10 คาถารักษาธุรกิจครอบครัว โดยปิยะ ซอโสตถิกุล

Link

10 คาถารักษาธุรกิจครอบครัว โดยปิยะ ซอโสตถิกุล

 

Prev

1 of 3

Next

updated: 16 พ.ค. 2555 เวลา 20:55:20 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

 

ทำไมทายาทธุรกิจจึงต้องมี 10 คาถา รักษาธุรกิจครอบครัว

ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตอธิบายว่า การรักษาธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน คือการที่ธุรกิจสามารถสืบทอดต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นได้ โดยไม่ต้องปิดหรือเลิกกิจการ ซึ่งใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายๆ คือ “ไม่เจ๊ง ไม่ล้มละลาย ไม่โดนเทคโอเวอร์ หรือไม่โดนควบรวม” โดยไม่จำเป็นว่าลูกหลานต้องเป็นเจ้าของ 100%

 

สำหรับบริษัทใหญ่ๆ บางแห่ง ลูกหลานของตระกูลอาจถือหุ้นรวมกันแล้วไม่ถึง 20% แต่ต้องนั่งเป็นผู้บริหาร เป็นกรรมการ หรือเป็นผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ เพราะหากสมาชิกในครอบครัวยังมีหุ้นอยู่ในบริษัทบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ได้นั่งเป็นผู้บริหารหรือมีสิทธิ์กำหนดนโยบายเลย แม้บริษัทนั้นๆ จะยังใช้ชื่อของตระกูลอยู่ แต่ก็ไม่อาจนับว่ารักษาธุรกิจของครอบครัวเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน

 

สาเหตุที่ทำให้ผมต้องเขียนหนังสือ“10 คาถารักษาธุรกิจครอบครัว” ขึ้นมามีอยู่ 3 ประการครับ

เหตุผลที่ 1 ตามสถิติแล้วโอกาสที่ธุรกิจครอบครัวจะจบลงในมือของทายาทรุ่นต่อๆ ไปมีสูงมาก

 

ธุรกิจครอบครัวที่มีการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นนั้น เมื่อไปถึงรุ่นลูกหรือรุ่นหลานแล้ว พบว่าจำนวนที่เหลือรอดอยู่จะลดลงมาก โดยเมื่อมาถึงมือทายาทรุ่นที่ 2 ธุรกิจจะเหลือรอดอยู่ประมาณ 30% ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีอยู่ 100 บริษัท ทายาทรุ่นที่ 2 จะทำให้เจ๊งไปในรุ่นของตัวเองประมาณ 70 บริษัท และพอมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ก็จะเหลืออยู่แค่ 10 บริษัท เท่ากับว่าผ่านไป 3 เจเนอร์เรชัน เจ๊งไปแล้ว 90%

 

หากจะนับช่วงเวลาในการบริหารธุรกิจของแต่ละรุ่นก็ให้ตีไปประมาณรุ่นละ 20-25 ปีครับ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจครอบครัวที่มีอายุ 60 ปีก็พอประมาณได้ว่าบริหารต่อกันมาราว 3 รุ่น

 

นับไปนับมาจะพบว่าเมื่อผ่านไปสัก 4 เจเนอร์เรชัน บริษัทที่มีโอกาสเหลือรอดจะมีอยู่เพียง 5 บริษัทจาก 100 บริษัทเท่านั้นเอง พูดง่ายๆ คือ “อาก๋งทำมาดี  อาตี๋อาหมวยมาทำเละ” จากสถิตินี้จะเห็นว่ามีโอกาสสูงมากที่ธุรกิจของเราจะไม่ยั่งยืนต่อไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน

 

สถิตินี้มีการเก็บกันทั้งฝั่งโลกตะวันออกและตะวันตกครับบอกได้เลยว่าไม่ต่างกันมาก และเหตุผลที่ไปไม่รอดก็จะคล้ายๆ กันด้วย (จุดที่แตกต่างกันที่จะทำให้ธุรกิจฝั่งตะวันตกไปไม่รอด เพราะมีอัตราการเทคโอเวอร์สูงกว่าฝั่งตะวันออก เนื่องจากหลายบริษัทของเขาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้การซื้อขายกิจการดำเนินการได้ง่ายกว่า)

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครที่สามารถรักษาธุรกิจไว้ได้หลายต่อหลายรุ่นและยิ่งเจริญก้าวหน้ามาโดยตลอดนะครับอย่างเช่น วอลล์มาร์ท (Walmart) ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้มีอายุถึง 49 ปีแล้ว และลูกๆ ของผู้ก่อตั้ง คือ นาย Sam Walton ก็ถูกจัดอันดับเป็นกลุ่มคนที่รวยที่สุดในโลกติด TOP 20 ในปัจจุบัน (อันดับ 1 เป็นคนแม็กซิกัน ชื่อ Carlos Slim เป็นเจ้าพ่อธุรกิจโทรคมนาคม ส่วนอันดับ 2 คือ Bill Gates ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟ แต่ผมขอไม่ลงรายละเอียดนะครับ)

ถ้าเกิดว่าคุณลองนำทรัพย์สินของลูกๆ ในตระกูล Walton มาคิดรวมกันล่ะครับ คิดว่าผลจะเป็นอย่างไร ตระกูลนี้มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน หากเอามูลค่าทรัพย์สินของแต่ละคนมารวมกัน จะมีมูลค่ามหาศาลแซงเบอร์ 1 ทันที (Carlos Slim มีทรัพย์สินประมาณ 76 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ 4 คนนี้มีหุ้นอยู่ในบริษัท Walmart คนละกว่า 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมแล้วมีทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 96 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ฉะนั้นหากจะบอกว่าตระกูลที่รวยที่สุดคือตระกูล Walton ก็คงไม่ผิด ปัจจุบันนี้วอลล์มาร์ทอยู่ในการบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท

 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือซอสพริกทาบาสโก(Tabasco) ซึ่งก่อตั้งในรัฐหลุยเซียนา ทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นที่ตั้งของเมืองนิว ออร์ลีนส์ ผู้คนในแถบนั้นจะชอบทานอาหารรสจัดกันมาก บริษัทนี้อยู่มาถึง 143 ปีแล้ว และปัจจุบันอยู่ในการบริหารงานของรุ่นหลาน จุดเด่นของทาบาสโกที่ผู้คนจดจำกันได้ทั่วโลกนั้น นอกจากรสชาติแล้วก็เห็นจะเป็นขวดขนาดเล็กคอยาวๆ ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณทวดผู้ก่อตั้ง โดยมีที่มาจากในยุคแรกเริ่ม ขวดที่ใช้บรรจุซอสนี้เป็นขวดแบบเดียวกับที่ใช้บรรจุน้ำหอมผู้ชาย (Cologne) นั่นเอง ปัจจุบันชื่อตระกูลผู้ก่อตั้ง McLlhenny ก็ยังอยู่บนฉลากด้วย ลองเช็คดูได้ครับ

 

อีกธุรกิจที่ทุกคนต้องร้องอ๋อ คือกางเกงยีนส์ลีวายส์ (Levi’s) ของครอบครัวแฮสส์ (Hass) สำหรับธุรกิจนี้เป็นน้องทาบาสโกแค่ 1 ปีเท่านั้น ตอนนี้มีอายุ 142 ปีแล้ว ต้นกำเนิดมาจากตัวเจ้าของธุรกิจรู้สึกเบื่อมากที่กางเกงที่ใส่มักจะขาดบ่อยๆ เลยคิดค้นกระดุมหรือหมุดทองแดงเล็กๆ มาติดอยู่ตามขอบรอยต่อของชิ้นส่วนผ้า เช่น กระเป๋ากางเกง ไอเดียนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และถือว่าเป็นนวัตกรรมชั้นเลิศจนสามารถจดเป็นลิขสิทธิ์และใช้ได้คนเดียวถึง 30 ปี กางเกงชนิดนี้มีความทนทาน โดนใจกลุ่มคนที่ต้องใช้แรงงานในแถบแคลิฟอร์เนียเป็นอย่างมากจนขายดิบขายดี ก่อนจะพัฒนามาเป็นกางเกงยีนส์แฟชั่นในปัจจุบัน รุ่นดังๆ เช่น Levis 501 หรือรุ่นที่แพงมากๆ ก็ Levis 501 ขลิบแดง (ส่วนตัวผมมองว่าแค่เอาด้ายสีแดงมาเย็บเพิ่ม ไม่รู้ว่าดีกว่ากันตรงไหน แต่ราคาแพงกว่ารุ่น 501 ถึง 2 เท่าทีเดียวครับ)

ส่วนใครที่ชอบขับรถเท่ๆ ต้องรู้จักรถพอร์ช (Porsche) เจ้าของเขาก็มีนามสกุล Porsche บริษัทสัญชาติเยอรมันนี้มีอายุ 80 ปีแล้ว ส่วนบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นค่ายยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Toyota ซึ่งจริงๆ นามสกุลของเขาคือ Toyoda ก็มีอายุ 74 ปีแล้ว ประธานคนปัจจุบันคือ Mr. Toyoda เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งบริหารงานได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในบางปีสามารถทำรายได้สูงกว่าคู่แข่งค่าย GM จากอเมริกาเสียอีก

 

มาดูธุรกิจครอบครัวที่อินเดียกันบ้าง หลายคนรู้ว่ามีรถยนต์ยี่ห้อทาทา (Tata) แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วบริษัทนี้เป็นเครือบริษัทที่ใหญ่มากและประกอบธุรกิจมากมาย มีพนักงานเป็นแสนคน ทำทั้งรถยนต์ ผลิตเหล็ก เรียกว่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และถือเป็นบริษัทใหญ่ในธุรกิจเหล็กติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก นอกจากนี้ยังทำธุรกิจเทเลคอม โรงไฟฟ้า เทรดดิง เรียกว่าเป็น Conglomerate หรือเครือข่ายบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของโลก ถึงวันนีมีอายุ 140 กว่าปีแล้วครับ

 

มาถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทางกันบ้าง สำหรับบริษัทปืนบาร์เรตต้า (Baretta) บริษัทผลิตปืนเล็กๆ แห่งนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์อิตาลี ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 485 ปีแล้ว ปืนของเขาใช้กันในหมู่ตำรวจทั่วโลกครับ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาที่หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหารใช้กันมากที่สุด

 

ส่วนธุรกิจครอบครัวที่อยู่ได้ยาวนานและน่าทึ่งที่สุดในโลก คงต้องยกให้กับโรงแรมโฮชิ (Hoshi) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังครองตำแหน่งโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และในปัจจุบันยังบริหารงานโดยคนในตระกูลเดียวกันกับบรรพบุรุษที่เป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 717 มีสิริอายุ 1,294 ปี (ตอนนี้ ผมคิดว่านี่คือธุรกิจครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแล้วครับ ก่อนหน้านี้เคยมีบริษัทก่อสร้างในญี่ปุ่นที่อายุมากกว่า แต่ว่าถูกเทคโอเวอร์ไปเรียบร้อยแล้ว)

 

 

โรงแรมแห่งนี้ผ่านการบริหารงานโดยทายาทรุ่นต่างๆ มาแล้วถึง 46 เจเนอร์เรชัน เรียกว่าอยู่มาตั้งแต่สมัยซามูไรเลยทีเดียว ถ้าใครเคยพักโรงแรมแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เรียกว่า “เรียวกัง” คงพอจะนึกออก ตัวโรงแรมเป็นเหมือนกับบ้านตระกูลใหญ่ของญี่ปุ่นในสมัยก่อน ห้องแบบญี่ปุ่นปูเสื่อทาทามินอนบนฟูก ทานข้าวบนโต๊ะเตี้ย และนั่งบนเบาะรองนั่งกับพื้น เมื่อถึงเวลาอาหารจะมีพนักงานใส่ชุดกิโมโนมาเสิร์ฟอาหารให้ทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็น ส่วนด้านนอกมีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติแบบที่เรียกว่าออนเซน (Onzen)  โฮชิเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ราคาที่พักแพงมาก ประมาณ 20,000 บาทต่อคืน ใครสนใจอยากลองไปพักสามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ของทางโรงแรมได้ครับ โรงแรมดูสวยงาม ทันสมัย แต่ยังมีกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น มาคิดดูแล้วผมก็ไม่รู้ว่ามีกี่ธุรกิจครอบครัวที่สามารถรักษาให้อยู่เกิน 1,000 ปีได้ อาจจะเหลือที่นี่แค่แห่งเดียวแล้วก็ได้ครับ ซึ่งทายาทตระกูลโฮชิคงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

ในกรณีนี้ ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่ฟลุคครับ ที่เขาอยู่มาได้หลายรุ่นแสดงว่ามีวิธีการบริหารทั้งทางด้านธุรกิจและครอบครัวซึ่งแตกต่างจากธุรกิจครอบครัวอื่นๆที่อยู่ได้เพียงไม่กี่รุ่น ผมหวังว่าท่านจะได้ประโยชน์จากการนำคาถาทั้ง 10 ที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ เพราะบริษัทที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ต่างก็เป็น “Expert” ตัวจริงในการใช้คาถาทั้ง 10 ข้อนี้กันทั้งนั้น

 

เหตุผลที่ 2 ตำราที่สอนให้ “รวย” มีเยอะแล้ว แต่ที่สอนให้ “รอด” ยังไม่ค่อยเห็น

ในยุคนี้คุณจะทำอะไรก็สามารถหาหนังสือมาอ่านได้หมดครับ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรอยู่ หรือคิดจะเริ่มธุรกิจใหม่ จะเป็นตัวแทนขายสินค้าหรือนักลงทุน ผมก็เห็นว่ามีหนังสือคู่มือสอนให้รวยออกมาเยอะแยะ มีทั้ง “เขาหาเงินแบบไหนถึงได้รวย” “ให้เงินทำงานแทนเรา” “ลงทุนอย่างชาญฉลาด” ชื่อหนังสือแต่ละเล่มฟังดูจะเร้าใจชวนให้อ่าน ประมาณว่ารวยเร็ว รวยทางลัด รวยล้นฟ้า รวยแบบเถ้าแก่ รวยแบบเจ้าสัว วางแผนให้รวยข้ามชาติ ฯลฯ มีทั้งเล่มที่คนไทยเขียนหรือเป็นหนังสือแปลก็มี

 

ตรงนี้ผมมองว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ เพราะคิดดูว่าถ้านักเขียนกลุ่มนี้เขาเก่งจริงแล้วทำไมจะต้องมาจบแค่การเขียนหนังสือ ทำไมไม่ไปลงมือทำธุรกิจของตัวเองให้รวยเสียเลย

 

จริงๆ แล้วบางคนที่เขียนหนังสือเหล่านี้ ผมก็พอรู้จักอยู่บ้างนะครับ บางคนก็เป็น NPL หรือมีหนี้เสีย เรียกว่าข้ามชาติจริงๆ เพราะจากบุคคลธรรมดาข้ามชาติมาเป็นบุคคลล้มละลายเลย ดังนั้นหากคิดจะอ่านหนังสือเหล่านี้ก็ต้องระวังกันนิดหนึ่งครับ เพราะไม่แน่ใจว่าคนเขียนบางคนรู้จริงหรือเปล่า มีประสบการณ์ที่ทำให้ตนเองรวยอย่างที่เขียนไหม

ยิ่งพอได้อ่านๆ ไปในบางจุดผมยังอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นผมจะไม่แนะนำให้เจ้าของธุรกิจทำแบบนั้น เพราะถ้าทำไปแล้วจะมีโอกาสจนมากกว่ารวยน่ะสิครับ

 

อ้อ ในฐานะที่เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ (แม้จะเป็นการเรียบเรียงมาจากการบรรยายก็ตาม) ผมก็ต้องออกตัวด้วยว่า สิ่งที่ผมบรรยายก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผล 100% นะครับ บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างที่เขาว่าการอ่านแล้วนำไปปฏิบัติมีความเสี่ยง ท่านควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ ขอให้จำไว้ด้วยนะครับ

 

ส่วนหนังสือประเภทที่เป็นชีวประวัติคนดัง คือคนที่ทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จ คนที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาได้ด้วยความลำบาก คนที่เริ่มต้นมาจากศูนย์ อย่างเช่น Jack Welch, Warren Buffet, Steve Jobs, คุณชิน โสภณพนิช, คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี, คุณธนินท์ เจียรวนนท์, คุณเฉลียว อยู่วิทยา ฯลฯ ว่าเขามีความเป็นมาอย่างไรกว่าจะรวย เขามีวิสัยทัศน์ มีแนวคิด มีการกำหนดกลยุทธ์อย่างไร พออ่านดูแล้ว พบว่าสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ มีความขยันหมั่นเพียร มีความอดทนสูง ซึ่งถือว่าทุกคนเก่งมากครับ

 

อ่านไปอ่านมาผมก็สังเกตเห็นว่า ทำไมประวัติคนที่ทำธุรกิจแล้วเจ๊งถึงหาอ่านไม่ได้เลย  ไม่เห็นมีใครนำมาเขียน ไม่มีใครมาเล่าให้ฟัง ว่าคนเราผิดพลาดกันได้อย่างไร แล้วมีวิธีแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรบ้าง

 

อย่างตอนที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ก็มีกรณีศึกษาเป็นตัวอย่างในห้องเรียนมากมาย และส่วนใหญ่ก็เป็นกรณีของบริษัทหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น เท่าที่เรียนมา ผมว่าใน 1,000 กรณีศึกษา จะมีสัก 10 กรณีที่มีประวัติว่าทำแล้วเจ๊ง ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ นั่นคงเพราะไม่มีใครหรอกที่อยากบอกว่าตัวเองบริหารงานแล้วเจ๊ง และบริหารอย่างไรถึงเจ๊ง นั่นสิครับ ถ้าเขาเกิดบริหารแล้วรวย ประสบผลสำเร็จ เขาจึงจะอยากบอกเล่า อยากโฆษณาให้คนได้รู้กันมากๆ

 

ฉะนั้นการที่เราจะได้เรียนรู้จากธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จจึงถือว่าเป็นโอกาสดีที่หาได้ยากมากจริงๆอย่างที่เรารู้กันว่าการเรียนรู้จากความผิดพลาดมีประโยชน์มากมายมหาศาล เพราะเราจะจำได้ขึ้นใจ ยิ่งพลาดครั้งใหญ่ก็ยิ่งจำได้ขึ้นใจและไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก นั่นคือการ Learn from Mistake ครับ

 

 

 

 

เหตุผลที่ 3 ทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่จบปริญญาสูงๆ มักหลงทางกันเยอะ

จากประสบการณ์ที่ผมได้เจอมาด้วยตัวเอง ต้องบอกเลยว่าทายาทรุ่นใหม่ๆ มักมีความคิดที่เรียกว่า “ร้อนวิชา” เพราะเขาได้ไปเรียนมาเยอะ ได้ไปเรียนมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศ เรียนด้านบริหารธุรกิจ ด้านการเงิน การตลาด ด้านวิศวะหรือด้านเศรษฐศาสตร์

 

แล้วเขาได้ไปเรียนอะไรกันมาบ้างครับ เขาเรียนมาว่า การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีปัจจัยหลักๆ สัก 10-15 ข้อ หรือที่เรียกว่า “Key Success Factors” ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่การันตีว่าถ้าเราทำได้ตามนี้แล้ว จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

 

ผมขอลองยกตัวอย่างบางปัจจัยนะครับ เช่น

อันดับแรก – ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทุกตำราจะบอกไว้ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จคุณต้องมีวิสัยทัศน์ หรือ Vision

อันดับสอง – ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี มีเป้าหมาย กำหนดกลยุทธ์ให้ชัดเจน ต้องรู้จักตลาดและคู่แข่ง ต้องเริ่มทำ SWOT Analysis ก่อนเลย

อันดับสาม – สินค้าหรือบริการต้อง Differentiate สินค้าต้องมีความแตกต่าง มีความแปลกใหม่ มีนวัตกรรม (Innovation) ต้องบอกได้ว่าสินค้าของคุณดีกว่าคนอื่นยังไง แตกต่างจากคนอื่นยังไง สิ่งนี้จะบอกก็ได้ว่าสินค้าของคุณมีการกำหนดจุดยืนที่ชัดเจน (Positioning) มีการเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญ

อันดับสี่ – กล้าคิด กล้าตัดสินใจ คนที่อยากรวยหรืออยากประสบความสำเร็จ ต้องมีภาวะการเป็นผู้นำสูง มีโอกาสปุ๊บก็ต้องทำเลย

อันดับห้า – ต้องเป็น First Mover คือเราต้องแนะนำสินค้าที่แปลกใหม่นั้นเข้าสู่ตลาดก่อนคู่แข่งขันจึงจะได้เปรียบคนอื่น

อันดับหก-  ต้องมีเทคโนโลยี มีความทันสมัย ใช้ IT เข้ามาช่วยในการบริหารงานเพื่อลดและควบคุมต้นทุน รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความผิดพลาดและยังเป็นที่รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์

นอกจากนี้ยังต้องมีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจทำงาน ไม่เกี่ยงงาน มีความรับผิดชอบสูง ฯลฯ  (ยังมีอีกหลายหัวข้อ เช่น ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการ ต้องมีภาวะการเป็นผู้นำที่ดี ต้องใช้คนให้เป็น ต้องสามารถจูงใจลูกน้องได้ รับฟังความคิดเห็นและอะไรอีกมากมายที่พวกคุณเคยได้ยินมาแล้ว)

 

สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ปัจจัยพวกนี้เป็นสูตรสำเร็จที่ใครๆ ที่ประสบความสำเร็จเขาบอกว่าทำแล้วดีนะครับ ลองอ่านประวัติคนที่รวยทั้งหลายที่เขาเขียนกันว่าก่อร่างสร้างตัวมาอย่างไร ทำไมถึงบรรลุเป้าหมาย รับประกันว่ามีปัจจัยเหล่านี้อยู่ด้วย

ทีนี้เราลองมามองกันอีกแง่หนึ่งบ้าง ถ้าหากคุณทำตามปัจจัยเหล่านี้แล้วเจ๊งล่ะ? ลองนึกดูว่าธุรกิจเดียวกันนี้ ระหว่างคนที่ทำแล้วสำเร็จกับคนที่ทำแล้วไม่สำเร็จ คุณจะเรียกผู้ประกอบการพวกนี้ว่าอย่างไร

 

ยกตัวอย่างเช่น หากมีคนคิดทำธุรกิจรับบริการจัดงานศพ ถ้าทำแล้วประสบความสำเร็จ เราก็จะบอกว่าเขาเก่งจริงๆ มีวิสัยทัศน์ (Vision) เข้าใจเลยว่าการจากไปของคนบางคนนั้นมันกะทันหันมาก แค่ความโศกเศร้าก็จะรับไม่ไหวแล้ว ไหนจะต้องวิ่งหาวัด นิมนต์พระสงฆ์ การจัดเตรียมอาหาร ดูแลการตกแต่งดอกไม้ การถ่ายภาพในงาน จัดทำของแจกในวันเผา ถ้ามีคนมาช่วยดูแลให้ทั้งหมดก็คงจะดีไม่น้อย คล้ายๆ กับ Wedding Planer แต่เป็น Funeral Planer แทน มีบริการที่แตกต่าง เป็น First  Mover มีนวัตกรรม

 

หากปรากฏว่าการเริ่มธุรกิจนี้ไม่ประสบความสำเร็จล่ะ อาจเป็นเพราะที่วัดมีบริการนี้อยู่แล้ว การประสานงานก็ง่าย ราคาไม่แพง แล้วใครจะมาจ้าง หรือจะด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม (จริงๆ แล้วขอเฉลยว่าธุรกิจนี้มีหลายคนได้ลองทำแล้วครับ แต่ยังไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จสักราย) คราวนี้ลองมาดูซิว่าผลงานครั้งนี้ของคุณจะทำให้คนมองยังไงบ้าง

อย่างข้อแรก จากที่ใครๆ จะมองว่าคุณเป็นคนมีวิสัยทัศน์ (Vision)  ถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมา เขาก็จะมองว่าคุณเป็นคนเพ้อฝัน (Dreamer) คิดไปได้ยังไงเนี่ย

 

หรือข้อที่ 3 จากที่เขาจะชมว่าบริการคุณมีความแตกต่าง มี Differentiate และมี Innovation ถ้าคุณทำเจ๊ง เขาก็จะบอกว่า บริการคุณไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคเลย ศึกษาวิเคราะห์กันมายังไงเนี่ย ไม่มี Market Analysis เหรอ

 

 

 

 

 

เห็นไหมครับว่าสิ่งที่ทำลงไปเหมือนๆ กันนั้น คนจะมองอย่างไรมันวัดกันตรงที่คุณประสบความสำเร็จหรือไม่เท่านั้น ถ้าคุณประสบความสำเร็จเขาจะเรียกแบบหนึ่ง แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเขาก็จะเรียกอีกแบบหนึ่ง ง่ายๆ แบบนี้เองครับ

 

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ อีกข้อครับ เดี๋ยวนี้คนไทยชอบเลี้ยงสุนัขมากขึ้น ที่เมืองนอกก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าเขาเลี้ยงสุนัขกันจริงจัง รักมากเหมือนลูก มีร้านอาหารสำหรับสุนัข มีสวนสาธารณะสำหรับสุนัข หลายคนทำธุรกิจหากินกับสุนัขจนรวย คนไทยเอาบ้างเลยครับ แถวๆ ถนนสุขุมวิทใจกลางเมือง พวกคนมีสตางค์เปิดเป็นร้านอาหารแถมมีคุกกี้พิเศษสำหรับสุนัข มีสระน้ำสำหรับให้สุนัขว่ายน้ำได้

 

นี่ไงครับ Differentiate นี่ไงครับนวัตกรรม (Innovation) แถมยังเป็น First Mover อีกด้วย ปรากฏว่าทำได้ไม่ถึง 6 เดือนก็เจ๊งครับ ไม่มีสุนัขที่ไหนไปเลย บางคนมองย้อนกลับไปแล้วบอกว่าคิดไปได้ยังไง เหมือนพวกเพ้อฝัน แต่คิดดูสิครับ ถ้าเกิดธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมา รับประกันจะมีแต่คนบอกว่า โอ้โห คนนี้มีวิสัยทัศน์นะ รู้ได้ไงว่าคนไทยรักสุนัขกันขนาดนี้

สรุปว่าการวางแผนหรือกำหนดกลยุทธ์แนวทางการทำงาน ถ้าสำเร็จก็คงบอกว่ามองได้ทะลุ รอบครอบ รู้จักคู่แข่ง แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะมีสารพัดจุดอ่อนให้เขาว่าได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นวางแผนไม่เป็น ไม่ครอบคลุม มีช่องโหว่เยอะ ฯลฯ

เรื่องความกล้าตัดสินใจก็เหมือนกันครับ หากคุณกล้าตัดสินใจในเรื่องที่หลายคนอาจมองว่าไม่พร้อมแล้วเกิดประสบผลสำเร็จ คนๆ นั้นก็จะกลายเป็นคนที่มีกึ๋น มีภาวะผู้นำ แต่ถ้าไม่สำเร็จขึ้นมาก็กลายเป็นว่า โอ้โห คนอะไรทำไมบุ่มบ่าม ไม่คิดให้รอบคอบ ไม่รับฟังความคิดเห็นคนอื่น ใจร้อน กลายเป็นคุณไม่มีการไตร่ตรองที่ดีหรือ Poor Judgment

และถ้าคุณตัดสินใจลงทุนในระบบ IT ซึ่งดีมากๆ แต่ลงทุนไปแล้วเกิดไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่คุ้มคราวนี้จะบอกว่าอย่างไรดีครับ ผมเคยเห็นบางคนที่ขนาด iPhone ยังใช้ไม่เป็น แต่ลงทุน IT มูลค่ามหาศาลอย่างระบบ ERP (ERP มาจาก Enterprise Resource Planning เป็นระบบที่มีราคาแพงมากและคนใช้กันเยอะมากครับ โดยระบบสามารถเชื่อมต่อทุกอย่างถึงกันได้หมด ตั้งแต่เปิดบิลไปถึงระบบคลังสินค้าและบัญชี) แล้วตัว CFO เองยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นเลย ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะใช้งานระบบได้อย่างคุ้มค่า ถ้าเป็นแบบนี้เราก็อาจจะถูกมองว่าเป็น Over Invest  หรือลงทุนเกินตัวแต่ไร้ประสิทธิภาพได้ครับ

 

หรือถ้าคุณเป็นคนทำงานหนัก เป็นคนขยัน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ แล้วแบบนี้คนอื่นเขาจะยกย่องคุณหรือไม่ ลองนึกดูง่ายๆ ระหว่างลูกน้องที่ฉลาดแต่ทำงานน้อยกับลูกน้องที่ไม่ฉลาดแล้วทำงานหนัก คุณจะเลือกใครครับ? ผมขอบอกว่าพวกที่ไม่ฉลาดแล้วยังทำงานหนักนี่อันตรายนะครับ พวกไม่ฉลาดแล้วไม่ค่อยทำงานยังไม่เป็นไร เพราะยิ่งเขาทำงานมาก เราก็ยิ่งต้องเหนื่อยตามแก้ไข บางงานดึงมาทำเองยังจะเร็วกว่า ดังนั้นถ้าคุณทำงานหนักแต่ไม่มีผลงาน อาจจะโดนตำหนิว่าทำงานไม่เป็นหรือ Work Hard แต่ไม่ Work Smart ก็ได้ครับ

 

ฉะนั้นสรุปว่าทฤษฎีที่เราเรียนมาทั้งหมดนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำแล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร ถ้าผลที่ได้คือสำเร็จ เขาก็จะชมว่าคุณทำทุกอย่างได้ดีไปหมด ถูกต้องตามหลักทฤษฎีเป๊ะเลย แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม คุณก็จะถูกมองว่าทำไม่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำก็เหมือนๆ กัน

 

ฉะนั้น แม้ว่าสิ่งที่เราได้ไปร่ำเรียนมามากมายจะทำให้เราร้อนวิชาก็ตาม แต่ก็ต้องดูว่าจะนำมาใช้อย่างไรด้วย เพราะหากใช้ไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจังหวะ ช่วงเวลา หรือทำการศึกษาข้อมูลมาไม่ดีพอ แผนงานไม่ละเอียดรอบคอบ ไม่มีการเตรียมแผนสำรอง แล้วผลลัพธ์นั้นต่างจากที่คาดการณ์ไว้ ผลก็จะกลับตาลปัตรอย่างที่ผมบอกนี่ล่ะครับ

 

สรุปง่ายๆ จาก 3 ประเด็นเหตุผลที่ผมกล่าวมาคือ (1) การรักษาธุรกิจครอบครัวให้สืบทอดต่อไปได้นั้นทำได้ยาก และในแต่ละรุ่นจะมีผู้ประกอบการหลายรายที่ต้องช้ำใจกับการที่ได้เห็นธุรกิจของตนเองล่มสลายไป (2) ส่วนข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไปก็เน้นแต่เรื่องการทำธุรกิจให้รวย ซึ่งฟังดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใช่ว่าคนส่วนมากจะนำมาปฏิบัติจนสำเร็จได้ (3) มิหนำซ้ำพอรุ่นหลังๆ ได้รับการศึกษาสูงๆ ได้เรียนทฤษฎีใหม่ๆ ก็ไม่หวนคิดว่าจะสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตการทำงานหรือไม่ สถานการณ์ไหนควรนำมาใช้ ต้องปรับปรุงแนวความคิดหรือวิธีการอย่างไร ถ้าใช้ผิดใช้ถูกก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ธุรกิจเจ๊ง

 

ดังนั้นผมเชื่อว่าการแนะนำว่า “จะทำอย่างไรเพื่อรักษาธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน” น่าจะมีประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจมากกว่า และ 10 คาถาต่อไปนี้ รับประกันว่าใช้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ใครที่ปฏิบัติได้ครบ รับรองว่าจะยิ่งมีโอกาสสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้อีกนานครับ

 

10  คาถา รักษาธุรกิจครอบครัว

ในบทนี้เราจะมาเข้าเรื่องของ 10 คาถากันนะครับ ในแต่ละคาถานั้นผมจะเขียนเรียบเรียงจากเหตุผลหรือสิ่งที่มักทำให้นักธุรกิจหรือทายาทธุรกิจตัดสินใจผิดพลาดก่อนผมขอเรียกว่า “หลุมกับดัก” แล้วกันครับ แล้วผมจึงจะบอกว่า “หายนะที่จะเกิดขึ้น” คืออะไร มากหรือน้อยแค่ไหน และมีอะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ใกล้ตัวเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันยิ่งขึ้น (ในหนังสือเล่มนี้ กรณีศึกษาที่หยิบยกมาจะมีเยอะและหลากหลายมาก ก็อย่าเพิ่งเบื่อซะก่อนนะครับ ผมเชื่อว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือจาก Case Study ย่อมดีกว่าเรียนรู้จากทฤษฎีหรือคำสอนเพียงอย่างเดียว) และสุดท้ายผมจะบอกให้ว่าต้องทำตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้เราตัดสินใจผิดพลาด หรือหากพลาดไปแล้วเราจะมีวิธีหาทางออกอย่างไร พูดง่ายๆ คือ “แนวทางแก้ไข” นั่นเอง