อายตนะ 6

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ข้าศึกตีวงล้อมเราอยู่ทั้ง ๖ ทิศ มันหมายพิชิตแย่งเอาอิสระของเรา หากเราไม่ใช้กำลังศรัทธาพละ,วิริยพละ,สติพละ,สมาธิพละ,ปัญญาพละ ยอมสละชีพเพื่อความอยู่รอดของตนแล้ว มีหวังเป็นทาสของข้าศึกอย่างแน่นอน ข้าศึกอย่างที่ว่านี้ถึงชนะมันแล้วก็อย่าได้วางใจ ข้าศึกภายในมันเข้าลักษณะที่ว่า ไส้เกิดเป็นหนอน คนสนิทคิดขบถได้ง่ายกว่าคนอื่นไกล ชนะเพราะเห็นตามเป็นจริงแล้วอย่าได้ประมาทว่า จะได้ไม่หลงเห็นผิดอีก ข้อนั้นจะไม่สมหวังตลอดไป เพราะใจเป็นของเบากลับกลอกได้ง่าย อนึ่งใจที่เราปฏิวัตินั้นมันได้หลงใหลในอารมณ์มานานแสนนาน การที่ใจกลับกลอกหลงใหลไปสู่สภาพเดิมเป็นของง่าย เหมือนน้ำไหล

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย อารมณ์ที่เข้ามาทางทวาร ๖ เปรียบเหมือนข้าศึกของใจ ที่หวังจะแย่งเอาความสุขสงบของผู้มีความสงบอยู่แล้ว ผู้ต้องการจะชิงชัยเอาชนะก็คือสติโดยใช้ปัญญาอันคมกล้าเป็นอาวุธในยุทธสนามอันกว้างศอกยาววาหนาคืบนี้เอง ใจเป็นผู้หลง ใจก็ต้องเป็นผู้แก้ความหลงของตนเอง ใจจึงต้องรับหน้าที่ต่อต้านกับความหลงอย่างหนัก การปฏิวัติความหลงของใจให้เกิดปัญญาเห็นตามเป็นจริง มิใช่ของทำง่าย จำต้องใช้ความพยายามอย่างพลีชีพ เป็นทหารหาญเอาเยี่ยงอย่างพระบรมครูของเราจึงจะชนะได้ ถึงเราชนะความหลงใหลแล้ว อายตนะทั้ง ๖ อันเป็นช่องทางให้ใจเกิดความหลงก็คงยังเป็นอายตนะแลอยู่ร่วมกันกับผู้ชนะนั่นเอง คนสนิทคิดขบถย่อมทำได้ง่ายกว่า คนอื่นไกลเป็นไหนๆ มันจะเข้ากับหลักที่ว่าไส้กลับกลายเป็นหนอน คิดว่า “ผู้เอาชนะแล้วจะไม่แพ้อีก” ข้อนั้นจะไม่สมหวังตลอดไป ใจเป็นของกลับกลอกได้ง่ายแล้วก็

เคยหลงใหลเข้าใจผิดมานานแสนนาน กว่าที่เราจะมาปฏิวัติให้เห็นชัดของจริงตามเป็นจริงจึงเป็นของทำได้ยาก เมื่อผู้ชนะแล้วจึงไม่ควรประมาทด้วยประการทั้งปวง

ให้เห็นอารมณ์ที่เข้ามาในทวารทั้ง ๖ ว่าจะเป็นภัยคุกคามแก่ความสงบสุของใจอยู่เสมอ ในหลักปฏิบัติท่านสอนให้เจริญ “วสีห้า” คือ ให้ชำนาญในการพิจารณาอารมณ์ ไม่ว่าอารมณ์ใดๆ ใกล้ไกล หยาบละเอียด ให้พิจารณาให้ได้ให้เห็นชัดเหมือนกันหมด ๑ ให้ชำนาญในการเข้าจิต คือเข้าฌาน-สมาธิให้ได้ในอิริยาบทใด อยู่ในสถานที่ใดก็ให้เข้าให้ได้ทุกขณะ ๑ ให้ชำนาญในการตั้งอยู่ของจิต คือเมื่อจิตเข้าฌาน-สมาธิได้แล้ว จะให้จิตนั้นตั้งอยู่ในขั้นใดภูมิใด ช้านานสักเท่าไรก็ได้ตามประสงค์ ๑ ให้ชำนาญในการตรวจตราชั้นภูมิของจิตทั้งของตนแลของคนอื่น ๑ ให้ชำนาญในการถอนจิต คือจิตเข้าถึงฌาน-สมาธิแล้ว เวลาจะถอนออกจากนั้นมา ให้รู้จักลักษณะอาการนั้นๆ ของจิต มิใช่เวลาจะถอนปุ๊บปั๊บถอนออกมาเลย ๑

ผู้ชำนาญในวสีห้านี้ ฌาน-สมาธิของผู้นั้นจะไม่มีเสื่อมเลย พระพุทธองค์จึงทรงตรัสย้ำว่า “ภาวิตา พหุลีกตา อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ” แปลว่า ท่านทั้งหลายจงทำให้มาก เจริญให้ยิ่ง จึงจะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ เพื่อความดับทุกข์ดังนี้ คือพระองค์ประสงค์ว่า ทั้งผู้ที่กำลังเจริญอยู่ก็ดีหรือผู้ที่เจริญเป็นไปแล้วก็ดีในกรรมฐานหรือฌาน-สมาธิ-วิปัสสนาใดๆ ก็ตาม ไม่ให้ประมาท จงพากันเจริญอยู่เสมอๆ เพราะสิ่งที่จะยั่วยวนชวนให้เราหลงใหลมีอยู่รอบตัวในตัวของเรานี้ตลอดกาล

ถ้าผู้ใดมาเห็นว่าตัวของเราทั้งหมดพร้อมด้วยสิ่งแวดล้อม ตกอยู่ในภายใต้ของกามคุณห้า จะทำอย่างไรๆ ก็เอาชนะมันไม่ได้ ไปไม่พ้นแล้ว ผู้นั้นชื่อว่า “เป็นผู้ยอมแพ้แล้วแต่ยังไม่ทันออกสู่สนาม” ถ้าผู้ใดมาเห็นว่า การรักษาอายตนะทั้ง ๖ เป็นการยุ่งยากลำบากมาก ผู้นั้นได้ชื่อว่า “กำลังต่อสู้กับข้าศึกอยู่ ชัยชนะมอบไว้ให้แก่กาลเวลาในอนาคต” ถ้าผู้ใดมาเห็นว่า อายตนะทั้ง ๖ เรารู้เท่าเข้าใจตามความเป็นจริงแล้ว อารมณ์ทั้ง ๖ เราเอาชนะมันได้แล้ว ผู้นั้นได้ชื่อว่า “ใกล้อวสานแห่งการแพ้ต่อข้าศึกอยู่แล้ว ความหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เข้าทุกวินาที”

หลวงปู่เทส เทสรังษี