ซีอาร์เอ็ม เครื่องมือสร้าง ( จุดต่าง ) การตลาด

ซีอาร์เอ็ม เครื่องมือสร้าง(จุดต่าง)การตลาด

ภาวะเศรษฐกิจขาลงกำลังเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับธุรกิจโทรคมโดยเฉพาะการหาจุด”แตกต่าง”ทางการตลาดท่ามกลางยุคที่ทุกรายแทบจะใช้เทคโนฯจากผู้ค้าเดียวกัน

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการเริ่มหันมามอง “งานบริการลูกค้า” ที่เดิมมีความหมายเฉพาะแง่ของ “ต้นทุน” ว่า จะกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่สะท้อนจุดเด่นของตัวเองให้เข้าตาลูกค้า เพื่อผูกใจและซื้อใจกันไว้ในระยะยาว
ผลสำรวจของแอ็คเซ็นเจอร์ ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป หรือลูกค้าองค์กร ต่างก็มีความต้องการที่เหมือนกันจากผู้ให้บริการสื่อสาร คือ “ประสบการณ์ที่ดี”

บริการลูกค้าต้อง “ทำเอง”
นายแซคคารี่ แม็คเกียรี่ นักวิเคราะห์ บริษัท ฟอเรสเตอร์ รีเสิร์ช กล่าวว่า มีแนวโน้มว่า ผู้ให้บริการสื่อสาร จะดึงงานด้านกระบวนการทางธุรกิจที่เคยเอาท์ซอร์สไปยังบริษัทภายนอก กลับคืนมาที่สหรัฐ เพราะงานบริการลูกค้า กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความแตกต่างให้ มากกว่าการมุ่งลดค่าใช้จ่าย

ล่าสุด เอทีแอนด์ที ตัดสินใจยกเลิกการเอาท์ซอร์สงานบริการลูกค้า ที่เคยใช้จากบริษัทในต่างประเทศ เพื่อดึงกลับมาทำเอง และมีแผนจ้างบุคลากรกลับเข้ามาเพื่อรองรับงานส่วนนี้ในสหรัฐเพิ่มอีก 5 พันตำแหน่ง สวนกระแสเศรษฐกิจขาลง โดยปัจจุบันเริ่มแล้ว 3 พันตำแหน่ง

นายบิล เบลส รองประธานอาวุโสฝ่ายบุคคล ของเอทีแอนด์ที กล่าวว่า ตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ จะมารองรับการให้บริการลูกค้าทั้งในธุรกิจสื่อสารไร้สาย วีดิโอ และบรอดแบนด์

จากคอลล์เซ็นเตอร์สู่ซีอาร์เอ็ม
นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับงานบริการลูกค้ามาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการลงทุนจำนวนมากไปกับระบบคอลล์เซ็นเตอร์ ก่อนต่อยอดมาสู่การพัฒนาจุดให้บริการ (เอาท์เล็ต) จนมาถึงการมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า (พรีวิเลจ) อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของเอไอเอสชัดเจนว่า งานบริการลูกค้า และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (ซีอาร์เอ็ม) ไม่ใช่เพื่อผูกใจให้ลูกค้ารักเอไอเอสเท่านั้น แต่ต้องการให้ “ลูกค้ารักเรามากขึ้น”
ขณะที่กลไกราคานั้น ปัจจุบันค่าบริการจะปรับตัวโดยอัตโนมัติ สงครามราคาบ้าๆ บอๆ คงไม่มีแล้ว แต่จะสมเหตุสมผลมากขึ้นจากปัจจัยค่าเชื่อมโครงข่าย (ไอซี) เห็นได้จากโปรโมชั่นที่ส่งเสริมการโทรภายในเครือข่ายมากขึ้น

4 เคล็ดลับผูกใจลูกค้า
ผลการศึกษาจากแอ็คเซ็นเจอร์ และฟอเรสเตอร์ ระบุตรงกันว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคหรือภาคธุรกิจ ต่างก็มีข้อเรียกร้อง แทบจะไม่แตกต่างกันจากผู้ให้บริการของพวกเขา ได้แก่

1. การให้บริการผ่านจุดเดียว ที่ลูกค้าสามารถติดต่อเกี่ยวกับทุกผลิตภัณฑ์ ได้จากพนักงานคนเดียวกัน เช่น อาจให้พนักงานคนเดียวดูแลลูกค้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งไปเลย หรือกรณีของผู้บริโภค ก็อาจใช้บริการสอบถามได้ผ่านเลขหมายเดียว

2. รวมทุกค่าบริการไว้ในใบเสร็จเดียว เพราะลูกค้าต่างก็คาดหวังถึงความง่ายของการใช้บริการ ทั้งแพ็คเกจที่ปรับเปลี่ยนได้ ด้วยการผสมผสานรูปแบบทั้งพรีเพด และโพสต์เพด รวมถึงการเลือกจ่ายได้ทั้งผ่านบัตรเครดิต เดบิต หรือเช็ค

3. ใบเสร็จเที่ยงตรง ดูง่าย เนื่องจากเสียงบ่นอันดับ 1 จากลูกค้าคือ ใบเสร็จที่อ่านแล้วงง หรือข้อมูลไม่ถูกต้อง ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาได้ด้วย โดยข้อมูลระบุว่า ประมาณ 35% ของลูกค้าที่โทรเข้ามา ส่วนใหญ่จะมีคำถามหรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับใบเรียกเก็บเงิน

4. การสนองตอบอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้เร็ว โดยอาจทำได้ทั้งการติดตั้งระบบตอบรับอัตโนมัติ (ไอวีอาร์) ที่ดีขึ้น เพื่อให้ลูกค้าติดต่อกับตัวแทนที่รับผิดชอบได้ทันที และยังช่วยลดสายที่โทรเข้าไปยังพนักงาน แต่สามารถดูแลลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ผลสำรวจของแอ็คเซ็นเจอร์ พบว่า ประมาณ 10% ของลูกค้าองค์กรที่ย้ายค่ายการใช้บริการ มาจากปัญหาอันดับ 1 ก็คือ ใบเรียกเก็บค่าบริการ (บิลลิ่ง)

จาก CRM ก้าวสู่ CEM

จาก CRM ก้าวสู่ CEM

AIS ถือเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ได้อย่างดี
นางสาวอรุณภรณ์ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการฝ่าย บริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์
เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสกล่าว ถึงจุดเริ่มต้นในการทำ CRM ว่า ประการแรกในการ
คิดที่จะทำ CRM ต้องถามตัวเองก่อนว่า ทำไป เพื่ออะไร สามารถตอบกลยุทธ์บริษัทได้หรือเปล่า
ในส่วนของเอไอเอสได้ทำเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา เพราะบริษัทฯ เริ่มมองเห็นว่าตัว “Differentiate”
ของตัวโปรดักต์และเน็ตเวิร์กจะเริ่มใกล้กันเข้าไปเรื่อยๆ การที่บริษัทฯ จะเติบโตได้ในระยะยาว
จะต้อง สามารถรักษาลูกค้าไว้ในระบบให้นานที่สุด จึงเป็น เหตุผลและที่มาว่าทำไมเอไอเอส
ถึงได้คิดที่จะทำ CRM ครั้งแรก

เมื่อความคิดตกผลึก จึงมองไปยังหลักการใน การทำ CRM ที่เริ่มต้นจากการ “เซ็กเมนเตชัน”
นางสาวอรุณภรณ์ย้ำว่า จุดที่เอไอเอสมองจะโฟกัสไปที่ลูกค้าที่ใช้บริการต่อเดือนจำนวนมาก
หรือกลุ่มที่มีการใช้บริการเสริมมาก โดยนอกจากการโทรเข้าโทรออกแล้วยังมีการโหลดเพลง
และ มีการใช้เบต้าเซอร์วิสต่างๆ เพราะคนกลุ่มนี้ คือ อนาคตรายได้ใ้หญ่ของบริษัทฯ

เมื่อแบ่งกลุ่มชัดเจน เอไอเอสได้แบ่ง CRM ออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ เรื่องที่ 1 วัฒนธรรม
ของคนในองค์กร ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร มาเป็น Customer Centric โดยมีลูกค้า
เป็นศูนย์กลาง เรื่องวัฒนธรรมกับเรื่องคน เอไอเอสให้ความสำคัญมาก เพราะในปัจจุบัน
ที่ลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงง่าย จึงมีการตั้งทีมขึ้นใหม่เรียกว่า่ Voice of Custormer รับดูแล
เพราะแต่ละเดือนมีสายโทรเข้า Call Center ไม่น้อยกว่า 2-3 ล้านสาย มีลูกค้าเข้าเยี่ยมช็อป
แต่ละเดือนหลายแสนคนสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับเรื่องวัฒนธรรมและเรื่องคนทั้งสิ้น

เรื่องที่ 2 เทคโนโลยี เนื่องจากลูกค้า 19 ล้านราย ถือว่ามีจำนวนมากถ้าเป็น CRM สมัยก่อนที่
เป็นร้านตามบ้านจะรู้หมดว่าลูกค้าคนไหนชอบซื้ออะไร พอลูกค้ามากขึ้นจึงไม่มีใครจำกันได้
จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจดจำ ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการอะไร
ครั้งที่แล้วโทรเข้ามาด้วยเรื่องอะไร เพื่อที่โทรมาใหม่ ่จะได้รีเฟอร์ว่าครั้งที่แล้วเรียบร้อยดีไหม
เหล่านี้ต้องใช้เทคโนโลยี และเป็นแนวทางให้พนักงานสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้

เรื่องที่ 3 วิธีการอิมพลีเมนเทชัน อย่างที่ตนบอกว่า เมื่อมีการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ต้องมีการทำ Change Management ในการเปลี่ยนองค์กร
จากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่งวิธีทำงานโพรเซสต่างๆ ต้องถูกทำใหม่หมดตามแนวทางของ
CRM ตามแนวทางเซ็กเมนเทชันที่วาง ฉะนั้นเวลาเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่
จึงต้องทำ Change Management ที่ดีไม่อย่างนั้นกลายเป็นเปลี่ยนแล้วไม่เกิดประสิทธิภาพ

เมื่อทำ CRM ที่เริ่มมาตั้งปี 2542 หรือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ยุคเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ กระทั่งมาสู่
การทำ CEM (Customer Experiential Marketing) โดยเริ่มทำเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะเรามองว่า
CRM อย่างเดียวไม่พอที่จะทำหน้าที่เพียงวิเคราะห์ข้อมูลทำแคมเปญไหนเสนอให้ใครเท่านั้น
แต่ CEM เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสบการณ์ลูกค้า ว่าเวลาที่เขามาสัมผัสเราหรือเอาแคมเปญ
ไปให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ดีตรงตามนั้นหรือไม่ ซึ่งจะจะต่างกับ CRM

จุดเริ่ม CEM ในองค์กรก่อนใช้ชื่อว่า Life โดย มีตัวย่อ L=Lively I=Inviting F=Fear
E=Explorative or Empowerment เมื่อลูกค้ามาติดต่อก็สบายใจ ที่จะติดต่อ และเข้าใกล้ชิด
ขณะเดียวกันลูกค้าจะได้รับการดูแลด้วยความแฟร์ นอกจากนี้ลูกค้าอยู่กับเราจะมีอะไรใหม่ๆ
ตลอดเวลา หรือแม้แต่การแนะนำลูกค้าว่าอะไรเหมาะกับคุณ การทำ CEM จำเป็นต้อง
เทรนด์คนให้เข้าใจและโฟกัสทั้งแบบ Human Touch Point หมายถึง พนักงานทุกคน และ
โฟกัส Non Human touch Point เหตุที่กำหนดข้อหลังขึ้นมาเพราะระยะหลังๆ ลูกค้าจะสัมผัส
แมชชีนมากกว่าพนักงาน อย่างเช่น ลูกค้าโทรเช็กยอดเงินเดือนหนึ่งเฉลี่ย 150 ล้านครั้ง
ึ่ถือว่าจำนวนมาก จึงเป็นโจทย์ว่าทำอย่างไรจะทำให้เกิดประสบการณ์ดี ๆ จากตรงนี้

“ถ้าจะถามว่าวันนี้ CRM และ CEM ของเรา เบสต์ หรือ 100% หรือยัง ก็บอกได้ว่ายังมีบางอย่าง
ที่เรายังตอบโจทย์ลูกค้าไม่ได้ทั้งหมด แม้จะได้ทำหลายอย่างไปแล้ว เพราะสิ่งที่ลูกค้าใช้
้เปรียบเทียบความพอใจไม่ได้เปรียบกับอุตสาหกรรมมือถือด้วยกันเท่านั้น แต่ได้เปรียบเทียบ
กับบัตรเครดิต กับธุรกิจอื่นๆ เพราะมีความไดนามิกของตลาดที่เปลี่ยนไป”

ที่มา : acc-contactcenter

CRM คืออะไร ?

ทำไมต้องทำ CRM ?

การชนะคู่แข่งขันทางการตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ซึ่งต้องเผชิญหน้าทั้งคู่แข่งขันในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี Know how ใหม่ ๆ ก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีกระบวนการไล่กวดกันทางด้านนวัตกรรม (Innovation) ระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งในที่สุดแล้วสินค้า Innovation ที่ออกสู่ตลาดโลกก็จะกลายเป็นสินค้า Community ไปในที่สุด
ในการแข่งขันกัน แต่ละองค์กรต่างก็พยายามดึงลูกค้าของคู่แข่งขันมาเป็นของตนเอง ด้วยการนำกลยุทธ์ด้านราคามาใช้ ซึ่งในที่สุดต่างฝ่ายก็เป็นผู้แพ้ในเกมส์การแข่งขัน การต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงนี้ทำให้องค์กรบางองค์กรทนรับภาระการขาดทุนไม่ไหว ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นแนวทางที่ถูกต้องนักในการที่จะยืนหยัดอยู่ในระยะยาว ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นในเวลานี้ไม่ใช่การทำ Price war อันจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ควรจะเป็นการย้อนกลับไปให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer oriented) โดยจะไม่มองลูกค้าในรูปของ Mass อีกต่อไป แต่จะหันไปให้ความสำคัญเฉพาะรายมากกว่า ส่งผลให้การสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นแบบ One to One ในองค์กรต่าง ๆ ทวีความสำคัญมากขึ้น และจะถูกใช้เป็นกลยุทธ์ในเกมส์การแข่งขัน ด้วยเหตุนี้การทำ CRM (Customer Relationship Management) จึงเกิดขึ้นในองค์กรต่าง ๆ

ความหมาย
โดยทั่วไปแล้ว CRM (Customer Relationship Management) หมายถึง การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า โดยใช้กฏพาเรโต 80 : 20 ในการพิจารณาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าที่มีเพียง 20 % จากทั้งหมดที่สร้างยอดขายให้บริษัท 80 % เป็นลูกค้าที่องค์กรควรใส่ใจดูแลเป็นอันดับแรก
แนวคิดเรื่อง CRM นี้เกิดขึ้นนานแล้วและเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว เพียงแต่นักการตลาดยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ยกตัวอย่างเช่น อาแป๊ะขายน้ำชาร้านปากซอย มักจะสังเกตและเก็บข้อมูลลูกค้าประจำของตนเองไว้ “ถ้าอาตี๋ใหญ่บ้านกลางซอยเดินเข้ามาในร้าน ต้องสั่งกาแฟยกล้อ แต่ถ้าน้องสาวของอาตี๋ต้องเป็นชาเย็นใส่นมเยอะ ๆ กับปาท๋องโก๋ 2 ตัว” หรือมีการซักถามแสดงความห่วงใยแก่ลูกค้าของตนเอง เช่น วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ เป็นอะไรไปหรือ ลูกลื้อไม่สบายหายหรือยัง ฯลฯ วิธีการที่แตกต่างกันที่อาแป๊ะปฏิบัติต่อลูกค้าแต่ละรายเกิดจากการที่อาแป๊ะเก็บข้อมูลหาลูกค้าแต่ละรายไว้ในสมองแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นวิธีปฏิบัติ ซึ่งเหล่านี้ก็คือ หลักการของ CRM นั่นเอง
ปัจจุบันนี้ CRM เป็นสิ่งที่หลาย ๆ องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเก็บข้อมูลลูกค้าแต่ละราย เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้มากที่สุดนั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งขององค์กรในการที่จะทำให้ลูกค้าอยู่กับเราตลอดไป

หลักการสำคัญของ CRM

1. ปลูกจิตสำนึก
กระบวนการ CRM ควรเริ่มจากบุคคลภายในองค์กรเสียก่อน บุคลากรทุกคนต้องมีใจร่วมกัน และพร้อมที่จะสร้าง CRM ให้เกิดขึ้น นับตั้งแต่พนักงานระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานรับโทรศัพท์ พนักงานต้อนรับ พนักงานในฝ่ายต่าง ๆ จนกระทั่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าเข้ามาภายในบริษัท พนักงานรักษาความปลอดภัยจะเป็นด่านแรกที่จะถูกสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากลูกค้า ดังนั้นการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย อีกทั้งจะต้องเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ลูกค้าได้ โดยไม่ต้องมีการสอบถามจากฝ่ายอื่น ๆ ให้วุ่นวาย หรือต้องมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่ช่วยในการสืบค้นอย่างรวดเร็ว หรือพนักงานรับโทรศัพท์จะต้องเป็นผู้ที่สามารถตอบคำถามได้ทุก ๆ เรื่อง ไม่ใช่มีการโอนสายถามกันไปจนกระทั่งสายหลุดไปอย่างที่ผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังประสบอยู่จากหลาย ๆ องค์กร เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่พนักงานจะต้องรับผิดชอบในงานหน้าที่ของตนเอง เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าในเบื้องต้น

2. วิเคราะห์ความต้องการเบื้องต้นของลูกค้า
องค์กรต้องมองย้อนกลับไปในฐานะที่ตนเองเป็นลูกค้า ว่าถ้าเราเป็นผู้บริโภคที่มาซื้อสินค้า เราต้องการอะไร เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไป ซึ่งก็คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง

3. เก็บรวบรวมข้อมูล
การสำรวจข้อมูลต่าง ๆ ของลูกค้าว่าลูกค้าแต่ละรายมีความต้องการ (Needs & Wants) อะไร โดยต้องมองให้เห็นความแตกต่างของลูกค้าแต่ละราย เช่น วันเกิดของลูกค้า บริษัทมีโปรแกรมส่งการ์ดอวยพรไปให้ และในการสร้างความซาบซึ้งแก่ลูกค้านั้นบริษัทต้องทราบข้อมูลด้านลึกของลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างเช่น เชอร์รี่เป็นสาวโสดชอบสีฟ้าเป็นที่สุด ซูซี่เป็นสาวเซ็กซี่มีลูก 2 คน สีที่โปรดคือสีแดง คำอวยพรในการ์ดของแต่ละบุคคลต้องแตกต่างตามสถานภาพและความชื่นชอบ

4. จัดทำฐานข้อมูล
เมื่อสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ต้องมีการจัดเก็บให้เป็นระบบที่เอื้อต่อการดึงข้อมูลไปใช้งาน ซึ่งผู้บริหารต้องเห็นความสำคัญในการลงทุนด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำมาช่วยการจัดเก็บระบบข้อมูล รวมทั้งการลงทุนในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรที่รับผิดชอบในส่วนงานดังกล่าวด้วย

กรณีตัวอย่าง

บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ หรือ AIS ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีการริเริ่ม AIS Way ขึ้นโดยการนำ CRM เข้ามาใช้ภายในองค์กรเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือมีโครงการ C-Care เพื่อจัดฝึกอบรมพนักงานในบริษัททั้งหมด โดยเฉพาะ Call Center พนักงานเหล่านี้จะสามารถให้ข้อมูลกับผู้ใช้บริการ หรือถ้าหากเป็นข้อมูลที่ต้องสืบค้นที่ต้องให้ผู้ใช้บริการถือสายคอยนาน ก็จะมีการขอเบอร์โทร เพื่อติดต่อกลับไป ส่วนในการชำระเงิน หากได้รับการชำระเงินแล้ว ทาง AIS จะส่ง SMS แสดงความขอบคุณผู้ใช้บริการ สิ่งเหล่านี้เป็นแผนงานต่าง ๆ ในกระบวนการทำ CRM ที่มุ่งรักษาลูกค้าเก่าไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นของคู่แข่งขัน
บริษัทเซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำหลักการทำ CRM มาใช้ โดยทางบริษัทได้ทำวิจัยพบวาคนไทยสนใจในเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก จึงได้จัดโครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ขึ้นมา และยังมีการสอนทางไกลสำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ต่างจังหวัด สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างความประทับใจแก่ลูกค้ามากกว่าการซื้อสินค้าไปแล้วและได้บริโภคสินค้านั้น แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้ามากกว่าเงินที่จ่ายไป
บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้ง “LHBC Member : Land & House Buyer Club Member” หรือสมาชิกชมรมผู้ที่สนใจซื้อบ้านของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือระหว่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กับธนาคารธนชาติ โดยมีการเปิดรับสมาชิกล่วงหน้านาน 2 ปี เพื่อให้เปิดบัญชีสะสมทรัพย์ และจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.75 % ต่อปี เมื่อครบกำหนดเวลาจะสามารถเปลี่ยนให้เป็นเงินดาวน์ตามความต้องการของลูกค้าได้ โครงการดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CRM ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อสร้างฐานลูกค้าในอนาคต

สรุป
CRM คือสิ่งต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากตัวสินค้าหรือบริการที่ได้รับ การสร้างความพึงพอใจ (Satisfaction) ให้เกิดกับลูกค้า คือการที่ลูกค้าจะได้รับสิ่งที่ตนเองพึงพอใจที่นอกเหนือจากการคาดหวังไว้ ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรในการสร้างสมประสบการณ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาลูกค้าเก่าให้คงอยู่ตลอดไป ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เมื่อเป็นลูกค้ามาเป็นระยะเวลานานก็จะเป็นกลจักรสำคัญในการบอกต่อ (Word of mouth) เพื่อการสร้างลูกค้าใหม่ (New Customer) ในอนาคต โดยที่ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนและสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ขององค์กรขึ้นมาเอง

ขั้นตอนการทำ CRM

ขั้นตอนการทำ CRM
ประกอบด้วย
ขั้นแรก จัดวางวิสัยทัศน์ (Vision) เกี่ยวกับ CRM ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่องค์กรต้องดำเนินการ โดย CEO ขององค์กรต้องให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรก
ขั้นที่ 2 สร้างศักยภาพ (Create Performance) ด้วย CRM โดยจะต้องเข้าใจลูกค้า ก่อนเจาะลึกเข้าไปถึงส่วนในใจของลูกค้า หรือที่เรียกว่า Consumer Insight เข้าถึงจุดประสงค์และความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการจำแนก (Identification) ลูกค้า ขององค์กรว่าเป็นใครบ้าง โดยการเก็บข้อมูลไว้เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของลูกค้าองค์กรว่าเป็นใครบ้าง เช่น ชื่อลูกค้า ข้อมูลสำหรับติดต่อกับลูกค้า เป็นต้น จากนั้น จัดกลุ่มลูกค้า (Differentation) คือ การวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน และจัดแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มตามคุณค่าที่ลูกค้ามีต่อบริษัท โดยจะต้องค้นหาให้ได้ว่าลูกค้าหรือกลุ่มลูกค้าต้องการอะไร รวมไปถึงการมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้า (Interaction) เพื่อเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
ขั้นที่ 3 Customization คือ การสร้างสรรค์มาตรการ กลยุทธ์ในการสนองตอบคุณค่าของลูกค้า (Value of Customer : VOC) อย่างเหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่มลูกค้า
ขั้นที่ 4 ค้นหาเครื่องมือ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี หรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เหมาะกับขนาดขององค์กร ไม่จำเป็นต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด เพื่อใช้สำหรับกระบวนการจัดทำ CRM ในองค์กรทั้งหมด
ขั้นสุดท้าย การเปลี่ยนการบริหารการจัดการ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ ความรู้สึกของวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ฉะนั้น ให้เริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆก่อน อาจจะเริ่มจากแผนกขาย แผนกการตลาด แผนกบริการลูกค้า แล้วค่อยๆขยายไปทีละแผนกๆ แล้วสิ่งสำคัญที่สุด คือ การฝึกอบรม (Training ) ให้ กับพนักงานทุกระดับ ให้เข้าใจในแนวความคิดของการบริหารสมัยใหม่ หรือการตลาดกระบวนทัศน์ใหม่ เพื่อให้ทุกระดับมีแนวความคิดที่เหมือนกัน หรือไปในทิศทางเดียวกัน

กลยุทธ์เอาใจลูกค้า

CRM กับกลยุทธ์เอาใจลูกค้า

การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า ( Customer relationship management ) เป็นกระแสที่ฮอตฮิต ติดลมบน จนได้รับความสนใจอย่างยังไม่สร่างซาในแวดวงธุรกิจ

การตลาดมีหลายๆธุรกิจเผยเคล็ดลับว่า ได้นำเอากลยุทธ์ CRM มาเป็นเครื่องมือในการสร้าง “ความ ได้เปรียบในการแข่งขัน” เพื่อสร้างฐานลูกค้า ที่มีมูลค่าเหนือคู่แข่ง และเป็นเครื่องมือที่องค์กร สามารถสร้างผลกำไรในระยะยาว มีนักวิชาการคาดเดาว่า จะมีเม็ดเงินหมุนเวียน ในวงการตลาด และซอฟต์แวร์ทั่วโลกสูงถึง 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2004 เพราะเจ้า CRM ที่ว่านี้ ที่มาของ “การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า” หรือ CRM ที่ว่านี้ มาจากแนวคิดทางธุรกิจว่า ยิ่งธุรกิจมี การขยายตัวขึ้น มีสินค้าหลากหลายขึ้น แต่ทว่า ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและลูกค้ากลับยิ่งห่าง เหินและมุ่งสร้างแต่ผลกำไร แต่เพียงอย่างเดียวมากขึ้นทุกทีๆ…

ในขณะที่บริษัททั้งหลาย ต่างก็แสวงหาลูกค้ารายใหม่ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด แต่จะมีปัจจัยใดจะเป็น “โซลูชั่น” ระยะยาว ปัจจุบัน การเข้าหาลูกค้ามักใช้วิธีการที่ เรียกว่า “การตลาดมวลชน” หรือ (Mass Marketing) ซึ่งมีการใช้กลยุทธ์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ อย่างกว้างขวาง รวมไปกลเม็ดการส่ง เสริมการขายโดยอาศัย “ราคา” เป็นเครื่องมือหลัก ในการสร้างแรงจูงใจ แต่ปรากฏว่า…ยิ่งธุรกิจ พยายามสร้างตลาด แสวงหาลูกค้าเพิ่มมากเท่าไร… กลับมีนักการตลาดกลุ่มหนึ่ง กลับค้นพบว่าอัน ที่จริง “ลูกค้าเก่าที่จงรักภักดีกับกิจการ มาอย่างต่อเนื่องยาวนานต่างหาก ที่เป็นกลุ่มลูกค้าที่สร้าง ผลกำไรอย่างแท้จริง ให้กับบริษัทมากกว่าการหาลูกค้าใหม่ๆ” การตลาดแบบการบริหารความสัม พันธ์ ลูกค้าหรือ CRM จึงเป็นการตลาดที่มุ่งสร้างกำไร โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าตามรายได้ และสร้างผล กำไรกับการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เป็นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อสร้าง “ขุมรายได้จากการ ขายลูกค้าเก่าๆ” ไม่ใช่รายได้ที่เกิดจากการแสวงหาผลกำไรจากลูกค้าใหม่ๆ

การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในเรื่อง CRM นี้ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ที่ก้าวไปสู่ยุคใหม่ในทางการ ตลาด ทั้งในแง่ปรัชญาการ ดำเนินธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงเครื่องมือ ในการดำเนินธุรกิจ เพราะ การทำธุรกิจส่วนใหญ่ ยังคงทุ่มเทไปกับการแสวงหาลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินมากมายหากเทียบ กับเม็ดเงิน ที่ต้องใช้รักษาลูกค้าเก่าๆให้คงอยู่กับเรา ผ.ศ. วิทยา พูดถึงคำจำกัดความของ CRM เอา ไว้ว่า “CRM คือ การสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า และสร้างผลกำไร ที่ต่อเนื่องด้วยการรักษาความ พอใจนั้น ให้คงอยู่นานเท่านาน ด้วยวิธี การและช่องทาง การสร้างความสัมพันธ์ทุกชนิดจากองค์กร” แม้จะมีผู้พูดถึง CRM กันมากมาย แต่ความหมายของแต่ละคน อาจจะแตกต่างกัน จนทำให้เรียกชื่อ ต่างๆ กันออกไป เพื่อให้นักการตลาดสามารถเรียนรู้ลูกค้า และสามารถเข้าไปใช้ข้อมูลเกี่ยวกับ ลูกค้าใน CRM ได้อย่างเหมาะสม ทาง ผ.ศ. วิทยา ได้อธิบายโมเดลที่เรียกง่ายๆ แต่ได้ใจความว่า “โมเดลเดียร์” (DEAR) ที่เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐาน

ในการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เป็นโมเดลขั้นพื้นฐานของการบริหารงาน CRM เพื่อให้นักการ ตลาดเข้าใจ กระบวนการทำงาน ของ CRM ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 4 อย่าง คือ Database (การสร้างฐานข้อมูล) Electronics (การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม) Action (การกำหนดโปรแกรม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ และ Retention (การรักษาลูกค้า) จากกระบวนการ CRM ที่กล่าวมาจะเห็น ว่าCRM เป็นระบบงานขนาดใหญ่ เป็นการเกี่ยวข้องเชื่อมโยงลูกค้า เข้ากับหน่วยงานและช่องทาง ตลอดทั่วทั้งองค์กร ดังนั้น CRM เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนทั้งคน เวลา และเทคโนโลยี สาเหตุที่ทำให้ CRM ได้รับการเผยแพร่ และยอมรับอย่างกว้างขวางนั้น มาจาก 3 เหตุผล คือ
1. การสร้างความแตกต่าง เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน
2. ความคาดหวังของลูกค้าที่สูงขึ้น
3. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

การสร้างความแตกต่าง CRM เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการสร้างความแตกต่าง ในภาวะที่ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย มีอิทธิพลน้อยลงทุกทีๆ นักการตลาดพบว่าคู่แข่ง สามารถออกสินค้า ชนิดเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว การแข่งขันกันที่รุนแรงของเซล โปรโมชั่น มีช่องทางการจัดจำหน่าย ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย สินค้าและบริการใหม่ๆ สามารถแทรกตัวเข้าไปในตลาดได้ไม่ยาก วิธีการมัด ใจลูกค้า ในยุคนี้ จึงไม่สามารถใช้การตลาดแบบธรรมดาๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้ความเข้าใจ และ ผูกใจลูกค้า นำเสนอสิ่งที่ลูกค้าต้องการ อย่างเฉพาะเจาะจง (Customised) ความสามารถของเทค โนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ CRM เป็นไปได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม ทั้งความก้าวหน้า ในการคิดซอฟต์ แวร์ ใหม่ๆ การจัดการศูนย์โทรศัพท์ (Call-Centre) อินเทอร์เน็ตที่ส่งผลทำให้ CRM ขยายตัวอย่าง รวดเร็วเกินคาด ดังนั้น ธุรกิจทุกประเภท ทุกขนาด จึงสามารถใช้ประโยชน์จาก CRM ได้เสมอเพราะ CRM ไม่ได้ตั้งต้นที่การมีเทคโนโลยีแพงๆ โดยหลักการ ของ CRM ที่ให้ความสำคัญกับการรักษา ลูกค้านั้น ถือได้ว่าเป็นการรักษาลูกค้า บนฐานการวิเคราะห์ ความสามารถในการทำกำไรของลูกค้า แต่ละราย แนวคิดทางการตลาดแบบ CRM จึงทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้ปรับทำความเข้าใจเสียใหม่ก่อน ที่จะสายว่า “ไม่ใช่ลูกค้าทุกคน ที่ควรค่าที่จะเก็บรักษาเอาไว้เสมอไป ทั้งนี้เพราะว่า “กำไร” ยังคง เป็นเป้าหมายที่สำคัญของธุรกิจอยู่นั่นเอง”

ที่มา: e-bizthailand

การตลาดยุคใหม่ ใช้ CRM ช่วยสร้างแบรนด์

การตลาดยุคใหม่ ใช้ CRM ช่วยสร้างแบรนด์

ผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับการทำ Branding และ CRM ในหนังสือพิมพ์ต่างๆ มีหลายบทความที่น่าสนใจและอยากจะนำเอามาขยายต่อให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้บ้าง

ในการทำการตลาดยุคใหม่นี้ เราจะเห็นได้ว่า นักวิชาการและนักการตลาดทั้งหลายต่างมุ่งให้ความสนใจในการสร้างแบรนด์ หรือตราสินค้ากันมากขึ้น หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต่างพยายามออกมาบอกให้ผู้ประกอบการทั้งหลายว่า หากต้องการความอยู่รอดในยุคนี้ ทุกคนต้องหันมาสร้างแบรนด์ หรือตราสินค้ากัน เพราะแบรนด์เท่านั้น ที่สามารถสร้างความจงรักภักดีและการขายได้ราคาดีขึ้น นักการตลาดใน พ.ศ. นี้จึงต่างมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก (Customer Oriented) ทำให้นักการตลาดปรับเปลี่ยนความสำคัญจากงานโฆษณาสู่งานประชาสัมพันธ์ ควบคู่กับเครื่องมือการตลาดแนวใหม่คือ IMC และ CRM กันมากขึ้น

เพื่อผลักดันสินค้าและแบรนด์มัดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย บรรยากาศการตลาดดูจะคึกคักมาตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ การกลับมาทำตลาดและสร้างแบรนด์อีกครั้งของสินค้าเดิม และมีการเพิ่มงบประมาณโฆษณาสินค้าหลายประเภท อาทิ ในกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง อุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งการออก Campaign ใหม่ๆของค่ายมือถืออย่าง DTAC ทำให้ AIS ต้องรีบออก Campaign มาป้องตลาดของตน เพราะ Campaign ของ Dprompt จะพูดได้ว่าได้ผลพอสมควร เรียกได้ว่า ในปีนี้ DTAC เล่นบทเชิงรุกมากกว่าการตั้งรับ สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งเบียร์ วิสกี้ และตลาด RTD หรือเครื่องดื่มพร้อมดื่ม มีแนวโน้มของการแข่งขันสูงขึ้นจากการเปิดตัวสินค้าและสร้างกระแสสะสมไว้ตั้งแต่ปลายปี 2545 รวมถึงกระแสจากคลอสเตอร์กับเคเค หรือคลาสสิคเคที่เปิดตัวเพื่อสู้กับไฮเนเก้นในตลาดเบียร์ระดับบน ถึงแม้อาจถูกจะกระทบบ้าง เนื่องจากกฎหมายห้ามโฆษณาเบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อน 4 ทุ่มก็ตาม แต่ก็ยังโชคดีของบรรดานักการตลาดและบริษัทโฆษณาที่รัฐยังผ่อนผันให้โฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังได้อยู่ ส่วนตลาดรถยนต์จะมีการแข่งขันระหว่างวีออสและซิตี้ ตลาดสินค้าเงินผ่อน และอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้การตลาดปี 2546 นี้คึกคักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่เหลือ เพราะต่างคนต่างก็พยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนไว้ หรือไม่ก็พยายามทำตัวเลขให้เข้าเป้า งานพีอาร์เพิ่มบทบาทมากขึ้น วงการโฆษณาและการสื่อสารการตลาดมีแนวโน้มว่ากำลังจะถึงจุดสูงสุดและกำลังจะอยู่ในช่วงขาลง

การประชาสัมพันธ์จะเริ่มเข้ามาแทนที่ควบคู่กับการผสมผสานเครื่องมือสื่อสาร แบบ IMC (Integrated Marketing Communication) มากขึ้น ในวงการเอเยนซีโฆษณา จะมีการเปลี่ยนจากแอดเวอร์ไทซิ่ง เอเยนซี (Advertising Agency) มาเป็นแบรนด์เอเยนซี (Brand Agency) มากขึ้น เนื่องจากโครงสร้างของบริษัทโฆษณาได้เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเป็น Full Service Agency มาเป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) และสร้างแบรนด์ (Branding) เท่านั้น ทั้งนี้เพราะแผนกมีเดีย ได้ถูกย้ายออกไปตั้งบริษัทอิสระกันเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้รายได้ของบริษัทโฆษณาลดลงอย่างมาก ฉะนั้นงานโฆษณาด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการทำพีอาร์ ตลอดจนการทำ Event Marketing กลายเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดยุคใหม่ไป ยิ่งการออกกฎห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์ก่อนสี่ทุ่ม ทำให้เม็ดเงินโฆษณาผ่านทางสื่อแมสได้ตกลงไปมากพอสมควร ฉะนั้น นักการตลาดจึงหันมาให้กลยุทธ์ของ Event Marketing และ CRM กันมากขึ้น CRM แบบเอ็มเคสุกี้ เอ็มเคสุกี้ก็เป็นอีกกิจการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาก จนอาจกล่าวได้ว่า

เอ็มเคสุกี้ ก็คือ McDonalds ของไทย เอ็มเคสุกี้ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการใช้กลยุทธ์ CRM (Customer Relationship Management)
แบบดั้งเดิม ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็นแบบ Manual CRM เพื่อสร้างให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจในแบรนด์ โดยเน้นการฝึกพนักงานให้บริการลูกค้าด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ หรือที่ผมเรียกว่า SQ (Spiritual Quotient) ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับลูกค้าด้วยบริการที่ดี ผสมผสานกับคุณภาพรสชาติอาหาร ซึ่งเป็นการประยุกต์การให้บริการในแบบคนจีน ใช้ระบบการทำงานและการจัดการแบบฝรั่งเข้ามาเป็นหัวใจในการบริหารแบรนด์ ในส่วนของสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ก็เคยกล่าวว่า นักการตลาดต้องเข้าใจในความรู้สึกของผู้บริโภคอย่างแท้จริง หรือที่ผมเรียกว่า Consumer Insight ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคมีการแบ่งแยกกลุ่มมากขึ้น ความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทำให้การคิดกลยุทธ์ด้านการตลาดหรือโฆษณาตัวใหม่ให้กับสินค้าจำเป็นต้องเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างแท้จริง และมีการออกแบบงานวิจัยหลายแบบเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภค สำหรับยูนิลีเวอร์ ได้ข่าวว่ามีการส่งพนักงานวิจัยทางด้านการตลาดหรือผู้จัดการผลิตภัณฑ์ลงไปสัมผัสกับกลุ่มผู้บริโภค และมีการลงพื้นที่โดยการอาศัยจากประสบการณ์จริงของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งขณะนี้รูปแบบการวิจัยนิยมที่จะส่งผู้วิจัยไปอยู่กับโฮมสเตย์ (Home Stay) ในต่างจังหวัดโดยใช้ระยะเวลา 1-2 อาทิตย์ เพื่อสะท้อนความต้องการของผู้บริโภคทั้งต่างจังหวัดและในตัวเมือง เรียกได้ว่า เป็นวิธีการทำวิจัย และศึกษา Consumer Insight ที่แปลกใหม่อีกวิธีหนึ่ง และที่สำคัญกว่านั้น ทางยูนิลีเวอร์ไทย ยังได้คิดค้นวิธีการดังกล่าวด้วยการออก Passport ให้ Product Managers คนละเล่ม และมีการประทับตราวีซ่าให้แต่ละครั้งเมื่อ Product Manager ได้ไปอยู่ Home Stay แล้วกลับมาเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง เป็นวิธีการส่งเสริมกึ่งโน้มน้าวให้ Product Manager ออกไปกันทุกคน ไม่ใช่มานั่งเทียนเขียน Marketing Plan หรือเดาพฤติกรรมของผู้บริโภคจากห้องสี่เหลี่ยมในกรุงเทพฯ ผมได้ยินมาว่า วิธีนี้ได้ผลมาก และทำให้ยูนิลีเวอร์อื่นๆ นำเอา Idea นี้ไปใช้ในต่างประเทศเลยทีเดียว

การแข่งขันกันที่เป็นสิ่งฉาบฉวยภายนอกไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก หากองค์กรใดสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคได้เท่าไหร่ยิ่งจะได้เปรียบ ต้องใช้หลักการแข่งขันที่เรียกว่า Hi-tech/Hi touch หมายความว่าในตัวผลิตภัณฑ์จะต้องทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่ต้องทำความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองสิ่งนี้ต้องดำเนินไปควบคู่กัน หลักการนี้นำไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่า “Creative Industry” แนวโน้มของเศรษฐกิจในโลกอนาคตจะอยู่ที่ธุรกิจด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ามากถึง 7% ของเศรษฐกิจโลก โดยความคิดสร้างสรรค์จะถูกใช้เป็นกุญแจสำคัญในแผนการตลาด โดยให้น้ำหนักกับเรื่องของอารมณ์ให้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับงานทางด้านเทคโนโลยี (Functional+Emotional) แปรจากสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ (Value) ให้กับผู้บริโภค ฉะนั้น ในทศวรรษแรกของศตวรรษใหม่นี้ ผมก็ยังเชื่อว่า แนวความคิดเรื่องการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ยังคงเป็นกระแสที่มาแรง และบริษัทใดที่ละเลยเรื่องนี้ไป ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกคู่แข่งทิ้งห่างไปได้เช่นกัน และการทำ CRM นั้น ไม่จำเป็นต้องลงทุน Software ราคาแพงอย่างที่บรรดา Solution Providers พยายามขาย แต่ผมว่าหัวใจของการทำ CRM อยู่ที่กระบวนการคิดการทำและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการให้บริการมากกว่า เทคโนโลยีและ Software เป็นเพียงสิ่งเสริมเท่านั้น

ที่มา : Brandage

CRM คืออะไร?

CRM คืออะไร

ความสำคัญของการบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์ ( CRM ) ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มความสัมพันธ์อันดีให้กับลูกค้า เพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในการแสวงหาลูกค้า และ เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ( Customer Satisfaction ) โดยการสร้างกระบวนการทำงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า

จำนวนผู้ประกอบการ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน สามารถนำแนวทางการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ เช่น แนวทางที่สำคัญในการจัดการระบบการบริหารงานและสร้างมาตรฐานการทำงานในบริษัท เช่น การรวบรวมการเกี่ยวกับข้อมูลของลูกค้า , การจัดการเกี่ยวกับช่องทางการสื่อสารและการพัฒนาสินค้า และบริการเพื่อสนองตอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ประโยชน์ของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ต่อบริษัท

1.การเพิ่มรายได้จากการขาย (Sale Revenue Increase)
การมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีการใช้สินค้าหรือบริการ (Customer Loyalty) การนำหลักการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ปรับปรุงกระบวนการทำงานใน บริษัทลดรายจ่ายในการดำเนินงาน และต้นทุนการหาลูกค้า ใหม่ๆหรือดึงลูกค้ากลับมาใช้สินค้าหรือบริการอีกครั้ง

2. การบริหารของวงจรการทำธุรกิจของลูกค้า (Customer Life Cycle Management)

2.1 การหาลูกค้าใหม่เข้าองค์กร (Customer Acquisition) โดยการสร้างความเด่น (Differentiation) ของสินค้าหรือบริการที่ใหม่ (Innovation) และเสนอความความสะดวกสบาย (Convenience) ให้กับลูกค้า
2.2 การเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าเพื่อทำการซื้อสินค้าและบริการ โดยผ่านขั้นตอนการทำงาน ที่กระชับเพื่อการสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและถูก ต้อง และการทำงานที่สนอง ตอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการหรือเสนอสิ่งที่ลูกค้าต้องการ โดยผ่านหน่วยงาน ลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service)
2.3 การรักษาลูกค้า (Customer Retention) ให้อยู่กับองค์การนานที่สุด และการดึงลูกค้าให้กลับมา ใช้สินค้าหรือบริการ โดยฟังความคิดเห็นจากลูกค้าและพนักงานในองค์กร (Listening) รวมถึงการเสนอสินค้าและบริการใหม่ (New Product)

3. การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตัดสินใจ (Improving Integration of Decision Making Process)
การเพิ่มการประสานงานในฝ่ายต่างๆของบริษัท โดยเฉพาะการใช้ระบบฐานข้อมูลของลูกค้าร่วมกัน และผู้บริหารสามารถดึงข้อมูลจากระบบต่างๆมาประกอบการตัดสินใจ เช่น รายละเอียดของลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาในฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center), รายละเอียดของการจ่ายเงินของลูกค้าจากฝ่ายขาย (Sales),กิจกรรมทางการตลาดที่เสนอให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มหรือแต่ละบุคคลจากฝ่ายการตลาด(Marketing) และ การควบคุมปริมาณของสินค้าในแต่ละช่วงจากฝ่ายสินค้าคงคลัง (Inventory Control) เป็นต้น

4.การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Enhanced Operational Effiency)
การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายต่างๆของบริษัท โดยข้อมูลต่างนั้นได้มาจากช่องทางการสื่อสาร เช่น Fax, โทรศัพท์ และ อีเมล์ (Email) เป็นต้น

- ฝ่ายขาย: Telesales, Cross-selling และ Up-selling
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายขาย เช่น ในการขายสินค้าแบบ Cross-selling และ Up-selling เพิ่มความสามารถในการคาดเดาแนวโน้มการซื้อสินค้าหรือบริการ รวมถึงการใช้ข้อมูลของลูกค้า เช่น ข้อสัญญา (Contract) ระหว่างองค์กรกับลูกค้า ระบบยังช่วยระบุรายละเอียดของ สินค้าหรือบริการให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย, การเก็บข้อมูลทาง ด้านการขาย และการตรวจสอบ สถานภาพของการส่งสินค้าให้กับลูกค้า

- ฝ่ายการตลาด (Marketing)
ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) มีส่วนช่วยให้บริษัท สามารถวิเคราะห์ว่าวิธีใดที่ควรจัด จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางการขาย (Sales Channels) ต่างๆ เช่น ตัวแทนการขาย (Sales Representatives) และ ผ่านทางเวบไซด์ (Website) ระบบการ บริหารลูกค้าสัมพันธ์ยังมีบทบาท สำคัญกับช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels) เช่น ระบุช่องทางการสื่อสาร ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขายสินค้าชนิดนั้นหรือลูกค้าแต่ละราย หรือ การระบุ พนักงานที่เหมาะสม ที่สุดในการให้บริการหรือติดต่อกับลูกค้ารายนั้นๆ

- ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service ) และฝ่ายสนับสนุน (Support)
ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ในฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service ) และฝ่ายสนับสนุน (Support) ที่สำคัญคือด้านการดูแลลูกค้า (Customer Care Service) เช่น ระบบการจัดการเกี่ยวกับข้อมูล รายละเอียดของลูกค้าในองค์กร (Account management) และ ระบบแสดงรายละเอียดของ ข้อสัญญาระหว่างองค์กรกับลูกค้า (Detail Service Agreement) นอกจากนี้แล้วระบบจัดการทางด้านอีเมลล์ (Email Management System) ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างกลยุทธ์ทางด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เช่น สามารถย้อนหลังดูอีเมลล์ของลูกค้าในอดีตได้ และระบุผู้แทนฝ่ายขายที่เหมาะสมที่สุดกับลูกค้ารายนั้นได้โดยข้อมูลที่ใช้อาจจะมาจากข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าเคยติดต่อด้วย

- รายละเอียดของการชำระค่าสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า (Customer Billing)
ธุรกิจสามารถใช้ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ในออกรายละเอียดการจ่ายเงินของลูกค้า (Bill Payment) และที่ผ่านการจ่ายเงินระบบอินเตอร์เนต (Electronic Bill) และการให้บริการ นการตอบข้อสงสัยต่างๆผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เช่น ในระบบออนไลน์

- การขายและให้บริการในสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ (Field Sales and Service)
การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่เกี่ยวข้องกับการขายและให้บริการในสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ (Field Sales and Service) ทำให้พนักงานสามารถช่วยในการดึงข้อมูลมาใช้ในขณะที่ทำการขายหรือการ ให้บริการกับลูกค้า โดยสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวร่วมข้อมูลขององค์การร่วมกันได้ การบริหาร ลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ยังมีส่วนการจัดการเกี่ยวกับการทำรายงานทางการขาย การสร้างใบเสนอ ราคาให้กับลูกค้าและเงื่อนไขพิเศษให้กับลูกค้าแต่ละรายแบบอัตโนมัติ,การเสนอสินค้าที่มีความพิเศษเฉพาะตามต้องการของลูกค้าแต่ละราย (Customized Products) ระบบที่ทำงานประสานกับสินค้าคงคลัง (Inventory System),ระบบการสั่งซื้อ (Ordering System) ,การส่งและรับสินค้าหรือบริการ (Logistic System), การจัดตารางให้กับพนักงานที่จะให้บริการ ,การออกใบแจ้งหนี้ และ การจัดการระบบโควต้าในการขาย

- กิจกรรมที่สร้างความภักดีและการรักษาลูกค้า (Loyalty และ Retain Program)
การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการแยกความแตกต่างเหล่านี้ตามกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation) เช่น การจำแนกประเภทของลูกค้าออกตามความต้องการของลูกค้า, ประวัติส่วนตัวของลูกค้า และประวัติการซื้อ นอกจากนี้ยังสามารถกิจกรรมลูกค้าย้อนหลัง เพื่อบริษัทจะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึก เช่น ช่องทางการสื่อสารเหมาะสมที่สุดของลูกค้า แต่ละราย (Effective Communitication Channel), พฤติกรรมการซื้อของลูกค้า (Customer Behavior) และสินค้าที่มีความพิเศษเฉพาะตัว (Customised Product) สำหรับลูกค้าแต่ละราย

5. เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ (Speed of Service)
การใช้หลักการบริหารลูกค้าสัมพันธ ์ (CRM) สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยมุ่งเน้นที่การตอบสนองความต้องการของลูกค้าจะต้องรวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะการตอบสนองแบบให้บริการ หรือตอบสนองกับลูกค้าทันที (Real Time) เช่น ระบบการสั่งสินค้ามีการเชื่อมโยงระบบต่างๆ ทั้งในฝ่ายรับการสั่งซื้อ (Order Fulfillment), ฝ่ายขาย (Sales Department), ฝ่ายบัญชี (Acoounting Department), ฝ่ายสินค้าคงคลัง (Inventory) และ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการให้เครดิตกับลูกค้า (Credit Authorization)

6. การรวบรวมรายละเอียดต่างของลูกค้า (Gathering More Comprehensive Customer Profiles)
การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ได้ช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายต่างๆในบริษัท ได้มาก ขึ้น เพราะว่าการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ช่วย การจัดการเกี่ยวกับข้อมูลของ ลูกค้าที่มีอยู่ ได้มากขึ้นทำให้ข้อมูลเก็บอย่างเป็นระบบอย่างเชื่อมโยงขึ้น บริษัทสามารถนำฐานข้อมูล นี้มาใช้ใน ระบบต่างๆ ได้

7. การลดต้นทุนในด้านการขายและการจัดการ (Decrease General Sales and Marketing Administration Costs)
การลดลงของต้นทุนการดำเนินงานนั้นมาจากใช้หลักการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ เนื่องจาก บริษัท มีระบบการจัดการที่เน้นในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เข้าใจความต้องการของลูกค้าและ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้ บริษัท ไม่สูญเสียต้นทุนในการดึงลูกค้ากลับเป็นลูกค้า ขององค์กรอีก และตัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นและกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่บริษัท

8. การสร้างมูลค่าเพิ่ม ( Value Added)
ให้กับลูกค้าในปัจจุบันลูกค้านั้นพยายามแสวงหาความพึงพอใจสูงสุดจากสินค้าและบริการ สิ่งที่ลูกค้าต้องการจึง ไม่ใช่แค่คุณค่า (Value) อีกต่อไป แต่ต้องการคุณค่าเพิ่มที่ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกมากกว่าความพอใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ โดยผ่าน Value Chain ทั้งในส่วนของคู่ค้า (Supply Chain) และในส่วนของความต้องการของลูกค้า (Demand Chain) เพื่อทำให้เกิดการบูรณาการที่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า อย่างครบวงจรทั้งระบบ จากหลายหน่วย งานเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง ภายในองค์กร และภายนอกองค์กร (Internal and External Organization) นับตั้งแต่ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ (Raw Materials Suppliers) , กระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ (Material Procurement), การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Designers), การจัดหาอุปกรณ์ชิ้นส่วน (Spare Parts Suppliers) ,การขาย (Sales) และการตลาด (Marketing), ผู้ที่ทำการจัดจำหน่าย (Distributors) และ หน่วยงานลูกค้าสัมพันธ์ (Contact Center) เป็นต้น

Customer Relationship Management หรือ CRM คือกลยุทธ์การบริหารจัดการอย่างหนึ่ง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยองค์การให้สามารถจัดการกระบวนการต่างๆ ภายใน ให้ดำเนินการได้อย่างสอดคล้องและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจสูงสุด นำมาซึ่งความภักดีของลูกค้า รายได้ที่เพิ่มขึ้น และการทำกำไรในระยะยาว… สำหรับบางคนที่เข้าใจว่า CRM เป็นซอฟท์แวร์ นั่นอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CRM จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลลูกค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้องค์การสามารถดำเนินงานเพื่อเอาอกเอาใจ สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้นครับ ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็คงเปรียบเทียบฐานลูกค้าขององค์การเป็นเหมือนน้ำที่อยู่ในถัง ถ้ามีรูรั่วที่ก้นถังน้ำก็จะไหลออก เปรียบได้กับการที่องค์การจะต้องสูญเสียลูกค้าออกไปอยู่ตลอดเวลา และ CRM ก็คือเครื่องมือที่จะมาลดขนาดรอยรั่วขององค์การให้เล็กลง เท่ากับองค์การได้ลดอัตราการสูญเสียลูกค้าให้ต่ำลงนั่นเอง

consumer behavior
พฤติกรรมการชื้อของลูกค้า
พฤติกรรมในการซื้อ (Buying Behavior)
การเข้าใจพฤติกรรมในการซื้อ (Buying Behavior) มีผลกระทบโดยตรงกับการวางแผน โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับลูกค้า เมื่อผู้ประกอบการรู้จักและเข้าใจว่าปัจจัยสำคัญที่เป็นมูลเหตุที่ทำให้ลูกค้า เกิดแรงจูงใจ และ พฤติกรรมในการซื้อของลูกค้า ลูกค้าได้ดีแล้วการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ก็ง่ายขึ้น และการขายสินค้าก็สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้