ดีไซน์เชิงรุกกำหนดอนาคตองค์กร

ดีไซน์เชิงรุกกำหนดอนาคตองค์กร

ย้อนกลับไปในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ล้มหายตายจาก ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากกลับใช้ความสามารถเฉพาะตัวขับเคลื่อนธุรกิจของตัวเองด้วยดีไซน์ และเอสเอ็มอีเหล่านี้ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จจากการส่งออก การเติบโตของเอสเอ็มอีเหล่านี้กำลังก่อดอกออกผลต่อธุรกิจไทยโดยรวม อาจเรียกได้ว่า เป็นเสมือน ‘รากแก้ว’ หล่อเลี้ยงวงการดีไซน์ให้เติบโตแข็งแรงใน 5 ปีให้หลัง

‘Propaganda’ ‘Wysiwyg’ เป็นแบรนด์โพรดักท์ดีไซน์ที่ฝรั่งต้องร้องอ๋อเมื่อไปออกงานแฟร์ระดับโลกใน Maison’Objet และ Ambiante ที่เมืองปารีส และมิลาน และยังมีอีกหลายแบรนด์ส่งออกที่ไล่ล่ารางวัลจากต่างประเทศจากงานโพรดักท์ดีไซน์ Human Touch, Assemble, Aesthetic, Color Party Object และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋จาก Crafactor, Steel’Stone, Yotaga, Planet 2001 และ All Living
ทำไมเอสเอ็มอีเหล่านั้นจึงเติบโตท่ามกลางสภาพความอ่อนแอของเศรษฐกิจโดยรวม ดีไซน์ และการสร้างแบรนด์ คือ คำตอบ ‘ถ้ามองโลกของธุรกิจจะเห็นเป็นสองฟากที่ไม่สามารถเป็นคู่แข่งกันได้เลย คือ บริษัทขนาดใหญ่ และเอสเอ็มอี ซึ่งมองผิวเผินเหมือนเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรับ’ พงศธร ละเอียดอ่อน กรรมการบริหาร FiF DESIGN และนายกสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าว

เขาบอกว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยต้องแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติ พลิกผันให้กลไกการทำตลาดต้องปรับเปลี่ยน ความต้องการของลูกค้า และการสร้างความพอใจ กลายเป็น ‘ตัวตั้ง’ ของธุรกิจ’ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เห็นได้เลยว่าเกิดการสร้างแบรนด์จำนวนมาก ยิ่งนานวันแต่ละแบรนด์ยิ่งต้องสร้างความรู้สึกพึงพอใจ และทำให้ผู้บริโภคจดจำให้ได้ แล้วดีไซน์นั่นแหละที่จะเป็นคำตอบ ก่อนนี้การสร้างแบรนด์จะเป็นการยัดเยียดให้ผู้บริโภคโดยการใช้สื่อโฆษณาเพื่อขาย แต่ตอนนี้วันนี้ผู้บริโภคฉลาดขึ้น ลูกค้าต้องการข้อมูลสินค้าอย่างชัดเจนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเองเพื่อจะได้ลองผิดลองถูกว่าอะไรดีอะไรไม่ดี’

เขาบอกว่า การสร้างแบรนด์จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีอะไรมาโน้มน้าวใจผู้บริโภค เพื่อสร้างความประทับใจในสินค้าและบริการตั้งแต่โชว์รูม ร้านค้า การจัดตกแต่งร้าน บรรจุภัณฑ์ รูปแบบสินค้าและบริการ ซึ่งดีไซน์ทุกรูปแบบจะต้องถูกนำมา ‘บูรณาการ’ ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้ลูกค้า
นั่นจึงเป็นจุดในการสร้างแบรนด์ของภาคธุรกิจที่กลยุทธ์ดีไซน์จะถูกลืมไปไม่ได้ ‘ถ้าคนๆ หนึ่งจะเลือกซื้อกรีนทีสักขวดเพื่อแก้กระหาย อะไรบ้างจะต้องกระชากใจให้เขาคนนั้นตัดสินใจเลือกซื้อนอกจากปัจจัยด้านราคาขาย แม้แต่ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะสัมผัสได้กับสินค้าและบริการหนึ่งจะต้องถูกออกแบบ’ ในอีกฟากของโลกธุรกิจ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นความโชคดีและโชคร้าย

สิ่งที่เป็นความโชคดีก็เพราะว่าโอกาสจะสร้างแบรนด์ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงมองหาทิศทางของตัวเองให้แตกต่าง ก็สามารถสร้างชื่อได้ แต่ความโชคร้ายอยู่ที่ทางเลือกของผู้บริโภคที่มีมากหน้าหลายตา วันนี้ผู้บริโภคไม่สามารถที่จะตกเป็นเหยื่อของการถูกยัดเยียดให้เลือกใช้เพียงแบรนด์ใดแบรนด์อีกต่อไป
‘แน่นอนว่า SMEs จะเกิดได้ต้องมาจากความประทับใจและรูปลักษณ์ที่จะเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของสินค้า ยิ่งผู้ประกอบการรายย่อยไม่มีกำลังพอที่จะซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์เหมือนกับแบรนด์ใหญ่ๆ ได้ ยิ่งต้องเป็นการบ้านที่หนักว่าจะออกแบบสินค้ายังไงให้เห็นแล้วปิ๊งไอเดียเลย’ พงศธร กล่าว
เงื่อนไขอื่นที่มาพร้อมกับการสร้างแบรนด์ของ SMEs นอกจากจะเป็นความฉลาดดีไซน์แล้ว ยังต้องเฉลียวในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การบริการเงินทุน กลยุทธ์การตลาด

พงศธรได้ให้หลักคิดในการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ ‘แบรนด์จะต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเรียกจุดยืนนั้นว่าอะไรก็ตาม แบรนด์ดีเอ็นเอ แบรนด์โพสสิชั่นนิ่ง แบรนด์ไอเดีย จุดยืนจะต้องสร้างประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำได้ แตกต่างจากคู่แข่งและโดนใจลูกค้า’ พงศธรกล่าว

ไม่ต้องแปลกใจเลยที่คอร์ปอเรทจะมีความชัดเจนอยู่แล้วเพราะเพาเวอร์องค์กรสร้างมายาวนานและโครงสร้างบริหารที่รัดกุมจำต้องมีจุดยืนชัดเจน เพราะถ้าไม่เจ๋งจริงก็ไม่อาจโตได้ แต่เอสเอ็มอียังหลงลืม และยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการประกาศตัวเองออกไป ‘ความต่อเนื่องในการสร้างแบรนด์ ไม่ว่าแบรนด์นั้นจะไปปรากฏตัวที่ไหนจะต้องสร้างความจดจำให้ผู้บริโภคที่เป็นหนึ่งเดียวและให้ไปในทางเดียวกัน’ พงศธร กล่าว
ถ้าใช้ 2 หลักคิดนี้โอกาสที่จะสำเร็จก็มีสูง…

ทอม ปีเตอร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ Re-Imagine ว่า ในอนาคตดีไซน์จะต้องมีความสำคัญในการทำธุรกิจ และในทุกองค์กรจะต้องมีบุคลากรที่ทำงานในด้านดีไซน์มาเป็นแกนนำ เพราะองค์กรจะต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ สินค้าและบริการจะต้องมีนวัตกรรมและต้องออกแบบให้แปลกและแตกต่าง ถ้าไม่เป็นเช่นนี้องค์กรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งไม่ได้

ผลิตภัณฑ์ (Product)

ผลิตภัณฑ์ (Product)

ผลิตภัณฑ์ หมายถึง ทุกสิ่งที่นักการตลาดนำมาเสนอกับตลาด เพื่อเรียกร้องความสนใจ เพื่อการได้กรรมสิทธิ์ หรือเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้

องค์ประกอบผลิตภัณฑ์

1. ผลิตภัณฑ์หลัก (Core Product) บริษัทต้องมีความรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้
2. คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ (Product Attribute) เราต้องทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตมาจากอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร รูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตัวของมันเอง
3. จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ (Product Feature) เราต้องรู้ว่าสินค้าเรามีอะไรเด่นเป็นพิเศษ กว่าสินค้าอื่น เพื่อดึงดูดลูกค้า
4. ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ (Product Benefit) ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะสับสนระหว่างจุดเด่นผลิตภัณฑ์ และผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะต่างกัน จุดเด่นผลิตภัณฑ์คือ สิ่งที่อยู่ในตัวสินค้า ส่วนสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้าเกิดขึ้นในความรู้สึกของลูกค้า เรียกว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง

ประเภทของผลิตภัณฑ์
1. สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) มายถึง สินค้าหรือบริการที่ซื้อโดยผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ความต้องการในการบริโภคสินค้าประเภทนี้ มักเกิดขึ้นอย่างอิสระจากความต้องการและความคิดส่วนตัว
2. สินค้าอุตสาหกรรม (Industrial Goods) หมายถึง สินค้าในตลาดอุตสาหกรรมผู้ซื้อจะซื้อไปเพื่อเป็นปัจจัยในการผลิต เพื่อการขายต่อ ผู้ซื้อสินค้าประเภทนี้เรียกว่าผู้ซื้อทางอุตสาหกรรม
ตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการติดฉลาก

- ตราสินค้า (Brand) หมายถึงชื่อ คำ สัญลักษณ์ การออกแบบ หรือส่วนประสมของสิ่งดังกล่าวที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายกำหนดใช้กับสินค้าหรือบริการของตนเพื่อแสดงความแตกต่างจากคู่แข่งขัน
- ชื่อตรา (Brand name) หมายถึง คำ ตัวอักษร หรือตัวเลข ที่สามารถออกเสียงได้
- เครื่องหมายผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย (Housemark) หรือตราสินค้าของผู้ผลิต หมายถึง ชื่อ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายซึ่งไม่ใช่ตราสินค้า เครื่องหมายนี้จะมีประโยชน์ในการสร้างการยอมรับใน – คุณภาพและราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตหรือขายสินค้าใหม่ของธุรกิจ
- เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง ตราสินค้าที่ผู้ขายนำมาใช้และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
- เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) หมายถึง เครื่องหมายที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาลหรือสำนักงานมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อรับรองคุณภาพสินค้า
- โลโก้อสัญลักษณ์ (Logos or Symbol) หมายถึง สิ่งที่เป็นเครื่องบอกถึงบุคลิกของสินค้า ซึ่งมีความสัมพันธ์กับลักษณะทางกายภาพของสินค้า ใช้ประโยชน์หลักในการโฆษณาซึ่งส่วนใหญ่ทำในลักษณะการ์ตูน
- คำขวัญ (Mottoes and Slogans) หมายถึง กลุ่มคำ วลีหรือข้อความที่แสดงถึงบุคลิกหรือคุณภาพของสินค้า
- ลิขสิทธิ์ (Copy Right) หมายถึง การรับรองสิทธิทางกฎหมายของผลงานสร้างสรรค์ทางวรรณกรรมและศิลปกรรม

ลักษณะของตราสินค้าที่ดี

1. เลือกคำพูดหรือชื่อที่สั้น เนื่องจากเป็นการง่ายแก่การออกเสียง และจดจำได้ง่ายกว่าคำยาว ๆ
2. ชื่อหรือคำพูดต้องออกเสียงได้แบบเดียว เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดเมื่อออกเสียงแตกต่างกัน
3. ต้องทันสมัย แต่ต้องระวังในการเปลี่ยนชื่อเพราะอาจสร้างความไม่แน่ในแก่ลูกค้า
4. เลือกคำพูดหรือชื่อพื้น ๆ เป็นภาษาที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน
5. ควรมีลักษณะเป็นเอลักษณ์ของตนเอง
6. มีความสัมพันธ์กับตัวสินค้า ชื่อตราสินค้า ควรจะใช้บ่งถึงลักษณะบางประการของตัวสินค้า

วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product life Cycle – PLC)

หมายถึง ขั้นตอนที่แสดความสัมพันธ์ระหวาปริมาณขายสินค้ากบระยะเวลาตั้งแต่เริมต้นนำสินค้าชนิดหนึ่งซึ่งออกจำหน่าย จนกระทั่งนำสินค้าออกจากตลาด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นแนะนำสู่ตลาด (Introduction Stage) เป็นขั้นที่ธุรกิจนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด ปริมาณขายต่ำมากเนื่องจากผู้ซื้อยังไม่รู้จักสินค้า ทำให้ธุรกิจมักขาดทุนเนื่องจากการจัดจำหน่ายอยู่ในขอบเขตที่จำกัด
2. ขั้นการเจริญเติบโต (Growth Stage) เป็นขั้นที่ปริมาณขายและกำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากผู้ซื้อเริ่มใช้และเคยใช้สินค้าแล้ว ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น
3. ขั้นการเจริญเติบโตเต็มที่ (Maturity Stage) เป็นขั้นที่ปริมาณขายของธุรกิจเพิ่มขึ้นเข้าสู่จุดสูงสุดและมีอัตราที่ลดลง การแข่งขันของคู่แข่งที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการส่งเสริมการตลาดสูงขึ้น
4. ขั้นตกต่ำหรือขั้นถดถอย (Decline Stage) เป็นขั้นที่ปริมาณขายและกำไรลดลงอย่างมาก ธุรกิจต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ในตลาดหรือถอนตัวออกจากตลาด การโฆษณาและการส่งเสริมการขายลดลง