จัดโปรโมชั่น อย่างชาญฉลาด

จัดโปรโมชั่น อย่างชาญฉลาด

เมื่อเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ และต้องประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด

ซึ่งบางแห่งมีศักยภาพเพียงพอในการรอคอยความหวังว่าลูกค้าจะมีกำลังซื้อมากกว่าในปัจจุบัน แต่บางธุรกิจนั้นมีความสามารถในการรอคอยเพียง 7-12 เดือน และมีอีกจำนวนมากรอคอยจนหมดเรี่ยวแรงไปแล้ว นี่คือความจริงที่ดิฉันและผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่รู้ๆ กัน

เมื่อเร็วๆ นี้ดิฉันมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นไปของธุรกิจขนาดย่อมจากผู้ประกอบการท่านหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษากลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอดได้ ข้อมูลหนึ่งที่ดิฉันทราบมาก็คือ ธุรกิจขนาดย่อมในบ้านเราส่วนใหญ่ ประสบปัญหาด้านการตลาดและการขาย โดยร้อยละ 31.9 กำลังมีความต้องการ กลยุทธ์การตลาด เพื่อนำไปใช้ในการทำงาน

ในฐานะนักการตลาดจึงแสวงหาข้อมูลที่สามารถนำไปใช้และปฏิบัติได้จริงในตลาดมาฝากกัน และขอแนะนำให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาด้านการตลาดมองตัวเองใหม่ เพื่อสำรวจดูว่าที่จริงแล้วการตลาดที่นำมาใช้นั้น คัดลอกมาจากทฤษฎีที่ร่ำเรียนกันมา และไม่ประสบความสำเร็จเมื่อนำมาใช้ในการทำงานจริง เมื่อกลยุทธ์การตลาดไม่ได้ผลเท่าที่ควร ก็เหมาเอาว่าตนเองมีปัญหาด้านการตลาด ที่จริงอาจ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ได้

เชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความรู้ด้านการตลาดกันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่การตลาดยังสะดุดและมีปัญหาอยู่บ้าง ส่วนหนึ่งอาจมาจากการบริหาร

และจัดการ ซึ่งดิฉันคิดว่าในสถานการณ์ เช่นนี้ธุรกิจขนาดย่อมจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการทำงาน โดยเฉพาะโครงสร้างด้านการตลาด ต้องมีความคล่องตัว และสามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

ดิฉันไม่ได้ต้องการให้ทุกคนหมดความเชื่อมั่นในทฤษฎีที่อุตส่าห์ร่ำเรียนกันมา แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น การทำโปรโมชั่นที่ดึงดูดและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้า

ซึ่งก่อนหน้านี้นิยมใช้การติดป้ายลดแลกแจกแถม แต่อาจใช้ไม่ได้ผลแล้วสำหรับการขายสินค้าในยุคนี้ เนื่องจากกลยุทธ์ดังกล่าวถูกนำมาใช้ จนทำให้ลูกค้าเสื่อมศรัทธา เพราะมีความรู้สึกว่าผู้ขายได้ประโยชน์มากกว่า ที่สำคัญยังขาดความมั่นใจเรื่องคุณภาพสินค้า ที่จัดโปรโมชั่นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีลดแลกแจกแถมยังจำเป็นต่อการตลาด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการ ดึงเม็ดเงินจากลูกค้า แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ในการจัดโปรโมชั่นอย่างชาญฉลาดมากกว่าในอดีต ดิฉันขอยกตัวอย่างการจัดโปรโมชั่นของบริษัท ดาร์วิด พร๊อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส จำกัด เป็นธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ประสบความสำเร็จในการจัดโปรโมชั่นสำหรับการขายบ้านมือสอง โดยการลืมทฤษฎีการจัดโปรโมชั่นแบบดั้งเดิมไปชั่วคราว

กล่าวคือ แทนที่จะประกาศลดราคาสินค้าแบบตรงไปตรงมาเหมือนการขายสินค้าทั่วไป แต่คิดกลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่าดึงดูดความต้องการซื้อจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ด้วยการให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ถือเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท มาซื้อบ้าน แล้วเพิ่มมูลค่าเงินสดได้ถึง 20,000 บาท ทำให้สามารถกระตุ้นความต้องการซื้อได้เป็นอย่างดี

หากมองผิวเผินกลยุทธ์ดังกล่าวก็เหมือนกับการขายสินค้าทั่วไปที่ต้องการดึงดูดความสนใจจากลูกค้า แต่ถ้าวิเคราะห์เจาะลึกแล้วก็จะเห็นว่า การขายสินค้าดังกล่าวไม่ใช่การประกาศลดราคาทั่วไป หากประกาศขายว่าลดราคา 18,000 บาท อาจไม่มีลูกค้าสนใจเลย แต่หากทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงประโยชน์และมูลค่าเพิ่มที่จะได้รับ มันเป็นคนละความรู้สึก

การจัดโปรโมชั่นสำหรับขายสินค้าทั่วไปก็เช่นเดียวกัน นอกจากจะต้องทำโปรโมชั่นดังกล่าวเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในวงกว้างแล้ว จำเป็นต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่าการลดราคา ดังนั้น การลดราคาสินค้าในช่วงต่อจากนี้ไปจะต้องทำแบบชาญฉลาดมากกว่าในอดีต ที่สำคัญโปรโมชั่นสำหรับการขายจะต้องใช้กลยุทธ์ในการลบล้างความรู้สึกเรื่องคุณภาพต่ำ หากสามารถทำได้ดิฉันคิดว่าจะสามารถสร้างโอกาสในการขายได้ไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ

การส่งเสริมการตลาด (Promotion)

การส่งเสริมการตลาด

การส่งเสริมการตลาด (Promotion) เป็นส่วนประสมทางการตลาดตัวหนึ่งของกิจการที่นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ ราคาและการจำหน่ายที่ใช้เพื่อการติดต่อสื่อสารทางการตลาด กับผู้มุ่งหวัง ทั้งในตลาด
อุตสาหกรรมและตลาดผู้บริโภคเพื่อแจ้งข่าวสาร จูงใจ และเตือนความทรงจำให้เกิดความเชื่อถือหรือเพื่อสร้างเจตคติ การรับรู้ การเรียนรู้ การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีแก่กิจการ

ส่วนประสมการส่งเสริมการตลาด
1. การโฆษณา (Advertising) เป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ขายสินค้ากับผู้ซื้อสินค้า โดยผ่านสื่อ ต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ป้าโฆษณา การโฆษณาในโรงภาพยนตร์ ฯลฯ ทั้งนี้เจ้าของสินค้าหรือผู้อุปถัมภ์รายการต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโฆษณาเอง

ประเภทของการโฆษณา
1.1 การโฆษณาเพื่อผู้บริโภค (Target Audience)
- การโฆษณาเพื่อผู้บริโภค ได้แก่การโฆษณาเพื่อส่งข่าวสารไปยังผู้บริโภคขั้นสุดท้าย
- การโฆษณาเพื่อการค้า ได้แก่ การโฆษณที่ผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายมุ่งให้ข่าวสารไปยังพ่อค้าปลีกและพ่อค้าส่ง เพื่อให้สั่งซื้อสินค้าของตนไปจำหน่าย
- การโฆษณาเพื่อกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ การโฆษณาที่มุ่งให้ข่าวสารไปยังกลุ่มผู้ใช้สินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อการอุตสาหกรรม
- การโฆษณาเพื่อกลุ่มวิชาชีพ ได้แก่ การโฆษณาที่มุ่งให้ข่าวสารไปยังบุคคลในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เช่น แพทย์ สถาปนิก
1.2 ประเภทของการโฆษณาแบ่งตามขอบเขตการครอบคลุม
- การโฆษณาระดับนานาชาติ ได้แก่ การโฆษณาที่กระจายข่าวสารครอบคลุมหลายประเทศ โดยผ่ายสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมและนิตยสารที่พิมพ์เผยแพร่หลายประเทศ เป็นต้น
- การโฆษณาระดับประเทศ ได้แก่ การโฆษณาที่ผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งที่มีตัวแทนขายอยู่ทั่วประเทศทำการโฆษณาตราผลิตภัณฑ์บางตราให้เป็นที่รู้จักโดยอาศัยสื่อต่าง ๆ ที่เข้าถึง
- การโฆษณาระดับภูมิภาค ได้แก่ การโฆษณาที่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายทำการโฆษณาผ่านสื่อที่สามารถเข้าถึงจำกัดเฉพาะอยู่ในภูมิภาคนั้น ๆ
- การโฆษณาระดับท้องถิ่น ได้แก่ การโฆษณาร้าค้าปลีก หรือบริษัทห้างร้านต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ร้านหรือห้างของตนซึ่งมีสินค้าจำหน่าย
1.3 ประเภทของการโฆษณาแบ่งตามสื่อโฆษณา (Types of Media)
- สื่อโฆษณาประเภทสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร
- สื่อประเภทแพร่ภาพและกระจายเสียง ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์
- สื่อโฆษณานอกสถานที่ ได้แก่ ป้ายโฆษณากลางแจ้ง – สื่อโฆษณาประเภทอื่น ๆ ได้แก่ สื่อโฆษณาทางไปรษณีย์ สื่อโฆษณา ณ แหล่งซื้อ ฯลฯ

2. การขายโดยใช้พนักงานขาย เป็นการติดต่อสื่อสารข้อมูลโดยใช้บุคคลเพื่อจูงใจให้ซื้อบางสิ่ง เป็น การเสนอขายโดยตรงแบบเผชิญหน้า เป็นการติดต่อสื่อสารแบบ 2 ทาง เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการซื้อสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากทีสุด วิธีนี้ใช้ได้ดีกับระยะที่นำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด

3. การส่งเสริมการขาย หมายถึง การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการตลาดด้วยจุดมุ่งหมายที่จะเชิญชวน ให้ซื้อสินค้าและบริการ ฃโดยสามารถกระตุ้นความสนใจการทดลองใช้หรือการซื้อของลูกค้าขั้นสุดท้ายหรือบุคคลอื่นในช่องทาง การส่งเสริมการขายต้องใช้ร่วมกับการโฆษณาหรือการขายโดยใช้พนักงาน

4. การประชาสัมพันธ์ (Public Relation : PR) หมายถึง การติดสื่อสารที่จะมีอิทธิพลต่อเจตคติที่ดีต่อ องค์การกลุ่มต่าง ๆ อาจเป็นลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม รัฐบาลประชาชนในท้องถิ่นหรือกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม

5. การตลาดทางตรง (Direct Marketing) คือระบบการตลาดแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ใช้สื่อโฆษณาตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง หรือการแลกเปลี่ยนที่สามารถวัดได้ ณ สถานที่ใดที่หนึ่ง

6. การติดต่อสื่อสารทางการตลาดแบบประสมประสาน (Integrated Marketing Communication : IMC) หมายถึง การบวนการของการพัฒนาแผนงานการสื่อสารที่ต้องใช้การสื่อสารเพื่อการจูงใจหลายรูปแบบกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง IMC เป็นวิธีการพื้นฐานในการสำรวจกระบวนการติดต่อสื่อสารกับผู้รับข่าวารที่เป็นเป้าหมาย ทัศนะ การวางแผน มีแนวความคิด 4 ประการคือ
- IMC จะรวบรวมการติดต่อสื่อสารทุกรูปแบบที่เหมาะสมกับลูกค้า โดยระลึกว่าบุคคลสะสมข้อมูลตลอดเวลาและข้อมูลที่สะสมจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการซื้อ
- IMC จะเริ่มต้นที่ลูกค้าไม่ใช้ผลิตภัณฑ์
- IMC พยายามค้นหาการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าให้เข้าถึงด้วยความถี่สูงสุดจากการที่รู้จักลูกค้าเป็นอย่างดีเหมือนคนคุ้นเคยกัน
- IMC จะสร้างการติดต่อสื่อสารแบบ 2 ทางกับลูกค้า ทั้งที่เป็นสื่อ และไม่ใช่สื่อ จะให้ข้อมูลกับลูกค้า รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของลูกค้า