตารางรายการสินค้าที่จะมีการเปิดเสรี เพื่อแนบท้ายความตกลงฯ และการตรวจทานถ้อยคำด้านกฎหมายของความตกลงฯ

การเปิดตลาดสินค้า

ใช้อัตราภาษีปกติ (MFN Applied Rate) ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นอัตราฐานในการลด/ยกเลิกภาษี แบ่งการลด/ยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1) Fast Track: ทยอยลดภาษีเหลือ 0% ครอบคลุมสินค้า 10% ของพิกัดฯ

2) Normal Track: แบ่งเป็น

2.1) Normal Track Elimination: ทยอยลดภาษีเหลือ 0% ครอบคลุมสินค้า 21% ของพิกัดฯ

2.2) Normal Track Reduction: ทยอยลดภาษีเหลือ 1-5% ครอบคลุมสินค้า 50% ของพิกัดฯ

3) Negative List: ไม่มีการลดภาษีสินค้ากลุ่มนี้ ครอบคลุมสินค้า 19% ของพิกัดฯ

ทั้งนี้ แต่ละกลุ่มจะมีระยะเวลาการลด/ยกเลิกภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า

- ประเทศกำลังพัฒนา (อินเดีย ศรีลังกา และไทย): กฎทั่วไปใช้เกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดศุลกากรระดับ 6 หลัก (Change in Tariff Sub-Heading: CTSH) ควบคู่กับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local content) 35%

- ประเทศ LDCs (พม่า บังกลาเทศ ภูฏาน และเนปาล): กฎทั่วไปใช้เกณฑ์ CTSH+Local content 30%

- จัดทำกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules: PSRs) อีกจำนวนหนึ่ง ครอบคลุมสินค้าที่ไทยมีศักยภาพส่งออกแต่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์กฎทั่วไปได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว อัญมณี ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์สี อัญมณี เป็นต้น

การค้าบริการและการลงทุน

อยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าบริการและความตกลงการลงทุน โดยจะครอบคลุมสาขาที่สำคัญ และใช้แนวทาง positive list approach และมีการให้การปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่าง และความยืดหยุ่นแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

- Fact Book