เทคนิคการตั้งราคาสินค้า

ดีจัง งบที่เตรียมไว้ เหลืออีกตั้งเยอะ เมื่อคุณได้ยินคำนี้ คุณคงรู้สึกดีที่ ได้เป็นส่วนช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดงบประมาณและได้สินค้าที่ต้องการในราคาที่ไม่แพง แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น อาจจะเป็นคำถามที่ว่า เราตั้งราคาได้ถูกต้องเหมาะสมกับสินค้าและความต้องการของลูกค้าหรือไม่

สำหรับตัวดิฉันเองนั้น เคยได้ยินทั้ง comment ของลูกค้า ทั้งที่บอกว่า ราคาสูงจังในบางตัว และ ราคาต่ำกว่าที่คิดไว้เยอะเลยสำหรับบางชิ้น ดังนั้น เลยลองทำการ research เกี่ยวกับเรื่องของทฤษฎีการตั้งราคา ได้เคล็ดลับดี ๆ มาฝากท่านผู้อ่านกันนะคะ

สำหรับเรื่องของการตั้งราคา ปัจจัยที่เราต้องคำนึงถึงหลัก ๆ 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายในเช่นเรื่องของค่าใช้จ่ายทั้ง ค่าใช้จ่าย fix และค่าใช้จ่าย variable ที่ขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่ขาย และเรื่องของปัจจัยภายนอก เช่น เรื่องของราคาที่คู่แข่งตั้งไว้ และเรื่องของราคาที่ลูกค้าคิดว่าเหมาะสมสำหรับสินค้านั้น ๆ (the price that customers’ willing to pay)

เรื่องของราคาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ราคาที่เหมาะสม จะทำให้เราได้กำไรที่สูงสุด โดยปกติแล้ว หนทางกำหนดราคาขายที่ง่ายที่สุด มักจะเป็นการคิดตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นกับสินค้าตัวนั้น ๆ ซึ่งก็คือ Variable cost นั้นเอง แต่ค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่นั้นคือ overhead cost หรือ indirect cost ไม่ว่าจะเป็นค่าตึก ค่าพนักงาน หรือแม้แต่ค่าส่งเอกสารต่าง ๆ ที่ควรจะบวกเข้าไปในราคาด้วย

ตอนที่ไปฝึกงานกับผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง เราเคยไปเดินตรวจตลาดสำรวจกันในย่านคู่แข่ง เมื่อเรารู้ราคาต้นทุนของสินค้าคร่าว ๆ แต่พอเห็นราคาที่พวกเขาขายแล้ว นายของดิฉันพูดกล่าวขึ้นลอย ๆ อยู่ประโยคหนึ่งที่ทำให้ดิฉันจดจำมาจนถึงวันนี้ นั้นคือ “ขายราคาอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่จะรวย “

กลับมานั่งคิดดูแล้ว ก็จริงนะคะ เขาขายในราคาที่น่าจะได้กำไรนิดเดียว มันจะดีมากหาก วอลุ่มเยอะ แต่หากขายได้ไม่กี่ชิ้น ทำงานหาเช้ากินค่ำ น่าจะได้ แต่หากหวังรวย ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก มีเงินเก็บ คงจะไม่มีหวัง

สงครามราคาไม่เคยสิ้นสุด และไม่เคยทำให้ใครร่ำรวยได้นานหรอกค่ะ แต่หากว่าเราขายสินค้าที่เหมือนๆ กับผู้อื่น การพยายามสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง แบรนด์ หรือทำบริการอย่างเหนือชั้นจะทำให้คุณสามารถตั้งราคาที่แตกต่างได้ เพราะลูกค้าหลาย ๆ คนต้องการ “ซื้อ” ในร้านที่เขาต้องการซื้อ ในราคาที่เขา ถูกใจ ซึ่งจุดนี้ การบริการจะทำให้คุณสามารถตั้งราคาที่สูงกว่าปกติได้

มันเป็นธรรมดานะคะ ที่ในช่วงแรกของการทำงาน เราอาจจะไม่มั่นใจในสินค้าของเรา หรืออยากขายให้ได้มาก ๆ เลยไม่ได้ตั้งราคาขายแรกให้สูงมากนัก คุณอาจจะรู้สึกดีที่ขายได้มาก แต่หากคิดในระยะนาน ๆ แล้ว ราคานี้ อาจจะไม่ได้ทำให้คุณ break even หรือได้กำไรเร็วนัก

สิ่งที่ดิฉันพูดอยู่เสมอ ๆ คือว่า “ลดราคา ง่ายกว่าเพิ่มราคา” หากลูกค้าคุ้นชินกับราคา โปรโมชั่นของคุณแล้ว คงทำใจลำบากหากจะให้ซื้อราคาที่แพงขึ้น

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ราคาที่คู่แข่งตั้งไว้ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ลูกค้าจะใช้ในการวัดราคาที่ควรจะเป็นของสินค้า หากราคาของเราสูงกว่า การเพิ่มมูลค่าสินค้า ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อสร้าง “เหตุผล” ราคาที่สูงกว่า ให้กับลูกค้า เป็นสิ่งที่จำเป็นนะคะ

ดังนั้น หากเราต้องการที่จะตั้งราคาหวังรวยแล้ว อย่าลืมว่า Value added และความแตกต่าง จะเป็นสาเหตุเดียวที่จะทำให้เราสามารถตั้งราคาที่สูงกว่าท้องตลาดแบบมีเหตุผลได้ มากไปกว่านั้น value added ดังกล่าวควรที่จะจับต้องได้ ลูกค้าสามารถที่จะรู้ว่า ราคาที่แตกต่างกันนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะหากสินค้าเหมือนกัน และลูกค้าเปรียบเทียบราคา ลูกค้าก็คงจะไม่มาซื้อกับเราอย่างแน่นอน หากสินค้าไม่มีความแตกต่าง อย่างเห็นได้ชัด

มากไปกว่านี้ อย่าลืมคำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของธุรกิจ เหมือนหากเช่น คุณต้องการที่จะขายสินค้าชิ้นใหม่ในช่วงนี้ อาจจะเป็นสินค้าที่ “คุ้มราคา” หากเราไม่สามารถที่จะลดราคาได้ การปรับขนาดแพค เพื่อให้ลูกค้าต้องจ่ายต่อครั้งไม่สูงมาก เหมือนกับสิ่งที่บริษัท consumers goods ชอบทำกันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าลอง

นอกจากนี้ หากวันหนึ่งคุณพบว่า ราคาของสินค้าปัจจุบันที่เคยขาย อาจจะแพงไป สำหรับกลุ่มลูกค้าในปัจจุบัน สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือ การลองให้ราคา โปรโมชั้น เช่น ซื้อ 1 แถม 1 (นึกถึง สยามนิรมิต ที่ให้สิทธิ์ ซื้อ 1 แถม 1 ในตอนนี้สิคะ) หรือแถมสินค้าพิเศษให้ก็ได้นะคะ ด้วยวิธินี้ เราไม่ต้องลดราคา แต่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแทน

ราคาที่ดี ควรจะเป็นราคาที่ ผู้ซื้อ ดีใจที่ได้ซื้อ และ ผู้ขาย ดีใจที่ได้ขาย เป็น win win situation ที่สร้างความสุขให้กับทุก ๆ ปาร์ตี้ที่เกี่ยวข้อง ลองนำเอาเคล็ดลับต่าง ๆ นี้ ไปใช้ดูนะคะ

ที่มา : takchamber

ราคา (Price)

ราคา (Price) หมายถึง จำนวนเงินที่บุคคลต้องจ่ายเพื่อตอบแทนกับการได้รักรรมสิทธิ์ สิทธิ ความสะดวกสบายและความพอใจในผลิตภัณฑ์นั้นให้กับเจ้าของเดิม หรือในอีกความหมายหนึ่ง คือ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการในรูปเงินตรา

ลักษณะทั่วไปของราคา
การแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้ากับสินค้าที่กระทำกันในขณะที่การตลาดยังไม่ได้รับการพัฒนานั้นมักเกิดขึ้นมากมาย เพื่อเป็นการแก็ไขปัญหาดังกล่าว มนุษย์จึงได้หันมาใช้การแลกเปลี่ยนโดยอาศัยเงินเป็นสื่อกลาง การใช้เงินเป็นสื่อกลางนี้จำเป็นต้องมีการกำหนดจำนวนเงินหรือราคาสำหรับสินค้าแต่ละชนิดขึ้นเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยน

วัตถุประสงค์ในการตั้งราคา

1. การตั้งราคาเพื่อมุ่งผลตอบแทนหรือกำไร
2. การตั้งราคาเพื่อให้ได้ยอดขายมากขึ้น 3. การตั้งราคาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ประกอบด้วย 2 กรณี คือการตั้งราคาเพื่อเผชิญการแข่งขันและการตั้งราคาเพื่อรักษาเสถียรภาพของการตั้งราคา

ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งราคา

1. การกำหนดราคาโดยคำนึงถึงต้นทุนการผลิตและต้นทุนการตลาด
2. การกำหนดราคาโดยคำนึงถึงบทบาทของราคา
3. การกำหนดราคาโดยคำนึงถึงลักษณะประเภทสินค้าที่ขาย สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่ใช้สินค้าอื่นทดแทนกันได้ควรกำหนดราคาที่ต่ำ สินค้าที่ใช้ประกอบกันกับสินค้าชนิดอื่นควรตั้งราครใกล้เคียงกับสินค้านั้น
4. การกำหนดราคาดโดยคำนึงถึงส่วนประสมการตลาดอื่นของธุรกิจ
5. การกำหนดราคาโดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจ
6. การกำหนดราคาดโดยคำนึงถึงราคาสินค้าของธุรกิจคู่แข่งขัน ถ้าธุรกิจคู่แข่งขันตั้งราคาสินค้าต่ำธุรกิจเราจะต้องตั้งราคาต่ำด้วยหากไม่ต้องการเผชิญสงครามราคา
7. การกำหนดราคาดโดยคำนึงถึงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ในขั้นเจริญเติบโตธุรกิจอาจเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่พร้อมกับการกำหนดราคาที่สูงขึ้น ซึ่งอาจสูงใกล้เคียงกับธุรกิจคู่แข่งขันเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา
8. การกำหนดราคาโดยคำนึงถึงตำแหน่งผลิตภัณฑ์ ต้องใกล้เคียงกับคุณภาพสินค้า และสินค้าที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน
9. การกำหนดราคาโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของธุรกิจ การกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้
10. การกำหนดราคาดโดยคำนึงถึงความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Price Elasticity of Demand) ซึ่งหมายถึง อัตราส่วนร้อยละของการเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์ที่ได้รับผลกระทบร้อยละของการเปลี่ยนแปลงระดับราคา
การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ด้านราคา

1. การตั้งราคาตามแนวภูมิศาสตร์ (Geographical pricing) เป็นการตั้งราคาโดยใช้เขตภูมิศาสตร์เป็นเกณฑ์ เนื่องจากผู้บริโภคกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ การนำสินค้าไปขายยังเขตต่าง ๆ จะมีค่าขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าซึ่งมีผลกระทบต่อราคา ดังนี้
- การตั้งราคาสินค้าแบบ F.O.B. ณ จุดผลิต เป็นการตั้งราคาที่ไม่รวมค่าขนส่ง
- การตั้งราคาส่งมอบราคาเดียว (Uniform delivered pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าเท่ากันสำหรับผู้ซื้อทุกราย จะรวมค่าขนส่งไว้กับราคาสินค้าแล้ว
- การตั้งราคาตามเขต (Zone delivered pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าให้แตกต่างกันตามเขตภูมิศาสตร์ ถ้าสินค้าอยู่ในเขตเดียวกัน ราคาเหมือนกัน ถ้าขายในเขตต่างกัน ราคาสินค้าก็ต่างกันไป
- การตั้งราคาแบบผู้ขายรับภาระค่าขนส่ง ผู้ขายจะยอมให้ลูกค้าหักค่าขนส่งจากใบเสร็จรับเงิน เพื่อขยายตลาดสู่พื้นที่ใหม่
- การตั้งราคาจากจุดฐานที่กำหนด (Basing point pricing) บริษัทจะกำหนดเป็นจุดฐาน ส่วนใหญ่การตั้งราคาวิธีนี้ใช้กับสินค้าประเภทซีเมนต์ ไม้ น้ำตาล ฯลฯ
2. การตั้งราคาให้แตกต่างกัน (Discrimination pricing) เป็นการตั้งราคาให้แตกต่างกันตามลักษณะของลูกค้าหรือความต้องการซื้อของลูกค้า
- การตั้งราคาตามกลุ่มลูกค้า
- การตั้งราคาตามรูปแบบผลิตภัณฑ์
- การตั้งราคาตามภาพลักษณ์
- การตั้งราคาตามสถานที่ หรือทำเลที่ตั้ง
- การตั้งราคาตามเวลา
3. กลยุทธ์การตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา (Psychological pricing) เป็นวิะการตั้งราคาที่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ
- การตั้งราคาตามความเคยชิน (Customary pricing)
- การตั้งราคาเลขคี่ หรือเลขคู่ (Odd or ever pricing)
- การตั้งราคาสินค้าที่มีชื่อเสียง (Prestige goods pricing)
4. การตั้งราคาสำหรับสินค้าใหม่ (New product pricing) สินค้าใหม่อาจเป็นสินค้าแบบริเริ่ม หรือเป็นสินค้าใหม่แบบปรับปรุง บริษัทมีทางเลือกในการตั้งราคาสินค้าใหม่ ดังนี้
- การตั้งราคาระดับสูง (Market skimming pricing) เป็นการตั้งราคาในระยะเริ่มแรกที่ผลิตภัณฑ์ใหม่วางตลาด เพื่อตักตวงกำไรไว้ก่อน
- การตั้งราคาเพื่อเจาะตลาด (Declining product pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าใหม่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด การตั้งราคาระดับต่ำจะทำให้ตลาดทดลองซื้อใช้ และยอมรับสินค้าอย่างรวดเร็ว
5. การตั้งราคาสินค้าที่เสื่อมความนิยม (Declining product pricing) สินค้าที่เสื่อมความนิยม เป็นสินค้าซึ่งอยู่ในวงจรชีวิตขั้นสุดท้าย บริษัทมีทางเลือกในการตั้งราคาที่เสื่อมความนิยม คือ รักษาระดับราคาเดิมไว้ให้อยู่ในตลาดนานที่สุด อาจขายโดยมีของแถมเพื่อจูงใจให้ซื้อ ลดราคาลงอีก หรือเปลี่ยนตำแหน่งตราสินค้าเสียใหม่และขึ้นราคาสินค้านั้น
6. การตั้งราคาส่วนประสมผลิตภัณฑ์ (Product mix pricing) เป็นการตั้งราคาที่ผู้ผลิตมีสินค้าหลายชนิด ซึ่งจะต้องคำนึงให้มีกำไรรวมสูงสุด บริษัทมีทางเลือกในการตั้งราคาดังนี้
- การตั้งราคาสำหรับสายผลิตภัณฑ์ (Product line pricing) เป็นการตั้งราคาแตกต่างกันในแต่ละสายผลิตภัณฑ์
- การตั้งราคาสินค้าที่เลือกซื้อประกอบหรือไม่ซื้อก็ได้ (Optional feature pricing) สินค้าที่เลือกซื้อประกอบจะมีราคาเฉพาะเป็นการให้โอกาสลูกค้าซื้อสินค้าหลักอลัเลือกซื้อสินค้าประกอบได้ตามที่ต้องการ – การตั้งราคาสินค้าเป็นสองส่วน ( Two part pricing) เป็นการตั้งราคาสำหรับธุรกิจบริการ
- การตั้งราคาสินค้าที่ขายรวมห่อ ( Product – bunding pricing) เป็นการตั้งราคาสินค้าหลายชนิด หรือหลายชิ้นรวมกันในราคาพิเศษ ซึ่งถ้าซื้อแยกชิ้นราคาจะสูงกว่าที่รวมกันไว้
- การตั้งราคาสนค้าประกอบที่ผู้ผลิต ผลิตขึ้นสำหรับใช้กับสินค้า (Captive product pricing) ได้แก่ มีดโกน มีสินค้าประกอบใบมีดโกน กล้องถ่ายรูปมีสินค้าประกอบเป็นฟิลม์ถ่ายรูป
7. การตั้งราคาเพื่อส่งเสริมการตลาด (Promotion pricing) เป็นการตั้งราคาเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าจากพ่อค้าปลีกมากขึ้น
- การตั้งราคาล่อใจ (Loss – event pricing)
- การตั้งราคาในเทศกาลพิเศษ (Special – event pricing)
- การขายเชื่อแบบคิดดอกเบี้ยต่ำ ( Low – interest financing) ซึ่งทำการขายสินค้าแบบผ่อนเป็นงวด ๆ
- การให้สาวนลดตามหลักจิตวิทยา (Psychological discounting) เป็นการขายสินค้าโดยลดราคาลงอีก และลงท้ายราคาด้วยเลข 9
- การลดราคาเพื่อการส่งเสริมการขาย (Cent – off promotion) เป็นการตั้งราคาของพ่อค้าปลีกซึ่งขายโดยลดราคาลงอีก จากราคาขายที่กำหนดโดยผู้ผลิต
- การคืนเงิน ( Cash rebates) เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาเพื่อส่งเสริมการขายผู้บริโภคจะได้รับเงินคืนจำนวนหนึ่งจากการซื้อสินค้าตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้
8. นโยบายการให้ส่วนลดและส่วนยอมให้ (Discount and allowances) ในการตั้งราคสินค้า บริษัทจะพิจารณาจัดให้มีส่วนลดและส่วนยอมให้ในบางช่วงเวลาของการขายส่วนลด (Discount) เป็นจำนวนเงินที่ผู้ขายลดให้จากราคาที่กำหนดไว้ในรายการเพื่อจูงใหให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อทันทีและซื้อเพิ่มส่วนยอมให้ ( Allowance) คือส่วนที่ผู้ขายชดเชยให้กับผู้ซื้อเหมือนทำให้ผู้ซื้อได้ลดราคาลง
9. นโยบายระดับราคา (The level of price policy) ผู้ผลิตจะตั้งราคาสินค้าตามตำแหน่งสินค้าของธุรกิจ ถ้ามีคู่แข่งดังต่อไปนี้
- การตั้งราคา ณ ระดับราคาตลาด
- การตั้งราคา ณ ระดับที่สูงกว่าราคาตลาด
- การตั้งราคา ณ ระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
10. นโยบายราคาเดียวกับนโยบายหลายราคา ( One price policy and variable price policy)
- นโยบายราคาเดียว เป็นการที่ผู้ผลิตกำหนดราคาขายสินค้าชนิดหนึ่งสำหรับลูกค้าทุกราย
- นโยบายหลายราคา เป็นการตั้งราคาสินค้าบางชนิดไว้แล้ว แต่การขายให้กับลูกค้าแต่ละรายได้ด้วยราคาไม่เท่ากันขึ้นกับความสามารถของผู้ซื้อในการต่อรองราคา
11. นโยบายแนวระดับราคา (Price lining policy) เป็นนโยบายในการผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน แต่มีระดับคุณภาพแตกต่างกัน ขายให้กับผู้ซื้อโดยตั้งราคาระดับต่าง ๆ