Mark Zuckerberg

“To those with insight, it is all clear; to the well-informed, it is all plain.
Choose my instruction instead of silver; choose knowledge rather than the finest gold.”                                                                Proverbs 8:9-10

ประมาณเที่ยงวันของวันที่ 14 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ตัวเลขผู้ใช้ Facebook ได้ทะลุผ่านจำนวน1,000,000,000 คน หรือประมาณเท่ากับ 1 ใน 7 ของประชากรโลก เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้โลกที่มีผู้ใช้สื่อสังคมบน internet มากเกินพันล้านคน ว่ากันว่าในโลกนี้จะมีเพียงบริษัท Coca Cola ที่ขายน้ำอัดลมได้เกินพันล้านกระป๋อง และ ร้านMcDonald’s ที่ขาย Hamburger ได้เกินพันล้านชิ้นให้ลูกค้าแล้ว
Mark Zuckerberg ในวันนี้ที่มีอายุ 28 ปี แล้ว รวมทั้งทีมงาน Facebook ของเขา ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเหมือนกันว่าโปรแกรมที่เขาเขียนขึ้นในหอพักที่มหาวิทยาลัย Harvard ขณะที่เขายังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ใช้เพื่อความสนุกสนานตามประสาวัยรุ่นกับเพื่อนๆนักศึกษาจะกลายเป็นตำนานใหม่ของโลกที่เปลี่ยนชีวิตของเขาอย่างมากมาย

 
Mark  Zuckerberg เกิดและเติบโตที่เมือง New York ในขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษา เขาสนใจเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา Atari Basic โดยการเรียนรู้จากพ่อของเขาซึ่งเป็นทันตแพทย์ ต่อมาพ่อได้จ้าง นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาสอน Mark Zuckerberg เพิ่มเติม เป็นการส่วนตัวทำให้เขาเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเขามีความชอบในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากจนสามารถเขียนโปรแกรมการสื่อสารระหว่างcomputer ที่บ้านของพ่อกับ computer ที่คลินิกทันตกรรมของพ่อได้
Mark Zuckerberg เป็นเด็กเรียนเก่ง เมื่อเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนที่ Phillips Exeter Academy และเขาได้รับรางวัล ในวิชาวิทยาศาสตร์และวิชาวรรณคดี ในใบสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย Harvard เขาเขียนระบุว่านอกจากภาษาอังกฤษแล้ว เขามีความสามารถอ่านและเขียนภาษา ฝรั่งเศส (French) ฮีบรู(Hebrew) ลาติน (Latin) และกรีกโบราณ (Ancient Greek)
เมื่อเข้าศึกษาที่ Harvard University เขาเลือกวิชาเอก วิทยาการคอมพิวเตอร์และจิตวิทยา (Computer Science and Psychology) ในขณะที่เรียนอยู่ในปีที่2 เขาได้เขียนโปรแกรม Facemash เพื่อใช้เป็นสื่อสังคมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย Harvardโดยเอารูปนักศึกษามาลงใน Facemash ที่เป็น Web page ที่เขาสร้างขึ้น และเชิญชวนให้นักศึกษาใน Harvard ลงคะแนน Vote รูปนักศึกษาที่เห็นว่าสวย มีเสน่ห์ ร้อนแรง เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อความสนุกสนานตามประสาคนหนุ่ม แต่ปรากฏว่าเมื่อนำ Facemash ขึ้น web ในวันศุกร์มีนักศึกษาเข้ามา Vote กันมากมาย จนเกิดความวุ่นวายขึ้นเพราะคนในมหาวิทยาลัยมีความเดือนร้อนในการเข้าใช้ internet ดังนั้นในวันจันทร์ทางมหาวิทยาลัยจึงจัดการปิด web page ของเขา เพราะมีคนร้องเรียน ถึงความเดือดร้อนทั้งในการใช้งานทางinternet และนักศึกษาสาวๆที่ถูกเอารูปไป Posted ให้เพื่อนลงคะแนนโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน จน Mark Zuckerberg ต้องออกมาขอโทษ
แม้ว่า webpage เจ้าปัญหาของเขาจะถูกมหาวิทยาลัย Harvard สั่งปิดไป แต่ก็มีนักศึกษาจำนวนมากเสนอแนะให้ทางมหาวิทยาลัย Harvard พัฒนาWebsite ที่สามารถให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น โดยสามารถนำรูปของตนและข้อมูลส่วนตัวขึ้นไป posted ใน web เพื่อสามารถติดต่อกันได้ทาง internet เหตุการณ์นี้ ทำให้ Mark Zuckerberg เกิดความคิดว่าถ้าทางมหาวิทยาลัย Harvardไม่ทำwebsite นี้ขึ้นมา เขาจะพัฒนา websiteของเขาขึ้นมาเองให้ดีกว่า website ที่ทางมหาวิทยาลัยจะคิดพัฒนาขึ้นมา และในที่สุดความอยากทำโครงการwebsiteในความคิดฝันนี้ให้สำเร็จ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย Harvard ขณะเรียนในชั้นปีที่2 เพื่อใช้เวลาในการพัฒนา website ติดต่อกันทางสังคมของนักศึกษาที่เขามีความสนใจอยากจะทำให้สำเร็จ
จากสมุดเก็บรูปและที่อยู่ของเพื่อนๆ (Photo Address Book) สมัยเรียนโรงเรียนมัธยม ที่นักศึกษานิยมเรียกว่าFace Book ได้กลายเป็นพื้นฐานให้แก่ Mark Zuckerbergในการพัฒนา Facebook ขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นสื่อทางสังคมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆของเขาในมหาวิทยาลัย Facebook ถูกนำไปเผยแพร่ใช้ในสังคมมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัย Harvard ก่อนจะลุกลามถูกนำไปใช้ในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนอื่นๆทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา และระบาดหนักไปทั่วโลก
Mark Zuckerberg พร้อมกับเพื่อนบางคนย้ายไปอยู่ที่ Palo Alto, California ในปี 2007 เช่าบ้านหลังเล็กๆเป็นสำนักงาน ก่อนจะได้พบ Peter Thiel ที่สนใจลงทุนในบริษัท
Mark Zuckerberg กลายเป็นเศรษฐีพันล้านเมื่ออายุ 23 ในปี 2010 เพราะมีคนใช้ Facebook ทั่วโลกถึง 500ล้านคน และเขากลายเป็น 1 ใน 100 คนที่มีความร่ำรวยและทรงอิทธิพลของโลกโดยได้รับเลือกเป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time magazine และเรื่องราวชีวิตและผลงานของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Social Network
ความสำเร็จของ Mark Zuckerberg หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะมีโชคช่วย แต่ความเฮงอย่างเดียวคงไม่สามารถพัฒนาได้ไกลถึงขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้ Facebook ประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องของความเฮงเพียงอย่างเดียวแน่นอน แต่เป็นเพราะความมุ่งมั่นในการทำงานของเขา เพราะในเวลาเดียวกันกับที่ Mark Zuckerberg กำลังพัฒนา Facebook นั้น มีบริษัทที่มีศักยภาพหลายบริษัททำการพัฒนา website สื่อบริการทางสังคม (Social service)เหมือนกัน และน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ความสำเร็จของ Facebook มาจากคำขวัญสั้นๆแต่ความหมายยาวไกลของ Mark Zuckerberg ที่ว่า “Move Fast and Break Things” อาจจะพอแปลเป็นไทยได้ว่า “เดินหน้าเร็ว และ ทำสิ่งใหม่” ทำให้ Facebook ไปถึงหลักชัยได้รวดเร็วกว่าคนอื่น
Facebook พัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2008 มีเจ้าหน้าที่ทำงาน 600 คน มีวิศวกรเพียง 150 คน แต่ในเดือน มิถุนายน 2012 ปีนี้ มีคนทำงานในบริษัท Facebook ถึง 3,976 คน โดยมีวิศวกรถึง 1,000 คน ดูแลผู้ใช้ Facebook ทั่วโลก หรือเฉลี่ยแล้ว วิศวกร 1 คน ดูแลผู้ใช้ Facebook 1 ล้านคน
การที่มีคนใช้ Facebook ถึง หนึ่งพันล้านคนทำให้ Facebook กลายเป็นคลังข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้บริษัทจำเป็นต้องสร้างคลังเก็บข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ที่เมือง Prineville รัฐ Oregon สหรัฐอเมริกา มีเนื้อที่ 330,000ตารางฟุต เนื้อที่คลังเก็บข้อมูลใหญ่โตมหาศาลขนาดนี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลพร้อมกับความพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานไปพร้อมๆกัน บริษัทต้องระดมวิศวกรจำนวนมากช่วยกันคิด ในการออกแบบอาคารและการใช้สอยพื้นที่อย่างเหมาะสมเพื่อความมีประสิทธิภาพสูงสุด และอาคารนี้กำลังเป็นต้นแบบที่บริษัทจะสร้างอาคารลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายเมืองในสหรัฐอเมริกา และที่ประเทศสวีเดน
ทุกครั้งที่เราเข้า Facebook ไม่ว่าเราและเพื่อนๆทาง Facebook ของเราจะทำอะไร โปรแกรมของ Facebookจะทำงานได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทุกวันจะมีสมาชิกFacebook ถึง 2.7 พันล้านคน กด Like มีคนใช้ Facebook มากถึง 300 ล้านคน ที่ถ่ายรูปแล้วส่งภาพ (Up load) ให้สังคมเพื่อนบน Facebook ได้เห็นกิจกรรมความเคลื่อนไหว และทุกวันจะมีสมาชิก Facebook ถึง 2.5 ล้านคนเข้าตรวจหน้า Facebook ของตน และมีการทำรายการอื่นๆอีกมากมาย จึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไม Facebook จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หลักคุณค่าในการทำงานที่ Facebook คือให้ความสนใจที่ผลที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก (The No. 1 value here is focus on impact.) ถ้าคุณมีความคิดใหม่ๆแรงๆในวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจจะมีคน 500 ล้านคนทั่วโลกทดลองใช้ สิ่งใหม่ที่คุณนำเสนอ ผู้บริหารของFacebook ให้อิสระแก่ทีมงานในการเสนอสิ่งใหม่ๆเสมอ และกล้าลองใช้สิ่งใหม่อย่างรวดเร็ว โดยมีหลักคิดว่า ยิ่งเราเรียนรู้ได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งดี เพราะเราจะได้รูปแบบของสิ่งที่เราควรจะไปถึงเร็วขึ้นเท่านั้น การทำงานของทีมงาน Facebook จึงตั้งอยู่บนหลักการทำงานที่ลองกับของจริง (Work on the live site) แม้จะมีความเสี่ยงต่อการล่ม (Site crashes)ในขณะทดลองใช้ก็ตาม Mark Zuckerberg ยอมรับว่าบริษัท Facebook ได้ทำความผิดพลาดมากกว่าบริษัทอื่น (“We make more mistakes than other companies do”) เพราะเมื่อบริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นไปได้ที่มีโอกาสทำสิ่งที่ผิดพลาดได้มากมาย และทำให้เดินไปข้างหน้าช้าลงเพราะต้องเสียเวลามากในการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด (“ As we’ve gotten bigger, it is possible to make so many mistakes that you’re actually moving slower because you’re spending a lot of time fixing mistakes.”)
            Mark Zuckerberg กล่าวว่า “You can’t have everything, so you just have to choose what your values are and where you want to be.” คุณไม่สามารถมีทุกอย่างได้ ดังนั้นคุณจำต้องเลือกสิ่งที่คุณเห็นว่ามีค่า และที่ใดที่คุณต้องการไปถึงJ
แหล่งข้อมูล: www.businessweek.com/articles/2012-10-04/facebook-the-making-of-1-billion-users

Google

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) อีกหนึ่งสุดยอดแห่งมหาวิทยาลัยด้านไอที (จริงๆแล้ว Stanford ก็จัดว่าเป็นอันดับต้นๆของโลกในสาขาอื่นๆอีกมากมาย ด้วยเช่นกัน) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ นอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของสุดยอด 2 ไอเดียออนไลน์ระดับโลกอย่าง Yahoo! และ Google แล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ๆกันอยู่ด้วยซ้ำไป ที่นี่เป็นที่ที่ คุณ John von Neuman (จอห์น วอน นูแมน) คิดและประิดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่มีสถาปัตยกรรมที่เหมือนกับที่เราใช้อยู่นี่แห ล่ะ เป็นคนแรกของโลก (แม้จะไม่ใช่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็ตาม – สับสนมั้ยครับ – คืออย่างงี้ครับ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกชื่อว่า ENIAC ซึ่งเป็นเครื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต่อมาคุณ von Neuman ซึ่งก็ช่วยงานในการสร้างคอมพิวเตอร์ ENIAC อยู่ด้วย แกเสนอว่า เราน่าจะแยกส่วนของคอมพิวเตอร์ออกเป็น หน่วยประมวลผล หน่วยความจำ หน่วยรับเข้าและส่งข้อมูล ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เครื่องแรก และเป็นสถาปัตยกรรมที่เรายังใช้มาอยู่จนในปัจจุบัน หลายสถาบันก็เลยยกย่องให้ von Neuman เป็นบิดาของคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว) แหม! พูดถึงมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซะยืดยาวเลย พักไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวหาใครที่กำลังเรียนแถวนั้นมาบรรยายสรรพคุณของ Stanford ต่อ ตอนนี้เข้าเรื่องGoogleดีกว่าครับ เดี๋ยวจะยาวเหบียดจนขี้เกียจอ่านกัน


Sergey Brin (เซอร์เก บริน1)

เรื่ิิองก็เริ่มตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนปี 1995 ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แหละครับ ตอนนั้น Sergey Brin (เซอร์เก บริน1) 1 ใน 2 ของผู้ก่อตั้ง Google เป็นแค่นักเรียนปริญญาเอก ที่กำลังจะขึ้นปี 2 ของภาควิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science) ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่อาสาเข้ามาเป็นนักศึกษาช่วยงาน Open House

โดยปกติทุกๆปีในช่วงก่อนเปิดเทอมนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆเค้าจะมีการเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน เราเรียกว่า Open House (ที่เมืองไทยก็เห็นมีบ้างแล้วหลายมหาวิทยาลัย) คือว่าใครที่สนใจที่จะเรียนในมหาิวิทยาลัยไหน คณะไหน ก็จะไปงาน Open House ของที่นั่น ที่จะมีคนมาคอยพาทัวร์ และแนะนำสถานที่ แนะนำคณะ แนะนำ Lab แนะนำครูอาจารย์ เป็นปกติเหมือนทุกๆปี แต่ปีนี้เองพระเอกคนที่สองของเรา คือคุณ Larry Page (ลาร์รี่ เพจ) ก็โผล่มาในงาน Open House ในปีนี้ หลังจากได้ดีกรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan
University) มาหยกๆ


Larry Page (ลาร์รี่ เพจ)

ทั้งสองเจอกันเพราะ Larry Page ไปอยู่ในกลุ่มทัวร์ ที่มี Sergey Brin เป็นหัวหน้ากลุ่มทัวร์พอดี

ดูท่าว่างานนี้ไม่ใช่รักแรกพบครับ เพราะระหว่างทางที่เดินทัวร์มหาวิทยาลัย และเมือง San Francisco อยู่ ทั้งสองคนนี้ก็มีเรื่องให้ถกเถียงกันได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของการจัดผังเมืองของ San Francisco (??!!??)

Page เล่าให้ฟังว่าตอนนั้นเค้าจำได้ว่า Sergey Brin เป็นคนที่มีความคิดที่ค่อนข้างจะติดยึด
เป็นคนที่ไม่ค่อยโสภาที่น่าจะอยู่ใกล้เท่าไหร่ ถ้าคิดว่าตัวเองถูกละก็จะเีถียงหัวชนฝา ซึ่งบังเอิญว่า ตัวเอง (Page) ก็เป็นคนแบบนั้น ส่วน Sergey ก็บอกว่าจริงๆแล้ว Larry ก็ออกจะแปลกๆอยู่เหมือนกันแหละ เถียงหัวชนฝา ไม่ค่อยยอมใคร (เอากันเข้าไป มิน่าหล่ะ เถียงกันได้ทั้งวัน)

เอาเป็นว่า ทั้งคู่ถกเถียงกันเรื่องต่างๆทั้งวันที่เดินทัวร์ แม้จะไม่ลงรอยด้วยดี แต่ทั้งคู่ก็จำกันได้ดีก่อนจะแยกจากกันในตอนเย็น (แหม! พล็อตยังกับหนังไทยเลยครับ พระเอกกับนางเอกเจอกันครั้งแรกจะต้องมีทะเลาะตบตี ต่างคนต่างบอกว่าเกลียด แต่ในใจคิดถึงอยู่)

อีก 2-3 เดือนถัดมา มหาวิทยาลัยก็เปิดเทอมครับ Page ก็เข้ามารายงานตัว และเลือก Prof. Terry Winograd ผู้เชี่ยวชาญด้านการโต้ตอบระหว่างคอมพิวเตอร์และมนุษย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และก็เริ่มมองหาหัวข้อวิทยานิพนธ์

พ่อของ Larry Page (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ด้าน Computer Science อยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน) บอกว่า Thesis ปริญญาเอก จะเป็นเหมือนกรอบ ที่จะคอยกำหนดอนาคต ด้านวิชาการของเราไปทั้งชีวิต ก่อนจะตัดสินใจเลือกทำให้ไตร่ตรองให้ดี ทำให้ Page ใช้เวลาอยู่นานในการเลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ หลังจากลองนึกๆดูสิบกว่าเรื่อง สุดท้ายก็มาลงที่เรื่อง World Wide Web นี่เอง

และแล้วจุดเริ่มต้นของไอเดียเล็กๆ ก็กลายเป็นไอเดียที่เปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบ จุดกำเนิดของยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟท์แวร์อีกตน ก็เริ่มขึ้นที่นี่ …

Remark1 ชื่อ Surgey Brin อ่านออกเสียง ว่า เซอร์เก บริน โดย Assoc. Prof. Stanislav Makanov (อาจารย์ชาวรัสเซีย ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

Page เริ่มหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับเว็บก็จริง แต่ไม่ได้เริ่มมองหาวิธีที่จะค้นหาข้อมูลบนเว็บ แต่สิ่งที่เค้ามองเห็นกลับเป็น มุมมองทางด้านคณิตศาสตร์ของเว็บไซท์มากกว่า คือ Page มองแบบนี้ครับ…

ถ้าหากมองว่า 1 เซอร์ฟเวอร์ หรือ 1 เว็บไซท์ เช่น วิชาการ.คอม หรือ 1 คอมพิวเตอร์ เป็นเพียง จุด (Node, Vertex) จุดหนึ่งบนกราฟ (Graph) และ ลิ๊งค์ (link) เช่น www.ipst.ac.th ที่ วิชาการ.คอม เชื่อมต่อไปยังเว็บไซท์อื่นๆ เหมือนกับเป็นทางเชื่อมต่อกัน หรือ ขอบ(Edge) ระ่หว่างจุดเหล่านั้น หรือ พูดง่ายๆว่า Page มองเห็น อินเตอร์เน็ตเป็นกราฟ นั่นเอง (แฮ่ะๆ แบบนี้เรียกว่ามันอยู่ในสัญชาติญาณ มองอินเตอร์เน็ตเป็นกราฟ ทำได้ไงเนี่ย) ซึ่งบ้านเรา นิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านทางสายวิทย์ มักจะได้เรียนเรื่อง กราฟ ประเภทนี้ในเรื่อง ทฤษฏีกราฟ (Graph Theory) แถวๆปีต้นๆ (ซึ่งน้องๆตัวเล็กๆอาจสับสนนิดนึง เพราะกราฟที่คุ้นเคยอาจจะหมายถึง กราฟที่เป็นตัวแทนของข้อมูล เช่น กราฟแท่ง กราฟเชิงเส้น ซะมากกว่า)

ถ้าไม่ใช่ในวิชาคณิตศาสตร์ ก็จะเป็นวิชา Algorithm โดยเฉพาะพวกที่เรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ ก็น่าจะผ่านหูผ่านตากันมาแล้วทุกคน (ถ้าไม่ใส่ไหคืนอาจารย์ไปหมดแล้วซะก่อน) (มีอาจารย์และนักคณิตศาสตร์ ในเมืองไทยหลายคน ที่เชี่ยวชาญเรื่อง Graph Theory เช่น ดร.จริยา อุ่ยยะเสถียร ภาควิชาคณิตศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จบปริญญาเอกเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ เดี๋ยวจะลองเกี้ยวมาช่วยเขียน เรื่อง Graph Theory อีกซักบทความ)

ตัวอย่างกราฟ สมมติให้จุดแต่ละจุด แทนคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง และเส้นเชื่อมแทนลิงค์ที่เชื่อมหากัน

แต่คราวนี้ลองใช้จินตนาการดูกันหน่อยนะ ครับ ว่าแน่นอนเว็บไซท์หนึ่งเว็บ ก็ลิงค์ไปยังหลายร้อย หลายพันเว็บ และมีเว็บไซท์หลายๆเว็บ ที่ลิงค์มายังเว็บไซท์หนึ่งๆ และปัจจุบันเรามีกันเป็น พันๆ ล้านเว็บ เพราะฉนั้น กราฟ ที่เราใช้แทน อินเตอร์เน็ต ก็จะเป็นกราฟขนาดมหึมา และมีความซับซ้อน มีเส้นโยงกันไปโยงกันมาอย่างยุ่งเหยิง

ซึ่งตรงนี้แหละที่ Page มองแล้วเห็นว่ามันช่างน่าตื่นเต้น น่าสนใจ น่าติดตาม เสียเหลือเกิน Page เคยบอกว่า Internet คือ กราฟที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น และมันก็ยังจะเติบโต ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ทุกๆวัน ด้วยอัตราเร็วในการเติบโตสูงมาก โอ! มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจทำวิทยานิพนธ์เหลือเกิน (ถ้าเป็นคนสามัญชนคนไทยธรรมดา ก็อาจจะบอกว่า โอ! มันซับซ้อนเหลือเกิน ไม่มีทางทำได้หรอก ทำไปเดี๋ยวไม่จบ หนีดีกว่า) ซึ่ง Prof. Winograd อาจารย์ที่ปรึกษาของเค้าก็เห็นด้วย และเห็นว่าน่าจะศึกษาเรื่องของโครงสร้างของกราฟของเว็บ เป็นการเริ่มต้นวิทยานิพนธ์

Page ทำการศึกษาด้วยตัวเองอยู่ไม่นาน เค้าก็เจอปัญหาแรกเข้าให้…

โอเคตรงนี้เราเข้าเรื่อง graph theory กันนิดนึง (เอาเป็นว่าผมพยายามวงเล็บภาษาอังกฤษของคำไทยไว้ด้วยครับ จะได้ช่วยให้คนทีคุ้นเคยกับคำอังกฤษในวิชานี้แล้ว ได้เห็นภาพง่ายขึ้นนะ) คืออย่างนี้ ในกราฟปกติ ขอบของกราฟ (Edge) จะเป็นตัวบ่งถึงความสัมพันธ์กันระหว่าง จุด (Vertex) ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะรู้และนับจำนวนได้ว่า จากจุดจุดหนึ่ง มีขอบ หรือ เส้นลากไปยังจุดอื่นๆ อีกกี่จุด และมีกี่จุดที่ลากมาหาตัวเอง แต่หน้าเว็บเพจกลับไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว เพราะ ที่หน้าเว็บเพจหนึ่งๆ (สมมติว่าเว็บ 1 หน้าเป็น 1 จุดในกราฟ) เรารู้ครับว่า จากจุดที่เราอยู่ปัจจุบัน มันลิงค์ไปยังหน้าไหนบ้าง คือ เรารู้ว่ามันมี จำนวนขอบที่วิ่งออกไป (Out Degree) จากตัวเองกี่ขอบกี่เส้น และไปที่ไหนบ้าง แต่ที่เราไม่รู้นี่คือว่า มีเว็บเพจใดบ้าง กี่หน้า ที่ลิงค์มาหาหน้าที่เราสนใจ

โอยสับสนใช่มั้ยครับ ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบแบบนี้ก็แล้วกัน ถ้าผมถามคุณว่าคุณรู้จักคนกี่คน คุณอาจจะต้องนั่งไล่นับนิ้วไปเรื่อยๆ แต่คุณก็บอกได้ว่าคุณรู้จักใครบ้าง และคล้ายๆกัน ผมถามว่า “คุณรู้มั้ยว่ามีใครในโลกนี้รู้จักคุณบ้าง?” (เปรียบกับ “รู้มั้ยว่ามีเว็บไหนลิงค์มาที่เราบ้าง”) คำตอบคือ ไม่รู้ จะไปรู้ได้ยังไงว่าใครรู้จักเราบ้าง

โอเค เริ่มเห็นภาพนะครับ ลองนึกตามแบบนี้นะครับ ว่าหน้าเว็บที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้เนี่ย ลิงค์มาจากหน้าไหน URL อะไรบ้าง ถ้าคุณไม่กด Back มีข้อมูลตรงไหนบอกมั้ยครับ ? หรือแม้แต่คุณจะกด Back คุณก็รู้แค่ลิงค์เดียวที่ลิ๊งค์มาหาหน้านี้ แต่ที่จริง อาจจะมีหน้าเว็บอื่นๆอีกเป็นร้อยๆ ที่มีลิ๊งค์มาหาหน้านี้ ที่เราไม่รู้ คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ?

ซึ่งตรงนี้หล่ะยาก เพราะอินเตอร์เน็ตไม่ได้ให้ข้อมูลนี้มา และตรงนี้เองที่ Page คิดว่า มันน่าจะดี ถ้าหากว่าเรารู้ (หรืออย่างน้อย มีวิธีการที่จะทำให้รู้) ว่าใครลิงค์หาใครบ้าง หรือ มีใครลิงค์มาหาหน้านี้บ้างกี่คน Page ก็เลยเลือกเอาปัญหานี้ มาทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และตั้งชื่อเล่นโปรเจ็คของเค้าว่า “BackRub Project” (โครงการ “ถูหลัง” – แหม! ผมแปลตรงตัวไปหน่อยหรือปล่าวเนี่ย – สงสัยว่า Page คงอยากรู้ว่า ตอนที่อาบน้ำนี่ ใครถูหลังให้เค้าบ้าง – เอ้า ! ว่าไปโน่น)

โอเค งั้นกลับมาที่คำถามเดิม ถ้าเราอยากจะรู้ว่ามีใครรู้จักเราบ้างกี่คน เราจะทำอย่างไร จริงๆคำตอบนี้ง่ายมากครับ คุณก็ถามคนทุกๆคนทั่วทั้งโลกนี้เลยซิครับว่าเค้ารู้จักใครบ้าง ด้วยวิธีนี้ พอคุณถามครบทุกคนทั้งโลก คุณก็จะรู้ว่าทั้งโลกนี้มีคนรู้จักคุณกี่คนใช่ป่าวครับ แหม! คิดได้ไง ง่ายจัง

คล้ายๆกัน เพื่อจะรู้ว่าใครลิงค์มาที่หน้าเว็บนี้บ้าง Page ก็เริ่มจากการไล่ไปที่ละหน้าเว็บแล้วดูว่าหน้านั้นลิงค์ไปที่ไหนบ้าง (เหมือนว่าหน้านั้นรู้จักใครบ้าง) แล้วเก็บลิงค์ทั้งหมดในหน้านั้นมาเข้าคิวไว้ เพื่อจะได้ไล่ถามไปเรื่อยๆ (ตรงนี้แหล่ะครับที่เรียกว่า Crawler – หน้าถัดไปจะอธิบายอีกที) Page คิดว่าแหมไล่ไปเรื่อยๆแบบนี้ ซักอาทิตย์นึงก็เก็บเว็บหมดจากทั่วโลกแล้ว … น้าน…. ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Backrub โปรเจ็คนั่นเอง


back rub line – ถ้ามองไปข้างหน้าอย่างเดียว เราไม่มีทางรู้ว่าใครกำลังถูหลังเราอยู่

จาก BackRub Project ที่ค่อยๆ เติบโตมา ด้วยน้ำมือของนักศึกษา 2 คน ที่ใช้ห้องนอนที่หอพักนักศึกษา ทำเป็น ห้อง Server และ ห้องเขียนโปรแกรม ได้กลายเป็น Google Project โปรแกรม Search Engine ขนาดจิ๋ว ที่ดูดทรัพยากร Network ของมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ที่ได้ชื่อว่า Network ที่เร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก ได้อย่างไร

Page เริ่มที่จะคิดว่า เราจะทำไงถึงจะรู้ว่า ลิงค์ใดบ้างที่ลิงค์มาัยังเว็บหนึ่งๆ หลังจากที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไม่นาน(ไม่กี่เดือน) Page ก็พบว่า จริงๆแล้ว เรื่องของการลิงค์ไปลิงค์มาของเอกสารนี่ มีกันมานานแล้วในวงการวิชาการ ก็คือเรื่องของ ผลงานวิชาการ นั่นเอง คือโดยปกติแล้ว หากนักวิชาการท่านใด คิดทฤษฎีอะไรออกมาได้ใหม่ๆ หรือค้นพบอะไรใหม่ หรือต้องการจะแก้ไขสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็จะทำการตีพิมพ์ผลงานของตนเองในวารสารวิชาการ (Journal) โดยจะต้องอ้างอิงถึงที่มาของความรู้ หรือ ผลงานที่มีมาก่อนของคนอื่น หรือที่ใกล้เคียง ก็เพื่อให้องค์ความรู้ใหม่ที่ตีพิมพ์ มีรากฐานจากองค์ความรู้ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว (ตีพิมพ์แล้ว) นั่นเอง ดังนั้น ผลงานวิชาการ ไหนที่ได้รับการอ้างถึง (Citation) บ่อยๆ จาก นักวิชาการคนอื่นๆ แสดงว่า ผลงานวิชาการชิ้นนั้นได้รับการยอมรับอย่างจริง ในวงการวิชาการเรามีตัวชี้วัดกันเลยว่า ผลงานหนึ่งๆ มีการถูกอ้างถึงมากน้อยเพียงใด เราเรียกดัชนีตัวนี้ว่า Citation index ซึ่งการอ้างอิงด้านวิชาการถือเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่ขนาดไหนครับ ก็ใหญ่พอที่จะมีิวิชาที่ว่าด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย คือวิชา bibliometrics (ผมเองก็ไม่เคยเรียนครับ แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นทางกลุ่มนักศึกษา วารสาร หรือ บรรณารักษ์ หรือ สารสนเทศ – เดี๋ยวจะค้นมาให้ว่าที่ไหนสอนบ้างในเมืองไทย)

• Kiattisin Kanjanawanishkul and Bunyarit Uyyanonvara, Novel fast color reduction algorithm for time-constrained applications, Journal of Visual Communication and Image Representation, Volume 16, Issue 3, June 2005, pp. 311-332 (2005) • Y. Sirisathitkula, S. Auwatanamongkola and Bunyarit Uyyanonvara, Color Image Quantization using Adjacent Colors’ Line Segments. Pattern Recognition Letters, Vol 25/9 pp 1025-1043. (2004) • Lloyd Bender, David J. Spalton, Bunyarit Uyyanonvara, James Boyce, Catherine Heatley, Romina Jose and Jaheed Khan, POCOman: New system for quantifying posterior capsule opacification, Journal of Cataract & Refractive Surgery, Volume 30, Issue 10, October 2004, Pages 2058-2063 (2004)

ตัวอย่างของการอ้างอิงทางวิชาการ

ตอนที่ Tim Berners-Lee (ตอนนี้ได้รับการแต่งตั้ง เป็น Sir Tim Berners-Lee เรียบร้อยแล้ว) วิศวกรอิสระของ CERN คิดค้น World Wide Web ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก (ไว้วันหลังค่อยเขียนเรื่อง จุดกำเนิดของ WWW อีกทีแล้วกัน) คุณ Tim แกก็คิดว่า เราน่าจะมีวิธีที่ละลิงค์ผลงานวิชาการของนักวิชาการเข้าด้วยกันเลย ไม่ต้องมานั่งกำหนดรูปแบบที่ยุ่งยาก (เหมือนที่เห็นในกรอบด้านบน) คุณ Tim ก็เลย คิดเรื่องของ Hypertext ขึ้นมา แต่สิ่งที่ Page กำลังทำเป็นการ Reverse Engineer ของ WWW เพราะเค้าต้องการค้นหาถึงที่มา ต้นตอของเอกสารที่ิลิงค์กันนั่นเอง ด้วยความรู้นี้ งานของเค้าก็ง่ายขึ้นเยอะครับ (แม้ที่เหลือก็จะยังสุดหินก็ตาม) ที่เหลือก็คือว่าเค้าจะต้องหาให้ได้ ว่า ใคร อ้างอิงจาก ใคร โดยอัตโนมัติ พูดง่ายๆ ว่าเค้าต้องวาด กราฟของอินเตอร์เน็ต ขึ้นมา บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเค้านั้นเอง แน่นอนว่า กราฟที่เค้าจะสร้างขึ้น จะมีความซับซ้อนสูง และการคำนวนจำนวนลิงค์ ที่เชื่อมหากันก็ทำได้ยาก เนื่องจากกราฟมีการเจริญเติบโตเรื่่อยๆ เพราะความซับซ้อนของข้อมูลสูง ดังนั้นสูตรการคำนวณเพื่อให้คะแนนแต่ละหน้า ก็จะมีความซับซ้อนด้วย ตรงนี้นี่เอง ที่ทำให้ Brin กระโดดเข้ามาในโปรเจ็คนี้


Page และ Brin ในช่วงเริ่มต้นโปรเจ็ค google ที่หอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัย (ภาพจากวารสาร WIRED )

ด้วยพื้นเพ back ground เดิมของ Brin ที่เป็นนักคณิตศาสตร์ ที่จัดว่าเข้าขั้นเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง มีเชื้อสายเป็นคนรัสเซีย เกิดที่รัสเซีย มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ที่ทำงานที่องค์การ NASA และ เป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ (University of Maryland) โดยครอบครัวเค้าอพยบ มาอยู่ทีอเมริกา ตอนที่ Brin อายุแค่ 6 ขวบ Brin เรียนจบ ม.ปลาย 1 ปีก่อนชาวบ้าน และหลังจากจบปริญญาตรี ที่แมรี่แลนด์ Brin ก็มาต่อเอกทันทีที่ Stanford ตัว Brin เองก็ต้องมองหาโปรเจ็คปริญญาเอก ด้วยเช่นกัน แต่เค้าเลือกไปเลือกมา่เกือบ 2 ปีแล้ว ก็ยังหาหัวข้อลงตัวไม่ได้ จนได้เข้ามคลุกคลีกับโปรเจ็คของ Page ก็เกิดความสนใจ ที่จะเข้ามาทำในส่วนคณิตศาสตร์ ของโปรเจ็คนี้ และอีกสาเหตุก็คือเค้าชอบ Page (ฮั่นแน่! กะแล้ว เหมือนหนังไทยไม่มีผิด)

การสร้างกราฟของอินเตอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ เป็นจุดเริ่มให้ Page เขียนโปรแกรมเล็กๆ ประเภท Crawler ขึ้นมาตัวหนึ่ง ในห้องนอน ตอนที่ Page เริ่มเขียน crawler นี่ จำนวนหน้าเว็บทั่วโลกก็มีอยู่ประมาณ 10 ล้านหน้าเห็นจะได้ แต่จำนวนลิงค์ที่เชื่อมกันอยู่นี่คงนับไม่ถ้วน โดยหวังจะให้เจ้า Crawler ไต่ไปเก็บข้อมูลมาสร้างเป็นกราฟโดยอัตโนมัติ ในตอนนั้น เค้าอาจจะยังไม่รู้หรอก ว่าโปรแกรมเล็กๆที่เค้าเริ่มเขียนในห้องนอน จะเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ต่อจาก Internet ….

หลายคนคงอาจจะยังไม่คุ้นกับคำว่า Crawler ผมขยายความให้อีกนิด Crawler เป็นโปรแกรมเล็กๆโปรแกรมนึง ที่ทำหน้าที่ไปดึงเว็บเพจต่างๆมา ซึ่งปกติแล้วข้อมูลแสดงหน้าเว็บไซท์ที่เราเห็นนี่ เป็นแค่ text file หรือ ข้อมูลตัวอักษรธรรมดาๆนี่เอง (ลองกดที่เมนู view->source ดูนะครับ นั่นแหละคือข้อมูลของหน้าเว็บที่แท้จริง) พอโปรแกรมประเภท บราวเซอร์ เช่น IE หรือ FireFox ได้รับข้อมูลพวกนี้แล้วมันก็ทำการแปล และแสดงให้เป็นสิ่งที่คุณเห็นบนหน้าจอตอนนี้อีกที)

หลังจากที่โปรแกรมประเภท crawlwer ได้รับข้อมูลมาแล้ว มันก็จะทำการแยกข้อมูล และลิงค์(ที่จะไปหน้าอื่น) ออกมา

สมมุติว่าหน้าที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้นี่ มีลิงค์ออกจากมันไป อีกประมาณ 30 ลิงค์ เจ้าตัว crawler ก็จะทำการจัดการเอาลิงค์เหล่านี้มาเข้าคิวเรียงกันไว้ แล้วก็ไล่ไต่ไปทีละลิงค์ตามคิว แล้วก็ไปดึงข้อมูลหน้านั้นมา แล้วแยกลิงค์แบบเดิมอีก แล้วลิงค์ที่ได้จากหน้าถัดไปนี้ก็จะเอามาเข้าคิว เรียงต่อกันไป เรื่อยๆ เพื่อจะทำการไปดึงข้อมูลมาในเวลาถัดๆไป เพราะฉะนั้นมันก็เลยให้ความรู้สึกคล้ายๆกับว่า เจ้า crawler มันค่อยๆคืบคลานออกจากจุดเริ่มต้นไปทีละน้อย ทีละน้อย

และแล้ว ในเดือนมีนาคม 1996 (เพียงแค่ไม่ถึงปีจากที่เค้าเริ่มศึกษา) Page ก็ปล่อยเจ้า crawler ตัวแรกให้เริ่มทำงาน โดยไต่จากหน้าเว็บเพจของเค้าเอง ที่อยู่บนเว็บไซท์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เจ้า crawler เวอร์ชั่นแรกของ Page ไต่ไปตามเว็บเพื่อเก็บแค่ ชื่อเว็บ และ ข้อมูลใน header เท่านั้นเอง แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเิริ่มอย่างเป็นรูปธรรมของ Google (ที่ในปัจจุบันกลายเป็น ซุปเปอร์อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล crawler ไปแล้ว เพราะมันไต่ไปเก็บข้อมูลทุกอย่าง ของทุกหน้าเว็บ) เพราะตอนนั้นขืนเก็บทุกอย่าง ทรัพยากรของระบบ เช่น memory หรือ ฮาร์ดดิสต์ ที่จะต้องใช้ในการจัดการกับข้อมูลเหล่านี้ ก็คงต้องมีขนาดใหญ่มหึมา และมันก็มากเกินกว่าจะเป็นโปรเจ็คของเด็กนักเรียนคนนึง

โปรแกรมเล็กๆ ที่ถูกปล่อยออกจากห้องนอนที่หอพักนักศึกษาคนนึง ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ ที่ใหญ่ที่สุด รองจากการคิดค้นอินเตอร์เน็ต

Page และ Brin ได้ร่วมกันคิดหาสูตร หรือ วิธีคำนวณว่า จะให้คะแนนแต่ละหน้าเว็บเพจอย่างไรดี

เว็บเพจหนึ่งหน้า ถ้ามองให้ดีมันก็เป็นเหมือนผลงานวิชาการชิ้นนึง ภายในผลงานวิชาการนี้ ก็จะมีการอ้างอิงผลงานคนอื่น (หรือลิงค์ไปหาคนอื่นนั่นเอง) (แต่บ้านเราอาจจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะบ้านเรา ถ้าเห็นว่าเรื่องไหนดี ก็ใช้วิธี cut-paste เนื้อหานั้นไปเลย โดยไม่ได้อ้างอิงที่มา นอกจากจะละเมิดลิขสิทธิแล้ว ยังถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรงด้วยครับ แม้ว่าจะนำไปใช้ในทางไม่ก่อรายได้ ที่อาจจะไม่ผิดลิขสิทธิในบางกรณี แต่ก็น่าจะมีมารยาทในการอ้างอิงถึงที่มาของเนื้อหานั้นด้วย ช่วยๆกันผลักดันให้มันไปในทางถูกต้องมากขึ้นนะครับ) เพราะฉนั้นหากหน้าเว็บใดมีคนอ้างอิงถึง (ลิงค์) ถึงหน้านั้นเยอะ ก็น่าจะแสดงว่าหน้านั้นมีข้อมูลที่ดี หรือ น่าเชื่อถือ ซึ่งหากมีการให้คะแนนแต่ละหน้าเว็บ Page คิดว่าการอ้างถึงจากเว็บอื่นก็จะมีส่วนสำคัญต่อคะแนน


PageRank

ภายหลังเค้าตั้งชื่อเล่นระบบคิดคะแนนของ เค้า ว่า Pagerank (ซึ่งล้อคำ 2 ความหมาย คำแรกคำว่า Page หมายถึงได้ทั้งหน้าเว็บ หรือ หมายถึงชื่อของเค้าเอง) ซึ่งก็ล้อเลียนการคิดคะแนนมาจากการอ้างอิงกันของผลงานวิชาการ เพราะเค้ารู้ว่า การอ้างอิงกันของเอกสารทำอย่างไร มีการให้คะแนน Citation Index อย่างไร และเค้าก็ได้เพิ่มเรื่องของการให้และลดคะแนนพิเศษด้วย หากว่าลิงค์ที่ลิงค์มาหาหน้าใดหน้าหนึ่ง เป็นลิงค์ที่มีคะแนนสูง เป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ เว็บที่ถูกลิงค์ ก็จะย่อมได้คะแนนสูงด้วย และหากนำเว็บมาเรียงลำดับกัน เว็บที่ได้คะแนนสูงกว่า ก็จะอยู่ลำดับต้นๆ ส่วนเว็บที่มีคะแนนต่ำก็จะอยู่ท้ายๆ

สมมุติว่าตอนนี้มีคนลิงค์มาหา เว็บ วิชาการ.คอม อยู่ 1000 ลิงค์ ในขณะเดียวกัน มีคนลิงค์ไปที่เว็บ ของเด็กชาย ก. จากจังหวัดสงขลา เพียง 10 ลิงค์ ทำให้ ณ ตอนนี้ ถ้าดูแค่จำนวนลิงค์เฉยๆ เว็บของ วิชาการ.คอม จะมีคะแนน สูงกว่า เว็บของ เด็กชาย ก และ ต่อจากนั้น ถ้า เว็บ วิชาการ.คอม มีลิงค์ไปยังเว็บของ สสวท. และ เว็บของเด็กชาย ก ก็ลิงค์มายังเว็บของ สสวท เช่นกัน ดังนั้น เว็บของ สสวท ก็จะไ้ด้คะแนน จาก เว็บของ วิชาการ.คอม มากกว่า จากเว็บของ เด็กชาย ก. ด้วยนั่นเอง (คือไม่ได้นับเฉพาะจำนวนของลิงค์) ซึ่ง Google ก็ทำการให้คะแนน แต่ละหน้าของเว็บ แบบนี้ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ จนวนเกือบครบทั้งโลก คะแนนของแต่ละหน้า ก็ขึ้นอยู่กับคะแนนของหน้าทีลิงค์มาหามัน คะแนนของหน้าทีลิงค์มาหามัน ก็ขึ้นกับ คะแนนของหน้าทีลิงค์มาหามันก่อนหน้านี้ คะแนนของหน้าทีลิงค์มาหามันก่อนหน้านี้ ก็ขึ้นกับ คะแนนของหน้าทีลิงค์มาหามันก่อนหน้านี้ก่อนหน้านี้ ไปเรื่อยๆ

จินตนาการออกมั้ยครับว่า คณิตศาสตร์สำหรับคำนวณคะแนนของ Google Pagerank จะซับซ้อนขนาดไหน นั่นหล่ะของเล่นของนาย Surgey Brin เค้าหล่ะ


ภาพตัวอย่าง สมมติให้หน้ายิ้มแต่ละอันแทนแต่ละเว็บ ขนาดของหน้ายิ้มแทนความสำคัญของเว็บ

สังเกตุว่า เว็บสีแดงด้านบนจะมีขนาดใหญ่กว่าเว็บสีเขียวด้านล่าง แม้จะมีลิงค์เข้ามาแค่ 1 ลิงค์ จากสีส้ม เท่านั้น แต่เพราะเว็บสีส้มมีความสำคัญสูง เพราะได้รับการลิงค์มาจากหลายที่ เว็บสีแดงด้านบนก็เลย มีความน่าเชื่อถือด้วย (ดังนั้นถ้าเว็บไซท์ไหน ได้รับการลิงค์จากเว็บที่เป็นที่ยอมรับ ก็จะได้รับความยอมรับด้วย)

งงมั้ยครับ เอางี้ เปรียบเทียบง่ายๆอีกตามเคย การจัดอันดับเว็บก็เหมือนกับการจัดอันดับความสำคัญของคน สมมุติว่าเมืองไทยมีคนชื่อ คุณลำไย หลายคนมาก เอาเป็นว่า สมมุติเป็น คุณลำไย A กับ คุณลำไย B ก็แล้วกัน คุณลำไย A เป็นที่รู้จักกันทั่วในหมู่เด็กอนุบาล มีเด็กอนุบาล 50 กว่าคนที่รู้จักคุณลำไย A แต่ ในขณะเดียวกัน มีเพียง 3 คน คือ ท่านนายกทักษิณ คุณอภิสิทธ์ และ หมอพรทิพย์ เท่านั้นที่รู้จัก คุณลำไย B แต่จะเห็นได้ว่า คนที่รู้จักคุณลำไย B ได้รับการยอมรับจากคนทั้งประเทศว่ารู้จัก ว่ามีชื่อเสียง ดังนั้นเวลาคนค้นหาคำว่า คุณลำไย ใน Google คุณคิดว่า Google จะเอาชื่อคุณลำไย A หรือ คุณลำไย B ขึ้นก่อนกัน คำตอบคือ คุณลำไย B ครับ เพราะ Google คิดว่าคุณลำไย B ได้รับการยอมรับ จากคนที่ได้รับการยอมรับแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นคุณลำไย ที่ผู้ใช้ต้องการค้นหานั้นเอง (เหมือนเว็บที่ได้ใหญ่ๆลิงค์มาที่เรา เราก็ได้คะแนนดีกว่า เว็บเล็กๆหลายเว็บลิงค์มาที่เรา นั่นเอง)

ตอนที่ทั้งสองคนคิดระบบให้คะแนนนี้ขึ้น ทั้งสองคนไม่ได้คิดถึงเรื่องของการค้นหาข้อมูลบนเว็บเลย ที่คิดอยู่ในหัวก็มีแต่เรื่องที่ว่า จะค้นหาให้ได้ว่าใครลิงค์มาที่เว็บเพจหน้าหนึ่งๆบ้าง (ฺBacklinks) โดยที่ทั้งสอง ทำโปรเจ็ค Backrub นี้ มาจนถึงขั้นที่ รับ ลิงค์ (URL) มาหนึ่งลิงค์ มันก็จะให้ ผลลัพธ์ มาเป็น ลิงค์ที่ลิงค์มาหา (backlinks) ทั้งหมดที่ลิงค์มาหาหน้าที่กำหนด โดยเรียงลำดับตามความสำคัญ (เช่นถ้าใส่ เว็บ สสวท ไป ก็จะได้ทั้งเว็บ วิชาการ.คอม และ เว็บเด็กชาย ก. และเว็บอื่นๆ ที่ลิงค์มาหา สสวท เป็น ผลการค้นหา แต่เว็บ วิชาการ.คอม จะอยู่ด้านบนกว่า เว็บของ เด็กชาย ก. เป็นต้น)

ซึ่งเค้าก็พบว่าจริงๆแล้ว มันสามารถประยุกต์ ไปทำเป็น Search Engine น่าจะได้ หลังจากเล่นไปเล่นมากับ กราฟของเว็บ ที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมา พบว่า การค้นหาข้อมูลทำได้รวดเร็ว และ ถูกต้อง อย่างไม่น่าเชื่อ ชนิดที่ทั้งสองคนยังงงว่าทำไม ไอเดียที่จะใช้เรื่องนี้ทำ Search Engine ถึงไม่ผุดมาในหัวตั้งแต่ต้น เพราะมันชัดเจนเหลือเกิน

หลังจากทดลองปรับแต่ง Backrub ให้กลายเป็น โปรแกรม Search engine ทำการค้นหาข้อมูล บนหน้าเว็บหน้าใดหน้าหนึ่ง (ผมละเชื่อเค้าเลย สองคนนี้ ปกติแล้วเรื่อง การค้นหาข้อมูลใน document นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ได้ค้นกันแบบ เอาคำเทียบคำ แต่ต้องมีการแปลงรูปแบบของ ข้อมูลให้เป็นเมตริกซ์ ทั้ง SVM กับ LSI (Latent Sematic Indexing – เป็นวิธีการที่กำลังมาแรง) ก็สุดหิน ที่อยู่ในวิชา Information Retrieval – แต่สองคนนี้เล่นเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ชนิดที่ประมาณว่า ชั่วข้ามคืน) เค้าพบว่าผลการค้นหา ดีกว่า search engine ที่มีอยู่ในตอนนั้น เช่น AltaVista หรือ Excite มาก โดย Search Engine ที่มีอยู่นั้นมักจะให้ผลการค้นหา ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการหาจริงๆ เพราะอาศัยเพียงแค่การจับคู่คำ ไม่คำนึงถึงสัญญาณ หรือข้อมูลอื่นๆที่ใกล้เคียง search engine ใหม่ของพวกเค้า ไม่เพียงว่าผลการค้นหาจะดี แต่ ระบบการให้คะแนนนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเว็บโตขึ้นเรื่อยๆ กราฟของเว็บโตขึ้นเรื่อยๆ ผลการค้นหาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะมีตัวให้คะแนนซึ่งกันและกัน เยอะขึ้น ตรงนี้นี่เองที่

ทั้ง Brin และ Page รู้ว่าเค้า สะดุดขุมทรัพย์ มหึมาเข้าให้แล้ว…

และแล้ว โปรเจ็ค search engine โดยนักศึกษา 2 คน … ก็เริ่มเป็นรูปร่างที่ชัดเจน เค้าเริ่มขอบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆที่มหาวิทยาลัยไม่ได้ใช้แล้วมาต่อ กันเป็น server เค้าเริ่มจะหาเงินมาซื้อ harddisk เพิ่มเติม เพราะตอนนี้ข้อมูลที่ clawler เก็บมามันโตขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งสองคนจึงตั้งชื่อ search engine ตัวใหม่ของเค้าว่า Google ที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่สะกดผิด เพี้ยนมาจากคำว่า googol (ที่แปลว่า เลข หนึ่ง ตามด้วย ศูนย์ 100 ตัว – สังเกตุสัญลักษณ์ของ Gooooooooooooooooooooogle)

Server ของ Google เมื่อปี 1998 สมัยที่ยังอยู่ที่ Stanford เป็นเครื่องที่ได้จากการบริจาคทุกเครื่อง (ปัจจุบัน Search Engine ของ Google ทำงานอยู่บน Linux Server Farm จำนวนประมาณ 250,000 เครื่อง)

และ Google เวอร์ชั่นแรก ถูกปล่อยออกสู่สาธารณะชน ไว้บนเว็บของมหาวิทยาลัย Stanford เป็นครั้งแรก ตอนเดือนสิงหาคม 1996 – เพียง 1 ปี หลังจากที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรก – เพียงไม่กี่เดือนนับจากเริ่มศึกษาปัญหา – โอ จอร์จ ทำได้ยังไงเนี่ย ! ! ! ! อัจฉริยะจริงๆ ! ! !

ที่มา : beta.online-station.net

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

เริ่มต้นจากเด็กชายชาวยิวตัวเล็กๆในแถบพื้นที่ชุมชน  ในเมืองอูล์ม ในเวอร์เทมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ที่แสนจะห่างไกลออกไป จากเมืองสตุ๊ทการ์ท จากทางตะวันออกไป ไปประมาณ 100 กิโลเมตร  อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ มี บิดาชื่อ แฮร์มานน์ ไอน์สไตน์ เป็นพนักงานขายทั่วไปซึ่งกำลังทำการทดลองเกี่ยวกับเคมีไฟฟ้า มารดาชื่อว่า พอลลีน โดยมีคนใช้หนึ่งคนชื่อ คอช ทั้งคู่แต่งงานกันในโบสถ์ในสตุ๊ทการ์ท อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เข้าเรียนประถมที่ โรงเรียนประถมคาธอลิก แล้วเรียนไวโอลิน ตามความต้องการของแม่

เมื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อายุครบ 5 ปี พ่อเขาได้เอาเข็มทิศ มาให้เล่น แล้วได้ทำให้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้รับรู้ว่ามีแรงบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เข็มทิศเคลื่อนที่ และนั้นได้เป็นแรงบันดาลใจให้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แต่ก็ด้วยความพิการทางด่านการอ่านและการเขียนหนังสือ จึงทำให้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เรียนรู้ได้ช้ากว่าคนอื่น

ต่อมาเมื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อายุได้ 12 ปี เขาได้เริ่มเรียนคณิตศาสตร์ โดยมีคุณลุงทั้งสองของเขาเป็นผู้อุปถัมถ์ความสนใจในด้านเชิงปัญญาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยการแนะนำและยืมหนังสือมาให้เขาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

ใน พ.ศ. 2437 เนื่องมาจากความล้มเหลวในธุรกิจเคมีไฟฟ้าของพ่อของเขา ทำให้ครอบครัวไอน์สไตน์ย้ายจากเมืองมิวนิค ไปยังเมืองพาเวีย (ใกล้กับเมืองมิลาน) ประเทศอิตาลี ผลงานแรกของเขาคือการเขียนผลงานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา (คือ “การศึกษาสถานะของอีเธอร์ในสนามแม่เหล็ก”) ในปีเดียวกันนั้น โดยที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังอาศัยอยู่ในบ้านพักในมิวนิคอยู่จนเรียนจบจากโรงเรียน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2438 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงตามครอบครัวของเขาไปอาศัยอยู่ในเมืองพาเวีย เขาลาออกโดยไม่บอกพ่อแม่ และโดยไม่ผ่านการเรียนหนึ่งปีครึ่งรวมถึงการสอบไล่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เกลี้ยกล่อมโรงเรียนให้ปล่อยตัวเขาออกมา โดยกล่าวว่าจะไปศึกษาเป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดตามคำเชิญจากเพื่อนผู้เป็นแพทย์ของเขา โรงเรียนยินยอมให้ลาออก แต่เขาจะไม่ได้รับใบรับรองการศึกษาชั้นเรียนมัธยม

พ.ศ. 2443 เขาได้รับประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิส และได้รับสิทธิ์พลเมืองสวิสในปี พ.ศ. 2444

ชีวิตครอบครัว

ไอน์สไตน์มีบุตรสาวหนึ่งคนกับมิเลวา มาริค ชื่อว่า ไลแซล (Lieserl) คาดว่าเกิดในตอนต้นปี พ.ศ. 2445 ที่เมือง Novi Sad

ไอน์สไตน์แต่งงานกับมิเลวาเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2446 แม้จะถูกมารดาคัดค้านเพราะนางมีอคติกับชาวเซิร์บ และคิดว่ามาริคนั้น “แก่เกินไป” ทั้งยัง “หน้าตาอัปลักษณ์” ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวและเป็นคู่ชีวิตที่มีสติปัญญา ในจดหมายฉบับหนึ่งถึงหล่อน ไอน์สไตน์เรียกมาริคว่า “สิ่งมีชีวิตที่เสมอกันกับผม ผู้ซึ่งแข็งแรงและมีอิสระเฉกเช่นเดียวกัน” มีการถกเถียงกันอยู่เป็นบางคราวว่า มาริคมีอิทธิพลต่องานของไอน์สไตน์บ้างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ต่างลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่มีบุตรคนแรกของไอน์สไตน์กับมิเลวา คือ ฮันส์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 ที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บุตรคนที่สองคือ เอดูอาร์ด เกิดที่ซูริคเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2453

อัลเบิร์ตกับมาริคหย่ากันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2462 หลังจากแยกกันอยู่ 5 ปี ในวันที่ 2 มิถุนายนปีเดียวกันนั้น ไอน์สไตน์แต่งงานกับ เอลซา โลเวนธาล (นี ไอน์สไตน์) นางพยาบาลที่ช่วยดูแลอภิบาลระหว่างที่เขาป่วย เอลซาเป็นญาติห่างๆ ทั้งทางฝั่งพ่อและฝั่งแม่ของไอน์สไตน์ ครอบครัวไอน์สไตน์ช่วยกันเลี้ยงดู มาร์ก็อต และ อิลเซ ลูกสาวของเอลซาจากการแต่งงานครั้งแรกของเธอแต่ทั้งสองคนไม่มีลูกด้วยกัน

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 และได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 รวมอายุได้ 76 ปี

ทฤษฏีที่อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ได้คิดค้น

1.การคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

2.แสง กับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

3.ทฤษฎีแรงเอกภาพ

วาสนา ลาทูรัส ( Naraya )

บทเรียนสร้างธุรกิจ “นารายา” ล้มแล้วลุก

การเรียนรู้จากบทเรียนของผู้อื่นเป็นหนทางเรียนลัดได้อย่างดี เพราะผู้ประกอบการจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตนเองไปทุกเรื่องโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นสร้างธุรกิจ และในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้เพราะการเริ่มต้นดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง
วาสนา ลาทูรัส กรรมการผู้บริหาร บริษัท นารายา อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าของแบรนด์ Naraya กล่าวถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Naraya ว่า มาจากการที่ราคาสินค้าไม่แพง สินค้าซึ่งเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและดีไซน์มากกว่า 3,000 แบบ ให้ลูกค้าได้เลือกอย่างจุใจ และมีการนำระบบไอทีมาใช้เพื่อช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน

แต่กว่าที่จะประสบความสำเร็จนั้น เริ่มต้นธุรกิจมาจากการส่งขายกระเป๋าผ้าด้วยสภาพที่ติดลบมาจากธุรกิจส่งออกอะไหล่รถจักรยานยนต์ของสามีมีหนี้สินประมาณ 18 ล้านบาท จนกระทั่งปัจจุบันนี้สามารถสร้างยอดขายได้ถึงปีละ 400 ล้านบาท
“ตอนนั้นทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป ส่วนใหญ่ซื้อสินค้ามาจากสำเพ็ง แล้วนำไปส่งที่ร้านต่างๆ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคตจึงไปกู้เงินมา 2 แสนบาท ซึ่งเป็นการเริ่มต้นด้วยเงินทุนที่นับว่าไม่ได้มากนักเพื่อซื้อจักรสำหรับเย็บและเริ่มนำสินค้าไปออกงานแฟร์จนได้ลูกค้าและเป็นที่รู้จักยอมรับของตลาด ทำให้ปัจจุบันธุรกิจเติบโตมีพนักงานมากถึง 3000 คน เพราะเป็นงานหัตถกรรมที่ต้องในแรงงานคน แต่เพื่อทำให้ผลผลิตเร็วขึ้นและมีคุณภาพมาตรฐาน จึงต้องมีการพัฒนานำเอาเทคโนโลยีมาใช้และตั้งโรงงานขึ้นมาแทนที่จะอาศัยแต่ชาวบ้านซึ่งมีปัญหาเรื่องการหยุดงานบ่อย”
วาสนากล่าวว่า ในอดีตยังไม่มีธนาคารที่ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน แต่ปัจจุบันมีบริการส่วนนี้เพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม เธอให้คำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรจะฝากเงินกับธนาคารแล้วใช้เงินทุนของตัวเองก่อน เมื่อธุรกิจขยายถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มจึงค่อยหันไปพึ่งธนาคาร
“เราต้องมีวินัยทางการเงิน รู้จักจัดการใช้เงินให้เหมาะสม ต้องบริหารคนให้ดี มองการตลาดให้กว้าง เรียนรู้ให้มาก และทำบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัทเพื่อจะทำให้เติบโตไปได้อย่างมั่นคง”
ปกรณ์ พัฒนแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงธุรกิจของ Naraya ว่า Naraya มีกลยุทธ์เหมือน Gucci คือเริ่มจากหัตถกรรมก่อน แล้วจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามา เพราะบางอย่างชาวบ้านทำไม่เป็น แล้วคนงานหยุดบ่อยจึงต้องตั้งโรงงานขึ้นมา และต้องขยายตัวสินค้ามากขึ้น ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ก่อนสิ่งที่ได้เรียนรู้คือตอนลงทุนครั้งแรกเกิดจากสามีทำงานอยู่ที่ลิเบียแล้วเห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่ลืมคิดว่าสินค้ามีกำไรไม่มาก มีเงินลงทุนไม่เพียงพอ ลืมคิดว่า SME ต้องใช้เงินในการลงทุนมาก แล้วต้องบริการให้ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นหากไม่สามารถแข่งขันได้ดีพอย่อมมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความล้มเหลวได้
อย่างไรก็ตาม การเปิดบริษัทครั้งแรกไม่แนะนำให้เปิดเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพราะจะมีปัญหากันภายใน โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน ให้เปิดเป็นบริษัทจำกัดจะดีกว่า และจุดเริ่มต้นต้องเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อและความถนัดของเรา สินค้าต้องมีคุณภาพ และที่สำคัญต้องมีไอเดียดีๆ แปลกใหม่อยู่เสมอ จึงจะสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจได้
ในส่วนของเงินทุน เนื่องจากการขาดแหล่งเงินทุนทำให้ต้องกู้เงินจากเงินกู้นอกระบบเพื่อมาทำธุรกิจแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงนั้น ขอแนะนำว่าจะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจและอันตรายมาก ในทางที่ถูกต้องขอแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เงินออมที่มีอยู่ในการเริ่มต้นธุนกิจเพราะช่วงแรกธุรกิจจะได้กำไรไม่มาก เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัวจึงค่อยกู้เงินมาลงทุนเพิ่มจึงจะดีกว่าสำหรับความคิดส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการมักจะกลัวการกู้เงินจากธนาคาร การลงทุนต้องมีการเตรียมตัว มีแผนธุรกิจว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไร เงินเพียงพอหรือไม่ มีการเดินบัญชีสเตทเม้นท์เสมอ มีการซื้อขายจริง เครดิตของผู้ขอสินเชื่อต้องดี มีประวัติทางธุรกิจ เพราะทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับค่าใช่จ่ายส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม การมีวินัยทางการเงิน จะทำให้ได้เงินกู้อย่างแน่นอน
ปกรณ์ทิ้งท้ายว่า ในแง่บริการของธนาคารมองลูกค้าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ คิดว่าผู้ประกอบการต้องการความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ จึงต้องจัดสัมมนาไม่ต่ำกว่า 30 ครั้งต่อปี และล่าสุดทำพ็อกเก็ตบุ๊คชื่อ “The Key ไขกลยุทธ์ จุดประกายความคิด ธุรกิจเอสเอ็มอี” เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความคิดและแรงบันดาลใจมากขึ้น

สุวรรณ คงขุนเทียน ( โยธกา )

“ตอนเข้าร่วมแฟร์ต่างชาติใหม่ๆ เขาพูดประโยคนี้เลยนะ “ห้ามบอกว่าทำจากประเทศไทย ห้ามตีตราด้วย เขาบอกว่า เมื่อไรที่บอกว่า Made in Thailand ไอขายของยูไม่ได้เลย” ผมพูดตรงๆ นะ ผมมีอาชีพนักออกแบบ มีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจในผลงาน ของผม และผมก็เชื่อว่าผลงานของผมไม่ได้ต่ำต้อยถึงกับตีตราตัวเองไม่ได้”

เป็นคำบอกเล่าถึงตำนานการต่อสู้ของนักออกแบบไทยในเวทีตลาดโลกเมื่อ 16 ปีก่อน โดยสุวรรณ คงขุนเทียน หนึ่งในเจ้าของและเป็นผู้อำนวยการ ฝ่ายออกแบบ (Design Director) เฟอร์นิเจอร์แบรนด์”โยธกา” ซึ่งวันนี้โกยรายได้จำนวนมหาศาล เข้าประเทศ และสร้างชื่อเสียง “นักออกแบบไทย” จนเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ

“…จนวันนี้ ขายได้ 700 ล้านบาท แต่ที่ดีใจที่สุด ไม่ใช่แค่ประเด็นการค้า มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีระหว่างประเทศ ศักดิ์ศรีที่อยากให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิ ผมอยากให้ทุกบริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกคิดเหมือนกันว่า เราต้องทำให้มันยอมรับเราให้ได้และวันนี้โยธกา จะเรียกศักดิ์ศรีกลับคืนมา”

“โยธกา” เป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ส่วนใหญเป็นผักตบชวา และเป็นเจ้าแรกในโลกที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวา โดยเริ่มต้นเมื่อ 18 ปีก่อน เวลานั้นมีการนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์เพียงการเป็นอาหารหมูและตะกร้าสาน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ชาวบ้านมากนัก เมื่อ ม.ล.ภาวิณี สันติศิริ ซึ่งต่อมาก็รวมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “โยธกา” ได้รับทุนจาก Women’s World Banking ให้ทำวิจัยเพื่อพัฒนาอาชีพของประชาชน ระดับรากหญ้า เธอจึงเลือกสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผักตบชวา

หลังจากทำวิจัยเกือบ 2 ปี ม.ล.ภาวิณีก็ออกแบบ และพัฒนาเฟอร์นิเจอร์สานจากผักตบชวาได้สำเร็จ ก็เลยชักชวนสุวรรณเพื่อนรักสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรให้มาดูผลงานครั้งนี้ ประจวบเหมาะกับความต้องการค้าขาย สุวรรณจึงนำเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวานี้ส่งไปขายที่ L.A. แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

“แต่ก็ยังไม่เข็ด ตอนนั้นผมชอบมัน (เฟอร์นิเจอร์ผักตบชวา) แล้ว มันมีเสน่ห์ในตัวเอง และอีกอย่างก็เป็นความท้าทาย เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครทำ ถ้าเราทำก็หมายความว่า เราเป็นคนแรกของโลก อะไรก็ตามที่เป็นคนแรก ความเป็นไปได้ก็มีทั้ง 0 และ 100…ก็คิดว่ามันน่าลอง”

หลังจากขาดทุนครั้งแรกในตลาด L.A. “โยธกา” ก็ย้ายไปจับตลาดยุโรปซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดหลัก โดยในตอนนั้นเพื่อนคนไทยของสุวรรณที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสได้ขอนำสินค้าโยธกาไปชิมลางตลาดยุโรปในงานแสดงสินค้า แล้วก้าวแรกที่สำคัญในตลาดยุโรปของโยธกาก็เริ่มขึ้น และอาจเรียกได้ว่า งานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศก็กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทำตลาดและส่งเสริมการขายของโยธกาในทุกวันนี้

“การได้เข้าไปในแฟร์ที่โคโลญจน์ (International Furniture Fair Cologne: Germany) ถือว่าเป็น เครดิตที่ดี แต่คนมักเข้าใจว่าของเราเป็นของญี่ปุ่น หรือฟิลิปปินส์ไม่รูู้ทำไม ซึ่งผมก็รู้สึกแย่มันเป็นอะไรถ้าของดีมีดีไซน์ มีคุณภาพ เขารู้สึกว่าไม่ใช่ของจากประเทศไทย พอบอกไทยแลนด์เสียงไทยแลนด์ของเขาขึ้นจมูก “ไทยแลนด์??” เหมือนไม่เชื่อ มันทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย”

“ประเทศไทยสูญเสียภาพลักษณ์ดีๆ เราเสียตรงนี้ไป การขายของก็ลำบาก จะขายเก้าอี้สักตัว เหมือนเราจะต้องผ่าตัดให้ดูว่าของเราดีจริง แทนที่จะพูดแค่ 10 ประโยคเหมือนชาติอื่น ก็ต้องพูดถึง 30 ประโยค ไหนจะต้องสู้ทางด้านดีไซน์ยังต้องสูู้เรื่องเครดิตและภาพลักษณ์ เรียกว่าออกไปคนเดียวต้องสู้ทุกอย่าง”

นี่เป็นเพียงประสบการณ์บางส่วนที่สุวรรณต้องเจอในฐานะดีไซเนอร์ไทยเมื่อต้องออกงานใหญ่ระดับโลก ณ วันนั้นสุวรรณบอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ และยอมรับให้ได้ เพราะเราก็อยากจะขายของอยาก จะให้ของเราเขาไปอยู่ในตลาดแต่ละประเทศให้ได้ก่อน แม้เขาจะห้ามตีตรา “โยธกา” ห้ามบอกว่า “Made in Thailand” ก็ต้องยอม นอกจากนั้นยังถูกกดดันด้วยสัญญาห้ามบริษัทโยธกาขายสินค้าเองในประเทศที่มีตัวแทนอยู่และบางประเทศก็บีบให้แต่งตั้งตัวแทนได้เพียงเจ้าเดียว ส่งผลให้ยอดขายของโยธกาต้องขึ้นกับตัวแทนมากเกินไป

เพื่อจะกระตุุ้นให้เกิดการแข่งขันในตลาดเดิม แบรนด์ “ปิโย” จึงต้องเกิดขึ้น “ปิโย” เป็นแบรนด์ใหม่ของบริษัทโยธกา โดยสินค้าแบรนด์นี้จะมี concept คล้าย “โยธกา” เพียงแต่มีบุคลิก “young and trendy” จึงเป็นการขยาย product line ของบริษัทไปพร้อมกัน ซึ่งน่าจะส่งผลให้ตัวแทนขายแบรนด์เก่าและใหม่ต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อแข่งขันกันเอง ซึ่งกลยุทธนี้ สุวรรณบอกว่าเป็นผลมาจากการสั่งสมความรูู้ที่ได้จากประสบการณ์ลองผิดลองถูกในการทำแบรนด์ “โยธกา” บวกกับการหาความรู้ด้านบริหารเพิ่มเติม จากการสัมมนาทั้งเรื่องแบรนด์ เรื่องการตลาด จนตกผลึกออกมาเป็นความคิดให้เกิด “ปิโย”

ด้วยเอกลักษณ์ของ “โยธกา” ทั้งวัสดุและดีไซน์ที่เป็นตัวของตัวเอง ประกอบกับจุดยืนในความเป็นตะวันออกผสมความเป็นสากล ควบคูู่กับคุณภาพสินค้า และความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ ในวันนี้โยธกาขายสินค้าไปทั่วโลก และมีตัวแทนกว่า 50 บริษัท ใน 40 ประเทศ ขายสินค้าได้เดือนละ 10 กว่าตู้คอนเทนเนอร์ รายได้เฉลี่ยปีละ 700 ล้านบาท ยิ่งกว่านั้น ม.ล.ภาวิณียังได้รับรางวัล “Oversea Awards of Tokyo Creation Award” จาก Tokyo Fashion Association เนื่องมาจากผลงานวิจัยวันนั้น และชื่อเสียงของ “โยธกา” วันนี้ที่ขจรไกลในตลาดต่างประเทศ

Profile

Name : สุวรรณ คงขุนเทียน
Born : เชียงใหม่
Education :
2519 Bachelor of Fine Arts (Decorative Arts) มหาวิทยาลัยศิลปากร
Career Highlights :
2520-2521 Co-ordinator at Gencon Co.,Ltd. (Saudi Arabia)
2521-2523 Design Assistant at Raja Furniture Co.,Ltd. (Thailand) และได้รับรางวัล Best European Furniture Award จาก International Furniture Fair Colonge, Germany
2523- ปัจจุบัน Managing Partner of Design Basis Pte. Ltd. (Singapore)
2532- ปัจจุบัน Managing Partner & Managing Director of Yothaka Int’l Co., Ltd.
2538- ปัจจุบัน Design Consultant of The Life Shop Pte.Ltd. (Singapore)
ปัจจุบัน วิทยากรพิเศษด้าน “การออกแบบ” ให้กับกรมส่งเสริมการส่งออก
อุปนายกของ “The Design & Objects Association”

ผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส

หุ่นชายแก่ ที่เราเห็น เวลาผ่านร้านเคเอฟซี นั้น คือผู้ก่อตั้งเคเอฟซี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 เขาชื่อว่า ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส เกิดวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1890 มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นลูกชายคนโต เมื่อเขาอายุได้เพียง 6 ขวบ บิดาก็เสียชีวิตทำให้ แม่ต้องทำงาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพียงคนเดียว แซนเดอร์ส ยังเป็นเด็กน้อยอายุ 6 ขวบ ต้องรับภาระเลี้ยงดู น้องชายอายุ 3 ขวบ และน้องสาว ยังเล็กอยู่ เขาต้อง ทำงานบ้านทุกอย่าง รวมถึง ทำอาหารเองด้วย แซนเดอร์ส มีความสามารถในเรื่องนี้มาก จนได้รางวัลชนะเลิศ ในการประกวด ทำอาหารประจำหมู่บ้าน ขณะที่อายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น

…….แซนเดอร์สเริ่มรับจ้างทำงานครั้งแรก เมื่อมีอายุได้ 10 ปี โดยเริ่มจาก การทำงานในฟาร์มใกล้บ้านได้ค่าแรงเพียง เดือนละ 2 ดอลลาร์ และอายุได้ 12 ปี เขาก็ออกจากบ้าน ไปทำงานที่ฟาร์มในหมู่บ้านเฮนรี วิลล์ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตการทำงานหลาย ๆ อย่าง ที่เขาเคยทำ เช่น เป็นนักดับเพลิง ฝึกงานที่ศาล ขายประกัน ขายยาง ทำงานที่สถานีขนส่ง และเมื่ออายุ 47 ปี แซนเดอร์ส ก็เริ่มทำอาหารจำหน่ายที่สถานีขนส่ง ในรัฐเคนตั๊กกี้ ปรากฏว่า อาหารที่เขาทำเป็นที่นิยมมาก แซนเดอร์ส จึงลาออก ไปทำร้านอาหาร หลังจากนั้นอีก 9 ปี เขาได้คิดค้นสูตรการปรุงไก่ทอดด้วยส่วนผสมลับเฉพาะ จากเครื่องเทศ 11 ชนิด และใช้วิธีการทอดไก่แบบพิเศษ เพื่อรักษารสชาติ และความหอมอร่อย ของไก่ทอดไว้ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดไก่ทอด สูตรต้นตำรับ เคเอฟซี แซนเดอร์ส สร้างชื่อให้รัฐ เคนตั๊กกี้มาก ผู้ว่าการรัฐจึงแต่งตั้งให้เขาเป็น “ผู้พันแซนเดอร์ส” เพื่อเป็นเกียรติ

…….จนถึงวันนี้เคเอฟซี ได้ขยายสาขา มากกว่า 29,500 แห่งใน 92 ประเทศทั่วโลก …โดยมี หุ่นจำลองของผู้พันแซนเดอร์ส ตั้งอยู่หน้าร้าน เหมือนเป็น เครื่องรับประกันถึงความอร่อย ของไก่ทอด ตำหรับ KFC COLONEL SANDERS THE LEGENDARY CHICKEN EXPERT

อนุสรณ์แห่งความล้มเหลว

พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ
เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี
ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง

เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน
แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป
เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้

ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว
แต่เขาก็ยัง ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม

เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา
หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)

แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง !
แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด
สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร
ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน
กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา

ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร
แต่เขา    กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา
เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ
เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ
เพราะเขา รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน
เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน
เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว
ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของ
เขา
เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ “ลักพาตัวเธอ!”

แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนก
อยู่บ้าง
แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา

วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย

แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว
เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า
และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต

แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้
พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี

นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้

วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์
( ราวสี่พันบาท)
เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว
ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้
ชีวิต ของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน

เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล
เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป      เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า ” จะฆ่าตัวตาย ”
เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง
นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ    ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม

แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา
เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี    และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่
เหลืออยู่
เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า    เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสัก
อย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้)

เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้
บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร
ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง
ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน
และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา

เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน
สังคมฉบับต่อไปของเขา
ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง

จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงาน
ที่ร้านกาแฟนั้น

เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา

แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส
ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง

ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี
เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ

เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร ์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ
ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น
ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก
ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน

จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ
มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ “สู้ต่อ” หรือ “ยอมแพ้”

สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่เคย ท้อแท้ ลองคิดใหม่ว่าตัวเองก็น่าจะมีดีอะไรสักอย่าง…เหมือนแซนเดอร์ส ชายแก่ผู้สร้างชื่อให้รัฐเคนตั๊กกี้ จนผู้ว่าการรัฐแต่งตั้งให้เขาเป็น”ผู้พันแซนเดอร์ส” เพื่อเป็นเกียรติประวัติ
และวันนี้ KFC ทั้ง โลกกว่า 3 หมื่นร้านในเกือบ 100 ประเทศย่อมบอกชัดเจนว่า แม้จะล้มเหลวมาตลอดชีวิต แต่หากสามารถประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียว..ก็คุ้มค่า

กว่าจะถึงวันนี้……ภาคพิเศษ…จบซะที

กว่าจะถึงวันนี้……ภาคพิเศษ…จบซะที

จังหวะชีวิต…ดวง หรือฝีมือ

ตอนที่แล้วเล่าถึงการจัดการหนี้จำนวนยี่สิบล้านให้ลดลงมาเหลือไม่ถึงสิบล้าน

แล้วก็จังหวะที่ดีที่สุดในชีวิตที่เข้ามาในปี48

จำได้แม่นว่าวันนั้นเป็นวันที่18เมษายน พาหม่าม้าไปเดินเล่นที่เซ็นทรัลลาดพร้าวแล้วมาต่อที่สยามสแควร์

ทุกๆที่ที่ไปเจอคนขายสินค้าตัวนึง มาจากนอก

สายยางเส้นใหญ่
ผลิตในจีน
ขายดีที่ประเทศไทย

มีหลายแบบมาก แวะเข้าไปคุยกะคนขายเพื่อหาข้อมูล

เพราะคิดว่าตัวเราเองน่าจะทำได้

แต่จะทำอย่างไรกับมันดีล่ะ ในเมื่อเป็นสินค้าที่ทำขึ้นมาเพื่อหารายได้
ช่วยการกุศล

คนขายแนะนำให้ทำของก็อป แล้วนำมาขายต่อ ซึ่งราคาดีมาก

กลับมาบ้าน….นั่งคิด นั่งวางแผน

ด้วยความโลภที่มีอยู่ในใจเกือบทุกคน คิดว่าถ้าทำของก็อปก้อดีเนอะ ขายได้แน่ๆ กำไรดี….

อีกใจนึงก้อกลัวเรื่องบาป เพราะเป็นการเบียดบังองค์กรการกุศลต่างๆ(อย่างน้อยก้อทำให้เค้าขายได้น้อยลง)

คุยกะแม่ คุยกะน้อง คุยกะเพื่อน

ต่อสู้กับใจตัวเอง

นอนคิดทั้งคืน…….ตื่นเช้า

ตัดสินใจแล้ว ยังงัยเราก้อไม่ทำของก็อปเด็ดขาด กลัวบาป แล้วก้อจะต้องไม่สบายใจไปตลอดแน่ๆ…..หม่าม้าเห็นด้วย น้องเราทีแรกไม่เห็นด้วยแต่ยอมจำนนด้วยเหตุผล….

แล้วจะทำยังงัยดี โอกาสที่มี เราจะทิ้งมันไปอย่างนั้นหรือโทรหาแอน(น้องที่น่ารักคนนึง….รักมาก) ให้ช่วยทำเว็บไซท์ให้ที ห้ามช้าเด็ดขาด ขอให้เสร็จภายในวันเดียว โดยบอกว่า

“ช่วยพี่หน่อยนะจ๊ะ โอกาสมาถึงแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะฉวยมันได้มากกว่ากัน”

“แอน….ช่วยใส่ด้วยนะว่า…ไม่รับผลิตสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และละเมิดองค์กรการกุศลต่างๆ”

วันที่20เมษายน มีเว็บใหม่เกิดขึ้นมา

http://www.siamwristband.com

ใช่แล้วครับ เปิดขึ้นมาเพื่อรับผลิตWRISTBANDโดยเฉพาะ เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย

โดยตอนนั้นยังไม่รู้ว่าถ้าเราไม่ทำของก็อปแล้วจะมีอะไรให้ทำหรือเปล่า ใครจะสั่งเรา แต่ด้วยการมองการณ์ไกลแล้วโดยส่วนตัวก็ชอบการเสี่ยงอยู่แล้ว(ธุรกิจคือความเสี่ยง)

ปรากฏว่าสิ่งที่เราคิด…เราตัดสินใจ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ออร์เดอร์มาอย่างถล่มทลาย
รับโทรศัพท์แทบจะทุกๆสิบนาที(เรื่องจริง ไม่ได้เปรียบเทียบครับ…)

โดยยังไม่รู้ว่า เราจะทำได้หรือเปล่า ก้อแค่คิดว่า
เราน่าจะทำได้…

ปรากฏว่าคิดผิดครับ….เรื่องแม่พิมพ์ที่ใช้ผลิต ไม่สามารถหาคนที่ทำได้ในเมืองไทย เป็นเรื่องใหม่(ในตอนนั้น) ยากตรงที่จะต้องใส่ตัวอักษรลงไปด้านข้างที่เป็นวงกลม(ถ้าใส่ในแนวราบ…สบายมาก)

รับออร์เดอร์มาแล้วด้วย….

ทำงัยดี……

นัดช่างโมลด์คุยกัน ช่างโมลด์สาม เราหนึ่ง เป็นสี่ ช่วยกันคิด ช่วยกันออกความเห็น
ทดลองกัน โมลด์พังไปไม่รู้เท่าไหร่ ใกล้ถึงกำหนดส่งงานแล้วด้วย

สิบห้าวันผ่านไป จากการทดลอง ลองผิดลองถูก แล้วก้อหาข้อมูลจากเน็ต

เราทำได้…ช่างโมลด์เราทำได้

ทำได้ดีด้วย ทำได้ดีที่สุดในไทย(อันนี้ยืนยันจากผลงาน…ขอโม้บ้างจิ)

อย่างเคยครับ หลังจากนั้นโรงงานอื่นๆก็มีทำได้เหมือนกันเป็นสิบโรงงาน (ยังไม่รวมที่ลูกค้าสั่งที่จีนเองเนื่องจากไม่รู้ว่าที่ไทยทำได้…เจอบ่อยมาก)…แต่งานของที่อื่นไม่สวยเท่าและบางที่วัสดุก็ต่างกัน(ริสท์แบนด์ที่ดีต้องผลิตจากซิลิโคน ไม่ใช่พีวีซีหรือNR)

เราวางตำแหน่งตัวเราให้อยู่สูงจากคนอื่น ราคาของเราแพงที่สุดในประเทศไทย แต่เราก็มีงานมากที่สุดเช่นกัน(ช่วยกันเข้าไปดูเว็บเราหน่อยจิ) แต่ต้นทุนเราก็แพงกว่าคนอื่นจริงๆ

มีก้อแต่WRISTBAND ฉะ เหลิม ไทย นี่แหล่ะทำให้ถูกมาก(ในจำนวนที่สั่ง…แอบกัดน้องอ่ะ)

อีกอย่างที่เราเชื่อก้อคือคำกล่าวที่ว่า ยิ่งให้จะยิ่งได้รับ พอเรามีกำไรจากบริษัทอื่นๆ มีบางที่ติดต่อเข้ามา หลายที่ที่เราทำให้ฟรีเนื่องจากเค้าไม่ได้เอาไปขายเอากำไรแต่เอาไปทำกุศลต่างๆ

ขอขอบคุณ แลนซ์ อาร์มสตรอง นักปั่นจักรยานชาวฝรั่งเศษ ที่ทำให้มีWRISTBAND อุบัติขึ้นในโลก(ถ้ามาเมืองไทย จะพาไปเลี้ยงข้าวนะจ๊ะ)
ขอขอบคุณแอนที่ทำเว็บให้ (ถ้าไม่มีแอนหรือช้าไปวันเดียวคงไม่มีวันนี้ เพราะออร์เดอร์ใหญ่มาหลังจากเปิดเว็บเพียงแค่สองวัน)

ขอขอบคุณ ช่างโมลด์และลูกน้องเราทั้งหมด ที่ทำงานให้เราอย่างไม่รู้จักเหนื่อยและแทบไม่มีวันหยุด

ที่สำคัญที่สุด ขอบคุณหม่าม้าและน้องสาวสุดที่รักที่คอยเป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่ทำกับข้าวมื้อดึก(ตีสองตีสาม)เตรียมไว้ให้ตอนเรากลับจากโรงงาน

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ขอบอกว่าไม่ใช่โชคหรือเพราะแลนซ์ อาร์มสตรองเพียงอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับว่า

เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว คุณฉวยมันไว้ได้แค่ไหน คุณจริงใจกับมันแค่ไหน คุณเร็วแค่ไหน

คุณอดทนแค่ไหนกับปัญหาที่เกิดขึ้น บางครั้งเราต้องเสียน้ำตากับสิ่งที่ได้รับ(เบื้องหลังงาน ไม่ได้สีชมพูอย่างที่บอกหรอกนะจ๊ะ) แต่ผมไม่เคยท้อครับ…

รู้ไว้อีกอย่างนะ…..ผมมีความภูมิใจและรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง

ผมเป็นผู้ถูกเลือกให้เป็นผู้ผลิต
สายข้อมือ

เรารักพระเจ้าอยู่หัว ครับ

……………………………………………………………….

จบแล้วจ้า…ขอบคุณที่อดทนอ่านจนจบครับผม

กว่าจะมีวันนี้……ตอนจบ

กว่าจะมีวันนี้……ตอนจบ

คราวก่อนค้างถึงปี43 มีหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบยี่สิบล้าน…..

เนื่องจากดอกเบี้ยที่มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็การเข้าสู่สงครามการตัดราคา(สินค้าตัวหลัก เดิมขายหน่วยละ50บาท ลดกันลงมาถึง32บาท จะเอารัยไปเหลือ) รวมถึงการไม่ใส่ใจคำนวณกำไรและต้นทุนให้ดี (มัวแต่คิดว่า เอาเหอะ…ยังงัยก็มีกำไร…สุดท้าย..เจ๊ง)

พอรู้ตัว ก็เริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่

อันดับแรกที่เราทำคือ คำนวณต้นทุนการผลิตใหม่แบบวันต่อวันอย่างละเอียด

สอง….วางตำแหน่งสินค้าของตัวเองใหม่ โดยการลดการทำตลาดสินค้าราคาถูก แล้วหันมาพัฒนาคุณภาพสินค้าของตัวเอง โชคดีที่ลูกค้าเห็นดีด้วย (เราสามารถทำราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงกว่า200%)

สาม….หากลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่ม โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่ผลิตงานดีๆมีคุณภาพ (ได้จากตรงนี้เยอะพอสมควร)

สี่….หางานอื่นเสริม ตอนนั้นเหนื่อยมาก กลับไปเริ่มเข้าประมูลขยะโรงงานอีกครั้ง โดยเอารายได้ตรงนี้มาช่วยเรื่องดอกเบี้ย

ห้า….ตรงนี้สำคัญมาก ดอกเบี้ยที่เราแลกเช็คกว่าสิบล้าน ลองมาคิดดูตกเดือนละกว่าสี่แสนบาท
ให้ขยันแทบตาย ก็รอดยาก ทางแก้ตอนนั้นที่ทำคือ

ขึ้นแชร์ครับ เพื่อเอาเงินที่จะต้องเสียดอกเบี้ยมาส่งแชร์แทน(เป็นเท้าแชร์ไม่ต้องเสียดอกครับ) แล้วเอาเงินก้อนที่ขึ้นแชร์นั้นไปจ่ายหนี้โดยเลือกเจ้าที่ดอกแพงสุดก่อน….งงมั้ย
…..ลดดอกไปได้เกือบครึ่ง แต่ต้องมาส่งแชร์เดือนละสามแสนกว่า….

ลูกแชร์ส่วนนึงก็ลูกค้าเราเองแหล่ะครับ…ข้อดีคือยังงัยเค้าก็ต้องซื้อสินค้าจากเราแน่นอน เพราะกลัวแชร์ล้ม…อิอิ ล้อเล่นจ๊ะ(แต่ก็มีส่วนจริง)

เรื่องแชร์นั้น ไม่แนะนำท่านอื่นนะครับ เพราะคุณอาจไม่โชคดีเหมือนเราที่ได้ลูกแชร์ดีๆทั้งนั้น ….ไม่งั้นคุณอาจเจ็บกว่าเดิม

หลังจากใช้วิธีดังกล่าว ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หนี้ก็ลดลงเรื่อยๆ(อย่างช้าๆ)

จนผ่านไปสี่ปี สิ้นปี47 หนี้สินเราลดลงเหลือไม่ถึงสิบล้าน

ทั้งหมดนั้น ส่วนนึงมาจากการที่เราเป็นคนอัธยาศัยดีต่อลูกค้า แล้วก็จริงใจต่อเจ้าหนี้ รักษาเครดิตตัวเองสุดชีวิต(ตรงนี้โคตรเหนื่อยเลย คิดดูสิ วันๆ ไปกู้นายก. มาจ่ายนายข. พอเช็คนายข.ผ่านก็กู้นายข.ใหม่ ไปจ่ายนายค. วนไปวนมาทำนองนี้แหล่ะ….งงป่ะ)

เราไม่เคยเอาเปรียบใคร
ไม่เคยโกงใคร (แต่โดนโกง…หลายครั้ง)
มองคนในแง่ดี(น้องสาวเราบอก…ดีเกินไป)
แล้วก็โชคดี ที่ลูกค้าค่อนข้างเอ็นดูเรา (เราถือว่าเด็กที่สุด ที่เป็นเจ้าของกิจการเองในวงการ)

………………………………………………………………..

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=teepink&month=11-2005&date=09&group=1&gblog=11

กว่าจะมีวันนี้ 3

กว่าจะมีวันนี้……3

……..จะไปหาเงินที่ไหน…ตั้งล้านห้าแสน

ตอนนั้นถือว่าเป็นเงินที่มาก มากเกินกว่าที่คิดว่าจะหาได้ภายในเวลายี่สิบวัน

…..เล่าให้เพื่อนๆฟัง ปรากฏว่า

….คุณแม่เพื่อนให้ยืมมาห้าแสน
….ผจก.เอไอเอให้ยืมมาอีกห้าแสน
….เพื่อนๆที่มหาลัยประมาณสามแสนกว่าๆ

ยังคงเหลืออีก…แสนกว่าๆ แสนสุดท้ายนี่แหล่ะ

….ลำบากที่สุด

…..เชื่อมั้ย
เพื่อนๆในกลุ่มทุกคน เอาทองของตัวเองที่มีอยู่ไปขายกัน แล้วรวบรวมเงินมาให้เรายืม
(คิดถึงตอนนี้ทีไร…..น้ำตามันพาลจะไหลทุกครั้ง)

ก็สำเร็จ ไปไถ่ที่คืนมาได้ แล้วเอาไปเป็นหลักทรัพย์กู้เงิน นำมาใช้คืนเพื่อนๆ เราก็ค่อยๆผ่อนกับธนาคารไป

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้ครั้งแรก

ยังครับ….ยัง หนี้แค่นั้นยังไม่พอ

พอเรียนจบมหาลัย หลังจากบวชแล้ว(คิดว่าถ้าทำงานต่อคงไม่มีโอกาสบวชแน่ๆ)
…..ก็มาคิดว่า

…..ยางที่เราเอาไปส่งที่โรงงานต่างๆนั้น ช่วยลดต้นทุนได้ดี ทำไมไม่เปิดโรงงานเองซะล่ะ

เริ่มต้นทำโรงงานจากเงินเจ็ดแสน ปีรุ่งขึ้นขยายเป็นสิบเอ็ดล้าน

ตอนนั้นปี2538 เดือนกันยายน เริ่มเปิดโรงงานยางของตัวเอง ใช้เงินทุนเจ็ดแสนบาท มีเครื่องอัดยางเก่าๆ(มือสอง)อยู่สองตัว เครื่องรีดยางหนึ่งตัว

ออร์เดอร์ดีมาก ทำตลอดยี่สิบสี่ชม.ก็ยังไม่ทัน แถมยังได้รับคำชมจากลูกค้า รวมถึงผู้ใหญ่ในวงการก็เอ็นดูพากันบอกว่าเราเป็นเด็กหนุ่มไฟแรง ประกอบกับมีความมั่นใจในตัวเองสูง..สูงมาก

….ตัดสินใจขยาย ลงทุนสั่งเครื่องเพิ่มเติม

….ลงทุนเพิ่มเป็นสิบเอ็ดล้านในปี2539

….คงสงสัยว่าเอาเงินที่ไหนมาลงทุน
ยืมครับ ยืมเพื่อนๆในกลุ่มที่เคยช่วยกันมา (เป็นการก่อหนี้ครั้งที่สอง)
….ตอนนั้นคิดว่าตัดสินใจถูกต้องแล้ว ทุกอย่างดูดีมาก แต่

ดีได้ปีเดียว

ปี2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อนๆที่ให้ยืมเงินโดนก่อนเลยครับ(ส่วนใหญ่อยู่ในวงการก่อสร้าง..)
…ก็เลยจำเป็นจะต้องหาเงินไปคืนเพื่อน…

แลกเช็คครับ เป็นครั้งแรก ดอกเบี้ยร้อยละ2ถึง3บาทต่อเดือน (ประมาณสามปี ก็จะทบต้น)แล้วก็ตั้งวงแชร์ มือละแสนบ้าง ห้าหมื่นบ้าง….

>……ตอนนั้นเสียดอกเบี้ยเดือนละสามแสนกว่า(ขอสารภาพว่า ….ขาดทุนครับ ทุกเดือน)

อีกทั้งเกิดสงครามราคา มีการลดราคากันเพื่อแย่งลูกค้ากัน เราก็สู้….(นั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอีกอย่างของเราในการทำธุรกิจที่ผ่านมา)

….มาคิดดูตอนนี้ ดูยังไงก็ไม่น่ารอดมาได้

….ทำไงหรือครับ….ถึงผ่านพ้นมาได้ จนมีวันนี้

………………………………………………………………..

ตอนนั้นตื่นเช้ามาไม่ต้องทำอะไรกันหล่ะ แค่คิดว่าจะไปหาเงิน ไปแลกเช็คที่ไหน เพื่อเอามาหมุน

…..แต่เราจะรักษาเครดิตสุดฤทธิ์ ยังไงเราก็จะไม่ยอมให้เช็คเด้ง……เด็ดขาด (เป็นข้อดี..และทำให้มีทุกวันนี้ได้)

เพราะมัวแต่หมุนเงิน ทำให้ไม่มีเวลานึกถึงและตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริง อีกทั้งเครดิตดี ทำให้สามารถหาเงินมาถม มาหมุนได้เรื่อยๆ….กว่าจะรู้ตัว

ปี43…เรามีหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ
ยี่สิบล้าน

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=teepink&month=11-2005&date=09&group=1&gblog=11