วิธีการคำนวณกำไรขั้นต้นต่อยอดขาย

สมมุติตัวเลข
*ให้กำไรขั้นต้นมา 20%  โดยมีต้นทุน 160 บาท หายอดขาย =
*แสดงว่าต้นทุนเรา 80 % วิธีทำ
*จากโจทย์แสดงว่าเรามีต้นทุน 80 %
*ยอดขาย 100 บาท มีต้นทุน 80 บาท
*แล้วยอดขาย X บาท มีต้นทุน 160 บาท
*ใช้การคูณไขว้ = (80 คูณ X) หารด้วย (100 คูณ 160)
*แก้สมการข้อนี้จะได้ยอดขายเท่ากับ 200 บาท
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัญชีได้ที่ www.VayoKnowledge.com

สมมุติตัวเลข
*ให้กำไรขั้นต้นมา 20%  โดยมีต้นทุน 160 บาท หายอดขาย =  *แสดงว่าต้นทุนเรา 80 % วิธีทำ*จากโจทย์แสดงว่าเรามีต้นทุน 80 %*ยอดขาย 100 บาท มีต้นทุน 80 บาท*แล้วยอดขาย X บาท มีต้นทุน 160 บาท*ใช้การคูณไขว้ = (80 คูณ X) หารด้วย (100 คูณ 160)*แก้สมการข้อนี้จะได้ยอดขายเท่ากับ 200 บาท

จรรยาบรรณนักบัญชีตามวิถีพุทธ

การบัญชี(Accounting) เป็นศิลปะของการจดบันทึกรายการ หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการเงินไว้ในรูปแบบของเงินตรา จัดเป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งสรุปผล ตีความหมายของผลลัพธ์
การบัญชีเริ่มมีการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ความรู้ทางบัญชีกว้างขวางขึ้นประกอบรัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการศึกษาทางด้านบัญชีมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการค้า และการจัดเก็บภาษี
ข้อมูลทางบัญชี มีประโยชน์ต่อบุคคลภายในและภายนอก
กิจการ ในโลกนี้มีธุรกิจมากมายถ้ามนุษย์ไม่มีระบบบัญชีควบคุม จัดให้เป็นระบบระเบียบ ย่อมจะทำให้ธุรกิจต่างๆเกิดความยุ่งเหยิงธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆจะมีวิธีเก็บบัญชีลูกค้าอย่างไร …รัฐบาลทั่วโลกจะจัดเก็บภาษีกันอย่างไร….

จรรยาบรรณนักบัญชีตามวิถีพุทธ เป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการทำงานที่นำพุทธศาสนาให้ย้อนกลับมามีบทบาทในการศึกษาและการทำงาน ให้นักบัญชีไทยตระหนักว่าศาสนาพุทธของไทยเป็นศาสนาที่มีเหตุผลไม่มีความล้าสมัย นักบัญชีสามารถนำหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการทำงานเป็นนักบัญชีที่ดีได้

โอกาสและอนาคตอันสดใสของวิชาชีพบัญชี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการบัญชี (บช.บ.) และจะมีโอกาสโดดเด่นที่จะมีอนาคตสดใสจากการเป็นนักบัญชีมืออาชีพ
1. มีคุณสมบัติที่สอบเป็น ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor : TA) ได้ทันที (ผู้สอบภาษีอากร 1 คนสามารถสอบเซ็นรับรองงบได้ 300 ราย) ดังนั้นยังมีความต้องการและโอกาสที่จะสอบเป็นผู้สอบบัญชีอีกมาก
2. มีคุณสมบัติเป็น ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant : CPA) ได้ หากสอบได้ใบอนุญาต CPA จะสามารถประกอบวิชาชีพอิสระเหมือน นายแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย ฯลฯ
3. มีอาชีพเป็น ผู้ตรวจสอบภายในรับอนุญาต (Certified Internal Auditor : CIA) ได้ หากสอบได้ใบอนุญาต CIA สามารถประกอบอาชีพได้ทั่วโลก
4. มีอาชีพเป็น ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor : IA) ของบริษัท สถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งกระทรวงต่างๆ ได้
5. มีคุณสมบัติเป็น ผู้ทำบัญชี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี 2543 ได้ โดยสามารถเป็นผู้ทำบัญชีตามกฎหมายให้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด เป็นต้น
ส่วนนักศึกษาที่จบระดับปวส.และปวช. สามารถเป็นผู้ช่วยทำบัญชี(Bookkeeper)

อาชีพนักบัญชีเป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบสูง นักธุรกิจสามารถนำตัวเลขทางบัญชีไปวิเคราะห์ผลการประกอบการ ดูแนวโน้มทางธุรกิจ คาดคะเนการขาย วางเป้าหมายธุรกิจ และการใช้ข้อมูลทางบัญชีวิจัยทางด้านตลาด ส่วนภาครัฐบาลสามารถนำตัวเลขไปวางแผนด้านงบประมาณ การจัดเก็บภาษี วิเคราะห์ความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ (GDP)ฯลฯ ดังนั้นอาชีพนักบัญชีก็ไม่ต่างกับอาชีพแพทย์ นักกฎหมาย ที่ต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน
สภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งเป็นองค์กรนิติบุคคลระดับประเทศได้ออกพระราชบัญญัติ
พุทธศักราช 2547 ว่าด้วย จรรยาบรรณนักบัญชี ที่ดี ดังนี้
1. มีความซื่อสัตย์ สุจริต
2. มีความละเอียดรอบคอบ
3. รักษาความลับทางด้านบัญชีของหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
4. ไม่นำเอกสารทางด้านบัญชีไปเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก โดยไม่ได้รับอนุญาต

ในเมื่อตัวเลขทางบัญชีมีประโยชน์และมีความสำคัญมากเปรียบเสมือน เข็มทิศทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ดังนั้นนักบัญชีเป็นผู้ทำและควบคุมตัวเลขเหล่านั้นจะมีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของผู้ทำบัญชี
ความสำคัญของตัวเลขทางบัญชีมีความสำคัญเพียงใด บริษัท เอ็นรอน จำกัดของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประสบปัญหาจนบริษัทล้มละลาย เพียงเพราะนักบัญชีตบแต่งตัวเลข หรือเมื่อเร็วๆนี้บริษัทแก๊สแห่งหนึ่งของเมืองไทยก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันที่พนักบัญชีตบแต่งตัวเลขทางบัญชีหลอกลวงประชาชน เพื่อให้หุ้นดูดีในตลาดหลักทรัพย์จนถูกตรวจสอบ
ดังนั้นหลักธรรม ความซื่อสัตย์จึงเป็นหนึ่งในเบญจศีล ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจทุกชนิด ต่อให้รูปลักษณ์ของกิจการดีขนาดไหนโฆษณาดีอย่างไร ถ้าพนักงาน
บัญชีปฎิบัติตนไม่ตรงไปตรงมาไม่ตระหนักในคุณธรรมความดีงามตามวิธีพุทธในเรื่องความซื่อสัตย์ เมื่อนั้นจะเป็นเคราะห์ร้ายของกิจการเป็นอย่างยิ่ง ความซื่อสัตย์ของพนักบัญชีจึงเป็นเรื่องที่ต้องยึดถือปฏิบัติตลอดทั่วทั้งกิจการตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดลงมาจนถึงพนักงานระดับล่างสุด สุภาษิตไทยที่ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” ยังเป็นความจริงที่ไม่มีวันตายไม่ว่าธุรกิจใดๆ ก็ตาม ความซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีเสมอ หากหวังจะให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตอย่างมั่นคง
มนุษย์ทุกคนควรทำงานด้วยความมีสติ มีสมาธิ ตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมนุษย์ทุกคนก็ต้องการทำอะไรให้ประสบกับความสำเร็จเสมอ คงไม่มีใครที่อยากจะเห็นผลงานของตนเองล้มเหลว ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ก็ย่อมส่งผลต่อตัวเราแทบทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย ผู้บริหารทุกคนย่อมอยากให้ผลงานที่ตนเองรับผิดชอบออกมาดี แต่บางครั้งอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ทั้งที่คิดว่าผลงานต่างๆ ที่ผ่านมือของเรานั้น น่าจะดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่เชื่อว่าอาจมีผู้บริหารหลายท่านเคยเป็น นั่นคือ การขาดความละเอียดรอบคอบ ความเลินเล่อประมาทเพราะขาดสติในการทำงาน
ชีวิตการทำงานความละเอียดรอบคอบนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการทำงานทุกคนย่อมหวังให้เกิดผลที่ดีที่สุด ธุรกิจประสบความสำเร็จมากที่สุด การทำงานแบบคิดว่าทุกอย่างน่าจะดีที่สุดโดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ความประมาทย่อมอันตรายและหมายถึงโอกาสผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น
การทำงานไม่ควรฝากความหวังไว้ที่คนใดคนหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนควรมีส่วนช่วยกันพิจารณาตรวจทาน ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหาร เพราะหลายตา หลายความคิด ย่อมดีกว่าตาเดียว ความคิดเดียว เพราะเมื่อหลายคนร่วมกันดู ช่วยกันตรวจทาน ข้อบกพร่องความผิดพลาดต่างๆ ก็ย่อมลดลงไปด้วย เพราะการทำงานไม่ใช่หมายถึง การทำ
อย่างลวกๆ แต่หมายถึง การทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบริษัท เพื่อให้ผลงานที่

ออกมาโดดเด่น ถูกใจลูกค้า ดังนั้น ความละเอียดรอบคอบ จึงเป็นสาระสำคัญที่สุดของการมีสมาธิในการทำงานที่นักบัญชีจะละเลยไม่ได้เลย
ดั่งพุทธธรรมที่ว่าความประมาทเป็นหนทางแห่งความหายนะ

ทหารต้องรักษาความลับของกองทัพฉันใด นักบัญชีที่ดีก็ต้อง
รักษาความลับของบริษัทฉันนั้น ไม่ว่าความลับทางความคิด
ความลับทางเอกสาร ความลับตัวเลขทางบัญชี และไม่นำเอกสารที่
ไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือคู่แข่งขันจึงเป็นจรรยาบรรณที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง
ระบบงานบัญชีของทุกองค์กร ถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญยิ่งอีกประ
การหนึ่งของความสำเร็จของการดำเนินงานและการดำเนินธุรกิจของ
องค์ กร สาระสำคัญที่สุดของงานบัญชี คือ ความละเอียดรอบคอบ ถูก
ต้องแม่นยำ ซื่อตรง ชัดเจน โปร่งใส เป็นที่น่าเชื่อถือไว้วางใจ เป็น
ระเบียบระบบเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานของการบัญชี
นักบัญชีที่ดีต้องยึดถือตามวิถีพุทธ พึงมีคุณสมบัติสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักบัญชีตาม สาระสำคัญดังกล่าว เพื่อจัดทำ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ และรายงานฐานะทางการเงิน และรายละเอียดอื่น ๆ ด้านการบัญชีของ บริษัท องค์กร สถานประกอบการ เยี่ยงนักบัญชีที่มีความรู้ ทักษะ ความสามารถและมีคุณธรรม ในสาขาของตน และเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ ซื่อตรง รักษาจรรยาบรรณของนักบัญชีอย่างเที่ยงตรง โดยมีศีล คือประพฤติดีมีความซื่อสัตย์ สมาธิ คือ มีสติทำงานด้วยความรอบคอบ ปัญญา คือ รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกรักษาความลับขององค์กรและลูกค้า
นักบัญชีต้องสร้างความตระหนักคุณความดีในวิชาชีพ โดยยึดหลักศีลคือความซื่อสัตย์ สมาธิคือ ความละเอียด รอบคอบในการทำงาน และปัญญาคือความมุ่งมั่นดำเนินงานของตนจนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ไม่ก่อความเดือดร้อนไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักบัญชีที่ดีได้จรรโลงคุณธรรมความดีตามวิถีพุทธแล้ว

กินเป็น อยู่เป็น ดูเป็น ฟังเป็น
คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

เอกสารอ้างอิง
พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม กรุงเทพมหานคร 2545
เมตตา ภิรมย์ภักดิ์. การเรียนการสอนตามแนวทางวิถีพุทธ. กรมสามัญศึกษา 2544
วรรณา วงศ์วิวัฒน์ บัญชีเบื้องต้น สำนักพิมพ์เอมพันธ์ .2547

การวางระบบบัญชีและการควบคุมภายใน

บัญญัติ 10 ประการที่ต้องคำนึงในการวางระบบบัญชีและการควบคุมภายใน

ในบางครั้งผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการอาจจะเกิดข้อข้องใจในการวางระบบบัญชีและการควบคุมภายในว่าในการวางระบบบัญชีจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อกิจการ หรือบางครั้งมีการวางระบบบัญชีที่วางโดยให้บุคคลภายนอกที่เป็นที่เป็นรูปของบุคคลธรรมดาหรือองค์กรต่างๆแล้วแต่ ระบบต่างๆยังคงไม่สามารถที่จะใช้งานได้อย่างเต็มที่ หรือก่อนที่จะทำการวางระบบบัญชีควรจะคำนึงถึงอะไรบ้าง
หรือเมื่อวางระบบแล้วควรจะได้อะไรบ้าง ซึ่งข้อข้องใจต่างๆมักเกิดกับคนส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงเขียนบัญญัติ 10 ประการที่ผู้วางระบบบัญชี, ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการควรจะต้องคำนึงและพิจารณา ถึงก่อนที่จะตัดสินใจทำการวางระบบบัญชี หรือจะทำการปรับปรุงใดๆ มีผลกระทบเกี่ยวกับการทำงานไม่ว่าการปรับปรุงนั้นจะเรียกว่าอย่างไรตามศัพท์ที่บัญญัติขึ้นไม่ว่าใหม่หรือเก่าก็ตาม
1. อย่าทำการวางระบบบัญชีหรือปรับปรุงใดๆเกี่ยวกับการทำงานตามแฟชั่นหรือตามอย่างผู้อื่น โดยไม่มีความมุ่งมั่นและมีความปรารถนาตั้งใจจริง เนื่องจากการทำระบบการทำงานจะต้องมีความครบถ้วนถูกต้องของรายการที่เกิดขึ้น และการที่สามารถตรวจสอบหรือมีการสอบยันได้ในภายหลัง การกระทำการใดๆที่เป็นการหลีกเลี่ยงการบันทึกรายการบัญชีด้วยวัตถุประสงค์ใดๆก็ตามเป็นการเสี่ยงต่อความสูญเปล่าทั้งความพยายาม, ความตั้งใจ, เวลา และทรัพย์สินเงินทอง เนื่องจากจะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อใช้ในการบริหารงาน

2. การวางระบบบัญชีที่ดีนั้นจะต้องมีการสอดคล้องไปกับธรรมชาติของการทำงานและการดำเนินธุรกิจที่เป็นจริง ระบบต่างๆที่มีการสร้างขึ้นมาจะต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการดำเนินงานแต่ไม่ทำให้เกิดการผิดผลาดได้อย่างง่ายดาย และผู้ที่เป็นผู้ใช้งานข้อมูล, ผู้บริหาร, หรือเจ้าของกิจการ ควรจะรู้ความต้องการของตนเองก่อนที่จะให้ผู้วางระบบบัญชีทำการวางระบบบัยชีเพื่อให้การวางระบบสามารถรองรับความต้องการของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการได้


3. ระบบัญชีที่มีการควบคุมภายในอย่างดีเยี่ยมสามารถป้องกันทุจริตอย่างได้ผลในทุกเรื่อง อาจไม่ใช่ระบบบัญชีที่ดีที่สุดเสมอไป แต่ระบบบัญชีที่ดีนั้นหมายถึงระบบบัญชีที่มีความสอดคล้องกับการทำงานและมีการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับ สภาพการดำเนินธุรกิจและขนาดของกิจการนั้นๆ รวมถึงจะต้องสอดคล้องต่อนโยบายในการดำเนินกิจการด้วย และพึงระลึกไว้อยู่เสมอว่าระบบบัญชีและการควบคุมภายในที่เหมาะสมใช้งานได้ดีในกิจการแบบเดียวกันแห่งหนึ่ง อาจไม่สามารถใช้ได้ดีกับอีกแหน่งหนึ่งได้ เช่นเดียวกับระบบบัญชีที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในกิจการประเภทเดียวกันที่ภูมิภาคหนึ่งอาจไม่สามารถใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพในกิจการประเภทเดียวกันที่อยู่ในภูมิภาคอื่นได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจ แต่ละแห่งรวมถึงประเพณีขนบธรรมเนียมและสภาพการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละภูมิภาคนั้นๆที่แตกต่างกัน

4. ระบบบัญชีที่ดีจะต้องมีการเสนอรายงานตามระยะเวลาที่เหมาะสม การเสนอรายงานบางอย่างช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นแม้เพียงชั่วเวลาเดียวคุณค่าของรายงานอาจจะเหลือเท่ากับศูนย์ หรือรายงานที่มากไปจะก่อให้เกิดการสับสนและแบ่งแยกความสนใจในรายงานที่สำคัญไป

5. ควรเลิกเชื่อว่าระบบบัญชีและการทำงานต่างๆควรจะกำหนดหรือวางรูปแบบมากจากฝ่ายบัญชีหรือนักบัญชี หรือ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่การวางระบบบัญชีมีความจำเป็นต้องใช้ศิลปและศาสตร์หลายแขนงไม่ใช่เฉพาะแต่บัญชี ดังนั้น ระบบบัญชีที่ดีจะต้องเกิดขึ้นโดยกลุ่มคนที่ปฏิบัติงานมิใช่เกิดจากการวางระบบบัญชีโดยนักบัญชี  ที่ดีและเหมาะสมกับกิจการจะต้องเกิดจากการรวมตัวของแผนกต่างๆในบริษัท และนักบัญชีที่มีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับบัญชีอย่างดีทั้งบัญชีการเงิน, บัญชีบริหาร, บัญชีต้นทุน, และบัญชีภาษีอากร โดยฝ่ายบัญชีหรือว่าผู้วางระบบบัญชีอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งในทีม ฝ่ายบัญชีหรือผู้วางระบบอาจเป็นเพียงผู้เสนอรูปแบบขั้นต้น ติดตามผลและรวบรวมจัดทำระบบทางเดินเอกสาร และรูปแบเบบเอกสาร

ที่สามารถใช้งานได้ เป็นคู่มือระบบบัญชีและการปฏิบัติงาน ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้ ผู้วางระบบบัญชีหรือฝ่ายบัญชีจะต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือจะต้องเป็นผู้มีใจกว้างที่จะยอมรับคำแนะนำหรือ ข้อขัดแย้งจากผู้อื่นและจะต้องได้รับการยอมรับจากทุกๆฝ่ายโดยเฉพาะผู้บริหารสามารถประสานงาน และอธิบายเหตุผลต่างๆได้อย่างชัดเจน กรณีที่ฝ่ายบัญชีไม่มีคุณสมบัติเพียงพออาจต้องพึ่งพอ บุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติมาชดเชย

6. ไม่มีระบบบัญชีใดๆที่สามารถใช้ได้ตลอดไปโดยไม่มีการปรับปรุงให้เหมาะสมตามระยะเวลา เนื่องจากระบบบัญชีและการควบคุมภายในต่างๆเกิดจากการสร้างสรรค์โดยคน เมื่อมีการใช้งานไประยะเวลาหนึ่งจะมีการเรียนรู้ถึงจุดอ่อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของระบบลดลง ดังนั้นจึงควรมีการประเมินเป็นระยะๆว่าระบบบัญชีนั้นยังคงเหมาะสมที่จะใช้ในการปฏิบัติต่อไปหรือไม่หรือถึงเวลาที่จะต้องทำการปรับปรุงให้เหมาะสม

7. ระบบบัญชีและการควบคุมภายใน ที่จะกล่าวถึงในต่อๆไป จะเป็นแนวทางที่จะประยุกต์ใช้ในการทำงานเกี่ยวกับการวางระบบบัญชีและการควบคุมภายใน แต่ดังที่กล่าวไว้ในข้อ 3) ว่าระบบบัญชีที่ดีที่สุดไม่ใช้ระบบที่มีการควบคุมภายในที่ดีที่สุดอีกทั้งใสภาพการดำเนินธุรกิจปัจจุบันการแข่งขันสูง ดังนั้นการลดขั้นตอนการดำเนินการเพื่อให้กิจการดำเนินธุรกิจ หรือสามารถบริการลูกค้าได้ไปรวดเร็วมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด อาจทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องตัด หรือลัดขั้นตอนบางอย่างหรืออาจก่อให้เกิดการบกพร่องในการควบคุมภายในบางประการ ซึ่งการบกพร่องหรือความจำเป็นในการแข่งขันนั้นๆ อาจสามารถแก้ไขหรือทดแทนได้โดยใช้เทคโนโลยี และวิทยาการเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาช่วยอย่างได้ผลแต่ไม่ใช่ในทุกกรณี

8. การใช้ระบบเทคโนโลยีและวิทยาการเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ที่จะช่วยในการทำงานและลดข้อบกพร่องบางประการ ที่อาจเกิดขึ้นตามข้อ 7) ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าของการลงทุนต่างๆด้วย

9. ไม่มีระบบบัญชีใดๆ ที่สำเร็จรูปเช่นเดียวกับซอฟแวร์บัญชีที่เหมาะสมกับกิจการทุกกิจการ ดังนั้นการวางระบบบัญชีจะต้องใช้เวลาในการติดตามผลและแก้ไขระบบบัญชีและเอกสารทีจัดทำในขั้ต้นให้เหมาะสมกับการทำงานของกิจการเพื่อให้พนักงานทำความเข้าใจและทดสอบการทำงานของระบบบัญชีอย่างน้อยหนึ่งไตรมาส หรือนานกว่านั้นก่อนทำเป็นคู่มือระบบบัญชีเพื่อใช้ในการอ้างอิงต่อไป เนื่องจากสภาพการดำเนินธุรกิจในบางประเด็นปัญหาอาจเกิดจากความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ใช้ของมูล หรือผู้บริหารหรือเกิดจากสภาพการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป หรือบางครั้งอาจเกิดปัญหาในรายละเอียด ในการปฏิบัติงานขึ้นในภายหลัง ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงระบบบัญชีและเอกสารให้เหมาะสม ซึ่งการปรับปรุง จะต้องมีการกระทำร่วมกับผู้ใช้ข้อมูลหรือผู้ปฏิบัติงาน


10. ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการควรจะมีการประเมินความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ของการบกพร่องต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ว่าสามารถรับได้ที่จุดใด เมื่อเทียบกับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นรวมถึงความพึงพอใจจากลูกค้า ที่สามารถได้รับบริการที่เร็วขึ้น และการทำงานได้อย่างรวดเร็วของพนักงานภายในกิจการ ถ้าประเมินแล้วมีความเสี่ยงมากกว่าที่ยอมรับได้อาจจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขระบบบัญชีและการควบคุมภายในใหม่

ขอบคุณที่มา : คุณนิพนธ์  กาญจนพิพัฒน์กุล

บัญชี คืออะไร?

บัญชี คืออะไร?

บัญชี (Accounting) คือ การจดบันทึกเหตุการณ์(Transaction) ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เมื่อมีการซื้อ ขาย ทั้งเงินสด (Cash) และ เงินเชื่อ (Credit)

สมการบัญชี (Accounting Equation) คือ ทรัพย์สิน (Asset) = ส่วนของเจ้าของ (Owner’s Equity) + หนี้สิน (Liabilities)

- ทรัพย์สิน (Asset) คือ ทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินกิจการ และ สามารถนำมาวัดค่าเป็นเงินได้

- ส่วนของเจ้าของ (Owner’s Equity) คือ ทรัพย์สินส่วนที่เหลือจากการดำเนินธุรกิจ หลังถูกหักจากหนี้สิน

- หนี้สิน (Liabilities) คือ จำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ให้บริการหรือเจ้าของสินค้า

ขั้นตอนในการทำบัญชี

ในการทำบัญชีแต่ละครั้งนั้น มีหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่

1. จดบันทึกทางการค้า (Business Transaction) เป็นการบันทึกเกี่ยวกับการค้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การซื้อ ขาย รายได้ รายจ่าย สินทรัพย์ และหนี้สิน

2. สรุปผลเป็นรายงาน (Summarising) ขั้นตอนนี้เป็นการสรุปจากการจดบันทึกทางการค้า ในขั้นตอนแรก แล้วจะมีการออกรายงานทางการเงิน หรือที่เรียกว่า “งบการเงิน (Financial Statement)”

3. ตีความและวิเคราะห์ (Interpretation & Analysis) เป็นการนำผลจากรายงานมาวิเคราะห์ และวางแผนในการดำเนินธุรกิจต่อไป

วัตถุประสงค์ในการทำบัญชี เพื่อที่จะได้รับรู้ เกี่ยวกับที่มาและที่ไปของเงินในกิจการของเรา ไม่ว่าจะเป็น การซื้อ ขาย หรือ ทุกๆเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการเงิน จากนั้นเราจึงจัดทำรายงานเกี่ยวกับการเงิน หรือ งบการเงิน (Financial Statement) และรายงานอื่นๆ ทางบัญชี เพื่อที่จะได้รู้สถานะของกิจการของเรา ว่าได้กำไร หรือ ขาดทุนไปเท่าไหร่ จากนั้นจึงใช้รายงานทางบัญชีมาวิเคราะห์ ปรับปรุง และแก้ไข ในการดำเนินกิจการของเราในอนาคต ถ้าเราไม่ทำบัญชี เราก็จะไม่รู้ว่าเงิน ทรัพย์สิน และหนี้สิน ในกิจการของเรามีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วเราก็จะไม่สามารถวางแผน เพื่อปรับปรุงการใช้เงินของเราได้