10 คาถารักษาธุรกิจครอบครัว โดยปิยะ ซอโสตถิกุล

Link

10 คาถารักษาธุรกิจครอบครัว โดยปิยะ ซอโสตถิกุล

 

Prev

1 of 3

Next

updated: 16 พ.ค. 2555 เวลา 20:55:20 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

 

ทำไมทายาทธุรกิจจึงต้องมี 10 คาถา รักษาธุรกิจครอบครัว

ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตอธิบายว่า การรักษาธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน คือการที่ธุรกิจสามารถสืบทอดต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นได้ โดยไม่ต้องปิดหรือเลิกกิจการ ซึ่งใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายๆ คือ “ไม่เจ๊ง ไม่ล้มละลาย ไม่โดนเทคโอเวอร์ หรือไม่โดนควบรวม” โดยไม่จำเป็นว่าลูกหลานต้องเป็นเจ้าของ 100%

 

สำหรับบริษัทใหญ่ๆ บางแห่ง ลูกหลานของตระกูลอาจถือหุ้นรวมกันแล้วไม่ถึง 20% แต่ต้องนั่งเป็นผู้บริหาร เป็นกรรมการ หรือเป็นผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ เพราะหากสมาชิกในครอบครัวยังมีหุ้นอยู่ในบริษัทบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ได้นั่งเป็นผู้บริหารหรือมีสิทธิ์กำหนดนโยบายเลย แม้บริษัทนั้นๆ จะยังใช้ชื่อของตระกูลอยู่ แต่ก็ไม่อาจนับว่ารักษาธุรกิจของครอบครัวเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน

 

สาเหตุที่ทำให้ผมต้องเขียนหนังสือ“10 คาถารักษาธุรกิจครอบครัว” ขึ้นมามีอยู่ 3 ประการครับ

เหตุผลที่ 1 ตามสถิติแล้วโอกาสที่ธุรกิจครอบครัวจะจบลงในมือของทายาทรุ่นต่อๆ ไปมีสูงมาก

 

ธุรกิจครอบครัวที่มีการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นนั้น เมื่อไปถึงรุ่นลูกหรือรุ่นหลานแล้ว พบว่าจำนวนที่เหลือรอดอยู่จะลดลงมาก โดยเมื่อมาถึงมือทายาทรุ่นที่ 2 ธุรกิจจะเหลือรอดอยู่ประมาณ 30% ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีอยู่ 100 บริษัท ทายาทรุ่นที่ 2 จะทำให้เจ๊งไปในรุ่นของตัวเองประมาณ 70 บริษัท และพอมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ก็จะเหลืออยู่แค่ 10 บริษัท เท่ากับว่าผ่านไป 3 เจเนอร์เรชัน เจ๊งไปแล้ว 90%

 

หากจะนับช่วงเวลาในการบริหารธุรกิจของแต่ละรุ่นก็ให้ตีไปประมาณรุ่นละ 20-25 ปีครับ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจครอบครัวที่มีอายุ 60 ปีก็พอประมาณได้ว่าบริหารต่อกันมาราว 3 รุ่น

 

นับไปนับมาจะพบว่าเมื่อผ่านไปสัก 4 เจเนอร์เรชัน บริษัทที่มีโอกาสเหลือรอดจะมีอยู่เพียง 5 บริษัทจาก 100 บริษัทเท่านั้นเอง พูดง่ายๆ คือ “อาก๋งทำมาดี  อาตี๋อาหมวยมาทำเละ” จากสถิตินี้จะเห็นว่ามีโอกาสสูงมากที่ธุรกิจของเราจะไม่ยั่งยืนต่อไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน

 

สถิตินี้มีการเก็บกันทั้งฝั่งโลกตะวันออกและตะวันตกครับบอกได้เลยว่าไม่ต่างกันมาก และเหตุผลที่ไปไม่รอดก็จะคล้ายๆ กันด้วย (จุดที่แตกต่างกันที่จะทำให้ธุรกิจฝั่งตะวันตกไปไม่รอด เพราะมีอัตราการเทคโอเวอร์สูงกว่าฝั่งตะวันออก เนื่องจากหลายบริษัทของเขาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้การซื้อขายกิจการดำเนินการได้ง่ายกว่า)

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครที่สามารถรักษาธุรกิจไว้ได้หลายต่อหลายรุ่นและยิ่งเจริญก้าวหน้ามาโดยตลอดนะครับอย่างเช่น วอลล์มาร์ท (Walmart) ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้มีอายุถึง 49 ปีแล้ว และลูกๆ ของผู้ก่อตั้ง คือ นาย Sam Walton ก็ถูกจัดอันดับเป็นกลุ่มคนที่รวยที่สุดในโลกติด TOP 20 ในปัจจุบัน (อันดับ 1 เป็นคนแม็กซิกัน ชื่อ Carlos Slim เป็นเจ้าพ่อธุรกิจโทรคมนาคม ส่วนอันดับ 2 คือ Bill Gates ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟ แต่ผมขอไม่ลงรายละเอียดนะครับ)

ถ้าเกิดว่าคุณลองนำทรัพย์สินของลูกๆ ในตระกูล Walton มาคิดรวมกันล่ะครับ คิดว่าผลจะเป็นอย่างไร ตระกูลนี้มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน หากเอามูลค่าทรัพย์สินของแต่ละคนมารวมกัน จะมีมูลค่ามหาศาลแซงเบอร์ 1 ทันที (Carlos Slim มีทรัพย์สินประมาณ 76 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ 4 คนนี้มีหุ้นอยู่ในบริษัท Walmart คนละกว่า 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมแล้วมีทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 96 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ฉะนั้นหากจะบอกว่าตระกูลที่รวยที่สุดคือตระกูล Walton ก็คงไม่ผิด ปัจจุบันนี้วอลล์มาร์ทอยู่ในการบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท

 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือซอสพริกทาบาสโก(Tabasco) ซึ่งก่อตั้งในรัฐหลุยเซียนา ทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นที่ตั้งของเมืองนิว ออร์ลีนส์ ผู้คนในแถบนั้นจะชอบทานอาหารรสจัดกันมาก บริษัทนี้อยู่มาถึง 143 ปีแล้ว และปัจจุบันอยู่ในการบริหารงานของรุ่นหลาน จุดเด่นของทาบาสโกที่ผู้คนจดจำกันได้ทั่วโลกนั้น นอกจากรสชาติแล้วก็เห็นจะเป็นขวดขนาดเล็กคอยาวๆ ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณทวดผู้ก่อตั้ง โดยมีที่มาจากในยุคแรกเริ่ม ขวดที่ใช้บรรจุซอสนี้เป็นขวดแบบเดียวกับที่ใช้บรรจุน้ำหอมผู้ชาย (Cologne) นั่นเอง ปัจจุบันชื่อตระกูลผู้ก่อตั้ง McLlhenny ก็ยังอยู่บนฉลากด้วย ลองเช็คดูได้ครับ

 

อีกธุรกิจที่ทุกคนต้องร้องอ๋อ คือกางเกงยีนส์ลีวายส์ (Levi’s) ของครอบครัวแฮสส์ (Hass) สำหรับธุรกิจนี้เป็นน้องทาบาสโกแค่ 1 ปีเท่านั้น ตอนนี้มีอายุ 142 ปีแล้ว ต้นกำเนิดมาจากตัวเจ้าของธุรกิจรู้สึกเบื่อมากที่กางเกงที่ใส่มักจะขาดบ่อยๆ เลยคิดค้นกระดุมหรือหมุดทองแดงเล็กๆ มาติดอยู่ตามขอบรอยต่อของชิ้นส่วนผ้า เช่น กระเป๋ากางเกง ไอเดียนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และถือว่าเป็นนวัตกรรมชั้นเลิศจนสามารถจดเป็นลิขสิทธิ์และใช้ได้คนเดียวถึง 30 ปี กางเกงชนิดนี้มีความทนทาน โดนใจกลุ่มคนที่ต้องใช้แรงงานในแถบแคลิฟอร์เนียเป็นอย่างมากจนขายดิบขายดี ก่อนจะพัฒนามาเป็นกางเกงยีนส์แฟชั่นในปัจจุบัน รุ่นดังๆ เช่น Levis 501 หรือรุ่นที่แพงมากๆ ก็ Levis 501 ขลิบแดง (ส่วนตัวผมมองว่าแค่เอาด้ายสีแดงมาเย็บเพิ่ม ไม่รู้ว่าดีกว่ากันตรงไหน แต่ราคาแพงกว่ารุ่น 501 ถึง 2 เท่าทีเดียวครับ)

ส่วนใครที่ชอบขับรถเท่ๆ ต้องรู้จักรถพอร์ช (Porsche) เจ้าของเขาก็มีนามสกุล Porsche บริษัทสัญชาติเยอรมันนี้มีอายุ 80 ปีแล้ว ส่วนบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นค่ายยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Toyota ซึ่งจริงๆ นามสกุลของเขาคือ Toyoda ก็มีอายุ 74 ปีแล้ว ประธานคนปัจจุบันคือ Mr. Toyoda เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งบริหารงานได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในบางปีสามารถทำรายได้สูงกว่าคู่แข่งค่าย GM จากอเมริกาเสียอีก

 

มาดูธุรกิจครอบครัวที่อินเดียกันบ้าง หลายคนรู้ว่ามีรถยนต์ยี่ห้อทาทา (Tata) แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วบริษัทนี้เป็นเครือบริษัทที่ใหญ่มากและประกอบธุรกิจมากมาย มีพนักงานเป็นแสนคน ทำทั้งรถยนต์ ผลิตเหล็ก เรียกว่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และถือเป็นบริษัทใหญ่ในธุรกิจเหล็กติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก นอกจากนี้ยังทำธุรกิจเทเลคอม โรงไฟฟ้า เทรดดิง เรียกว่าเป็น Conglomerate หรือเครือข่ายบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของโลก ถึงวันนีมีอายุ 140 กว่าปีแล้วครับ

 

มาถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทางกันบ้าง สำหรับบริษัทปืนบาร์เรตต้า (Baretta) บริษัทผลิตปืนเล็กๆ แห่งนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์อิตาลี ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 485 ปีแล้ว ปืนของเขาใช้กันในหมู่ตำรวจทั่วโลกครับ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาที่หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหารใช้กันมากที่สุด

 

ส่วนธุรกิจครอบครัวที่อยู่ได้ยาวนานและน่าทึ่งที่สุดในโลก คงต้องยกให้กับโรงแรมโฮชิ (Hoshi) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังครองตำแหน่งโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และในปัจจุบันยังบริหารงานโดยคนในตระกูลเดียวกันกับบรรพบุรุษที่เป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 717 มีสิริอายุ 1,294 ปี (ตอนนี้ ผมคิดว่านี่คือธุรกิจครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแล้วครับ ก่อนหน้านี้เคยมีบริษัทก่อสร้างในญี่ปุ่นที่อายุมากกว่า แต่ว่าถูกเทคโอเวอร์ไปเรียบร้อยแล้ว)

 

 

โรงแรมแห่งนี้ผ่านการบริหารงานโดยทายาทรุ่นต่างๆ มาแล้วถึง 46 เจเนอร์เรชัน เรียกว่าอยู่มาตั้งแต่สมัยซามูไรเลยทีเดียว ถ้าใครเคยพักโรงแรมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เรียกว่า “เรียวกัง” คงพอจะนึกออก ตัวโรงแรมเป็นเหมือนกับบ้านตระกูลใหญ่ของญี่ปุ่นในสมัยก่อน ห้องแบบญี่ปุ่นปูเสื่อทาทามินอนบนฟูก ทานข้าวบนโต๊ะเตี้ย และนั่งบนเบาะรองนั่งกับพื้น เมื่อถึงเวลาอาหารจะมีพนักงานใส่ชุดกิโมโนมาเสิร์ฟอาหารให้ทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็น ส่วนด้านนอกมีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติแบบที่เรียกว่าออนเซน (Onzen)  โฮชิเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ราคาที่พักแพงมาก ประมาณ 20,000 บาทต่อคืน ใครสนใจอยากลองไปพักสามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ของทางโรงแรมได้ครับ โรงแรมดูสวยงาม ทันสมัย แต่ยังมีกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น มาคิดดูแล้วผมก็ไม่รู้ว่ามีกี่ธุรกิจครอบครัวที่สามารถรักษาให้อยู่เกิน 1,000 ปีได้ อาจจะเหลือที่นี่แค่แห่งเดียวแล้วก็ได้ครับ ซึ่งทายาทตระกูลโฮชิคงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

ในกรณีนี้ ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ฟลุคครับ ที่เขาอยู่มาได้หลายรุ่นแสดงว่ามีวิธีการบริหารทั้งทางด้านธุรกิจและครอบครัวซึ่งแตกต่างจากธุรกิจครอบครัวอื่นๆที่อยู่ได้เพียงไม่กี่รุ่น ผมหวังว่าท่านจะได้ประโยชน์จากการนำคาถาทั้ง 10 ที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ เพราะบริษัทที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ต่างก็เป็น “Expert” ตัวจริงในการใช้คาถาทั้ง 10 ข้อนี้กันทั้งนั้น

 

เหตุผลที่ 2 ตำราที่สอนให้ “รวย” มีเยอะแล้ว แต่ที่สอนให้ “รอด” ยังไม่ค่อยเห็น

ในยุคนี้คุณจะทำอะไรก็สามารถหาหนังสือมาอ่านได้หมดครับ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรอยู่ หรือคิดจะเริ่มธุรกิจใหม่ จะเป็นตัวแทนขายสินค้าหรือนักลงทุน ผมก็เห็นว่ามีหนังสือคู่มือสอนให้รวยออกมาเยอะแยะ มีทั้ง “เขาหาเงินแบบไหนถึงได้รวย” “ให้เงินทำงานแทนเรา” “ลงทุนอย่างชาญฉลาด” ชื่อหนังสือแต่ละเล่มฟังดูจะเร้าใจชวนให้อ่าน ประมาณว่ารวยเร็ว รวยทางลัด รวยล้นฟ้า รวยแบบเถ้าแก่ รวยแบบเจ้าสัว วางแผนให้รวยข้ามชาติ ฯลฯ มีทั้งเล่มที่คนไทยเขียนหรือเป็นหนังสือแปลก็มี

 

ตรงนี้ผมมองว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ เพราะคิดดูว่าถ้านักเขียนกลุ่มนี้เขาเก่งจริงแล้วทำไมจะต้องมาจบแค่การเขียนหนังสือ ทำไมไม่ไปลงมือทำธุรกิจของตัวเองให้รวยเสียเลย

 

จริงๆ แล้วบางคนที่เขียนหนังสือเหล่านี้ ผมก็พอรู้จักอยู่บ้างนะครับ บางคนก็เป็น NPL หรือมีหนี้เสีย เรียกว่าข้ามชาติจริงๆ เพราะจากบุคคลธรรมดาข้ามชาติมาเป็นบุคคลล้มละลายเลย ดังนั้นหากคิดจะอ่านหนังสือเหล่านี้ก็ต้องระวังกันนิดหนึ่งครับ เพราะไม่แน่ใจว่าคนเขียนบางคนรู้จริงหรือเปล่า มีประสบการณ์ที่ทำให้ตนเองรวยอย่างที่เขียนไหม

ยิ่งพอได้อ่านๆ ไปในบางจุดผมยังอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นผมจะไม่แนะนำให้เจ้าของธุรกิจทำแบบนั้น เพราะถ้าทำไปแล้วจะมีโอกาสจนมากกว่ารวยน่ะสิครับ

 

อ้อ ในฐานะที่เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ (แม้จะเป็นการเรียบเรียงมาจากการบรรยายก็ตาม) ผมก็ต้องออกตัวด้วยว่า สิ่งที่ผมบรรยายก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผล 100% นะครับ บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างที่เขาว่าการอ่านแล้วนำไปปฏิบัติมีความเสี่ยง ท่านควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ ขอให้จำไว้ด้วยนะครับ

 

ส่วนหนังสือประเภทที่เป็นชีวประวัติคนดัง คือคนที่ทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จ คนที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาได้ด้วยความลำบาก คนที่เริ่มต้นมาจากศูนย์ อย่างเช่น Jack Welch, Warren Buffet, Steve Jobs, คุณชิน โสภณพนิช, คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี, คุณธนินท์ เจียรวนนท์, คุณเฉลียว อยู่วิทยา ฯลฯ ว่าเขามีความเป็นมาอย่างไรกว่าจะรวย เขามีวิสัยทัศน์ มีแนวคิด มีการกำหนดกลยุทธ์อย่างไร พออ่านดูแล้ว พบว่าสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ มีความขยันหมั่นเพียร มีความอดทนสูง ซึ่งถือว่าทุกคนเก่งมากครับ

 

อ่านไปอ่านมาผมก็สังเกตเห็นว่า ทำไมประวัติคนที่ทำธุรกิจแล้วเจ๊งถึงหาอ่านไม่ได้เลย  ไม่เห็นมีใครนำมาเขียน ไม่มีใครมาเล่าให้ฟัง ว่าคนเราผิดพลาดกันได้อย่างไร แล้วมีวิธีแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรบ้าง

 

อย่างตอนที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ก็มีกรณีศึกษาเป็นตัวอย่างในห้องเรียนมากมาย และส่วนใหญ่ก็เป็นกรณีของบริษัทหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น เท่าที่เรียนมา ผมว่าใน 1,000 กรณีศึกษา จะมีสัก 10 กรณีที่มีประวัติว่าทำแล้วเจ๊ง ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ นั่นคงเพราะไม่มีใครหรอกที่อยากบอกว่าตัวเองบริหารงานแล้วเจ๊ง และบริหารอย่างไรถึงเจ๊ง นั่นสิครับ ถ้าเขาเกิดบริหารแล้วรวย ประสบผลสำเร็จ เขาจึงจะอยากบอกเล่า อยากโฆษณาให้คนได้รู้กันมากๆ

 

ฉะนั้นการที่เราจะได้เรียนรู้จากธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จจึงถือว่าเป็นโอกาสดีที่หาได้ยากมากจริงๆอย่างที่เรารู้กันว่าการเรียนรู้จากความผิดพลาดมีประโยชน์มากมายมหาศาล เพราะเราจะจำได้ขึ้นใจ ยิ่งพลาดครั้งใหญ่ก็ยิ่งจำได้ขึ้นใจและไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก นั่นคือการ Learn from Mistake ครับ

 

 

 

 

เหตุผลที่ 3 ทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่จบปริญญาสูงๆ มักหลงทางกันเยอะ

จากประสบการณ์ที่ผมได้เจอมาด้วยตัวเอง ต้องบอกเลยว่าทายาทรุ่นใหม่ๆ มักมีความคิดที่เรียกว่า “ร้อนวิชา” เพราะเขาได้ไปเรียนมาเยอะ ได้ไปเรียนมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศ เรียนด้านบริหารธุรกิจ ด้านการเงิน การตลาด ด้านวิศวะหรือด้านเศรษฐศาสตร์

 

แล้วเขาได้ไปเรียนอะไรกันมาบ้างครับ เขาเรียนมาว่า การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีปัจจัยหลักๆ สัก 10-15 ข้อ หรือที่เรียกว่า “Key Success Factors” ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่การันตีว่าถ้าเราทำได้ตามนี้แล้ว จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

 

ผมขอลองยกตัวอย่างบางปัจจัยนะครับ เช่น

อันดับแรก – ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทุกตำราจะบอกไว้ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จคุณต้องมีวิสัยทัศน์ หรือ Vision

อันดับสอง – ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี มีเป้าหมาย กำหนดกลยุทธ์ให้ชัดเจน ต้องรู้จักตลาดและคู่แข่ง ต้องเริ่มทำ SWOT Analysis ก่อนเลย

อันดับสาม – สินค้าหรือบริการต้อง Differentiate สินค้าต้องมีความแตกต่าง มีความแปลกใหม่ มีนวัตกรรม (Innovation) ต้องบอกได้ว่าสินค้าของคุณดีกว่าคนอื่นยังไง แตกต่างจากคนอื่นยังไง สิ่งนี้จะบอกก็ได้ว่าสินค้าของคุณมีการกำหนดจุดยืนที่ชัดเจน (Positioning) มีการเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญ

อันดับสี่ – กล้าคิด กล้าตัดสินใจ คนที่อยากรวยหรืออยากประสบความสำเร็จ ต้องมีภาวะการเป็นผู้นำสูง มีโอกาสปุ๊บก็ต้องทำเลย

อันดับห้า – ต้องเป็น First Mover คือเราต้องแนะนำสินค้าที่แปลกใหม่นั้นเข้าสู่ตลาดก่อนคู่แข่งขันจึงจะได้เปรียบคนอื่น

อันดับหก-  ต้องมีเทคโนโลยี มีความทันสมัย ใช้ IT เข้ามาช่วยในการบริหารงานเพื่อลดและควบคุมต้นทุน รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความผิดพลาดและยังเป็นที่รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์

นอกจากนี้ยังต้องมีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจทำงาน ไม่เกี่ยงงาน มีความรับผิดชอบสูง ฯลฯ  (ยังมีอีกหลายหัวข้อ เช่น ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการ ต้องมีภาวะการเป็นผู้นำที่ดี ต้องใช้คนให้เป็น ต้องสามารถจูงใจลูกน้องได้ รับฟังความคิดเห็นและอะไรอีกมากมายที่พวกคุณเคยได้ยินมาแล้ว)

 

สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ปัจจัยพวกนี้เป็นสูตรสำเร็จที่ใครๆ ที่ประสบความสำเร็จเขาบอกว่าทำแล้วดีนะครับ ลองอ่านประวัติคนที่รวยทั้งหลายที่เขาเขียนกันว่าก่อร่างสร้างตัวมาอย่างไร ทำไมถึงบรรลุเป้าหมาย รับประกันว่ามีปัจจัยเหล่านี้อยู่ด้วย

ทีนี้เราลองมามองกันอีกแง่หนึ่งบ้าง ถ้าหากคุณทำตามปัจจัยเหล่านี้แล้วเจ๊งล่ะ? ลองนึกดูว่าธุรกิจเดียวกันนี้ ระหว่างคนที่ทำแล้วสำเร็จกับคนที่ทำแล้วไม่สำเร็จ คุณจะเรียกผู้ประกอบการพวกนี้ว่าอย่างไร

 

ยกตัวอย่างเช่น หากมีคนคิดทำธุรกิจรับบริการจัดงานศพ ถ้าทำแล้วประสบความสำเร็จ เราก็จะบอกว่าเขาเก่งจริงๆ มีวิสัยทัศน์ (Vision) เข้าใจเลยว่าการจากไปของคนบางคนนั้นมันกะทันหันมาก แค่ความโศกเศร้าก็จะรับไม่ไหวแล้ว ไหนจะต้องวิ่งหาวัด นิมนต์พระสงฆ์ การจัดเตรียมอาหาร ดูแลการตกแต่งดอกไม้ การถ่ายภาพในงาน จัดทำของแจกในวันเผา ถ้ามีคนมาช่วยดูแลให้ทั้งหมดก็คงจะดีไม่น้อย คล้ายๆ กับ Wedding Planer แต่เป็น Funeral Planer แทน มีบริการที่แตกต่าง เป็น First  Mover มีนวัตกรรม

 

หากปรากฏว่าการเริ่มธุรกิจนี้ไม่ประสบความสำเร็จล่ะ อาจเป็นเพราะที่วัดมีบริการนี้อยู่แล้ว การประสานงานก็ง่าย ราคาไม่แพง แล้วใครจะมาจ้าง หรือจะด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม (จริงๆ แล้วขอเฉลยว่าธุรกิจนี้มีหลายคนได้ลองทำแล้วครับ แต่ยังไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จสักราย) คราวนี้ลองมาดูซิว่าผลงานครั้งนี้ของคุณจะทำให้คนมองยังไงบ้าง

อย่างข้อแรก จากที่ใครๆ จะมองว่าคุณเป็นคนมีวิสัยทัศน์ (Vision)  ถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมา เขาก็จะมองว่าคุณเป็นคนเพ้อฝัน (Dreamer) คิดไปได้ยังไงเนี่ย

 

หรือข้อที่ 3 จากที่เขาจะชมว่าบริการคุณมีความแตกต่าง มี Differentiate และมี Innovation ถ้าคุณทำเจ๊ง เขาก็จะบอกว่า บริการคุณไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคเลย ศึกษาวิเคราะห์กันมายังไงเนี่ย ไม่มี Market Analysis เหรอ

 

 

 

 

 

เห็นไหมครับว่าสิ่งที่ทำลงไปเหมือนๆ กันนั้น คนจะมองอย่างไรมันวัดกันตรงที่คุณประสบความสำเร็จหรือไม่เท่านั้น ถ้าคุณประสบความสำเร็จเขาจะเรียกแบบหนึ่ง แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเขาก็จะเรียกอีกแบบหนึ่ง ง่ายๆ แบบนี้เองครับ

 

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ อีกข้อครับ เดี๋ยวนี้คนไทยชอบเลี้ยงสุนัขมากขึ้น ที่เมืองนอกก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าเขาเลี้ยงสุนัขกันจริงจัง รักมากเหมือนลูก มีร้านอาหารสำหรับสุนัข มีสวนสาธารณะสำหรับสุนัข หลายคนทำธุรกิจหากินกับสุนัขจนรวย คนไทยเอาบ้างเลยครับ แถวๆ ถนนสุขุมวิทใจกลางเมือง พวกคนมีสตางค์เปิดเป็นร้านอาหารแถมมีคุกกี้พิเศษสำหรับสุนัข มีสระน้ำสำหรับให้สุนัขว่ายน้ำได้

 

นี่ไงครับ Differentiate นี่ไงครับนวัตกรรม (Innovation) แถมยังเป็น First Mover อีกด้วย ปรากฏว่าทำได้ไม่ถึง 6 เดือนก็เจ๊งครับ ไม่มีสุนัขที่ไหนไปเลย บางคนมองย้อนกลับไปแล้วบอกว่าคิดไปได้ยังไง เหมือนพวกเพ้อฝัน แต่คิดดูสิครับ ถ้าเกิดธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมา รับประกันจะมีแต่คนบอกว่า โอ้โห คนนี้มีวิสัยทัศน์นะ รู้ได้ไงว่าคนไทยรักสุนัขกันขนาดนี้

สรุปว่าการวางแผนหรือกำหนดกลยุทธ์แนวทางการทำงาน ถ้าสำเร็จก็คงบอกว่ามองได้ทะลุ รอบครอบ รู้จักคู่แข่ง แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะมีสารพัดจุดอ่อนให้เขาว่าได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนไม่เป็น ไม่ครอบคลุม มีช่องโหว่เยอะ ฯลฯ

เรื่องความกล้าตัดสินใจก็เหมือนกันครับ หากคุณกล้าตัดสินใจในเรื่องที่หลายคนอาจมองว่าไม่พร้อมแล้วเกิดประสบผลสำเร็จ คนๆ นั้นก็จะกลายเป็นคนที่มีกึ๋น มีภาวะผู้นำ แต่ถ้าไม่สำเร็จขึ้นมาก็กลายเป็นว่า โอ้โห คนอะไรทำไมบุ่มบ่าม ไม่คิดให้รอบคอบ ไม่รับฟังความคิดเห็นคนอื่น ใจร้อน กลายเป็นคุณไม่มีการไตร่ตรองที่ดีหรือ Poor Judgment

และถ้าคุณตัดสินใจลงทุนในระบบ IT ซึ่งดีมากๆ แต่ลงทุนไปแล้วเกิดไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่คุ้มคราวนี้จะบอกว่าอย่างไรดีครับ ผมเคยเห็นบางคนที่ขนาด iPhone ยังใช้ไม่เป็น แต่ลงทุน IT มูลค่ามหาศาลอย่างระบบ ERP (ERP มาจาก Enterprise Resource Planning เป็นระบบที่มีราคาแพงมากและคนใช้กันเยอะมากครับ โดยระบบสามารถเชื่อมต่อทุกอย่างถึงกันได้หมด ตั้งแต่เปิดบิลไปถึงระบบคลังสินค้าและบัญชี) แล้วตัว CFO เองยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นเลย ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะใช้งานระบบได้อย่างคุ้มค่า ถ้าเป็นแบบนี้เราก็อาจจะถูกมองว่าเป็น Over Invest  หรือลงทุนเกินตัวแต่ไร้ประสิทธิภาพได้ครับ

 

หรือถ้าคุณเป็นคนทำงานหนัก เป็นคนขยัน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ แล้วแบบนี้คนอื่นเขาจะยกย่องคุณหรือไม่ ลองนึกดูง่ายๆ ระหว่างลูกน้องที่ฉลาดแต่ทำงานน้อยกับลูกน้องที่ไม่ฉลาดแล้วทำงานหนัก คุณจะเลือกใครครับ? ผมขอบอกว่าพวกที่ไม่ฉลาดแล้วยังทำงานหนักนี่อันตรายนะครับ พวกไม่ฉลาดแล้วไม่ค่อยทำงานยังไม่เป็นไร เพราะยิ่งเขาทำงานมาก เราก็ยิ่งต้องเหนื่อยตามแก้ไข บางงานดึงมาทำเองยังจะเร็วกว่า ดังนั้นถ้าคุณทำงานหนักแต่ไม่มีผลงาน อาจจะโดนตำหนิว่าทำงานไม่เป็นหรือ Work Hard แต่ไม่ Work Smart ก็ได้ครับ

 

ฉะนั้นสรุปว่าทฤษฎีที่เราเรียนมาทั้งหมดนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำแล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร ถ้าผลที่ได้คือสำเร็จ เขาก็จะชมว่าคุณทำทุกอย่างได้ดีไปหมด ถูกต้องตามหลักทฤษฎีเป๊ะเลย แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม คุณก็จะถูกมองว่าทำไม่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำก็เหมือนๆ กัน

 

ฉะนั้น แม้ว่าสิ่งที่เราได้ไปร่ำเรียนมามากมายจะทำให้เราร้อนวิชาก็ตาม แต่ก็ต้องดูว่าจะนำมาใช้อย่างไรด้วย เพราะหากใช้ไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจังหวะ ช่วงเวลา หรือทำการศึกษาข้อมูลมาไม่ดีพอ แผนงานไม่ละเอียดรอบคอบ ไม่มีการเตรียมแผนสำรอง แล้วผลลัพธ์นั้นต่างจากที่คาดการณ์ไว้ ผลก็จะกลับตาลปัตรอย่างที่ผมบอกนี่ล่ะครับ

 

สรุปง่ายๆ จาก 3 ประเด็นเหตุผลที่ผมกล่าวมาคือ (1) การรักษาธุรกิจครอบครัวให้สืบทอดต่อไปได้นั้นทำได้ยาก และในแต่ละรุ่นจะมีผู้ประกอบการหลายรายที่ต้องช้ำใจกับการที่ได้เห็นธุรกิจของตนเองล่มสลายไป (2) ส่วนข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไปก็เน้นแต่เรื่องการทำธุรกิจให้รวย ซึ่งฟังดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใช่ว่าคนส่วนมากจะนำมาปฏิบัติจนสำเร็จได้ (3) มิหนำซ้ำพอรุ่นหลังๆ ได้รับการศึกษาสูงๆ ได้เรียนทฤษฎีใหม่ๆ ก็ไม่หวนคิดว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตการทำงานหรือไม่ สถานการณ์ไหนควรนำมาใช้ ต้องปรับปรุงแนวความคิดหรือวิธีการอย่างไร ถ้าใช้ผิดใช้ถูกก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ธุรกิจเจ๊ง

 

ดังนั้นผมเชื่อว่าการแนะนำว่า “จะทำอย่างไรเพื่อรักษาธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน” น่าจะมีประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจมากกว่า และ 10 คาถาต่อไปนี้ รับประกันว่าใช้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ใครที่ปฏิบัติได้ครบ รับรองว่าจะยิ่งมีโอกาสสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้อีกนานครับ

 

10  คาถา รักษาธุรกิจครอบครัว

ในบทนี้เราจะมาเข้าเรื่องของ 10 คาถากันนะครับ ในแต่ละคาถานั้นผมจะเขียนเรียบเรียงจากเหตุผลหรือสิ่งที่มักทำให้นักธุรกิจหรือทายาทธุรกิจตัดสินใจผิดพลาดก่อนผมขอเรียกว่า “หลุมกับดัก” แล้วกันครับ แล้วผมจึงจะบอกว่า “หายนะที่จะเกิดขึ้น” คืออะไร มากหรือน้อยแค่ไหน และมีอะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ใกล้ตัวเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันยิ่งขึ้น (ในหนังสือเล่มนี้ กรณีศึกษาที่หยิบยกมาจะมีเยอะและหลากหลายมาก ก็อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อนนะครับ ผมเชื่อว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือจาก Case Study ย่อมดีกว่าเรียนรู้จากทฤษฎีหรือคำสอนเพียงอย่างเดียว) และสุดท้ายผมจะบอกให้ว่าต้องทำตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้เราตัดสินใจผิดพลาด หรือหากพลาดไปแล้วเราจะมีวิธีหาทางออกอย่างไร พูดง่ายๆ คือ “แนวทางแก้ไข” นั่นเอง

 

Key Success Factor

Key Success Factor องค์ประกอบของคนสำเร็จ
จากผลวิจัยของคนที่ประสบความสำเร็จเป็นร้อยๆ คน ในเวลาสิบปีนั้น เขาบอกว่ามีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง
อันดับแรก…คุณจะต้องมีเป้าหมาย สิ่งที่คุณทำนั้นจะต้องมีความหมายลึกลงไปในจิตใจของคุณ
มีอยู่คนหนึ่งเขาเป็นซีอีโอของ Wipro ซึ่งดังมากในอินเดีย เขาบอกว่าความสำเร็จก็คือการสร้างสัมพันธภาพที่ยืนยงคงกระพัน และก็สนองผู้อื่น (Success is about Building Lasting Relationship and Serving Other)
…Secret Life of Goal หรือ “ชีวิตลับของเป้าหมาย” นั่นคือเป้าหมายโดยตัวของมันเองนั้นมีชีวิตด้วยเหมือนกัน…
การตั้งเป้าหมายนั้นมีความสำคัญมาก การตั้งเป้าหมายในชีวิตเปรียบเสมือนการผจญภัย เราไม่มีทางทราบหรอกว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้น…เราจะสามารถไปถึงได้รึเปล่า?
ก็เหมือนกับการผจญภัยซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจะไปถึงหรือไม่และระหว่างทางจะเจออะไร และต้องเปลี่ยนเส้นทางกี่ครั้ง
เวลาเราตั้งเป้าหมายแล้วเราไม่เป็นตัวของตัวเอง…เป้าหมายนั้นก็มิใช่เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคุณ
เราชอบไปดูความสำเร็จของคนอื่น ไปเลียนแบบความสำเร็จของคนอื่น อยากรวย อยากเด่น อยากดัง แต่จริงๆ แล้วตัวตนจริงๆ ของคุณอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น
คุณอาจจะเป็นคนสมถะ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
คุณไม่อาจจะไปเอาคุณทักษิณ คุณธนินท์ คุณเจริญ ฯลฯ มาเป็นต้นแบบ แล้วเอาเป้าหมายของเขามาเป็นเป้าหมายของตัวเอง
…ซึ่งไม่ใช่ ไม่อยากให้คุณเป็นแบบนั้น
ฝันให้ไกล ไปให้ถึง เป้าหมายที่เราตั้งไว้ เราต้องไปให้ถึง
แต่ถ้าเป้านั้นไกลเกินเอื้อมก็จะทำให้คุณไม่พึงพอใจในชีวิตเลย
เพราะว่าเป้าหมายโดยตัวของมันเองนั้นสามารถที่จะสั่งการความสำเร็จได้…
…บางทีเราตั้งเป้าหมายโดยที่ตั้งเพื่อคนอื่น เช่น เพื่อพ่อแม่ เพื่อวงศ์ตระกูล ไม่ใช่เพื่อตัวเรา
แต่เป้าหมายควรจะตั้งขึ้นเพื่อตัวเรา
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เป้าหมายนั้นก็ควรจะเพื่อสังคมที่คุณอยู่ด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นเป้าหมายที่ตั้งขึ้นเพื่อตัวคุณเองเท่านั้น สังคมสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร…ไม่สนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอำนาจ วาสนา เป้าของคุณจะต้องแคร์สังคมด้วยเป็น Green Goal ไม่ใช่ว่าคุณประสบความสำเร็จแต่ผลนั้นก็ตามมาด้วยการที่คนอื่นนั้นต้องพังทลายไป
ยกตัวอย่าง แจ็ค เวลช์ เวลาที่พูด ถึงแจ็ค เวลช์ คนเขาก็จะเบื่อกันมาก เพราะว่าพูดถึงแต่ความสำเร็จในรอบ 20 ปีของเขา
…แต่ก็มีสิ่งหนึ่งทีต้องนึกถึงเขาก็คือ เขาพูดถึงกลยุทธ์การตั้งเป้าหมายไว้ว่า “จะต้องเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ในธุรกิจที่จะเข้าไป ถ้าไม่ได้จะต้องขายเลย”
…ในตอนหลังเขาก็ตั้งคำถามกับแนวคิดนี้เหมือนกันว่า “จำเป็นหรือไม่ที่เอาส่วนแบ่งการตลาดเป็นตัวตั้ง…”
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากการที่เขาถูกยั่วยุ (Provoke)
เหตุการณ์มีอยู่ว่า..บริษัท GE นั้นเขาจะมีคนที่มาเยี่ยมชมตลอด แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งมีนายพลทหารอาวุโสได้รับเชิญมาที่
ศูนย์ฝึกอบรมของจีอี
หนึ่งในบรรดานายพลเหล่านั้น เขาได้ยืนกรานว่า เป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดซึ่งต้องเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ในทุกๆ ธุรกิจที่จีอีเข้าไปนั้นเป็นข้ออ้างที่จะทำให้บริษัทจีอีออกมาจากตลาดนั้นได้ง่าย
แจ็ค เวลช์ ได้ยินอย่างนี้ก็ช็อกเลย
นายทหารคนนั้นก็ยังบอกอีกว่า… “ใครก็แล้วแต่ ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์หน่อยจะรู้วิธีการนิยามตลาดเพื่อจะให้ตัวเองได้เป็นที่หนึ่งได้” (Anyone with a little creativity could describe the market so narrowly that you could become No.1)
นั่นก็คือคุณรู้จักวิธีแยก (Segment) ตลาดให้มันเล็กลง…เราก็เป็นที่หนึ่งได้แล้ว
ยกตัวอย่าง เช่น เราจะเป็นที่หนึ่งในการผลิตเก้าอี้ที่มีที่วางแขนเป็นรูปโค้ง หรือเบาะที่ทำจากหนังกระต่ายซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องหยุมหยิม และเป็นเรื่องของการนิยามให้มันแคบลง…
…แจ็ค เวลช์ ก็เลยบอกว่า “ผมก็รู้ทันทีว่าคุณจะกำหนดเกมในระบบนั้นอย่างไร” (I suddenly to see how you could game that system)
เป็นที่ยอมรับกันเลยว่าแนวความคิดที่บอกว่า การที่เป็นที่ 1 หรือที่ 2 ในเรื่องของมาร์เก็ตแชร์ในธุรกิจที่เข้าไปก็เพื่อต้องการที่จะออกจากอุตสาหกรรมได้ง่ายนั้น ความคิดนี้ได้ตีเข้าแสกหน้าของ แจ็ค เวลช์ เข้าอย่างจัง


“ทำวิกฤติให้เป็นโอกาสอย่างไร?”

คำว่าโอกาสนั้นไม่ใช่ว่าจะหมายความถึง การ ”ฉวยโอกาส” ซึ่งมีความหมายคล้ายกับการฉกฉวยโอกาสในขณะที่ผู้อื่นกำลังเผลอ หรือกำลังเดือดร้อน

คำว่าโอกาสนั้นไม่ใช่ว่าจะหมายความถึง การ ”ฉวยโอกาส” ซึ่งมีความหมายคล้ายกับการฉกฉวยโอกาสในขณะที่ผู้อื่นกำลังเผลอ หรือกำลังเดือดร้อน แต่ความหมายของคำว่า “โอกาส” ของผมเกี่ยวกับการทำวิกฤติเป็นโอกาสนั้นเป็นบวกกับตัวเองและต่อผู้อื่นด้วย

เวลาคนเราประสบวิกฤติส่วนใหญ่มักจะคิดลบกับวิกฤตการณ์นั้น เช่น วิกฤตการณ์อย่างนี้เราคงแย่ หรือธุรกิจคงแย่ สังคมคงแย่ ฯลฯ ซึ่งคิดแบบนี้ส่วนใหญ่จะหาโอกาสไม่พบ หรือถ้าหาได้ก็จะหาได้แต่เป็นโอกาสเล็กๆ แต่ถ้าเราเชื่ออย่างเต็มที่ว่าในวิกฤตินั้นมีโอกาส เราจะเป็นคนที่หาโอกาสนั้นพบในไม่ช้า และจะประสบความสำเร็จจากโอกาสนั้นๆ

คนเป็นจำนวนมากที่เจริญร่ำรวยมาจนทุกวันนี้เริ่มจากชีวิตที่ลำบาก แต่คนเหล่านี้ไม่ย่อท้อ ไม่ทอดอาลัยตายอยาก ไม่ดูถูกตัวเองว่าทำอะไรก็ไม่เป็นหรือทำอะไรไม่ได้ และคนเหล่านั้นมักจะประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ แต่คนที่เริ่มจากฐานะที่ยากจนและบอกตัวเองว่าเราคงไม่มีทางเจริญ หรือร่ำรวยหรอกเพราะเราการศึกษาน้อย เราไม่มีเงินสนับสนุน ไม่มีทุน ก็มักจะจนไปตลอดชีวิตหรือถ้าจะมีฐานะดีขึ้นแต่ก็ไม่มาก

ตัวอย่างของวิกฤตการณ์คงจะเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงนี้ และถ้าเราใช้ช่วงเวลานี้ในการใช้ความคิดเยอะๆ ว่า เราจะทำอะไรให้ตัวเราประสบความสำเร็จในช่วงวิกฤตการณ์ โดยที่ไม่คิดว่ามันยาก มันท้อ มันเป็นไปไม่ได้ เราก็จะหาเจอในไม่ช้า ในกรณีตกงาน ก็ต้องคิดว่าเราจะหางานใหม่ได้และได้เปลี่ยนไปทำงานใหม่ จะได้ประสบการณ์ที่ดีและเจริญขึ้นอีก หรือจะได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เช่น เป็นเจ้าของกิจการ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ถูกกระทบโดยเศรษฐกิจโลกน้อย คนที่ตกงานส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากที่บริษัทนั้นต้องเลิกกิจการ แต่อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากที่บริษัทต้องลดกำลังคนและต้องคัดเอาคนที่มีความสำคัญน้อยต่อบริษัทออกไปก่อน ฉะนั้น พนักงานที่ถูกตัดออกต้องคิดว่าเราจะสร้างตัวเองให้มีความสำคัญในงานต่อไปที่เราทำได้อย่างไร หรือเราจะสร้างอนาคตใหม่ที่ดีให้กับตัวเองโดยต้องเชื่อว่า เรามีความสามารถ มีพลังที่จะทำได้ การวาดภาพอนาคตที่ดีของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ตามที่ได้วาดฝันไว้ และเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จหลังวิกฤตการณ์นั้นมีมากและเราจะเป็นคนหนึ่งในนั้น

ในกรณีเป็นเจ้าของกิจการในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ต้องคิดว่ากิจการของเราต้องดำเนินต่อไปได้ ธุรกิจของเรามีจุดเด่นพิเศษและเอาจุดเด่นนั้นมาทำให้เกิดประโยชน์ และมีโอกาสขยายตัวด้วยเพราะเราให้ความเอาใจใส่ในงานของเรามากขึ้น ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำพนักงานบริษัทมีแนวโน้มที่จะร่วมมือมากขึ้นด้วย

ในกรณีเป็นธุรกิจส่งออก ก็ต้องคิดหาทางที่ทำให้ผู้สั่งซื้อจากต่างประเทศไม่ยกเลิกออเดอร์เรา เพราะเรามีการสื่อสารและสัมพันธภาพที่ดีกว่าบริษัทคู่แข่งของเรา เราส่งสินค้าให้เขาตรงเวลาและคุณภาพสินค้าที่เราส่งไปก็มีการควบคุมคุณภาพเป็นอย่างดี ฉะนั้น ผู้ซื้อจากต่างประเทศต้องไม่ยกเลิกออเดอร์เราอย่างแน่นอน

แต่ถ้าในกรณีที่เขายกเลิกออเดอร์ของเรา ก็อาจจะหมายความว่าเราสู้คู่แข่งของเราไม่ได้ในเรื่องการสื่อสารและสัมพันธภาพ และการตรงต่อเวลารวมทั้งคุณภาพของเราสู้คู่แข่งไม่ได้ ก็ต้องคิดพิจารณาว่าเราจะสู้คู่แข่งของเราได้อย่างไร และถามผู้ซื้อว่าเขาไม่ซื้อกับเราเพราะอะไร และเจรจาขอให้เขาเพิ่มออเดอร์ให้เรา และที่สำคัญคือในอนาคตอย่ามีลูกค้าน้อยรายเกินไป ควรมีลูกค้าหลายรายและจากหลายประเทศด้วย

ประเทศไทยยังมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งภูมิอากาศของเราก็ดีกว่าประเทศอื่น และเรายังมีระบบการบริหารประเทศที่ดีกว่าประเทศอื่นในโลกอีกมาก คนที่ยังไม่เคยออกนอกประเทศก็ขอให้พิจารณาข้อคิดของผม และคนที่เคยออกไปดูงานต่างประเทศก็อย่าไปเทียบประเทศไทยกับประเทศที่เจริญกว่าทางด้านวัตถุอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักที่สุดอยู่ในขณะนี้

The Secret สูตรลับ “ความสำเร็จ” องค์กรมือรางวัล

The Secret สูตรลับ “ความสำเร็จ” องค์กรมือรางวัล

ถ้าไล่ย้อนกลับไปนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 จนปัจจุบันมกราคมปี 2552 นับเป็นปีทองขององค์กรธุรกิจไทย

ในการปักธงด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR) บนเวทีระดับโลกและระดับภูมิภาคในการคว้ารางวัลด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

องค์กรเหล่านี้ถือเป็นองค์กรที่อยู่ในลีก “ผู้นำด้าน CSR”

แม้ว่า “รางวัล” อาจจะไม่ใช่เป้าหมายปลายทางสูงสุดของคนและองค์กรธุรกิจที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้

แต่การได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติและเวทีชั้นนำในระดับประเทศย่อมสะท้อนนัยสำคัญบางประการของ ความสำเร็จ

ความสำเร็จที่แม้จะมีแนวทางในการทำงานที่แตกต่าง หากแต่ในเวลาเดียวกันกลับมีจุดร่วมบางประการ และเป็นจุดร่วมที่ “ประชาชาติธุรกิจ” เชื่อว่า เป็นเสมือนสูตรลับความสำเร็จในการปรุงแต่ง CSR ภายในองค์กรให้ได้รับการยอมรับ

ปรัชญาแห่งความรับผิดชอบ

ถ้าจะสังเกตบรรดาองค์กรมือรางวัลด้าน CSR จะเห็นว่าแทบจะทุกองค์กรมีรากฐานของการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าวันนั้นอาจจะยังไม่มีคำว่า CSR ด้วยซ้ำ

เหมือนอย่างที่ “อดิเรก ศรีประทักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญาของท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์ ที่วางไว้ว่า การทำธุรกิจจะต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินของทุกๆ ประเทศที่เข้าไปลงทุน โดยจะต้องสร้างประโยชน์ 3 ประสานในทุกๆ แผ่นดินที่เปิดโอกาสให้ ซี.พี.เข้าไปทำธุรกิจ นั่นคือต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหรือผู้บริโภคในประเทศนั้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทและพนักงานทุกคน ซึ่งเราจะวัดน้ำหนัก ให้ความสำคัญของสามส่วนนี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งสะท้อนภาพความเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อสังคมของเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน

หัวใจอยู่ที่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

และทุกองค์กรที่ความรับผิดชอบต่อ “ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย” (steakholders) ถือเป็นหลักสำคัญในการทำ CSR ในองค์กร เช่น “บางจากฯ” มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ โดย “บางจากฯ” ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในคู่มือนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตามหลักสำคัญในการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ขณะที่ “เมอร์ค” มีมุมมองในการทำ CSR โดยเอาใจใส่ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยทำในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยไม่เพียงดึงพนักงาน ลูกค้า เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอาสาสมัคร ยังให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างมูลนิธิรักษ์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยผสมผสานการช่วยเหลือทั้งในแง่ของ งบประมาณและการแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงการแบ่งปันองค์ความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ องค์กรที่สนใจในการทำ CSR อย่างไม่มีปิดบัง

จัดโครงสร้างองค์กรด้าน CSR ที่นำไปสู่แนวปฏิบัติ

ในการขับเคลื่อนแต่ละองค์กรจะไม่มีสูตรในการจัดโครงการองค์กรที่จะนำไปสู่ความรับผิดชอบในแบบเดียวกัน อาทิ เอสซีจีที่มีเป้าหมายการ

พัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมี CSR เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการไปถึงเป้าหมาย โดยจะมีคณะกรรมการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ที่มีกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธาน ยังมีคณะกรรมการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในระดับกลุ่มธุรกิจแต่ละกลุ่มธุรกิจที่เอสซีจีมี ไปจนถึงคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืนระดับบริษัท ซึ่งมีการทำงานอย่างสอดคล้องกันที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล

ขณะที่เมอร์คซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีโครงการซับซ้อนมากนัก จึงมีการก่อตั้งฝ่าย CSR ที่ขึ้นตรงกับกรรมการผู้จัดการบริษัท โดยทำหน้าที่ประสานและสร้างการมีส่วนร่วมโดยมีทีมที่เรียกว่า “แคร์ คอร์ ทีม” (Care Core Team) ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ มาเป็นแกนหลักในการร่วมขับเคลื่อน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงการองค์กรแบบใด ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกหน่วยขององค์กรเพราะ CSR ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

กระบวนการที่เริ่มจากข้างใน

ที่ “บางจากฯ” วัฒนา โอภานนท์อมตะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านบริหารเทคโนโลยีและสารสนเทศ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ที่บางจากเราเน้นการทำ CSR ภายในกระบวนการดำเนินธุรกิจ (CSR in process) เป็นสำคัญ และแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม (CSR after process) ควบคู่กันไป

โดยจะมองว่าสามารถเข้าไปยังพื้นที่ไหน และประเด็นทางสังคมใดได้บ้าง ตัวอย่างที่เห็นการเชื่อมโยงกับสังคมที่เป็นที่คุ้นเคยคือการส่งเสริมการขายด้วยการแจกไข่ หรือผลผลิตของชาวบ้านซึ่งเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและผลจากราคาน้ำมันที่สูงในช่วงที่ผ่านมาทำให้เราหันมาเน้นในเรื่องพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นผลกระทบที่สังคมทุกส่วนจะต้องได้รับในอนาคต”

ว่าด้วยงบประมาณ

ในด้านงบประมาณ จากการสำรวจจะพบว่าแต่ละองค์กรจะมีการตั้งงบประมาณที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะไม่มีการกำหนด งบประมาณที่ชัดเจน เช่น กำหนดสัดส่วนกำไร แต่จะใช้วิธีการในการนำเสนอโครงการและพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการมากกว่า โดยองค์กรผู้นำด้าน CSR ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับโจทย์ของประสิทธิผลและความยั่งยืนของโครงการเป็นสำคัญ เช่นที่ “มัทนา เหลืองนาคทองดี” ที่ปรึกษาด้านสื่อสารองค์กรของ “เอสซีจี” เคยบอกว่า “รูปแบบในการเข้าไปช่วยเหลือสังคมของเอสซีจี คือเราไม่ได้เอาเงินไปช่วย เราไม่ได้เป็นผู้ให้ แต่เป็นเหมือนพาร์ตเนอร์ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่เราเดินออกมา แล้วเขาจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน”

สร้างการมีส่วนร่วม

บนเวที The Global CSR Summit Awards “ไฮน์ซ ลันดาว” อดีตประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการของเมอร์ค ประเทศไทย กล่าวไว้ในสุนทรพจน์บนเวทีวันนั้นว่า “ผมขออุทิศรางวัลนี้ให้กับพนักงานและลูกค้าของเมอร์ค ประเทศไทยที่ให้การ สนับสนุนเมอร์ค ประเทศไทย เป็นอย่างดีมาโดยตลอดผ่านโครงการพนักงานและลูกค้าอาสาสมัคร” เพราะว่ากันว่าปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของการขับเคลื่อน CSR ของเมอร์ค (ประเทศไทย) มีหัวใจอยู่ตรงนี้
โดยในวัตถุประสงค์ 4 ประการของการทำ CSR ประกอบไปด้วย
1.การช่วยเหลือสังคมไทย
2.การสร้างความผูกพันกับลูกค้าและพนักงาน
3.เป็นบริษัทที่ห่วงใย และ
4.สามารถสร้างความแตกต่างกับคู่แข่ง

ซึ่งที่ผ่านมาจากการได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรมาทำงานร่วมกันผ่านงานอาสาสมัคร ผลสำรวจของลูกค้าและพนักงานที่มีอัตราเพิ่มขึ้นในระดับ 80% ต่อการที่บริษัทเป็นบริษัทที่แสดงความใส่ใจสังคม

และนี่คือสูตรที่ไม่ลับขององค์กรซึ่งประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อน CSR ของไทยที่เต็มไปด้วยหลักคิดที่ลำพังเพียงขนาดขององค์กรไม่ใช่คำตอบ !!

“คิดบวก” เพื่อสร้างโอกาสในวิกฤต

“คิดบวก” เพื่อสร้างโอกาสในวิกฤต

สถานการณ์ที่น่าตกใจของโลกตอนนี้ คือ การปลดคน เพื่อความอยู่รอดขององค์กรอย่างเช่นค่ายรถยนต์ไม่เพียงแต่โตโยต้า นิสสันเท่านั้นที่ปลดพนักงาน ค่ายอื่นๆ ก็พร้อมใจกันลดพนักงานเพื่อความอยู่รอดขององค์กรกันเป็นทิวแถว

ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ แม้จะมีการประเมินกันว่า อาการไม่รุนแรงเท่ากับปี 2540 แต่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจำเป็นต้องตระหนักรู้ว่า วินาทีนี้ชีวิตตอนนี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนพยายามค้นหาคำตอบกันอย่างขะมักเขม้นในชั่วโมงนี้จึงหนีโจทย์ใหญ่ที่ว่าทำอย่างไรถึงจะเป็น คนสุดท้ายที่ถูกเลิกจ้าง ?

นักบริหารทรัพยากรมนุษย์นาม “ณรงค์วิทย์ แสนทอง” ชี้ว่า ต้องมองวิกฤตในมุมบวก

เขาเห็นว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในปีนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของทั้งพนักงานและองค์กร

เรามักจะได้ยินคำว่า “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” อยู่บ่อยๆ ในสถานการณ์วิกฤตขององค์กรก็เช่นเดียวกัน เราน่าจะใช้วิกฤตนี้สร้างผลงานให้กับตัวเองและถือโอกาสสร้างความประทับใจให้กับผู้บริหาร

เนื่องจากในช่วงวิกฤตมักจะมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แถมจำนวนคนก็เหลือน้อยลง ดังนั้นควรหาโอกาสเข้าไป ช่วยเหลืองานคนอื่น อาสาเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาองค์กร เข้าไปช่วยทำ ในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเราโดยตรง

เพราะคนทำงานบางคนทำงานในตำแหน่งที่ไม่สำคัญอะไรมากนัก แต่คน คนนั้นอาจจะมีความรู้ ความถนัดหรือมี เครือข่ายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาองค์กรในยามวิกฤตได้

ตัวอย่างเช่น ตอนที่มีการปิดสนามบิน มีบริษัทแห่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องการส่งสินค้าออกไปต่างประเทศด่วนมาก องค์กรนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะไม่เคยเจอปัญหานี้มาก่อน แต่โชคดีที่มีช่างซ่อมบำรุงอยู่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในบริษัท เป็นคนพื้นเพอยู่ทางภาคใต้ติดกับชายแดนประเทศมาเลเซีย โดยตำแหน่งหน้าที่แล้วช่างคนนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการส่งสินค้าออกเลย แต่ปรากฏว่าช่างคนนี้ขออาสาสมัครที่จะติดต่อเพื่อนและญาติทางภาคใต้ให้ช่วยติดต่อบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ จนทางบริษัทสามารถส่งสินค้าออกไปต่างประเทศผ่านประเทศมาเลเซียได้ตามที่ลูกค้าต้องการได้

เหตุการณ์นี้ทำให้ช่างซ่อมบำรุงคนนี้มีชื่ออยู่ในใจของผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปอีกนาน

“คนเราไม่ค่อยตระหนักถึงการออกกำลังกายถ้ายังไม่เจ็บป่วย ไม่รู้รสชาติของความยากจนถ้ายังมีกินอยู่ เช่นเดียวกันกับคนทำงานยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการพัฒนาตัวเองถ้ายังมีงานทำมีเงินเดือนกินอยู่”

ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจน่าจะเป็นโอกาส ที่ดีที่เราจะได้ส่องกระจกตัวเอง เพื่อดูว่าเรายังมีความรู้ความสามารถเรื่องใดบ้างที่ต้องพัฒนา หรือถ้าเกิดตกงานจะเอาอะไรไปแข่งกับผู้สมัครคนอื่น

ดังนั้นต้องใช้ช่วงวิกฤตสร้างแรงใจ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เพื่อใช้เป็นภูมิคุ้มกันการถูกเลิกจ้างและเพื่อเป็นบันไดก้าวสู่ความก้าวหน้าในอาชีพต่อไป

เรียกว่าต้องขู่ตัวเองเสมอว่า “ถ้าเรา ไม่พัฒนาตัวเอง เราอาจจะถูกเลิกจ้าง ถ้าเราไม่พัฒนาตัวเอง เราอาจจะไม่ก้าวหน้าในอาชีพการงาน”

“ต้องใช้วิกฤตในการพัฒนาตนเอง สร้างผลงาน ปรับกระบวนการคิด ทลายกำแพง กระโดดลงไปช่วยพาองค์กรผ่านพ้นวิกฤต อย่าคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ ใช้ศักยภาพของตัวเองให้คุ้ม มองหา อาชีพอื่นสำรองไว้”

ในด้านขององค์กรนั้น ระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สามารถจะตัดเนื้อร้ายทิ้ง เพราะช่วงเวลาปกติจะไปตัดใครออกก็ลำบาก อาจโดนฟ้องร้องได้ แต่ตอนนี้ทุกคนรับรู้เหมือนกันว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจไม่ดี

“สถานการณ์เช่นนี้คนที่โชคดีที่สุด คือ คนที่มีบุญเก่า มีผลงานในอดีต”

แต่คนที่ไม่อยู่ในสถานะเช่นนั้น ต้องประเมินสถานการณ์แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เราเรียกว่าวิกฤตนั้นเป็นอย่างไร

หากบริษัทมีการปรับลดเงินเดือน ไม่มีการปรับค่าจ้าง ไม่มีการจ่ายโบนัส แล้วตัวเองเดือดร้อนไหม เดือดร้อนขนาดไหน สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ไหม จะรับมืออย่างไร

แล้วถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดมีสิทธิถูกเลิกจ้างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วเพราะแนวโน้มธุรกิจไม่ดีจะต้องเริ่มศึกษาตลาดว่ามีอะไรบ้างที่เป็นโอกาสในวิกฤต

“ณรงค์วิทย์” มองว่า ชีวิตปกติบางทีทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อเกิดวิกฤตหลายคนสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

“องค์กรยุคใหม่นำเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามาช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความผูกพันของคนในองค์กรลดน้อยลง เหมือนเฟอร์นิเจอร์น็อกดาวน์ที่พอเอานอตออกก็ไม่รู้ว่าวัสดุชิ้นไหนเป็นของโต๊ะตัวไหน ต่างจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับองค์กรในลักษณะของสัญญาใจที่เปรียบเสมือนการนำไม้แผ่นเดียวมาทำโต๊ะ โอกาสที่จะแยกออกเป็นชิ้นๆ ลำบาก”

ต้องยอมรับว่าเทรนด์การทำงานของคนรุ่นใหม่เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์น็อกดาวน์ องค์กรไหนให้เงินเดือนดีกว่าก็ไป องค์กรไหนให้ผลประโยชน์ที่ดีกว่าก็วิ่งไปหา

ช่วงเวลานี้นายจ้างอาจถือโอกาสเปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นสัญญาใจ จัดตั้งแผนกที่ดูแลเรื่องสัญญาใจขึ้นมาในองค์กรเพื่อสร้างความประทับใจให้กับพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน เพราะสัญญาใจจะฝังชิปอยู่ในใจคนตลอด ไม่ต้องมีใครมาบังคับให้ทำ แต่สัญญาใจจะฉีกเมื่อไรก็ได้ จะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้

“วันแรกที่พนักงานใหม่ก้าวเข้ามาในองค์กร ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นตกใจเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้อำนวยการหรือ พนักงานระดับปฏิบัติการ องค์กรควรฉกฉวยโอกาสในการสร้างสัญญาใจกับพนักงาน อาจจะเอารถไปรับถึงบ้าน หรือชวนครอบครัวมาดูที่ทำงานใหม่ ผู้บริหารลงมาทักทายทำความรู้จักด้วยตัวเอง เพราะวันแรก ของพนักงานก็เหมือนกับเด็กที่ไปโรงเรียนอนุบาลอยากกลับบ้านพร้อมพ่อแม่”

“ณรงค์วิทย์” ให้เคล็ดลับในการสร้างสัญญาใจแบบง่ายๆ ไว้ 3 รูปแบบ

หนึ่งคือ ให้โอกาส

“โอกาสบางอย่างกับคนบางคนอาจไม่มีค่าอะไรเลย แต่กับอีกคนหนึ่งมีคุณค่ามหาศาล เป็นความประทับใจไม่รู้ลืม เช่น เปิดห้องให้พนักงานเข้าไปทดลองนั่งเก้าอี้ผู้บริหารในโอกาสพิเศษ หรือให้โอกาสพนักงานที่ไม่เคยเป็นพิธีกรแต่อยากทำหน้าที่นี้ได้ลองขึ้นเวทีบ้าง”

สองคือ ให้อภัย

“คนทุกคนไม่มีใครที่เปอร์เฟ็กต์ ทุกอย่าง การจะทำอะไรเพื่อให้ได้ใจใคร สักคนช่วงเวลาปกตินั้นต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เมื่อไรที่ชีวิตเขาเข้าตาจนต้องไปนอนโรงพยาบาล ไม่มีข้าวกิน เราหยิบยื่นเงินให้เขา 200 บาท 300 บาท คนเหล่านี้จะจดจำไปตลอดชีวิต หรือคนบางคนที่สมัครงานที่ไหนไม่มีใครรับ ถ้าองค์กรรับเข้ามาทำงานเขาจะอยู่นาน”

สามคือ ให้กำลังใจ

“คนบางคนต้องการกำลังใจ ต้องการคนฟัง ยิ่งในช่วงวิกฤตที่มีการเลิกจ้างในหลายองค์กร ถ้าได้รับการชี้แจง ชี้แนวทางที่ดีก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกดีขึ้น”

เรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ในเชิงธุรกิจดูเหมือนจะสำคัญน้อยกว่ากำไร รายได้ หรือเรื่องอื่นๆ แต่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด ยากกว่าการขายของ ยากกว่าผลิตของ ดังนั้นทุกองค์กรจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้

วันนี้กลุ่มคนที่ต้นทุนสูงที่สุด คือ คนทำงานระดับกลางที่มีเงินเดือน 10,000-20,000 บาท เพราะส่วนใหญ่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง ต้องผ่อนทั้งรถทั้งบ้าน เลี้ยงดูครอบครัว ถ้าตกงานจะเปรียบเสมือนตกจากบันไดขั้นที่ห้า ซึ่งต่างจากแรงงานในโรงงานที่รับค่าแรงวันละ 200 บาทถ้าวันนี้เขาตกงานรายได้ก็หายไป 200 บาทไม่มีส่วนต่างมาก และคนส่วนใหญ่ก็เตรียมรับสภาพของตัวเองอยู่แล้ว

ที่สำคัญคนระดับล่างมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูแลมากมาย แต่กลุ่มคนระดับกลางที่มีเงินเดือนหมื่นบาทขึ้นไปยังไม่มีใครยื่นมือไปช่วย ฉะนั้นจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อที่จะเป็นคนสุดท้ายที่ถูกเลิกจ้าง

คุณตระหนักรู้และเตรียมพร้อมรับมือมันแล้วหรือยัง ?

เคล็ด (ไม่ลับ) โชห่วย คัมภีร์รวยอย่างยั่งยืน !

เคล็ด (ไม่ลับ) โชห่วย คัมภีร์รวยอย่างยั่งยืน !

ช่วงนี้คนในวงการทำมาค้าขายบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฝืดเคือง” เหลือใจ ขณะเดียวกันก็พยายามหาทางออก

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เซเว่นอีเลฟเว่น จับมือกับกรมการค้าภายใน จัดสัมมนา เพื่อชี้ทางสว่างให้กับบรรดาคนทำมาค้าขาย ร้านโชห่วย ที่เชียงใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้เคยจัดงานนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ในกรุงเทพฯ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในหัวข้อ “ทำโชห่วยให้รวยอย่างยั่งยืน” พร้อมทั้ง มีนักการตลาดชั้นหัวกะทิของเมืองไทย “ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน” แห่งเซเรบอส (ประเทศไทย) อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย “ตัน ภาสกรนที” ราชันย์ ชาเขียวโออิชิ มาเฉลย “เคล็ดลับการเป็นเถ้าแก่ยุคใหม่”

งานนี้มีผู้สนใจเข้ารวมงานมากกว่า 300 คน นอกจากผู้ประกอบการใน เชียงใหม่แล้ว ยังมีผู้ประกอบการจากจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมด้วย

“ตัน” ราชันชาเขียวโออิชิ ได้นำประสบการณ์จริงจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดให้ฟังว่า หัวใจสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้เบื้องต้น ต้องมาจากความเข้าใจธุรกิจนั้นๆ อย่างถ่องแท้ และไม่จำป็นว่าจะต้องมีพื้นฐานการศึกษาด้านนั้นๆ มาก่อน ซึ่งตันบอกว่า ที่เขาสำเร็จมาได้ก็คือการถามคนที่รู้เรื่องนั้น ถาม…ถาม…ถาม

แม้ทุกคนจะบอกเคล็ดลับเพียงคนละนิดละหน่อย การถามจากหลายๆ คน ก็ทำให้มีความรู้ได้มาก

ที่สำคัญ คือต้องกล้าที่จะคิดแบบ “นอกกรอบ” คืออย่าทำแบบเดิมๆ ต้อง ไม่ทำเหมือนกับที่คนอื่นๆ เคยทำมาก่อน

“การจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที”

พร้อมกันนี้ เขายังยกตัวอย่างในช่วงที่ โออิชิประสบกับปัญหาเรื่องกรดเกลือ ที่ทำให้ยอดขายซวนเซไป และตันเองก็ต้องนั่งกุมขมับ

แต่ทันทีที่ตั้งตัวได้และประกาศลงทุน อีกนับ 100 ล้านบาท ในการซื้อเครื่องตรวจกรดเกลือ ที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยกับลูกค้า

นอกจากเสียงโทรศัทพ์ที่โทร.เข้ามาบอกว่า กินโออิชิแล้วเป็นโรคนั้นโรคนี้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง และตัวเลขยอดขายก็ฟื้นตัวขึ้น

เคล็ดอีกอย่างหนึ่งที่ “ตัน” ชี้แนะ ก็คือต้องกล้าที่จะมีความฝันว่า “เราจะต้องเป็นเบอร์ 1 ให้ได้”

“ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน” เสริมว่า การจะทำให้ประสบความเร็จได้ ก่อนอื่น ต้องเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคหรือลูกค้าเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันก็จะต้องพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว

สินค้าดีอย่างเดียว ไม่มีประโยชน์ ความสำเร็จจะต้องมาจากหลายๆ องค์ประกอบ หลายๆ ปัจจัย

สินค้าสร้างที่โรงงาน แต่แบรนด์หรือ ตราสินค้านั้นสร้างที่ความรู้สึก ดังนั้นการสร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย สำหรับธุรกิจในยุคนี้

ขณะที่ “ชัยโรจน์ ทิวัตถ์มั่นเจริญ”รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี กฎหมาย ฯลฯ

สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการในยุคปัจจุบัน ก็คือความสะดวกรวดเร็ว คุณภาพและ ความคุ้มค่า

สิ่งแรกที่โชห่วยหรือผู้ประกอบการจะต้องทำในยามนี้ ก็คือต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

การปรับตัวของร้านโชห่วยหรือผู้ค้าปลีก หลักๆ แล้วจะเป็นรูปแบบ (format) ร้านและการให้บริการ การบวนการจัดการ การพัฒนาและคัดเลือกสินค้าและบริการรวมถึงโปรโมชั่นและการสื่อสารไปยังผู้บริโภค

แน่นอนว่า การปรับตัวที่ว่านี้ต้องมีความรวดเร็ว และสามารถสร้างความแตกต่างและสร้างความคุ้มค่าในสายตาลูกค้า

ที่สำคัญ คือต้องค้นหาความต้องการและโอกาสใหม่ๆ ในการทำมาค้าขายทั้งสินค้าและบริการอยู่ตลอดเวลา

การปรับตัวดังกล่าว อาจเป็นเรื่องที่ใช้เวลากว่าจะประสบความสำเร็จ และมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ผู้ประกอบการก็ยังมี “ทางลัด” ที่มีความเสียงน้อยกว่าการดิ้นปรับเปลี่ยนตัวเอง และมีโอกาสจะประสบความสำเร็จเร็ว

ทางลัดที่ว่า ก็คือระบบแฟรนไชส์

8 กลยุทธ์ช่วยซีอีโอฝ่าวิกฤติโลก-การเมืองวุ่น

8 กลยุทธ์ช่วยซีอีโอฝ่าวิกฤติโลก-การเมืองวุ่น

ซีเอ็นเอ็นมันนี่ รวบรวมยุทธวิธี สู้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองไม่ราบรื่น

เดินหน้าผลักดันธุรกิจโตต่อเนื่อง ยามเศรษฐกิจฟื้นตัวในอนาคต มานำเสนอ..

การแก้ปัญหาธุรกิจ ไม่ว่าจะปรับลดราคาสินค้า ลดโบนัสพนักงาน หรือปลดคนให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุน สำหรับกลุ่มประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ที่เปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ทั่วสหรัฐ ซึ่งร่วมกันให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ ผ่านซีเอ็นเอ็นมันนี่ ต่างเห็นพ้องกันว่า การตัดสินใจทั้งหมด แท้จริงเป็นการเคลื่อนไหวผิดพลาดยามเศรษฐกิจขาลง และมีปัจจัยลบอื่นรายรอบ

โดยซีอีโอชั้นนำของสหรัฐ ได้สรุป 8 ยุทธวิธีที่เหมาะสมและคัดเลือกมาแล้วว่าไม่ควรมองข้าม โดยเชื่อว่าเป็นมุมมองแตกต่าง ที่อาจช่วยซีอีโอไทยมีสติ รับมือแก้ปัญหาซ้อนปัญหา ที่เกิดจากทั้งวิกฤติโลกและภาวะการเมืองที่วุ่นวายอยู่ในขณะนี้ ได้ดีขึ้น

O “ปรับตัวรับสถานการณ์จริง”
ยามเฟื่องฟูสิ่งสำคัญอันดับแรกของบริษัททั่วไปในการทำธุรกิจ อาจเป็นการขยายงานหาตลาดใหม่ จ้างคนเพิ่ม และตั้งเป้ากำไรโต 15% แต่ทันทีที่ธุรกิจเปลี่ยนไปเป็นขาลงแบบกะทันหัน บริษัททุกแห่งต้องกัดฟันทำในสิ่งตรงกันข้าม

เจมี่ ไดมอน ซีอีโอ เจ.พี.มอร์แกน เชส รู้สึกตกใจที่ผู้บริหารจำนวนไม่น้อย พากันตื่นตระหนกตกใจกลัวเอาแต่นั่งดูเหตุการณ์ตึงเครียดกับอันตรายรอบตัว และมัวแต่นั่งกังวลห่วงแผนธุรกิจของบริษัทตลอดปีนี้ แต่เขาและผู้บริหารคนอื่นๆ กลับไม่คิดเช่นนั้น

“เรายกเลิกแผนทั้งหมด ปรับใหม่ไม่ว่าจะเป็นการประชุม การเดินทาง และแผนทุกอย่าง เพื่อมุ่งความสนใจไปที่การรับมือสถานการณ์จริง ที่ว่าเราอยู่ครึ่งทางของวิกฤตที่เกิดขึ้น” ไดมอน อธิบาย

สอดรับกับ จอห์น แมคคีย์ ซีอีโอ โฮล ฟู๊ดส์ มาร์เก็ตส์ ที่ว่าต้องบริหารแบบแบ่งแยกเผื่อสถานการณ์แตกต่างกันไป การเติบโตเคยเป็นหางเสือบอกทิศทางให้บริษัทจัดทำแผนธุรกิจ แต่ตอนนี้หนึ่งในปัญหาท้าทายของผู้นำองค์กร คือการใช้การขยายตัวของเศรษฐกิจบอกทิศทางธุรกิจนั้น ทำไม่ได้อีกแล้ว และต้องปรับมุมมองใหม่ ใช้จ่ายอย่างประหยัดทุกรายการ รอบคอบกับรายจ่ายทุกเรื่อง หรือระวังการใช้จ่ายเพื่อลงทุน

O “เน้นลงทุนธุรกิจสำคัญ”
เมื่อภาวะถดถอยหมดไป ผู้บริหารต้องบริหารงานอย่างมีศิลปะ เพราะกลุ่มบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไม่เคยหยุดสนับสนุนเงินทุน ให้กับธุรกิจส่วนสำคัญที่สุด นวัตกรรมหาผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริการลูกค้า หรืออื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน

“เราไม่ได้ลดลงทุนทางนวัตกรรม ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่มาสนับสนุน ทำให้เราปกป้องหน่วยงานส่วนนี้เพื่อที่เราจะได้กลับมาแข็งแกร่ง และส่วนสำคัญของธุรกิจหลัก คือ การพัฒนาบุคลากรต่อเนื่อง สิ่งดีที่สุดช่วงเศรษฐกิจขาลง ไม่ใช่ลดการพัฒนาหรือฝึกอบรมให้น้อยลง ” หนึ่งในซีอีโอของอินทุยส์ หนึ่งในผู้เล่นธุรกิจค้าปลีกรายสำคัญของสหรัฐ กล่าว

O “ขยันสื่อสาร-อย่านิ่งเงียบ”
สัญชาตญาณของซีอีโอส่วนใหญ่ คือ การนั่งหรือเก็บเนื้อเก็บตัว ในสถานการณ์มีแต่ความไม่แน่นอน เก็บคำปิดปากเงียบจนกว่าจะได้คำตอบเป็นที่พอใจ แต่พฤติกรรมของผู้บริหารเช่นนี้ไม่ดีต่อการรับมือสถานการณ์แวดล้อมเป็นลบ

เพราะในยามตกต่ำฐานรากของบริษัทย่อมรู้สึกสั่นคลอน ขาดความมั่นใจ พนักงานต่างกังวลกลัวได้รับซองขาว หรือ โดนเลย์ออฟกะทันหัน ซัพพลายเออร์หรือผู้จัดหาสินค้าวัตถุดิบต่างวิตกจะไม่ได้เงินจากบริษัท ลูกค้าห่วงคุณภาพสินค้าซื้อจากบริษัทจะลดลงหรือราคาสินค้าปรับขึ้น หากซีอีโอยังหยุดนิ่งปิดปากเงียบ จะยิ่งทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทในทุกส่วน กระวนกระวายใจสับสนมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้บริหารที่ดีต้องตอบสนองด้วยการสื่อสารให้มากขึ้นกว่าเวลาปกติ โดยไม่จำเป็นต้องได้คำตอบจากทุกส่วน แต่ผู้บริหารจำเป็นต้องพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด และซื่อสัตย์หรือปฏิบัติให้สอดคล้องกับภาวะแวดล้อมขณะนั้น

“เป็นเรื่องสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้บุคลากรของคุณ ด้วยการถ่ายทอดทรรศนะเป็นความเห็นของตัวเองได้อย่างชัดเจน ให้แน่ใจว่าคุณแคร์พวกเขา และให้พวกเขาแน่ใจว่าคุณเป็นซีอีโอที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ เพราะพวกเขาต้องการแต่ความจริงและจริงใจ” จูเลีย สจ๊วต ซีอีโอของดีน อีควิตี้ บริษัทแม่แอปเปิ้ลบี กลุ่มธุรกิจร้านอาหารชื่อดังอธิบาย

แฟรงค์ เบลค หัวเรือของโฮม ดีโปท์ บริษัทค้าปลีกของใช้ภายในบ้านชั้นนำของสหรัฐ ยอมรับว่าภาวะแวดล้อมปัจจุบันโหดร้ายกับโฮม ดีโปท์ เพราะปีที่แล้วบริษัทต้องปิดสาขา 15 แห่งทั่วสหรัฐ แต่เบลคยังคงให้ความสำคัญกับบุคลากร ย้ำเตือนพนักงานทุกคนให้รู้ว่า บริษัทยังอยู่บนเส้นทางการยกเครื่ององค์กรในระยะยาว และมุ่งมั่นจะรักษาความแข็งแกร่งบริษัทไว้

ส่วน จอห์น แฮมเมอร์เกรน ซีอีโอ ของ แมคเคสสัน บริษัทจัดจำหน่ายยารายใหญ่ เป็นอีกผู้หนึ่งยึดบุคลากรเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจ เพราะเป้าหมายของเขา คือการให้ความเชื่อมั่นว่าบุคลากรทุกคนสำคัญอย่างมาก และบริษัทตอนนี้อยู่ในสถานะผู้เล่นระดับแนวหน้า

“บริษัทที่ดีทุกแห่งต้องมีจิตใจฮึกเหิม รับมือสถานการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือแม้ในยามเศรษฐกิจตกต่ำและถดถอย ผู้บริหารจำเป็นต้องตอกย้ำให้บุคลากรรู้สึกและคิดเช่นนั้น” แฮมเมอร์เกรน แนะนำ

O “อยู่ข้างลูกค้าช่วยแก้ปัญหา”
บริษัทที่ทำผลประกอบการได้ดี คือผู้เล่นสามารถเข้าใจธุรกิจของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถตอบสนองด้วยวิธีการที่อาจสลับซับซ้อนได้ และไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมประเภทใดก็ตาม หลักปฏิบัติทั่วไปคือการช่วยลูกค้าให้ได้มากที่สุด เท่าที่บริษัทในอุตสาหกรรมนั้นๆ จะทำได้

อย่างกรณีลูกค้าของแมคเคสสัน ซึ่งครอบคลุมถึงกลุ่มร้านค้ายาดังๆ ที่เป็นผู้ซื้อยารายย่อยจากบริษัท ล้วนได้รับแรงกดดันให้ต้องตัดลดต้นทุน หลังจากผู้บริโภคพากันประหยัดรายจ่ายมากขึ้น สำหรับร้านยาที่เป็นกลุ่มลูกค้าของแมคเคสสัน การเจรจาขอลดต้นทุนซื้อยารักษาโรคทั่วไปกับซัพพลายเออร์จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำใจลำบาก

ดังนั้น แมคเคสสัน จึงเสนอวิธีร่วมด้วยช่วยกัน แนะนำลูกค้าร้านค้ายารายย่อยให้ซื้อแต่ยารักษาโรคทั่วไปกับบริษัท ส่วนยารักษาเฉพาะโรคนั้นร้านค้าสามารถใช้ทีมประเมินตามสถานการณ์ว่าควรซื้อจากบริษัทไหนบ้าง เพื่อให้ได้ราคาและประหยัดต้นทุนได้มากที่สุด ซึ่งทางออกเช่นนี้เป็นการช่วยทั้งสองฝ่ายอยู่รอดในสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ได้

O “รอบคอบก่อนปรับราคา”
ในช่วงเวลาเกิดปัญหาทางการเงิน และอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทุกคนอยากจะจ่ายให้น้อยลง แต่สถานการณ์เช่นนี้ผู้ประกอบการทุกคนต้องระวังภัยจากการรีบหั่นราคากระตุ้นอุปสงค์ เพราะงานวิจัยของแมคคินซีย์สำรวจพบว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาด 1,500 แห่ง ที่หั่นราคาสินค้าบริการลง 5% จะต้องทำปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้นให้ได้ 19% เพื่อเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอด ซึ่งคาดการณ์เช่นนี้ในภาวะแวดล้อมย่ำแย่ไม่น่าจะทำได้ แต่ถ้ายังคงราคาเดิมไว้ อาจกระทบฉุดยอดขายลดลงอยู่บ้าง แต่วิธีนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ทั้งนี้ การทำธุรกิจแต่ละประเภท ต้องปรับตัวรับสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ช่วงเวลาเช่นนี้จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องศึกษาผลดีผลเสีย ว่าคุ้มหรือไม่ก่อนตัดสินใจขึ้นหรือลดราคาสินค้าและบริการ

O “ฉลาดหา-ใช้เงินลงทุนคุ้มค่า”
ซีอีโอหลายคนเตือนว่า ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะต่ำ เพื่อให้บริษัทเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น จนอาจทำให้ผู้ประกอบการลืมกฎขั้นพื้นฐานที่ว่า ต้องทำธุรกิจให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนใช้ไป

ในอดีตมักมีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยต้องเจ็บตัว เพราะละเลยกฎการทำธุรกิจข้างต้น และกลับลำไม่ทันเมื่อตลาดทุนเปลี่ยนแปลง เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัวกะทันหัน แต่ถ้าซีอีโอมีการบริหารจัดการเงินทุนอย่างชัดเจนมีประสิทธิภาพ จะช่วยบริษัทกลับมาแข็งแกร่งขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

แดน อูชเตียน ซีอีโ ของ นาวิสตาร์ ผู้ผลิตรถบรรทุกขนส่งสินค้าชั้นนำของสหรัฐ เป็นหนึ่งผู้บริหารปฏิบัติตามแนวคิดข้างต้น ซึ่งเขาถือเป็นวัฒนธรรมการบริหารขั้นพื้นฐานของบริษัท โดยทิ้งแผนต้องใช้ต้นทุนเกินความจำเป็น 350-400 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักรใหม่

แต่ อูชเตียน ใช้เหมาซื้ออุปกรณ์เครื่องจักร เป็นเครื่องควบคุม, ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื้อเพลิงให้ความเย็น ซึ่งล้วนเป็นอุปกรณ์จักรกลสำคัญใช้ติดตั้งกับตัวถังรถขนส่งสินค้า ซึ่งเขาประเมินแล้วว่าจะใช้ได้คุ้มค่าให้ประโยชน์สูงสุด ด้วยเงินลงทุนเพียง 30-40 ล้านดอลลาร์ ด้วยมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะให้ผลตอบแทนกลับคืนมามากกว่าเงินลงทุนใช้ไป

O “เลือกมดงาน-ดึงมือดีร่วมทีม”
สภาวะแวดล้อมตกต่ำมาเยือน การเลย์ออฟคนอาจเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการคัดกรองหาบุคลากร ที่ต้องร่วมเผชิญปัญหาสามารถทำงานหนักขึ้นได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องต้องฉลาดดำเนินการด้วยความรอบคอบ

เมล สตาร์ค จาก เฮย์ กรุ๊ป บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ อ้างผลการสำรวจจัดอันดับบริษัทได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกของ “ฟอร์บส์” นิตยสารเศรษฐกิจของสหรัฐ พบว่าบริษัทที่ติดอันดับต้นๆ ต่างกัดฟันยอมเจ็บปวดอย่างที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคลากรที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จะยังคงอยู่กับบริษัทต่อไป

ซีอีโอ ยังจะต้องทำตัวเป็น “เปาบุ้นจิ้น” ที่คงความยุติธรรมในการกระจายความเจ็บปวด อันเนื่องจากธุรกิจหรือกำไรบริษัทลดลง ให้บุคลากรในองค์กรทุกคนร่วมกันแบกรับ แต่ผู้บริหารต้องไม่ลืมให้รางวัลแก่บุคลากรมีผลงานดีเยี่ยมด้วย และต้องจับตาดูคู่แข่งที่เผลอปล่อยมือดี มาให้บริษัทลองพิจารณาคัดเลือกไว้เสริมทีม

O “ซื้อธุรกิจหนุนบริษัทแกร่ง”
แนวคิดสุดท้ายนี้สำหรับบริษัททั่วไป ที่ยังมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง เป็นเรื่องสำคัญให้ต้องขบคิด เพราะถือเป็นโอกาสงาม ที่จะเฟ้นหาเลือกซื้อของถูก แม้สภาพการณ์ปัจจุบัน ทำให้ซีอีโอส่วนใหญ่ตื่นกลัวภาวะแวดล้อมย่ำแย่ เอาแต่เก็บตุนเงินไว้ไม่เคลื่อนไหว

สำหรับ แฮมเมอร์เกรน ซีอีโอ ของ แมคเคสสัน แล้ว เชื่อว่าความได้เปรียบจากสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง ผู้บริหารควรเปิดช่องเป็นไปได้ในการนำเงินส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้องค์กร และมั่นใจแล้วว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เฟ้นหาธุรกิจขนาดเล็กมีคุณภาพ ช่วยเพิ่มมูลค่ารองรับการขยายงานหลักของบริษัทได้ยามที่เศรษฐกิจฟื้นตัวในอนาคต

กับดักเถ้าแก่ มือใหม่

กับดักเถ้าแก่ มือใหม่

ความใฝ่ฝันของคนที่อยากรวย อยากเป็นนายของตัวเองมีอยู่กันทุกคน หลายคนใจกล้า ตัดสินใจละทิ้งเงินเดือนประจำ ลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว ฝัน และมุ่งคิดจะรวย ด้วยใจเกินร้อย พร้อมทุ่มเทกำลังเต็มที่ ในการทำงานหนักสุดๆ แต่ในที่สุด กว่า 90% ได้รับผลคือ ความล้มเหลว

ความใฝ่ฝันของคนที่อยากรวย อยากเป็นนายของตัวเองมีอยู่กันทุกคน หลายคนใจกล้า ตัดสินใจละทิ้งเงินเดือนประจำ ลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว ฝัน และมุ่งคิดจะรวย ด้วยใจเกินร้อย พร้อมทุ่มเทกำลังเต็มที่ ในการทำงานหนักสุดๆ แต่ในที่สุด กว่า 90% ได้รับผลคือ ความล้มเหลว

นั่นเพราะ พวกเขายังไม่รู้ว่า มันมีกับดักของเถ้าแก่มือใหม่ ที่คนจำนวนมากตกหลุมพรางเหล่านี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนี่คือกับดัก ที่เถ้าแก่มือใหม่ทุกคนต้องต้องเจอ

1.มองภาพสวยหรู คนที่เดินทางเข้าสู่ การเป็นเจ้าของกิจการ มักมีความมุ่งมั่นสุดโต่ง เพราะมองเห็นขุมทองอยู่ข้างหน้า จนยอมเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อฝ่าฟันไปถึงจุดหมายให้ได้ โดยมองข้ามรายละเอียดของความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น และนี่คือกับดักด่านแรก ที่เถ้าแก่มือใหม่ต้องเจอ

ผู้ที่จะเป็นว่าที่เถ้าแก่ มักจะวาดฝันเห็นภาพของตัวเอง แต่งตัวดี ใช้คำสั่ง สั่งคนโน้นคนนี้ ได้ดั่งใจ มีคนมาพินอบพิเท่า อยู่ในสถานที่ที่ตัวเองมีอำนาจสูงสุด และหลายคนอาจจะอ่านหนังสือปลุกใจ ในเรื่องการสร้างความรวย สร้างความสำเร็จ แล้วเกิดความมั่นใจว่า นี่แหละเข้าข่ายตัวฉันเลย ที่จะกลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ความมั่นใจเกินไป และมุ่งเป้าสู่ความร่ำรวย เป็นด่านแรก ที่ทำให้เถ้าแก่มือใหม่ พลาดที่จะได้รับการเตือนภัยจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน หลายคนที่อ่านประวัติผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงๆ แล้วเชื่อว่า คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเพราะความดื้อรั้น และการเชื่อตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์ประกอบของคนที่ประสบความสำเร็จนั้น พวกเขาเรียนรู้จากข้อที่ผิดพลาดมากกว่า ข้อที่สมหวัง

ยิ่งเถ้าแก่มือใหม่ เห็นภาพความสวยหรูมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดความผิดหวังมากเท่านั้น จนกระทั่งบั่นทอนจิใจอย่างรวดเร็ว จนต้องยอมแพ้

2.ทักษะการจัดการการเงิน แน่นอนที่สุด เถ้าแก่มือใหม่ทุกคนมักจะผิดพลาดในการบริหารเงินช่วงเริ่มต้น และนี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ชีวิตการเป็นเจ้าของกิจการจบลงในเวลาอันสั้น

บางคน มีความพร้อมสามารถรวบรวมเงินทุนมาได้ ทั้งจากมรดก รวบรวมหุ้นเพื่อนฝูง ได้เงินมาก้อนโตหลายสิบล้าน พร้อมเต็มที่ แต่นี่ก็อาจกลายเป็นข้อเสีย เราจะเห็น ลูกคนรวยในวงการไฮโซ ทำธุรกิจนิตยสาร เพราะอาชีพนี้มันดูเท่ห์ จัดงานเปิดตัวทุ่มทุนหมดไป 8 ล้าน โดยไม่รู้ว่าอาชีพนี้ ทำไป 10 ปี อาจจะไม่มีทางได้กำไรขนาดนี้เลย ทำให้เกิดการคำนวณผิดพลาดเรื่องรายรับอย่างมาก อาชีพการทำหนังสือ ถึงจะดูเท่ห์ก็จริง แต่ทุกๆวันมีแต่รายจ่าย เข้ามาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รายได้จะเข้าอย่างเชื่องช้ามาก ทำให้กิจการดังกล่าวจำเป็นต้องปิดตัวไปอย่างเงียบๆ

นี่คือ กับดัก ของเถ้าแก่มือใหม่ ที่ขาดทักษะการจัดการทางการเงิน นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาของรายที่มีเงินมาก แต่บางรายเกิดปัญหาเพราะมีเงินน้อย

3.เงินไม่พอ บางคนคำนวณเงินลงทุนมาแล้วเป็นอย่างดี สมมุติ การลงทุนครั้งนี้คุณเตรียมไว้ 2 ล้านบาท เถ้าแก่น้องใหม่มั่นใจว่า พอแน่ๆ แต่พอถึงเวลา งบบานปลาย ตั้งแต่ ค่าตกแต่ง ค่าซ่อมแซม ค่าเช่า ค่าแรง และถ้าการเปิดร้านล่าช้าขึ้นมา ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มมาเป็น 2 เท่า เถ้าแก่ใหม่ทุกคนจะคำณวนว่า เมื่อลงทุนเปิดร้านปุ๊ป ประเดี๋ยวก็จะมีเงินปั๊ป ก็จะมีเงินใช้ในเดือนถัดไปปุ๊ป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ คือ เงินที่เตรียมไว้ไม่พอ และเงินรายได้ที่กะว่าจะเข้ามาปุ๊ปปั๊ป มันจะไม่มา เพราะธุรกิจที่เปิดใหม่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงเป็นปี ดังนั้นกับดักหลุมนี้ จึงกลายเป็นจุดจบของเถ้าแก่มือใหม่เกือบ 80-90%

ส่วนเถ้าแก่ที่ผ่านด่านนี้ไปได้ ส่วนใหญ่จะมีลูกค้าแน่นอนอยู่ในกำมืออยู่แล้ว เช่น มีการเซ็นสัญญาจ้างงานมาก่อนแล้ว หรือมีการออร์เดอร์ซื้อของกันมาแล้ว เป็นต้น และมีเงินสำรองที่จะอยู่ต่อได้อีกสัก 3-6 เดือนรอเวลาที่จะเก็บเงินได้ และใช้เงินเพื่อผลิตสินค้า และจ่ายค่าจ้างในวงวดต่อไป อย่างนี้ก็พอไปรอด คุณที่กำลังคิดจะเป็นเถ้าแก่ เคยเห็นปัญหาข้อนี้มาก่อนมั๊ย

มีคำถามข้อหนึ่ง ที่จะทดสอบว่า คุณเหมาะจะเป็นเจ้ากิจการไหม คือ ถ้าคุณคิดจะทำกิจการของตัวเอง สร้อยทองคำ แหวนเพชร นาฬิกา รถยนต์ บ้าน และทรัพย์สินแสนรักที่คุณมี คุณจะเสียมันไปในไม่ช้า คุณยอมหรืไม่ ?

ถ้าคุณ ตอบ ว่า ไม่ยอม คุณไม่ควรที่จะทำธุรกิจ

เพราะสิ่งที่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นกับคุณในด่านแรก ก็คือ คุณจะต้องรู้จักคำที่เรียกว่าขาดสภาพคล่อง หรือเรียกง่ายๆว่า เงินไม่พอ ที่เจ้าของกิจการมืออาชีพแทบทุกคนเจอกันมาแล้ว และบางคนก็ยังเจออยู่ในทุกวันนี้ แหล่งเงินที่คุณจะหามาเพื่อพยุงกิจการให้ได้ ที่ง่ายที่สุด และเร็วที่สุด ก็คือการขายทรัพย์สินของคุณเอง แต่ก็มีหลายคน ที่หยุดมันแค่ตรงนี้ แล้วกลับไปเป็นลูกจ้างอย่างเก่า

4.แตกกับหุ้นส่วน หลายคนเริ่มทำธุรกิจจากความเป็นเพื่อนซี้ แต่คุณรู้ไหมว่าเพื่อนซี้ส่วนใหญ่ทำธุรกิจด้วยกันไม่ค่อยได้ และมักจะจบลงด้วยการเป็นศตรูกัน หรือเหม็นหน้ากันไปเลยตลอดชีวิต

เพราะธุรกิจต้องการผู้นำที่เป็นผู้ทุบโต๊ะในการตัดสินใจ โดยที่ผู้อื่นยอมรับ แต่การเป็นเพื่อนจะมีระดับที่เท่ากันเกินไป ที่เป็นปัญหาที่แตกร้าวได้ง่าย ว่าที่เถ้าแก่น้องใหม่อาจจะหัวดื้อ แย้งว่าคนเป็นเพื่อนกันทำธุรกิจด้วยกันสำเร็จเยอะแยะ แต่คุณลองสังเกตุดูให้ดี จะมีคนหนึ่งนยกให้คนหนึ่งเป็นผู้นำ และยอมทำตามด้วยความศรัทธาในตัวเขา

ปัญหาเรื่องการแตกคอกับหุ้นส่วน เป็นจุดแตกหักของธุรกิจที่เกิดขึ้นเสมอไม่แพ้เรื่องอื่น ทั้งๆที่บางธุรกิจกำลังจะไปได้สวย แต่ต้องเลิกไปด้วยสาเหตุข้อนี้

5.สิ่งที่แน่นอน คือ ความไม่แน่นอน “ยกเลิก” คือสิ่งที่เถ้าแก่ทุกคนเคยเผชิญเป็นประจำ บางคนเริ่มธุรกิจด้วยความมั่นใจ เพราะมีสัญญาลูกค้าอยู่ในมือแบบ 1,000% แต่คุณเชื่อมั๊ย สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ความไม่แน่นอน เคยมีเถ้าแก่รายหนึ่งทำซาลาเปาส่งร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่มีหลายสาขา เธอสร้างโรงงานซื้อเครื่องมือครบชุดทำซาลาเปาส่ง เป็นคู่ค้ากันมาหลายปี จู่ๆ วันหนึ่งเธอถูก “ยกเลิก” เพราะลูกค้าของเธอทำโรงงานขึ้นมาเอง ทั้งโรงงานและลูกน้องอีกนับร้อยคนต้องค้างเติ่ง ถ้าคุณเจอกับสถานการณ์เช่นนี้บ้าง คุณจะรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิดอย่างไร

มันคือ บททดสอบ ที่ฟ้า ส่งมาพิสูจน์ความสามารถในการเป็นเถ้าแก่ตัวจริงของคุณ ถ้าไม่เชื่อลองไปถามคนที่ล้มเหลวมาแล้วดูว่า อะไรคือดวงซวยในเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง และลองถามคนที่ประสบความสำเร็จดูว่าอะไรคือเหตุการณ์ร้ายๆที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงานของเขา ซึ่งมันต้องมีอย่างแน่นอน

6.ลูกน้องลาออก เถ้าแก่มือใหม่ส่วนมากมักจะฝันว่า ธุรกิจที่ทำ จะให้จ้างให้คนนั้น คนนี้รับผิดชอบ โดยตัวเองเป็นผู้บอกให้ทำอย่างเดียว นี่คือความผิด ที่เถ้าแก่มือใหม่ชอบทำที่สุด และเมื่องานออกมามีปัญหา ก็จะโทษว่าลูกน้องไม่รับผิดชอบ หรือ ไม่เก่ง

ปัญหาต่อมา ที่ต้องเจอกันก็ คือ ลูกน้องลาออก ลูกน้องขาดงาน ลูกน้องต้องการเงินเดือนสูงๆ ลูกน้องรับงานที่อื่นมาทำ ลูกน้องไม่กระตือรือร้นในการทำงาน และอีกสารพัดปัญหาที่ต้องได้รับ จนทำให้คุณท้อใจและไม่มีความสุข จนคิดเปลี่ยนใจอยากกลับไปเป็นลูกจ้างเหมือนเดิม หรือ ตัดใจไม่คิดจะเป็นเจ้าของกิจการอีกแล้วในชาตินี้

ทักษะในการแก้ปัญหาเรื่องคน คือการแสดงคุณสมบัติทางตรงว่าคุณเป็นเถ้าแก่ได้หรือไม่ คุณอดทนต่อปัญหาได้ในระดับไหน ทางออกของปัญหาคุณจะแก้ไขได้ด้วยดี แลให้ทันต่อเหตุการณ์ได้อย่างไร

ความคิดที่ว่า มีเงินจ้าง มีเงินลงทุน ก็จะทำธุรกิจได้ แต่ที่จริง ก็คือ ความสามารถในการรีบจัดหาคนมาทดแทนคนที่ออก การสอนงานลูกน้อง การสร้างขวัญและกำลังใจ การเป็นตัวอย่างที่ดี การสร้างศรัทธาเพื่อให้ลูกน้องทำตามคำสั่งอย่างเต็มใจ ต่างหาก คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด

7.ขาดผู้สนับสนุน เถ้าแก่รุ่นใหม่ไฟแรง บางคนมีอุดมการณ์สูงส่งด้วนการยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่การทำธุรกิจมีความซับซ้อน และองค์ประกอบหลายด้าน การมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เป็นโชคอย่างหนึ่ง และทำให้ธุรกิจเป็นไปได้

ผู้สนับสนุน อาจเป็นผู้ใหญ่ ที่มีฐานทางธุรกิจ หรือ เป็นผู้ร่วมทุน หรือ เป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือคนรู้จัก ที่พร้อมจะให้การส่งเสริมอย่างเต็มที่ เพียงเพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณไปรอดและมีความก้าวหน้า

ถ้าคุณมุ่งที่จะเป็นเจ้าของกิจการที่อยู่รอดได้จริง คุณต้องรู้ว่า มีไม่กี่คนที่รอดพ้นกับดักเหล่านี้ไปได้ และเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าการเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องละก้อ ทุกคนคงจะเป็นเถ้าแก่และร่ำรวยกันไปหมดแล้ว แต่ความเป็นจริงก็คือ มันยากเหลือเกิน ที่จะได้คนกลุ่มหนึ่งที่ผ่านด่านเหล่านี้ไปได้ จนกลายเป็นคนไม่ถึง 10% ที่กลายเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จที่ยาวนาน และมั่นคง

กฎ 10 ข้อสู่ความสำเร็จของธุรกิจขนาดเล็ก

กฎ 10 ข้อสู่ความสำเร็จของธุรกิจขนาดเล็ก

การทำธุรกิจขนาดเล็กให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนที่มีความตั้งใจจริงและมีความพยายาม

1. ตั้งเป้า คุณไม่สามารถขายของทุกอย่างให้คนทุกคนได้ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจคุณต้องตัดสินใจและตั้งใจให้แน่วแน่ว่าคุณจะขายอะไรให้คนกลุ่มไหน
2. แตกต่าง ถ้าคุณรู้ว่าใครเป็นคู่แข่งและเขากำลังทำอะไรอยู่ ก็จงอย่าทำตามเขาเป็นอันขาด ออกจากตลาดที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีสินค้าหรือบริการที่คล้าย ๆ กัน สร้างตลาดใหม่ที่ไม่เหมือนใครของคุณเองนั่นล่ะดีที่สุด

3. สร้างทีม อย่าจ้างพนักงานแค่เพื่อไม่ให้ตำแหน่งว่าง คุณควรเลือกจ้างคนที่จะสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่จะช่วยสร้างธุรกิจมากกว่า

4. รวดเร็ว เวลาเป็นสินค้าที่มีค่าที่สุดในการทำธุรกิจ หากจะต้องส่งสินค้าภายในวันศุกร์ พยายามไปส่งวันพฤหัสบ่ายให้ได้ นอกจากนี้แล้วควรโทรกลับหรือตอบอีเมล์ลูกค้าให้เร็วที่สุด

5. พูด “ขอบคุณ” กล่าวคำ “ขอบคุณ” บ่อย ๆ จากใจจริง บอกให้ลูกค้าและพนักงานของคุณรู้ว่าคุณรู้สึกขอบคุณเขาอย่างไร หรือจะให้ดีกว่านั้นก็ลองใช้วิธีแบบโบราณดู นั่นก็คือการเขียนด้วยลายมือลงบนกระดาษแล้วส่งให้พวกเขา ซึ้งกว่ากันเยอะเลย

6. สม่ำเสมอ จงรักษาภาพลักษณ์และความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจของคุณให้คงที่สม่ำเสมอ ลูกค้าจะต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดีไม่ว่าจะจากพนักงานคนใดในบริษัท

7. ยิ้มสยาม หากคุณคิดว่าเหตุผลที่ผู้คนซื้อสินค้าของคุณเพราะว่าพวกเขาพอใจในเรื่อง ราคา คุณภาพของสินค้า หรือการรับประกันแล้วล่ะก็ ให้โยนความคิดนั้นทิ้งไปซะ แล้วคิดเสียว่าพวกเขาซื้อเพราะว่าเขาชอบคุณ ดังนั้นเวลาขายสินค้าก็ให้ยิ้มเข้าไว้ให้สมกับเป็นประชาชนชาวสยาม

8. อย่าหยุดคิด มีผู้เปรียบเทียบว่าการทำธุรกิจนั้นเปรียบเสมือนน้ำในแก้วที่จะต้องให้มีน้ำแค่ครึ่งเดียวอยู่เสมอ เพื่อที่ว่าจะได้เติมอะไรใหม่ ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกันกับคุณที่จะต้องพยายามศึกษาหาความรู้ ประยุกต์ใช้วิธีการใหม่ ๆ เพื่อนำหน้าคู่แข่งให้ได้ตลอดไป

9. ค่อยๆ ขาย อย่ามัวแต่คำนึงถึงแต่การขยายตลาดหรือยอดขาย คุณควรค่อยเป็นค่อยไป ทำการตลาดแบบเบาๆ ก่อน ไม่จำเป็นต้องจ่ายหนักเพื่อโฆษณาแพงๆ หันมาเน้นเรื่องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้จะดีกว่า ทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ไม่ใช่ตัวคุณเอง!

10. คิดนอกกรอบ คุณต้องเดินออกนอกกรอบหรือทำในสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยๆ ทำมาบ้าง เช่น หากไม่เคยใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำธุรกิจก็จงอย่ากลัวมัน ไม่มีใครแก่เกินเรียน

ฮวงจุ้ยร้านค้า

ฮวงจุ้ยร้านค้า

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็ก หรือใหญ่ขนาดใด ก็มีความสำคัญทั้งสิ้น ทำเลที่ตั้งมีหลายหลายรูปแบบ หลากหลายรูปทรงมีทั้งสถานที่ตั้ง และเลขที่ตั้งของสถานที่นั้นๆ มีความหมายแตกต่างกันออกไป

และที่สำคัญที่สุด คือทิศทางที่ต้องโฉลกกับท่านผู้ต้องการดำเนินกิจการต่อไป พื้นที่บางที่เหมาะกับธุรกิจบางประเภท พื้นที่บางที่ก็ไม่เหมาะกับธุรกิจบางประเภทเช่นกัน ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจเช็กทิศทาง รูปลักษณ์ รูปทรง ของโฉนด และดวงชะตาของเจ้าของพื้นที่นั้นประกอบกันด้วย
แต่สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ที่มีความสามารถในการประกอบธุรกิจเล็ก มีความพร้อม และเงินทุนที่น้อยนิด จึงต้องอาศัยตึกแถวในการเริ่มดำเนินธุรกิจ หรือกิจการขนาดย่อมของท่านนั้น ส่วนใหญ่หลายท่านมิได้คำนึงถีงทิศทาง ทำเลที่ตั้ง ตำบล อำเภอ จังหวัดที่ท่านต้องการดำเนินกิจการของท่าน ส่วนใหญ่เลือกทำเลกันด้วยความชอบส่วนตัว หรือราคาค่าเช่าที่ไม่แพง พอที่จะรับภาระได้ แต่ท่านอาจได้ตึกที่หันทิศทางที่ไม่เหมาะสมกับตัวท่านและกิจการที่ท่านต้องการดำเนินการ และแม้แต่เลขที่บ้าน ของตึกนั้นๆ ก็ส่งผลให้กับกิจการของท่านเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จะหาทางย้ายที่ก็ยากเพราะได้ทำสัญญาเช่าระยะยาวไปแล้วนั่นเอง

หนทางที่พอจะเยียวยาได้ก็ต้องปรับแก้ไขกันไป ตามแต่ความรู้จะพึงมี มาลองดูปัจจัยหลักๆ ในการเลือกทำเลที่ตั้งของกิจการ
ของท่านกันซะหน่อยดีกว่า

มีที่จอดรถ สำหรับตัวท่านเองและลูกค้าหรือไม่
ธุรกิจของท่านต้องการ พื้นที่โชว์สินค้าหน้าร้าน หรือพื้นที่สำหรับทำออฟฟิศและการรับรองลูกค้า
ในรูปแบบใด
ธุรกิจของท่าน ต้องการห้องเก็บสินค้า สต๊อกหรือไม่
ธุรกิจของท่าน ต้องการสถานที่ผลิต หรือไม่
ธุรกิจของท่าน ต้องการพนักงานมากน้อยเพียงใดในระยะเริ่มต้น ระยะกลางขยายงาน
ระยะเติบโตเต็มที่
ท่านต้องการตู้เซฟ เครื่องคิดเงิน ในสำนักงานของท่านหรือไม่
ห้องน้ำของพนักงาน และลูกค้าแยกส่วนกันหรือไม่
มีห้องครัวในสำนักงานหรือไม่ สำรับกิจการบางประเภทมีก็ได้ไม่มีก็ได้
ห้องทำงานของท่าน ควรจะเป็นห้องแยกส่วน เพื่อการควบคุมการทำงานในแบบที่ท่านต้องการ
9 หัวข้อที่กล่าวมานี้เป็นการกำหนดรูปแบบในมุมกว้าง ต่อไปเราจะมาเน้นในรายละเอียด และความจำเป็นของแต่ละธุรกิจไปดังนี้

1 ร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม เป็นร้านในรูปแบบที่ต้องขายลุค ขายความสวยงามในแบบเฉพาะของเจ้าของร้าน การตบแต่งควรใช้สีสันที่เข้ากันกับดวงชะตาผู้เป็นเจ้าของ นำกลุ่มสีที่ได้มาออกแบบให้เหมาะสมสวยงาม ตามคอนเซ็ป ดีไซน์ที่เจ้าของร้านชอบและจุดที่สำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม คือ ที่วางเครื่องคิดเงินตู้เซฟในร้าน ควรตรวจสอบให้ละเอียด ว่าเป็นจุดทรัพย์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จุดประตูเงินประตูทอง ของท่านเจ้าของร้านหรือไม่

และที่สำคัญอีก 3 จุดที่ไม่ควรละเลย คือ จุดที่เป็นห้องเก็บสต็อกสินค้า เป็นจุดที่สำคัญเกี่ยวกับการเก็บเงินของท่านเอง ว่าร้านนี้หาเงินให้ท่านได้และสามารถเก็บอยู่หรือมีรูรั่วไหลที่จุดใดต้องจัดการอุดเสียให้มิด เงินทองจะได้ไม่รั่วไหล และจุดห้องน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าของร้านต้องดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถดูแล ให้ลูกน้องในร้าน ทำงานกันอย่างเป็นระบบระเบียบ และ จุดที่สำคัญที่สุดที่ขาดเสียไม่ได้ คือจุดที่เป็นโรงรถ หรือสำหรับร้านอาหาร ก็คือลานจอดรถนั่นเอง เพราะถ้าไม่มีลานจอดรถแล้ว ใครจะมานั่งกินที่ร้าน ลูกค้ากลุ่มที่มีอันจะกินส่วนใหญ่มีรถทั้งสิ้น นอกจากร้านคุณจะเป็นพวกร้านอาหารตามสั่งสำหรับคนเดินถนน เดินเข้ามากิน จึงไม่จำเป็นต้องมีลานจอดรถ

2 สำนักงานห้างร้านต่างๆ ที่ไม่เน้นการผลิต เน้นสต๊อกสินค้าเพื่อจัดส่งเท่านั้น 1 ควรมีลานจอดรถ 2 ควรมีห้องรับรองลูกค้า3 ห้องทำงานของพนักงานและเจ้าของ 4 ห้องเก็บสต็อกสินค้า 5 ห้องน้ำ รูปแบบของแต่ละบริษัท สามารถ จัดตบแต่งใช้สี ใช้เฟอร์นิเจอร์ ตามโฉลกของเจ้าของร้าน และจัดให้เหมาะสมกับจุดสำคัญต่างๆ ของส่วนที่สามารถส่งเสริมฮวงจุ้ยให้กับเจ้าของร้านทุกจุดเช่นกัน ดูในเรื่องของการเลือกซื้อบ้านตามหลักฮวงจุ้ยประกอบการพิจารณาได้

3 โรงงานผลิตสินค้า สำหรับโรงงานต่างๆ ที่เน้นด้านการผลิต จำเป็นต้องมีพนักงานด้านการผลิตมากมาย และสิ่งสำคัญที่ต้องจัดให้มีในโรงงาน คือ ห้องทำงาน หรือห้องที่ใช้ผลิตสินค้านั่นเอง ห้องนี้ต้องกว้างโล่งโปร่งสบาย อาจมี 2 – 3 ชั้นก็ได้ และจะเน้นเรื่องของคลังสินค้า ถ้ามีโชว์รูมแสดงสินค้า หน้าโรงงานได้ยิ่งเป็นการดี เป็นส่วนรับลูกค้าได้เช่นกันและห้องของผู้บริหารนั้นควรจัดให้อยู่ในทิศทางที่ดีที่สุด เหมาะที่สุด สำหรับเสริมความเจริญของเจ้าของกิจการ คือจุด ประตูเงินประตูทอง นั่นเอง