7 เคล็ดลับ จูนเครื่อง CSR คว้า “โอกาส” ใน “วิกฤต”

7 เคล็ดลับ จูนเครื่อง CSR คว้า “โอกาส” ใน “วิกฤต”

“โอกาส” นั้นเกิดขึ้นเสมอกลาง “วิกฤต” สุดแท้แต่ใครจะมองเห็น

แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR) ก็เช่นกัน ในขณะที่ผู้บริหารจำนวนหนึ่งมองว่าเป็นภาระ เป็นต้นทุนที่องค์กรต้องจ่าย ในเวลาเดียวกันหลายคนมองว่านี่คือ “โอกาส” ครั้งสำคัญ

ความเชื่อของผู้บริหารองค์กรในกลุ่มหลังยังเป็น “ความเชื่อ” ที่ครอบคลุมทั้งในระดับบริษัทข้ามชาติมาจนกระทั่งองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กพันธุ์ไทย

ทำไมพวกเขาจึงเชื่อเช่นนั้น “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมความคิด ของผู้บริหารที่มองเห็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ว่า ผ่าน 7 เคล็ดลับที่จะช่วยจูนเครื่อง CSR องค์กรให้สามารถคว้า “โอกาส” ใน “วิกฤต” ที่กำลังเกิดขึ้น

1.เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ CSR

สิ่งที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอโทรทัศน์ในไทยอาจจะเบี่ยงเบนให้กิจกรรมเพื่อสังคมกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่องค์กรธุรกิจในบ้านเราทุกวันนี้เรียกสิ่งเหล่านั้นว่า CSR แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหากจะมอง CSR ในมุมของการสร้าง “โอกาส” ให้กับองค์กร ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า จำเป็นต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ ในฐานะกูรูด้าน CSR “อเล็กซ์ มาโวร” ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซเชียล อิมแพ็ค เวนเจอร์ เอเชีย จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้าน CSR บอกไว้ชัดเจนว่า “ถ้าเรามอง CSR ในมุมมองแบบวิน-วิน ธุรกิจก็ได้ประโยชน์และองค์กรก็ได้ประโยชน์ ต้องย้อนกลับไปถาม ตัวเองก่อนว่า เรามอง CSR แบบใด เวลาเราพูดถึงโอกาสที่จะได้จากการทำ CSR คงไม่ได้พูดถึงการคืนกำไรให้สังคมอีกต่อไป สิ่งที่ธุรกิจต้องทำคือ

การบริหารจัดการโดยสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (steakholders engagement) และทำในสิ่งที่จะลด ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด และคิดถึงการก้าวเป็นบริษัทที่ยั่งยืน โดยทำให้ธุรกิจสามารถดำรงอยู่ได้ ภายใต้โลกที่มีทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด” ซึ่งถือเป็นความคิดพื้นฐาน

2.คิดนอกกรอบ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการทำ CSR ในแง่มุมนี้ซึ่งต้องใช้เวลาและการ “คิดนอกกรอบ” (think out of the box) เราอาจจะไม่ได้คิดเพียงจะปลูกต้นไม้กี่ต้น จะทำกิจกรรมอะไรกับเด็ก แต่ควรกลับไปมอง “คุณค่าหลัก” (core value) ขององค์กร และใส่ความรับผิดชอบลงไปในนั้น โดยคิดถึงทุกกระบวนการของความรับผิดชอบในธุรกิจ เช่นเดียวกับกรณีศึกษา CSR สุดคลาสสิกอย่าง “อินเตอร์เฟด” ซึ่งเป็นบริษัทผลิตพรม ที่ใช้ความพยายามกว่า 15 ปี ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจจากธุรกิจที่ผลิตและจำหน่ายพรมมาเป็นธุรกิจที่บริการ “ให้เช่า” พรม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันไม่เพียงแต่เป็นผู้นำตลาดยังสามารถนำพรมที่ใช้แล้วกลับมาผลิตใหม่ได้ถึง 80% ดังนั้นองค์กรธุรกิจที่จะหาโอกาสจากวิกฤตนี้ไม่เพียงแต่คิดว่าจะคืนกำไรให้กับสังคมอย่างไร แต่ควรมองว่าจะปรับปรุงคุณค่าหลักขององค์กรอย่างไรมากกว่า

3.คิดอย่างสร้างสรรค์

เรื่องเล่าของ “ยูนิลีเวอร์” ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นตัวอย่างของการมองไปที่ความรับผิดชอบในคุณค่าหลัก ด้วยการคิดอย่างสร้างสรรค์ แม้เราอาจจะเคยชินกับสารพัดโครงการเพื่อสังคมที่ “ยูนิลีเวอร์” ทำ แต่สิ่งที่ “Hein Swinkels” รองประธานด้านการเงินและไอที กลุ่มยูนิลีเวอร์ไทย เล่าให้ฟังมองให้เห็นว่า นั่นเป็นเพียงบางส่วน แต่การสร้างสรรค์ “ความรับผิดชอบ” ซึ่ง “ยูนิลีเวอร์” เรียกว่า corporate responsibility นั้นรวมตั้งแต่ห่วงใยคนที่ทำงาน ดูแลกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบตั้งแต่ภายในองค์กรไปสู่สังคมภายนอก ด้วยการสร้างสรรค์ใน 3 เรื่อง

1.สร้างความตระหนัก (create awareness) เช่น กิจกรรมเล็กๆ ที่ทำในองค์กรอย่างธนาคารขยะ
2.สร้างสรรค์ การมีส่วนร่วม และ
3.สร้างพันธมิตร (create partnership) เขาบอกด้วยว่า “CSR ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษมากไปกว่าการสร้างความรู้สึกที่ดีให้พนักงานรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของและการที่บริษัทเดินออกจากประตูบ้านตัวเองไปคุยกับผู้คน”

4.ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ

แม้จะเป็นองค์การข้ามชาติ แต่ “วิกฤต” ก็คือ “วิกฤต” การลดงบประมาณกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจึงเป็นสิ่งที่ “ยูนิลีเวอร์” ทำ แต่การแสดงความรับผิดชอบภายในองค์กรก็ยังคงดำรงอยู่ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะ ของเสียอย่างดีที่สุด พร้อมๆ กับความพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ลดการใช้น้ำและพลังงานมากที่สุด

ในขณะเดียวกันสำหรับวิธีคิดในการจัดสรรงบประมาณเพื่อมาทำโครงการเพื่อสังคมนั้นน่าสนใจ โดยความพยายามที่จะเชื่อมการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบจากคนภายในองค์กรสู่ภายนอก โดยใช้งบประมาณที่เคยสูญเสียไปกับสิ่งที่ต้องเสียไประหว่างการผลิตมาใช้ดำเนินการโครงการเพื่อสังคม ซึ่งต่อปีเป็นเม็ดเงินนับร้อยล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิผล ขณะเดียวกันยังสร้างคุณค่าให้กับสังคมไปพร้อมๆ กัน

5.ตั้งเป้าหมายให้ชัด

และยังมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตั้งเป้าในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ ที่มีเป้าหมายสูงสุดถึง 400 ล้านตันในอนาคต โดยใช้วิธีคิด “รอยเท้านิเวศ” หรือ “คาร์บอนฟุตปรินต์” (carbon footprint) ซึ่งเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิต

6.ทำจากเรื่องที่ง่ายที่สุด

ใช่ว่าเฉพาะองค์กรข้ามชาติและ “บิ๊กเฟิร์ม” เท่านั้นจะดำเนินการเรื่อง CSR ได้ เอาเข้าจริงบริษัทเอสเอ็มอีสัญชาติไทยอย่าง “เอเชีย พรีซีชั่น” บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งแม้กำลังเผชิญมรสุมจากเศรษฐกิจขาลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า CSR จะเกิดขึ้นไม่ได้

“อภิชาติ การุณกรสกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียพรีซิชั่น บอกว่า “แม้ว่าเรามองว่า CSR นั้นเป็นเรื่องที่มาก กว่าการให้ แต่การให้หรือการบริจาคเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดที่จะปลูกความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับพนักงานในองค์กร ก่อนพัฒนามาเป็นการให้ด้วยทักษะของพนักงาน รวมทั้งการบริจาคความดี ที่พนักงานทุกคนที่ทำดี เช่น งดเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เลิกซื้อหวย ฯลฯ เมื่อมาลงชื่อ บริษัทก็จะบริจาคเงิน 20 บาทต่อหนึ่งลายเซ็นเพื่อนำไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อไป” ซึ่งเป็นวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมแบบง่ายๆ ด้วยความเชื่อที่ว่า การทำให้คน (ในองค์กร) เป็นคนดีถือเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี

7.เพียงผู้บริหารเปิดใจรับฟัง

การให้ความสำคัญกับพนักงานดูจะใช้การได้ดียิ่งในภาวะวิกฤต อย่างที่ “มาร์ติน่า สแปรงเกอร์ส” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเดอร์ติกส์ ออฟ คอนเวอร์เซชั่น เอสเอ็มอีอีกรายที่เล่าประสบการณ์ว่า ในภาวะเช่นนี้ผู้บริหารเองก็อาจจะอยู่ในภาวะจิตตกจากผลกระทบในวิกฤตที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับเรา แต่ในที่สุดเราก็เปลี่ยนวิธีคิดและหันกลับไปมองที่พนักงานที่มีอยู่กว่า 120 คน ว่าไม่เฉพาะเรา พนักงานเองก็มีปัญหาของเขา จึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญและเปลี่ยนแนวคิดมาดูแลวิถีชีวิตพนักงาน ด้วยเริ่มจากการรับฟัง ถึงวันนี้ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนมีปัญหาอะไรเราก็เล่าสู่กันฟัง จากองค์กรที่จิตตกทั้งพนักงานและผู้บริหารก็กลายมาเป็น “องค์กรที่เข้มแข็ง” ขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ จากการเปิดใจและรับฟัง

บางทีเพียงแค่เปลี่ยนมุมคิด บางเรื่องที่ว่ายากก็อาจกลายเป็นเรื่องง่ายอย่างเหลือเชื่อ สำหรับองค์กรที่เริ่มต้นแม้อาจจะยังไปไม่ถึงการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ แต่โอกาสเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากความรับผิดชอบย่อมสะสมและกลายมาเป็นพลังเข้มแข็งในอนาคตขององค์กรได้ ขอเพียงเชื่อและลงมือทำ !!

CSR ขั้นเทพ หน้าตาเป็นอย่างไร

CSR ขั้นเทพ หน้าตาเป็นอย่างไร

ในนาทีนี้คงไม่มีใครที่บอกว่า องค์กรของท่านไม่ได้ทำ

คำถามที่ผมเคยเจอก็คือว่า CSR ชั้นเซียน หน้าตาเป็นอย่างไร ? ประกอบด้วยปัจจัยเสริมอะไร ? เลยอยากเขียนสรุปว่า องค์กรที่ทำ CSR จนประสบความสำเร็จ มีความคล้ายคลึงกันดังนี้

1.สร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ธุรกิจ

2.โดนใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

3.ต่อยอดภายในองค์กรไปในทุกทีม ไม่ใช่หยุดที่ “ทีมสื่อสารองค์กร”

4.มีความชัดเจนในการวัดผล และการรายงานที่น่าเชื่อถือและโปร่งใส

1.สร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ธุรกิจ

CSR ที่ดี สามารถตอบโจทย์ธุรกิจของท่านได้ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในกลุ่มลูกค้า (customer loyalty) สามารถช่วยให้ท่านบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการ “เอาใจซื้อใจ” ซึ่งเป็นแนวโน้มความต้องการของพนักงาน generation Y ซึ่งเปลี่ยนงานง่าย ต้องการความท้าทายใหม่ๆ และต้องการการงานที่มีความหมายอุดมการณ์มากกว่าการรับเงินเดือน

นอกจากนี้แล้ว CSR ยังสามารถช่วยให้ supplier ของท่านหลายๆ องค์กรผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น โรงงานอาหารแปรรูป ที่ร่วมพัฒนาระบบการขนส่งผลไม้ ทำให้ชาวไร่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ดังนั้นจะเห็นว่า CSR มีความหมายมากกว่า “social” หรือสังคมรอบตัวเรา (community) แต่ยังครอบคลุมถึง workplace, marketplace และ environment ดังนั้นเพื่อให้เป็นการสื่อความหมายที่ชัดขึ้น ผมจึงขออนุญาตใช้คำว่า corporate responsibility (CR) แทน CSR

2.โดนใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ตอนสมัยผมเรียน MBA (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว) เราทุกคนจะพูดถึงเรื่อง maximise shareholder benefit โดยไม่ได้มีการคิดข้ามไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นๆ ในองค์กร

CR ที่ดี เตือนสติให้เราคิดถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เช่น ลูกค้า พนักงานและครอบครัว สังคมที่ได้รับผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ รวมไปถึงสภาวะแวดล้อม จนเริ่ม มีการถกกันว่า CR เป็นส่วนหนึ่งของ corporate governance หรือ corporate governance เป็นส่วนหนึ่งของ CR กันแน่ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจต้องตามใจคนรอบข้างในทุกเรื่อง CR ที่ดี ต้องแยกแยะว่าเรื่องอะไรเป็นช่วงเร่งด่วนและสำคัญ เหมาะกับยุคสมัย เช่น ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ทางองค์กรอาจเลือกทำ CR ที่จะทำให้บริษัทลดต้นทุน มุ่งเน้นในการร่วมกับ supplier ในการเพิ่มประสิทธิภาพของ supply chain หรือรณรงค์การประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ตัดงบประมาณในการสนับสนุนงานการกุศล

3.ต่อยอดภายในองค์กรไปในทุกทีม ไม่ใช่หยุดที่ “ทีมสื่อสารองค์กร”

ในขณะที่องค์กรหลายแห่งยังมอบหมายให้ทีมสื่อสารองค์กรเป็นเจ้าของโครงการ CR องค์กรแนวหน้ามีการบริหารจัดการ CR ที่แพร่กระจายทั่วทั้งองค์กร และมี CEO เป็นแฟนคลับ CR ตัวยง บางบริษัทมี นโยบายว่า board จะต้องบรรจุเรื่อง CR เข้าไปในวาระการประชุม ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนการประชุมทั้งปี

นโยบาย CR ได้ครอบคลุมทีมต่างๆ ขององค์กร เช่น มีนโยบายการจัดซื้อวัตถุดิบที่ต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติของ supplier ว่า มีขั้นตอนการผลิตสินค้าที่ไม่ทำลายสภาวะแวดล้อม ไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย การที่องค์กรจะมี CR ฝังรากลึก และแตกแขนงได้ไปในทุกส่วนขององค์กร ทั้งองค์กรจะต้องมีความเข้าใจในนิยามและเป้าหมาย CR เหมือนๆ กัน หลายองค์กรไม่มีความเข้าใจที่ตรงกัน เลยไม่สามารถทำให้คนในองค์กรเห็นภาพว่า เขาเหล่านั้นก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของ CR ท้ายสุดเรื่อง CR จึงมาตกเป็นภาระของทีม CR แต่เพียงผู้เดียว ถามว่า กรณีหลังนี้ CR เกิดขึ้นหรือไม่ เกิดครับ แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์โดนใจสักเท่าไร แถมผู้ถือหุ้นจะถามว่า ทำแล้วใครได้อะไร หุ้นผมไม่เห็นกระดิกขึ้นเลย

4.มีความชัดเจนในการวัดผล และการรายงานที่น่าเชื่อถือและโปร่งใส

ท่านเคยถูกถามโดย CEO หรือ CFO ไหมครับว่า CR ที่ทำอยู่ ให้ผลตอบแทนกลับมาที่บริษัทอย่างไร และเท่าไหร่ KPI อะไรมาช่วยบ่งบอกถึงความคุ้มทุน ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ รายงาน CR ก็จะเป็นเพียงหนังสือภาพสวยๆ ที่มีคำบรรยายประกอบ โดยไม่สามารถตีค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ได้เลย สุดท้ายแล้ว CR ในหลายองค์กรจึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร มีหลายองค์กรพยายามวัดผลโดยการวัด “ความพยายาม” หรือ “input” เช่น จำนวนโรงเรียนที่สร้างในแต่ละปี จำนวนเด็กที่เข้าเรียน แต่ก็ยังไม่สามารถวัดผลที่เป็นผลลัพธ์สุดท้าย “output” เช่น อัตราการรู้หนังสือที่เพิ่มขึ้นในหมู่บ้าน อัตราความสำเร็จของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย อุปสรรคสำคัญที่ทำให้องค์กรไม่สามารถวัดผลเชิง output ได้ ก็เพราะข้อมูลดังกล่าวต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล ต้องใช้ความร่วมมือจากทีมการเงิน ทีม HR ทีมการผลิต หรือแม้แต่กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนอกองค์กร

อย่าง supplier ในการเก็บและรวบรวมข้อมูล เช่น การวัดประสิทธิภาพในการลดต้นทุนการผลิต ที่เกิดจากการร่วมพัฒนาประสิทธิภาพกับ supplier อีกประการที่ทำให้การวัดผลเชิง output ทำได้ยาก เกิดขึ้นจากการไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบในอดีตเป็นเวลา 3 ปี เพื่อเป็นการบ่งชี้ถึงความสำเร็จของโครงการต่างๆ ของ CR

สำหรับองค์กรที่มีความสามารถในการวัดผล CR ในเชิง output และสามารถจัดทำรายงาน ก็จะมีโจทย์และความท้าทายอีกลักษณะ กล่าวคือท่านจะสร้างความมั่นใจให้ผู้อ่านรายงานได้อย่างไรว่า รายงานมีความโปร่งใส เชื่อถือได้ เท่าที่ผมเห็นหลาย บริษัทจะใช้ third party (คนกลาง) มาเป็นผู้ตรวจสอบรายงานและร่วมรับรองความถูกต้อง แต่รายงาน CR ที่มีความ ศักดิ์สิทธิ์ขั้นเทพ มักจะถูกรับรองจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริงเสียงจริง เช่น NGO ตัวแทนชุมชน เสียงจากพนักงาน หรือไม่ก็ลูกค้า

การที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยอมรับประกันรายงาน CR ของท่านนั้น แปลว่าองค์กรของท่านตอบโจทย์ธุรกิจ โดนใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ฝังราก CR กลางใจพนักงาน และมีความชัดเจนในการวัดผล

ด้วยปัจจัยสี่ประการดังกล่าว โครงการ CR ขององค์กรท่านจะสามารถช่วยสร้างความแตกต่างให้กิจการของท่านได้อย่าง ยั่งยืน สำหรับชาว CR ที่เพิ่งเริ่มทำ CR ในบริษัท อ่านแล้วอย่าเพิ่งท้อนะครับ เวลานี้ผู้นำในหลายๆ องค์กรตอนนี้กำลังให้ความสนใจกับ CR ผมขอฝากไว้เป็นการบ้าน 3 ข้อ ดังนี้

1)องค์กรของท่านมีความเข้าใจใน CR ตรงกันหรือไม่
2)ผู้บริหารเคยทบทวนหรือยังว่า CR จะช่วยตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างไร และ
3)ท่านจะวัดผล CR อย่างไร ในเชิงผลลัพธ์

Knowledge Management ( KM ) เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร?

Knowledge Management ( KM ) เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร?

องค์กรที่ต้องการมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น มิได้หมายถึงจะต้องเน้นไปที่การสร้างประโยชน์เพื่อสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะให้ความสำคัญถึงการสร้างความรับผิดชอบภายในองค์กรด้วย

หลายๆ ครั้งที่ผมได้อ่านข่าวหรือบทความในหน้าซีเอสอาร์ หรือ Corporate Social Responsibility ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ทำให้ผมย้อนนึกอยู่เสมอว่า เรื่องของ KM (หรือการจัดการความรู้) กับเรื่องของ CSR นั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่ก็ยังมิได้ปักใจลงความเห็นเสียทีว่าจะเอาทั้งสองเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไร

จนมีโอกาสได้อ่านบทความของท่าน ดร.พรชัย ศรีประไพ ในคอลัมน์ CEO Talk ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้าซีเอสอาร์ ฉบับวันจันทร์ที่ 8 – วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2552 ที่ได้เขียนกล่าวแนะนำไว้ว่า องค์กรที่ต้องการมีความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นมิได้หมายถึงจะต้องเน้นไปที่การสร้างประโยชน์เพื่อสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะให้ความสำคัญถึงการสร้างความรับผิดชอบภายในองค์กรด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือองค์กรควรที่จะต้องเห็นความสำคัญของการสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพและคุณค่า หมายถึงคนที่มีความรู้ความสามารถดีเพื่อทำงานที่ตนเองรับผิดชอบให้เกิดเป็นคุณค่าต่อตนเองและต่อผู้อื่นในสังคม

สิ่งที่ท่าน ดร.พรชัยได้เขียนกล่าวแนะนำมานี้ได้ช่วยให้เกิดเป็นจุดประกายให้ผมคิดต่อยอดเพื่อตอบคำถามที่ว่า แล้ว KM เกี่ยวข้องกับ CSR อย่างไร

ต้องขอเขียนกล่าวว่าผมเห็นด้วยกับท่าน ดร.พรชัยเป็นอย่างยิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการสร้างคุณค่าในตัวงาน หรือแม้กระทั่งในตัวของผู้ปฏิบัติงาน เพราะผมมองว่าในสังคมในยุคปัจจุบันนั้น เหล่ามนุษย์ทำงานทั้งหลายถูกกระแสทุนนิยมบีบให้รีบทำมาหากินจนบางครั้งลืมที่จะมองให้เห็นลึกซึ้งมากขึ้นในเรื่องของคุณค่าของตัวงานที่ทำ หรือมองให้เห็นลึกซึ้งถึงตัวตนของตนเองว่ามีคุณค่าอย่างไร วิถีชีวิตอย่างนี้เป็นสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในยุคนี้

โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่คำว่า “ต่างคนต่างอยู่” ถูกนำมาใช้แม้กระทั่งกับบุคคลในครอบครัว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนในยุคนี้มองชีวิตตนเองให้ลึกซึ้ง ให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นคน คุณค่าของความเป็นคนที่มีครอบครัว คุณค่าของความเป็นคนที่มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ

ในบางครั้งผมเคยให้คติกับลูกศิษย์เพื่อให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการที่มีชีวิตอยู่ว่า “ขอให้เป็นคนดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง และต่อสังคม” ผมคิดว่าคติที่ว่านี้ส่งเสริมแนวคิดเรื่อง CSR ที่ว่าคนเราจะทำดีต่อผู้อื่นได้ต้องไม่ลืมที่จะเป็นคนดีต่อตนเองและต่อคนใกล้ตัวเสียก่อน เพราะถ้าท่านเป็นคนเก่ง แต่ไม่รู้จักทำตัวให้เป็นคนดี หรือไม่มีความรับผิดชอบต่อคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ผมก็มองไม่เห็นจริงๆ ว่า แล้วท่านจะมีความสามารถไปทำดีกับคนอื่นๆ ที่อยู่ไกลตัวท่านออกไปในสังคมของท่านได้อย่างไร

หลายๆ ครั้งที่ท่านอาจจะเห็นบุคลากรในองค์กรของท่านนั้นมีชีวิตแบบไร้ค่า กล่าวคืออยู่ไปวันๆ ถ้าเป็นคนทำงานก็จะเป็นคนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือมาทำงานเพื่อหวังจะกอบโกยเงินเดือนไปเลี้ยงตัวไปวันๆ เท่านั้น หาไม่จะเห็นคุณค่าในตัวตนเองในฐานะของผู้มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ หรือเห็นคุณค่าในตัวงานที่เป็นงานที่อาจจะมีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างยิ่ง ถ้าสามารถทำงานให้มีผลลัพธ์ออกมาดี บุคคลที่อยู่อย่างไร้คุณค่าอย่างนี้ย่อมถือเป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมแน่นอน

ในตรงกันข้าม บุคคลที่เห็นคุณค่าในตนเองและเห็นคุณค่าในงานที่ทำจะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้อย่างมีคุณค่ากล่าวคือดำรงชีวิตด้วยการสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปในแต่ละวัน บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ หาความรู้ใหม่ๆ พัฒนาความสามารถของตนเองให้เก่งขึ้นและดีขึ้น เพื่อที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ให้กับองค์กรและต้องมิลืมว่าผลงานดีๆ ดังกล่าวก็อาจจะส่งผลกระทบที่ดีๆ ต่อบุคคลอื่นๆ ในสังคม สังคมก็จะได้พบเจอสิ่งดี สิ่งใหม่ๆ ที่มีคุณค่า สังคมมีการพัฒนาไปในทางที่ดี เพราะประกอบไปด้วยคนที่ใฝ่รู้และไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้

ถ้าคนเรามีความสุข ผมคิดว่าคนนั้นน่าจะเห็นคุณค่าของการมีชีวิต แต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบันนั้นนำมาซึ่งความยากในการหาความสุข โดยเฉพาะความสุขทางใจ แต่ทว่าท่านผู้อ่านอาจลองนำคติที่ผมได้เขียนอ้างไว้ข้างต้น กล่าวคือ “ขอให้เป็นคนดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง และต่อสังคม” ไปลองประยุกต์ใช้ดู

ผมเชื่อว่าความสุขอันแท้จริงนั้นสามารถบันดาลขึ้นมาได้จากการสร้างความดีและการเห็นคุณค่าในด้านต่างๆ ในชีวิตของท่าน และหลักทางด้านการจัดการความรู้หรือ KM ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างดีในการสร้างคุณงามความดีต่างๆ ที่จะช่วยให้การดำรงชีวิตของท่านไม่ได้อยู่แบบไปวันๆ อย่างไร้ค่าดังที่กล่าวให้เห็นเป็นตัวอย่างไว้ข้างต้น

กล่าวคือโดยเริ่มต้นที่จะเป็นคนดีต่อตนเอง ในที่นี้คือการที่ท่านเรียนรู้และใฝ่รู้ในบทเรียนแห่งการใช้ชีวิตให้มากขึ้น แทนที่ท่านจะใช้ชีวิตแบบไม่สนใจว่าตนเองจะเป็นคนเช่นไร หรือไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองว่าท่านเป็นคนเช่นไร การเป็นคนดีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ผมมองว่าการจะทำอย่างไรให้เป็นคนดีนั้นถือเป็นความรู้ประเภทหนึ่ง และการเป็นคนดีนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะจะมีแต่ดีกับดีขึ้นไปเรื่อยๆ

อยากให้ท่านที่มองว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตแบบไร้ค่าอยู่ไปวันๆ ลองหันมามองดูตนเองว่าได้ทำอะไรเพื่อเสริมความเป็นคนดีให้กับตนเองบ้าง เช่น เรื่องง่ายๆ อย่างการเรียนรู้ที่จะรับประทานอย่างถูกสุขลักษณะ เรียนรู้ที่จะออกกำลังกาย เรียนรู้ที่จะออกห่างจากยาเสพติดและอบายมุขต่างๆ เมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็เรียนรู้ที่จะรักษาตนเองให้หายป่วย เหล่านี้ถือเป็นการสร้างคุณความดีให้กับตนเองและเห็นคุณค่าในความเป็นคนของตนเอง และถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะการเรียนรู้ทั้งหลายเหล่านี้ถือเป็นกระทำเพื่อที่จะป้องกันมิให้ท่านต้องตกเป็นภาระของผู้อื่นในสังคม

และเมื่อท่านพยายามทำตัวให้เป็นคนดีและไม่เป็นภาระต่อผู้อื่นแล้ว ท่านก็จะมีความพร้อมที่จะเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของท่านโดยการสร้างความดีต่อผู้อื่น โดยอาจเริ่มจากคนใกล้ตัวของท่านก่อน ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวของท่านหรือเพื่อนฝูงของท่าน หลักของ KM สามารถถูกนำมาประยุกต์ใช้ได้ในแง่ที่ว่าท่านจะต้องรู้สุขรู้ทุกข์ซึ่งกันและกันระหว่างคนในครอบครัวกับเพื่อนฝูง สภาพสังคมในยุคปัจจุบันทำให้ความสัมพันธ์อันดีแบบครอบครัวและเพื่อนฝูงนั้นบิดเบือนไป หน้าที่ของคนเป็นพ่อกับแม่กลับกลายเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อให้ลูกมีรับประทาน หน้าที่ของลูกคือตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อเลี้ยงตัวเองให้ได้ในอนาคต หน้าที่ของเพื่อนกลายเป็นเพียงใครสักคนที่เพื่อไว้โทร.หาเมื่อต้องการความช่วยเหลือ

แต่คนในยุคปัจจุบันลืมไปว่า หน้าที่ของการเป็นคนคือการสร้างสายใยระหว่างกัน มีความห่วงใยกัน รักใคร่กัน อยากให้ท่านถามตัวท่านว่า ท่านรู้หรือเปล่าว่า คนในสมาชิกของท่านหรือเพื่อนฝูงของท่านกำลังมีความสุข หรือมีความทุกข์เรื่องอะไรอยู่ สำหรับผม ผมถือว่าการรับฟังปัญหาหรือความทุกข์ของผู้อื่น การช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ หรือการร่วมยินดีไปกับความสุขของคนอื่นนั้นถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมประเภทหนึ่ง และถ้าทุกๆ คนในสังคมมีความรับผิดชอบประเภทนี้ได้ ก็จะทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความสุข

เมื่อท่านเป็นคนดีต่อตนเองและต่อคนใกล้ตัวของท่านแล้ว สิ่งนี้จะเป็นรากฐานที่ทำให้ท่านเป็นคนที่มีความสุข เพราะอย่างน้อยท่านจะเป็นคนที่เดินออกจากบ้านไปทำงาน หรือออกไปสู่สังคมภายนอกด้วยสีหน้าที่มีความสุขและยิ้มแย้มแจ่มใส่ ซึ่งผมถือว่าด้วยสภาพกายและใจที่ดีเช่นนี้ ท่านจะมีความพร้อมเต็มที่ที่จะสร้างคุณความดีให้กับสังคม โดยที่หลัก KM สามารถถูกนำมาประยุกต์ได้โดยการที่ท่านสามารถนำความรู้ที่ท่านมีอยู่มาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับองค์กรของท่าน ให้กับสังคมของท่าน ท่านจะเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองเพื่อที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ดีงามให้กับองค์กรของท่านหรือสังคมของท่าน

นอกจากนี้ท่านยังสามารถนำความรู้ที่ท่านมีอยู่มาแบ่งปันให้กับผู้อื่นในที่ทำงานของท่านหรือในสังคมของท่าน เพื่อให้คนอื่นๆ สามารถนำความรู้ของท่านไปประยุกต์เพื่อประโยชน์ของเขาเหล่านั้น หรือเป็นการต่อยอดไปสู่องค์ความรู้ใหม่อื่นๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการที่จะพัฒนาสังคมให้ดีต่อขึ้นไปเรื่อยๆ

สุดท้ายนี้ขอสรุปว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นคนหนึ่ง หรืออยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั้น มิใช่เรื่องยากเลยในการที่ท่านจะสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และถ้าจะอาศัยหลัก KM ก็ขอให้ท่านเพียงแต่เริ่มสร้างความสุขในตัวท่านโดยการเรียนรู้ที่จะเป็นคนดีต่อตนเอง เรียนรู้ที่จะห่วงใยเอาใจใส่ทุกข์สุขของคนใกล้ตัว และเมื่อท่านมีความสุขแล้ว ท่านก็พร้อมที่จะเป็นคนดีต่อสังคม โดยสร้างสรรค์ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสังคม และแบ่งปันความรู้ที่ท่านมีอยู่เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นในสังคม