กลยุทธ์การตั้ง ราคาสินค้า Online

กลยุทธ์การตั้ง ราคาสินค้า Online

ปัญหาที่ผู้ประกอบการอยากรู้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องการตั้งราคาสินค้า เนื่องจากการขายของผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น แม้ว่าจะไม่มีพรมแดน เรื่องการสั่งซื้อ แต่ก็จะมีปัญหาค่าขนส่งซึ่งเมื่อบวกค่าสินค้าเข้าไปแล้ว ลูกค้าบางคนอาจจะรู้สึกว่า “ซื้อแพง” ?

เมื่อย้อนไปดูพื้นฐานของการตั้งราคาสินค้าในช่องทางการขายปกตินั้น เราคำนึงถึง 3 ปัจจัยต่อไปนี้
1. ต้นทุนการผลิตสินค้า
ตั้งแต่วัตถุดิบ การขนส่งวัตถุดิบมาเพื่อแปรรูป พัฒนาคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่าย

2. ราคาของคู่แข่งขัน
หากสินค้าเราไม่ใช่สินค้าใหม่ถอดด้ามก็ต้องคำนึงถึงราคาของสินค้าคู่แข่งที่วางตลาดไว้ หากเทียบคุณภาพแล้ว ใกล้เคียงกัน เราก็ไม่สามารถที่จะตั้งราคาสูงกว่าเขาได้ แต่ถ้ามั่นใจว่าสินค้าเรามีคุณภาพดีกว่า เราก็สามารถที่จะทำราคาเหนือคู่แข่งด้วย ที่สำคัญต้องให้ลูกค้า หรือผู้ซื้อรู้สึกเช่นนั้นด้วย เขาจึงจะยอมจ่ายแพงกว่า

3. ค่าดำเนินการต่างๆ
ราคาสินค้าที่ผู้บริโภคคนสุดท้ายจ่ายในปัจจุบันนั้น ได้รวมถึงค่าโฆษณา ค่าฝากขาย และค่าดำเนินการต่างๆ อย่างมากมาย แม้แต่ในอินเทอร์เน็ตเอง การที่ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าของเราบนเว็บไซต์ ธนาคารก็คิดค่าธรรมเนียม 3-5% ของราคาขายด้วย

ปัจจัยดังกล่าวนี้ ล้วนมีผลในการตั้งราคาขายสินค้าทั้งสิ้น

แต่การขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตนั้น สามารถลดต้นทุนในค่าดำเนินการต่างๆ ไปได้มาก เช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าพนักงานขาย ค่าน้ำ ค่าไฟ ดังนั้นจึงทำให้ต้นทุนส่วนนี้ สินค้าหลายประเภทจึงสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าช่องทางการค้าปกติ

อีกประการหนึ่งการขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไม่จำเป็นต้อง สต๊อกสินค้าเป็นจำนวนมาก เพราะลองทำ สินค้าตัวอย่างขึ้นมา แล้วประชาสัมพันธ์ให้คนเข้ามาดู หากสนใจจึงค่อยผลิต โดยวิธีการเหล่านี้ก็ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบได้มาก และเมื่อผลิตแล้วก็สามารถสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด

อย่างไรก็ตาม หากจำหน่ายสินค้าที่จับต้องได้ (ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ ซึ่งเมื่อผู้ซื้อชำระเงินเสร็จแล้วก็สามารถดาวน์โหลดได้ทันที-ไม่ต้องมีค่าขนส่ง) ผู้ซื้อก็ต้องจ่ายค่าขนส่งอยู่ดี ผู้ประกอบการบางรายที่คิดจะทำการค้าขายในต่างประเทศ จึงเกรงว่าหากตั้งราคาสินค้า 10 เหรียญ แต่เมื่อรวมค่าส่ง 20 เหรียญแล้ว ผู้ซื้ออาจจะลังเลไม่ซื้อสินค้านั้นก็ได้

แนวคิดการตั้งราคาบนอินเทอร์เน็ตของผู้ประกอบการในเว็บปัจจุบัน จึงแยกออกเป็น 2 แนวทาง
1. คิดราคาค่าขนส่งรวมกับราคาสินค้า
โดยหาค่าเฉลี่ยของค่าขนส่งกลุ่มเป้าหมายปลายทาง แล้วบวกรวมกับค่าสินค้า โดยแง่นี้ลูกค้าก็จะไม่รู้ค่าขนส่ง เมื่อประมาณราคาสินค้าว่าเหมาะสมกับมูลค่าที่ตนยินยอมจ่ายแล้ว เขาก็จะตัดสินใจซื้อ

2. คิดราคาค่าขนส่งแยกกับราคาสินค้า
โดยวิธีนี้ก็จะเป็นธรรมกับผู้ซื้อ เพราะหากผู้ซื้ออยู่ ทวีปเอเชียแต่ต้องจ่ายค่าขนส่ง ที่รวมกับค่าสินค้าเท่ากับ ผู้ซื้อปลายทางที่อเมริกาแล้ว เขาก็รู้สึกว่าแพงเกินไป ในกรณีเช่นนี้ผู้ขายเองก็ต้องพยายามจัดสินค้า ให้เหมาะสมกับ น้ำหนักขั้นต่ำที่บริษัทฯ ขนส่งคิด เพื่อที่ลูกค้าจะ ได้ไม่รู้สึกว่า ตนต้องรับภาระค่าขนส่ง มากเกินไป เช่น ถ้วยกาแฟเปล่าๆ น้ำหนัก 200 กรัม ราคา 3 เหรียญ แต่เสียค่าส่ง 10 เหรียญ ผู้ซื้อก็ต้องจ่ายเงินค่าสินค้า แค่ถ้วยกาแฟเปล่า ทั้งหมด 13 เหรียญ แต่หากผู้ขายจัดจานรองถ้วยกาแฟ พร้อมช้อนคน ขายเป็นชุด แม้น้ำหนักจะเพิ่มเป็น 500 กรัม ค่าสินค้าจะเพิ่มเป็น 4 เหรียญ แต่ค่าขนส่งยังคงเท่าเดิม ลูกค้าที่ซื้อชุดถ้วยกาแฟ+จานรอง+ช้อนในราคา 14 เหรียญ ก็จะรู้สึกคุ้มค่ากว่า

เรื่องเหล่านี้จึงเป็นแนวคิด ให้ผู้ประกอบการพิจารณา เพื่อตั้งราคาสินค้า แต่อย่าลืมว่า “สินค้า” บนอินเทอร์เน็ตนั้น มีอยู่มากมาย ผู้ซื้อมี โอกาสเปรียบเทียบราคาได้ตลอดเวลา บางเว็บที่มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก แต่ไม่เคยขายสินค้าได้เลย บางทีต้องหันมาพิจารณาเรื่องของ “ราคาขาย” ที่ตนตั้งเหมือนกันว่า “น่าซื้อหรือเปล่า?”

เทคนิคพัฒนาเว็บไซต์ให้โดนใจลูกค้าและปลอดภัยของระบบชำระออนไลน์

เทคนิคพัฒนาเว็บไซต์ให้โดนใจลูกค้าและปลอดภัยของระบบชำระออนไลน์

เมื่อพูดถึง “เว็บไซต์” แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในยุคไซเบอร์ ย่อมรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งนำพาทุกคนไปยังอีกโลก

นั่นคือโลกที่ไร้พรมแดนในการติดต่อกับผู้คนทั่วโลก อีกทั้งในแง่ธุรกิจยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่องค์กร ร้านค้า และธุรกิจต่างๆ ที่เน้นด้าน E-commerce ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคงหนีไม่พ้น Amazon.com ซึ่งมีชื่อเสียงในการเป็นร้านค้าออนไลน์ที่อาศัยเว็บไซต์ในการขายสินค้าและ บริการ แต่กว่าที่อะเมซอนจะประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับของลูกค้าได้ ล้วนต้องอาศัยเวลาในการสั่งสมชื่อเสียงและประสบการณ์ รวมถึงการวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่โดนใจลูกค้า จนทำให้ Amazon กลายเป็นแถวหน้าของธุรกิจ E-commerce ในปัจจุบัน

การทำเว็บไซต์ให้ออกมาดูดี สวยงามและไฮเทคสำหรับยุคนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะปัจจุบันมีคนที่มีความสามารถมากมายทั้งในด้านโปรแกรมและการออกแบบ แต่จะมีสักกี่เว็บไซต์ที่ดึงดูดลูกค้าให้สนใจซื้อสินค้าได้

นี่เป็นคำถามที่เจ้าของเว็บไซต์ต่างต้องหาคำตอบให้แก่ธุรกิจตัวเอง โดยสถิติต่างๆ ที่มีการทำสำรวจบรรดาเจ้าของเว็บไซต์ E-commerce ควรจะคำนึงถึง เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาและสร้างเว็บไซต์ โดย 43% ของผู้ที่เข้าเว็บไซต์ประเภทจองที่พัก สายการบิน หรือโรงแรม จะไม่เกิดการสั่งซื้อ ซึ่งมักออกจากเว็บไซต์อันเนื่องมาจากการออกแบบไม่ดี ขณะที่ 27% ของคำสั่งซื้อออนไลน์ จะมีการถูกยกเลิก และ 4 ใน 5 ของผู้เข้าชมเว็บไซต์แห่งหนึ่งจะไม่ย้อนกลับมายังเว็บไซต์นั้นอีก

จะเห็นได้ว่าโอกาสที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือลูกค้าจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้า หรือไม่กลับมายังเว็บไซต์นั้นๆ อีกอยู่ในระดับค่อนข้างสูง นั่นเป็นเพราะปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมากผุดขึ้นมา และความเร็วของอินเทอร์เน็ตยังส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพราะถ้าหากเว็บไซต์เหล่านั้นทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าติดขัด เช่น โหลดช้ากว่าอีกเว็บไซต์เพียงแค่เสี้ยววินาที ลูกค้าใหม่กลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะไปยังเว็บไซต์อื่นในทันที หรือทางเว็บไซต์มีการให้กรอกรายละเอียดเยอะแยะมากมาย ลูกค้าที่ไม่ชอบความยุ่งยากก็จะรีบปิดเว็บไซต์เช่นกัน ดังนั้นการที่เว็บไซต์หนึ่งจะสามารถดึงดูดและทำยอดขายได้มาก ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ

เมื่อได้รู้ถึงธรรมชาติของผู้เข้าชมเว็บไซต์ซึ่งมีโอกาสที่จะมาเป็นลูกค้า ใหม่แล้ว การทำเว็บไซต์ตามพฤติกรรมของลูกค้าจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของเว็บไซต์จะต้อง ให้ความสำคัญ โดยเน้นการออกแบบที่ใช้งานง่าย ไม่ออกแบบตามที่ตัวเองชอบ แต่ต้องออกแบบเพื่อลูกค้า และหมั่นทดสอบการเข้าเว็บไซต์ผ่านเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) ต่างๆ เช่น IE, Firefox และ Safari เป็นต้น

สำหรับหลักการออกแบบเว็บไซต์และองค์ประกอบต่างๆ นั้นในเรื่องของกระบวนการทำคงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เพราะถ้าเจ้าของเว็บไซต์คำนึงถึงความสามารถในการเข้าชมเว็บไซต์จากคนจำนวน มาก (Accessibility) ความน่าสนใจในการดึงดูดผู้เข้าชมให้ตรึงจนเกิดการสั่งซื้อ (Attractiveness) ความเร็วของเว็บไซต์ที่ต้องรองรับความใจร้อนของคนเล่นอินเทอร์เน็ต (Speed) ความง่ายของการใช้เว็บไซต์ (Simplicity) และความน่าเชื่อถือ (Credibility) ก่อนที่จะสร้างเว็บไซต์ เชื่อได้ว่ามีโอกาสมากทีเดียวที่เว็บไซต์นั้นจะประสบความสำเร็จ หรืออย่างน้อยก็เป็นอีกแห่งที่ลูกค้าให้การยอมรับและเกิดการสั่งซื้อสินค้า และบริการ

แต่นอกจากเจ้าของเว็บไซต์จะคำนึงถึงองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว การให้ความสำคัญกับรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบในการออกแบบก็ถือว่าสำคัญ ไม่แพ้กัน โดยเจ้าของเว็บไซต์ควรจะระวัง หรือใส่ใจเรื่องเล็กๆ ที่อาจมองข้ามไปในแต่ละองค์ประกอบ อันได้แก่รายละเอียดที่ปรากฏในตาราง

อย่างไรก็ตาม แม้จะออกแบบตามหลักการข้างต้นแล้ว แต่ถ้าเว็บไซต์ขาดการทำการตลาดที่ดีก็ยากที่ผู้เข้าชมจะเข้าถึงเว็บไซต์ได้ ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันมีมากมาย แต่วิธีที่เรียกได้ว่า “ต้องทำ” นั้นได้แก่การนำเว็บไซต์ไปใส่ตามเว็บไดเรกทอรีต่างๆ (Web Directory) เช่น www.sanook.com หรืออาจพิมพ์คำว่า “add url”, “submit link” หรือ “add link” บนเสิร์ช เอ็นจินของกูเกิล (หรือรายอื่น) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้รู้จัก

จากนั้นใช้การทำการตลาดบน Search Engine หรือที่รู้จักกันดีในนาม SEO (Search Engine Optimization) ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์สามารถติดอันดับการค้นหาได้ โดยในการทำ SEO จะมีทั้งในส่วนที่เป็นโฆษณาแบบที่เสียเงินให้แก่กูเกิล ซึ่ง url ของเว็บไซต์จะปรากฏอยู่ตรงฝั่งขวามือ และกูเกิลจะเก็บเงินเจ้าของเว็บไซต์ตามจำนวนการคลิกของผู้เข้าชมเว็บไซต์

ส่วนการทำโฆษณาแบบที่ไม่ต้องเสียเงินนั้นจะปรากฏอยู่ทางฝั่งซ้าย หากแต่ผู้ที่ใช้วิธีนี้จะต้องเรียนรู้วิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้น ยิ่งเว็บไซต์ที่สามารถติดอันดับหนึ่งของการค้นได้ โอกาสที่คนจะคลิกมีสูงถึง 42% แต่ถ้าหากติดอยู่ในอันดับ 2 โอกาสที่คนคลิกจะตกลงมาอยู่ที่ 11% ขณะที่อันดับ 10 อยู่ที่ 3% ส่วนถ้าเว็บไซต์ตกไปอยู่ในหน้าที่ 2 ของการค้น มีโอกาสน้อยเพียง 0.6% ที่คนจะคลิกเว็บไซต์

เมื่อเว็บไซต์กลายเป็นที่รู้จักของ Search Engine และลูกค้าแล้ว อันดับต่อไป ที่เจ้าของเว็บไซต์จำเป็นต้องใส่ใจก็คือการหาวิธีในการเพิ่มยอดขายให้แก่ เว็บไซต์ โดยอาจใช้การจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าแต่ละกลุ่มให้เข้ามาซื้อสินค้า อาทิ การจัดขายสินค้าเป็นชุดหรือแพ็ก การขายพ่วงที่ลดราคาสินค้าชิ้นที่ 2 ในกลุ่มเดียวกัน และการทำโปรโมชั่นเฉพาะกลุ่ม ที่สำคัญควรจะคอยติดตามผลการสั่งซื้อจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ลูกค้ากรอกรายละเอียดสั่งซื้อ แต่สุดท้ายไปกดคำสั่งซื้อสินค้า หรือการติดตามถามไถ่เรื่องการชำระเงิน กรณีที่ลูกค้ายังไม่ชำระค่าสินค้าหรือชำระล่าช้า เป็นต้น

นอกจากการออกแบบเว็บไซต์ให้โดนใจลูกค้าและสามารถใช้งานง่ายแล้ว ยังมีปัญหาที่เจ้าของเว็บไซต์จะต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อขจัดความไม่ เชื่อมั่นของลูกค้า นั่นคือระบบชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงไม่มั่นใจในความปลอดภัยและกลัวว่าจะถูกขโมยข้อมูล

ดังนั้นการใช้บริการชำระเงินที่น่าเชื่อถือและมีระบบรักษาความปลอดภัยชั้น เลิศจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยปัจจุบันมีธนาคารในประเทศไทยหลายแห่งเริ่มหันมาให้บริการด้านนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะตอบโจทย์ของผู้ประกอบการ E-commerce ได้ดีในแง่การชำระเงินออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต ณ นาทีนี้ คงต้องยกให้ K-Payment Gateway ระบบชำระเงินออนไลน์ ที่ธนาคารกสิกรไทยเป็นตัวแทนในการรับชำระบริการและสินค้าผ่านบัตรเครดิตของ ลูกค้า (ที่มีสัญลักษณ์ Visa และ Master Card) ซึ่งรองรับถึง 9 สกุลเงิน ได้แก่ บาท ดอลลาร์สหรัฐฯ ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ออสเตรเลีย เยน ยูโร และปอนด์

โดยมีระบบการชำระเงินหลากหลายที่แยกตามความต้องการของลูกค้า อาทิ ระบบชำระเงินแบบอัตโนมัติที่ทางระบบจะเก็บเงินกับทางร้านค้าทันที แบบกึ่งอัตโนมัติ เป็นระบบที่ร้านค้าสามารถแก้ไขข้อมูลระหว่างวัน ก่อนที่ระบบจะเก็บเงินให้ร้านค้า แบบ Manual เป็นระบบที่ทางร้านค้าตัดสินใจเองว่าการชำระเงินของลูกค้าประเภทไหนสามารถ เก็บเงินได้ทันที (เหมาะกับการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากและต้องรอการยืนยันที่ชัดเจน) และแบบชำระบางส่วน (Partial Settlement) เป็นระบบที่เปิดให้ลูกค้าชำระเงินบางส่วน สำหรับกรณีที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ร้านค้ามีสินค้าไม่พอ โดยร้านค้าจะแจ้งต่อลูกค้าให้เลือกจ่ายเฉพาะค่าสินค้าที่ทางร้านมีอยู่โดย ไม่ต้องยกเลิกรายการสั่งซื้อ

นอกจากออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย โดนใจลูกค้า และมีระบบชำระเงินที่ปลอดภัยแล้ว สิ่งสำคัญที่เจ้าของเว็บไซต์หรือผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงอยู่เสมอก็คือความ จริงใจต่อลูกค้าและตรงต่อเวลาในการส่งสินค้า เพราะสองสิ่งนี้จะช่วยให้ลูกค้าเก่ายังคงใช้บริการและอาจบอกต่อแก่คนรู้จัก ซึ่งจะกลายเป็นลูกค้าใหม่ที่มาใช้บริการในอนาคต…

จะทำ e-Commerce อยากให้คุยกันในเรื่องเหล่านี้ก่อน…

จะทำ e-Commerce อยากให้คุยกันในเรื่องเหล่านี้ก่อน… โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

1.วัตถุประสงค์ และ จุดมุ่งหมาย

a.ความต้องการและวัตถุประสงค์ของทุกคน
b.ระยะเวลาของ web ว่าจะอยู่รอดนานเท่าใด
c.คุณจะอยู่ร่วมหัวจมท้ายกับ web นี้ตลอดไปหรือไม่
d.คุณต้องการอะไรจากการทำ e-commerce นี้
e.คุณจะยอมเสียสละเวลาในการเข้าร่วมรับผิดชอบใน web นี้มากน้อยเพียงใด

2.กลุ่มเป้าหมายของ web

a.ต้องการขายสินค้าให้กับลูกค้าทั่วไปในไทยหรือไม่
b.ต้องการขายสินค้าให้กับต่างชาติด้วยหรือไม่
c.ต้องการให้ขายส่งสินค้าด้วยหรือไม่

3.กลุ่มจัดการดำเนินการ

a.คุณอาสาที่จะอยู่ในกลุ่มจัดการและ ดำเนินการหรือไม่
b.คุณคิดว่าน่าจะจ้างพนักงานมาดูแล web นี้หรือไม่
c.เราจะควบคุมราคาสินค้าของสมาชิกร้านค้าได้หรือไม่
d.เราจะควบคุมการไม่จ่ายเงินของผู้ซื้อสินค้าได้อย่างไร

4.การตลาด

a.การโปรโมท web จะทำอย่างไรให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
b.จะหาคนมาร่วมลงสินค้าเพื่อขายกับเราได้อย่างไร

5.รายได้ / ค่าใช้จ่าย / บัญชี

a. งบประมาณที่จะลงมาจากที่ใด
b. ท่านจะลงทุนเป็นจำนวนเงินเท่าใดในส่วนที่คุณคิดว่าพอดีในการทำงานร่วมกันในครั้งนี้
c. ต้องการหาเงินจาก web นี้หรือไม่ เพราะเหตุใด
d. ต้องการมีระบบบัญชีเพื่อควบคุมรายรับ-จ่ายหรือไม่
e. ต้องการหาเงินจาก banner ที่ลงโฆษณาด้วยหรือไม่
f. ต้องการตัดเงินจากบัตรเครดิตด้วยหรือไม่
g. หากมีเงินเหลือ คุณคิดว่าเราควรทำอย่างไร
h. หากขาดทุน คุณคิดว่า จะทำอย่างไร

6. สมาชิกที่จะมาลงขายสินค้า

a. ของที่ขายจะทำเพื่อกลุ่มโดยเฉพาะหรือไม่..
b. สามารถให้บุคคนอื่นที่อยู่ในธุรกิจร่วมลงใน web หรือไม่
c. การสมัครสมาชิกเข้ามาในกลุ่มต้องเสียเงินค่าสมัครหรือไม่
d. ต้องเสียค่าสมาชิกรายปีหรือไม่
e. ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นในการขายสินค้าผ่าน web ให้กับ web เราหรือไม่
f. สมาชิกสามารถเห็นข้อมูลของสมาชิกอื่นได้หรือไม่
g. สมาชิกสามารถมองเห็นข้อมูลของ web เรื่องรายได้ ค่าใช้จ่าย ได้หรือไม่
h. สมาชิก ต้องเป็นคนในห้องสีลม เพียงอย่างเดียวหรือไม่..

7. สมาชิกที่มาซื้อสินค้า

a. ต้องลงทะเบียนก่อนการซื้อหรือไม่ เพราะเหตุใด
b. ต้องการรวบรวมข้อมูลการซื้อหรือไม่
c. มีบริการอื่นๆเสริมให้หรือไม่
d. มีการจัดส่งเมล์ Update ข้อมูลหรือไม่
e. มีการเก็บประวัติการซื้อ เพื่อทำ CRM หรือไม่

8. การขายสินค้า

a. ต้องการจัดกลุ่มประเภทสินค้าหรือไม่
b. ต้องการขายสินค้าของสมาชิกผ่าน web หรือไม่
c. ต้องการจัดส่งสินค้าที่สั่งเองหรือไม่.. เพราะเหตุใด
d. ต้องการจ้างพนักงานเพื่อดูแลอย่างเป็นระบบหรือไม่
e. ต้องการให้มีการประมูลใน web ด้วยหรือไม่

9. การพัฒนา web

a. ใช้ภาษาใดเพื่อเขียน web ต้องระบุ หรือ ปล่อยตามสบาย
b. ใช้ Database ใดในกาเก็บข้อมูล
c. การปรับปรุงเป็นแบบรับผิดชอบคนกลุ่มเดียว หรือ สามารถให้หลายๆคน ปรับปรุงได้ตามความรับผิดชอบ
d. ต้องมี web page เป็น ภาษาอังกฤษ หรือไม่
e. ต้องมีระบบค้นหาสินค้าหรือไม่

10. ตัวเสริมใน web

a. มีกระทู้ ถาม-ตอบ ใน web หรือไม่
b. มี Chat ใน web หรือไม่
c. มี link ใน web เพื่อไปที่อื่นๆ หรือไม่
d. สามารถส่ง e-card ได้หรือไม่

11. ข้อมูลเพื่อกลุ่มสมาชิกร้านค้า

a. ต้องการมีบทความทางด้านการบริหาร หรือไม่
b. ต้องการมีบทความทางด้านการตลาด หรือไม่
c. ต้องการมีบทความทางด้านการบริการ หรือไม่
d. จะมีการจัดสัมนาวิชาการให้กับสมาชิกร้านค้าหรือไม่ และ ต้องเก็บเงินกับสมาชิกหรือไม่

E-Commerce ช่องทางการตลาดใหม่ ดีหรือไม่ อย่างไร

E-Commerce ช่องทางการตลาดใหม่ ดีหรือไม่ อย่างไร

ช่วงนี้ข่าวคราว เกี่ยวกับ E-Commerce ค่อนข้างจะมีมากในสื่อมวลชนทั่วไป ข่าวคราวของ E-Commerce มีข้อดีคือเป็นตัวกระตุ้น ให้มีการพัฒนาและการขยายตัวของ E-Commerce ในประเทศไทย ซึ่งผมก็ยินดีและอยากเห็นการขยายตัวของ E-Commerce ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งผมก็รู้สึกว่าข่าวสารเกี่ยวกับ E-Commerce ที่เผยแพร่อยู่นั้น เป็นการให้มุมมองเพียงด้านเดียว ซึ่งจะทำให้ผู้ที่กระโดดลงมาใช้ E-Commerce เป็นช่องทางการขายสินค้าของตนเพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง ได้กระโดดเข้ามาด้วยความหลง ด้วยการตามแห่ โดยขาดการพิจารณา โดยขาดข้อมูลในอีกหลายๆด้าน ซึ่งผมว่าผมคงคิดไม่ผิดเท่าไหร่ เพราะผมเทียบกับการตีข่าวเรื่อง Y2K ทำให้ผมได้ยินเรื่องคนไปซื้อการ์ดแก้ Y2K ที่พันทิพย์ เพื่อใช้กับเครื่องรุ่นใหม่ที่บ้านซึ่งให้ลูกเล่นเกมส์ (เครื่องนี้ไม่เดือดร้อนจาก Y2K แต่อย่างใด) ซึ่งผมถือว่านี่คือผลของข่าวสารด้านเดียว อันเป็นผลประโยชน์กับธุรกิจบางอย่างเท่านั้น นี่จึงเป็นแรงจูงใจให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้บริหาร ว่าจะตัดสินใจทำ E-Commerce หรือไม่

การค้าขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce ซึ่งปัจจุบันเรามักจะเหมาว่า E-Commerce คือการค้าขายผ่าน Internet ไปแล้วนั้น เมื่อ Internet มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รวดเร็วมากจนน่าทึ่ง Internet จึงกลายเป็นช่องทางค้าขายที่น่าสนใจ ถ้าท่านมีสินค้าอยู่ไม่ว่าสินค้าของท่านจะเป็นสินค้าที่จับต้องได้ หรือเป็นบริการ ท่านคงต้องมองแล้วว่าท่านจะใช้ E-Commerce ในการเพิ่มยอดขายซึ่งหมายถึงเพิ่มกำไร ให้แก่สินค้าของท่านหรือไม่ สิ่งที่ผมจะเสนอแนวคิดบางส่วน เพื่อประกอบการพิจารณาทำ E-Commerce ประกอบด้วย
1. ลักษณะสินค้าเหมาะกับการทำ E-Commerce หรือไม่
2. กลุ่มเป้าหมายของสินค้าตรงกับผู้ใช้ Internet หรือไม่
3. ควรทำ E-Commerce อย่างไรดี
4. วิธีการส่งสินค้าเป็นอย่างไร
5. วิธีการรับชำระเงินเป็นอย่างไร และความเสี่ยงกับหนี้สูญ
6. ต้นทุนในการจัดทำระบบและการดำเนินงานเป็นอย่างไร

ประเด็นแรกก็มาดูว่า สินค้าของท่านเหมาะที่จะทำ E-Commerce หรือไม่ ในความเห็นของผมแล้ว สินค้าทุกอย่างทำ E-Commerce ได้ เพียงแต่สินค้าบริการและสินค้า digital จะทำ E-Commerce ได้ดีกว่า สินค้าที่คนรู้จักกันทั่วไปจะดีกว่า สินค้าที่คนไม่รู้จัก สินค้าที่สามารถบรรยายสรรพคุณเป็นตัวหนังสือได้ จะดีกว่าสินค้าที่ต้องทดลองใช้ ที่กล่าวมาก็เป็นแนวคิดคร่าวๆ แต่ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า สินค้าทุกอย่างทำ E-Commerce ได้ทั้งนั้น เพียงแต่ข้อจำกัดของสินค้า อาจทำให้ท่านเจ้าของสินค้า จำเป็นต้องลดระดับของ E-Commerce ลง เช่นสินค้า digital ก็อาจส่งของทาง Internet ได้เลย แต่สินค้าชิ้นใหญ่รายละเอียดมาก ต้องการการดูตัวอย่าง ท่านก็อาจทำ E-Commerce เพียงขั้นตอนเสนอสินค้าให้ลูกค้าได้รับรู้และสามารถติดต่อได้ แต่กระบวนการอื่นต้องทำตามปกติเป็นต้น

ประเด็นที่สองซึ่งผม เห็นว่าสำคัญที่สุด ก็คือกลุ่มเป้าหมาย เมื่อเราขายของใน Internet ผู้ซื้อก็คือคนใช้ Internet สิ่งที่เราต้องดูก็คือสินค้าของเรา กับกลุ่มผู้ใช้ Internet เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ถ้าเราขายเครื่องไถนาใน Internet ก็ประสบความสำเร็จยาก เพราะชาวนาทั่วไปคงไม่มี Internet ใช้ แต่ถ้าเราต้องการขายเครื่องไถนาไปต่างประเทศ ก็เป็นไปได้ที่ตัวแทนในต่างประเทศจะมี Internet ใช้ จากข้อมูลเท่าที่ผมรวบรวมได้ คนที่ใช้ Internet กลุ่มใหญ่ที่สุดคือคนในวงการศึกษา นักศึกษาเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยบุคลากรในวงการศึกษา คนในแวดวง IT ก็เป็นกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาเช่นหนังสือ จะขายได้ดี อาหารก็น่าจะขายได้ เพราะเป้าหมายอยู่ที่คนทุกกลุ่ม คนใช้ Internet น่าจะมีรายได้ดีน่าจะมีรถขับ สินค้าเกี่ยวกับรถน่าจะขายได้ ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องมองคือลูกค้าในต่างประเทศ สินค้าประเภทบริการที่รับคำสั่งซื้อในต่างประเทศ แต่ให้บริการในประเทศไทยก็น่าจะประสบความสำเร็จ

ประเด็นที่สามก็คือ จะทำ E-Commerce อย่างไร หัวข้ออาจทำให้ท่านไม่ค่อยเข้าใจนักว่าจะพูดถึงประเด็นไหน ก็ลองอ่านๆไปนะครับ ผมกำลังพูดถึงว่า เราจะทำระบบเอง หรือจ้างเขาทำ จ้างคนไทยหรือจ้างฝรั่ง ระบบควรจะอยู่ที่ไหนดี ต้องมีโฮมเพจของบริษัทเราเอง หรือฝากเขาไว้ ซึ่งผมขอให้หลักคิดดังนี้ การค้าขายนั้นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดก็คือลูกค้า โฮมเพจ E-Commerce ของเราก็เหมือนหน้าร้าน ขณะที่ในระบบ Internet นั้นกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ใช่ขับรถผ่านก็จะเห็นหน้าบ้านเรา ลูกค้าจะตรงไปยังที่รู้จัก และที่ซึ่งถูกแนะนำให้รู้จัก ไม่มีการรู้จักโดยบังเอิญเพราะเป็นทางผ่าน นั่นก็หมายความว่าหน้าร้านของเรา หรือโฮมเพจของเราจะต้องไปอยู่ในที่ซึ่งคนรู้จัก หรือที่จะแนะนำให้รู้จักร้านเรา การทำโฮมเพจขึ้นมาเองก็เป็นเรื่องยาก ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เมื่อทำขึ้นมาแล้วก็ไม่มีคนรู้จักอีก จะไปโฆษณาให้คนรู้จักก็เสียเงิน ผมว่าจ้างเขาทำแล้วก็ฝากโฮมเพจไว้กับเขาเลย น่าจะเป็นความคิดที่ดี รวดเร็วไม่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญ แล้วถ้าเราฝากไว้กับแหล่งของเขา ซึ่งลูกค้าก็น่าจะมาเยอะแล้วก็มีโอกาสแวะเข้าร้านของเรา ดังนั้นเราก็คงต้องดูหน่อยครับว่า website ที่เราจะไปฝากร้านของเราไว้นั้น มีคนเข้ามามากน้อยแค่ไหน มันก็คงเหมือนเปิดร้านในห้าง ถ้าห้างนั้นคนเยอะเราก็จะขายดีไปด้วย ถ้าห้างคนน้อยก็ขายไม่ดี ถ้าตั้งร้านอยู่เดี่ยวๆ ก็อาจไม่มีคนเลย ดังนั้นคงต้องดูหน่อยครับว่าที่เราจะไปฝากไว้นั้น คนเยอะไหม จัดหมวดหมู่ดีไหม ถ้ากิจการของเราใหญ่โตขึ้น จะทำเองมี website ดูแลเองก็คงเหมาะสม แต่ป้ายร้านแนะนำทางเข้า ผมก็ยังเห็นว่าต้องไปฝากไว้ตามแหล่งที่คนเยอะอยู่ดี อ้อการเลือกผู้ให้บริการทำ E-Commerce นอกจากดู website เขาว่ามีคนเยอะไหมแล้ว ยังต้องดูว่าการส่งข้อมูลระหว่างเขากับเราทำอย่างไรด้วย ไม่ใช่พอมีคนสั่งซื้ออะไรมา กว่าที่เราจะรู้ก็อีกอาทิตย์ แบบนี้ก็ใช้ไม่ได้ครับ E-Commerce ต้องรวดเร็วทันใจ พร้อมเมื่อไหร่ทำ website เองเลย แต่ตอนเริ่มนี่ไม่ต้องรีบร้อนครับ จะขายได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย

ประเด็นที่สี่คือ เรื่องการส่งสินค้า เมื่อเราได้รับคำสั่งซื้อแล้วจะส่งสินค้าอย่างไร สินค้า digital คงไม่ต้องพูดถึงแล้วเพราะรับไปได้เลย แต่สินค้าอย่างอื่นนี่สิ จะมีพนักงานส่งของก็ได้ แต่ต้องส่งเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าเพิ่งเริ่มขายทาง Internet อย่างเดียวแล้วมีพนักงานส่งของ คงต้องม้วนเสื่อในไม่ช้า ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือส่งของทางไปรษณีย์ พูดถึงส่งของทางไปรษณีย์แล้วต้องถือว่าเป็นต้นตำรับ E-Commerce เลย ในไทยนี่แหละครับ เรามี E-Commerce มานานพอควรแล้ว ก่อนที่บริษัทใหญ่ๆและธนาคารใหญ่ๆจะประกาศทำนานแล้ว มีคนทำโฮมเพจขายของเช่นพวกวีดิโอ แล้วส่งของทางไปรษณีย์จนรวยกันไปหลายคนแล้ว คนกลุ่มนี้ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ไม่ต้องพิจารณาประเด็นตามบทความผมหรอกครับ

ประเด็นที่ห้าคือการ รับเงิน ถือเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ทางเลือกก็มี รับชำระโดยบัตรเครดิต เก็บเงินสดเมื่อพนักงานไปส่งของ ให้โอนเข้าบัญชี ใช้ส่งพัสดุไปรษณีย์เก็บเงินปลายทาง ทั้งสี่แบบก็มีคนใช้กันอยู่ แบบบัตรเครดิตก็ดูเท่และเข้าท่าที่สุด แต่ก็เหมือนว่าจะเสี่ยงที่สุด ตราบใดที่ระบบการตรวจบัตรเครดิตยังใช้แค่หมายเลขบัตร คนขายก็ยังคงต้องรับความเสี่ยงต่อหนี้สูญต่อไป ลองอ่านบทความเรื่อง ชำแหละ E-Commerce ของธนาคารไทย ในวันนี้ ประกอบแล้วกันนะครับ เพราะบางส่วนผมได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว การเก็บเงินสดเมื่อส่งของน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่จ่ายตังค์ก็ไม่ให้ของ แต่ดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสะดวกกับลูกค้า แล้วก็มีโอกาสโดนหลอกให้ไปส่งเล่นๆ เสียค่ารถค่าคนส่งของฟรี ดังนั้นก็ต้องย้อนกลับไปพุดถึงระบบสักหน่อย ว่าต้องตรวจสอบก่อนว่าสั่งจริง ไม่ได้ล้อเล่น ซึ่งอาจโทรไปตรวจสอบก็ได้ แต่ถ้าผู้ซื้อมีโทรศัพท์อยู่เบอร์เดียวก็โทรไปตรวจสอบทันทีไม่ได้ บางแห่งเลยใช้วิธีตรวจสอบด้วย e-mail ยืนยันว่ามีตัวตนจริง แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ถ้าไม่ตรวจสอบได้จะดีมาก วิธีเก็บเงินเวลาส่งของนี่ร้านขายพิซซาก็ใช้อยู่ ผมเคยสั่งทาง Internet บ่อยๆครับ สำหรับวิธีโอนเงินเข้าบัญชีนั้นก็ง่ายๆ ส่วนจะเสี่ยงหรือไม่ก็อยู่ที่ผู้ขาย ว่าจะยอมเสี่ยงหรือไม่ ส่วนใหญ่ผู้ขายก็จะบอกให้โอนเงินก่อน ตรวจดูว่าเงินเข้าแล้ว จึงจะยอมส่งของ จนกว่าจะเป็นลูกค้าขาประจำ จึงจะยอมส่งของก่อน แล้วให้โอนเงินทีหลังได้

ประเด็นที่หกก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะเรื่องเล็กนะครับ รักจะทำ E-Commerce แล้วจะมาห่วงอะไรกับค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามีแต่ค่าใช้จ่าย แต่ไม่มียอดขาย แบบนี้ก็ไม่รู้จะ E-Commerce ไปทำไม ถ้าคิดว่าทำเพื่อเท่อย่างเดียวก็ไม่เป็นไร ค่าใช้จ่ายก็มีค่าจัดทำระบบครั้งแรก ราคาเท่าไหร่ผมยังไม่ได้สำรวจเสียด้วย ต่อมาก็เป็นค่าเช่าพื้นที่โฮมเพจ หรือค่าเช่าร้านนั่นแหละครับ จะคิดเป็นรายเดือนหรือรายปีเท่าไหร่ ก็คงต้องสำรวจเองอีกแหละครับ สุดท้ายถ้ารับชำระด้วยบัตรเครดิต ก็อย่างลืมโดนหักค่าธรรมเนียมด้วย เมื่อทราบค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ลองคิดดูเองแล้วกันครับว่า คุ้มหรือไม่คุ้ม

สรุปขอตอบคำถามตาม หัวข้อบทความที่ว่า E-Commerce ช่องทางการตลาดใหม่ ดีหรือไม่ อย่างไร ก็ได้ความว่าเป็นช่องทางใหม่ที่น่าสนใจ ดีนั้นดีแน่แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าขายอะไร แล้ววางกลุ่มเป้าหมายอย่างไร ในระยะแรกนี้คาดว่าถ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทย คงยังประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะจำนวนผู้ใช้ Internet ยังน้อยอยู่ แต่ถ้าเจาะกลุ่มผู้จ่ายเงินซึ่งอยู่ต่างประเทศ แต่ส่งของในประเทศไทย น่าจะไปได้ดีพอสมควร แต่ถ้าเจาะตลาดในประเทศต้องทำเป็นภาษาไทย จะสื่อสารกับลูกค้าได้ดีกว่า ถ้าท่านจะทำ E-Commerce ผมก็ขอเอาใจช่วย เพียงแต่ไม่อยากให้หวังความสำเร็จในยอดขายมากนัก

ข้อมูลจาก classifiedthai โดยคุณ ต้นกล้า

ประโยชน์ของการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ทำไมต้องจดทะเบียน ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ??
อย่างแรกที่ต้องทำความรู้จัก กันคือ..
กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการส่งเสริมและสนับสนุนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มและขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก สาเหตุหนึ่งเกิดจากการขาดความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ ทำให้ผู้บริโภคขาดความมั่นใจ เพราะไม่สามารถรู้หรือทราบได้ว่าผู้ประกอบการเป็นใคร อยู่ที่ไหน กรณีมีปัญหาหรือข้อพิพาทต่าง ๆ ไม่สามารถตรวจสอบการมีตัวตนของผู้ประกอบการได้ ดังนั้น จะเห็นว่า ความเชื่อถือและเชื่อมั่นดังกล่าว ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การที่จะช่วยกระตุ้นให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับความแพร่หลายในประเทศไทย เกิดการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น จะต้องมีการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการตัดสินใจทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้กำหนดให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในประเทศไทย ต้องมาจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบการมีตัวตนของผู้ประกอบการได้ว่า ผู้ประกอบการมีตัวตนจริงหรือไม่ เป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำธุรกรรมอะไรบ้าง ประโยชน์ของการจดทะเบียน 1. สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการในระดับหนึ่ง โดยกรมฯ จะจัดทำเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องหมาย Registered) จัดส่งให้แก่ผู้ประกอบการ (ส่งทางe-Mail ในรูปแบบ Source Code) เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปแสดงไว้บน Web Site หรือ Home Page เพื่อแสดงว่าได้จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว เมื่อผู้บริโภค (ผู้ซื้อ) เห็นเครื่องหมาย Registered แล้ว จะเกิดความมั่นใจในการทำธุรกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อ click ที่เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจะเชื่อมโยงมายังฐานข้อมูลกรมฯ และแสดงข้อมูลทางทะเบียนของผู้ประกอบการ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะและการมีตัวตนของผู้ประกอบการได้ 2. กรมฯ จะนำรายชื่อเว็บไซต์ที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ไปเผยแพร่ไว้บนเว็บไซต์ของกรมฯ ได้โฆษณาไปในตัว http://www.dbd.go.th/edirectory/ โดยจัดแบ่งหมวดหมู่แยกตามประเภทธุรกิจ (e-Directory) เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของผู้ประกอบการอีกช่องทางหนึ่ง 3. ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนแล้ว สามารถยื่นขอใช้เครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (Trustmark) จากกรมฯ ได้ ซึ่งเครื่องหมาย Trustmark นี้จะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าเครื่องหมาย Registered กล่าวคือ จะออกให้แก่เว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติตามที่กรมฯ กำหนดเท่านั้น เพื่อเป็นการยกระดับผู้ประกอบการของไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ 4. การได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การเข้าร่วมการอบรมสัมมนา การได้รับคำแนะนำ และการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น  ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คือ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในประเทศไทย ซึ่งประกอบพาณิชยกิจในเชิงพาณิชย์อันเป็นอาชีพปกติ ดังนี้ (1) ซื้อขายสินค้าหรือบริการ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บุคคลที่มีเว็บไซต์เพื่อทำการซื้อขายสินค้าหรือบริการ (2) บริการอินเทอร์เน็ต (ISP : Internet Service Provider) (3) ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Web Hosting) (4) บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (e-Marketplace)  เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการจดทะเบียน 1. คำขอจดทะเบียนพาณิชย์ และเอกสารแนบ สามารถ download แบบฟอร์มได้ที่ http://61.19.242.66/Default.aspx?DeptID=7&DeptName=??? 2. สำเนาบัตรประจำตัว    2.1 กรณีบุคคลธรรมดา ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน    2.2  กรณีนิติบุคคล ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน หรือของกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด (ไม่ต้องแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล) 3. หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) 4. หนังสือชี้แจง (กรณียื่นล่าช้าหรือเกินกำหนด)  ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนพาณิชย์ (จดใหม่) 50 บาทจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาทจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ 20 บาท  สถานที่จดทะเบียน (1) ผู้ประกอบการที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ ณ สำนักงานดังต่อไปนี้ โดยจะเลือกยื่นต่อสำนักงานใด ก็ได้ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง (ชั้น 9 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถ.สนามบินน้ำ) โทร. 0 2547 5153-5 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1 (อาคารธนาลงกรณ์ ถ.บรมราชชนนี) โทร. 0 2446 8160-9 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 2 (อาคาร ถ.พระราม 6) โทร. 0 2618 3345 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 3 (อาคารปรีชาคอมเพล็กซ์ ถ.รัชดาภิเษก) โทร. 0 2276 7268 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 4 (อาคารวรวิทย์ ถ.สุรวงศ์) โทร. 0 2266 5852-3 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 5 (อาคารปรีชาคอมเพล็กซ์ ถ.รัชดาภิเษก) โทร. 0 2276 7255 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 6 (อาคารโมเดอร์นฟอร์ม ถ.ศรีนครินทร์) โทร. 0 2722-8366-7 สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 7 (อาคารปรีชาคอมเพล็กซ็ ถ.รัชดาภิเษก) โทร. 0 2276 7253 (2) ผู้ประกอบการที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่จังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะตั้งอยู่อำเภอใด ให้ยื่นต่อสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดนั้น ๆ เพียงแห่งเดียว
ได้ทราบถึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับกันแล้ว สำหรับผู้ที่สนใจ ก็สามารเตรียมเอกสารแล้วไปยื่นจดทะเบียนกันได้เลยค่ะ เพื่อสิทธิประโยชน์ของเรา

ที่มา : makewebeasy.com

10 สาเหตุของการบริหารเว็บที่สุดแย่ที่สุด

10 สาเหตุของการบริหารเว็บที่สุดแย่ที่สุด
ณ.วันนี้มีเว็บไซต์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน แต่หากคุณเป็นนึงที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว
เว็บไซต์ของคุณถูกบริหารและดูแลอย่างดีอยู่หรือไม่ ลองมาดูกันนะคะว่า การบริหารเว็บไซต์ให้เติบโตเราควรหลีกเลี่ยงอะไร และจะทำอย่างไรที่ถือว่าเป็นการบริหารเว็บไซต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

1. หลีกเลี่ยง การออกแบบเว็บ ที่ตามใจตัวเอง ตามใจเจ้าของเว็บมากเกินไป
คุณเคยเข้าไปเว็บไซต์ซักเว็บหนึ่งไหม ที่พอเข้าไปแล้วคุณไม่สามารถหาข้อมูลที่คุณต้องการได้?

บางครั้งข้อมูลที่คุณต้องการ ดันไปแอบอยู่ลึกในหลืบของเว็บไซต์ หาซะยากเย็นหรือบางครั้งคุณอาจจะเจอหน้าของเจ้าของบริษัทใหญ่ ๆ โดดเด่นตั้งแต่หน้าแรก (เว็บราชการของไทยบางแห่งเป็นแบบนี้นะ) สาเหตุที่เว็บไซต์บางเว็บเป็นแบบนี้เพราะเว็บเหล่านั้น ถูกออกแบบมาเอาใจเจ้าของเว็บ หรือ หัวหน้าของหน่วยงานมากเกินไป อยากจะให้หัวหน้าชอบ หรือตัวเองชอบ แต่ลืมนึกไปว่า “จริงๆแล้ว ผู้ที่ใช้เว็บไซต์เว็บนี้เป็นลูกค้าของคุณมากกว่า” ดังนั้นการสร้างและออกแบบเว็บไซต์ที่ดี ควรศึกษาความต้องการของผู้ที่ใช้เว็บไซต์นั้น ว่าเค้าเหล่านั้นมีความต้องการอะไรจริงๆ กันแน่ อย่าคาดเดา และเอาแต่ใจของตัวเอง

2. ต้อง..ทราบเป้าหมายผู้ใช้เว็บเป็นใคร
หลายครั้งที่เว็บไซต์บางเว็บถูกออกแบบเว็บมามีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย แต่เมนู หรือภาษาต่างที่ใช้ในเว็บกลับกลายเป็นภาษาอังกฤษซะส่วนใหญ่ ซึ่งถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนที่พอมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษก็ถือว่ารอดตัวไป แต่หากลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ของคุณกว้างมากซึ่งอาจจะมีบางกลุ่มที่เป็นคนทั่วไปที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษก็อาจจะทำให้การใช้งานเว็บไซต์ของคุณมีปัญหาได้ ดังนั้นต้องดูให้แน่ชัดว่ากลุ่มเป้าหมายของผู้ที่มาใช้เว็บไซต์ของคุณเป็นใคร และพยายามออกแบบสร้างภาษาและการใช้งานให้เหมาะกับคนกลุ่มนั้นๆ อย่างเอาตัวเองมาวัดมากเกินไป

4. หลีกเลี่ยงการนำทุกอย่างมาไว้ที่หน้าแรกเว็บไซต์
เนื่องจากเป็นเพราะความที่กลัวลูกค้าจะไม่เห็นข้อมูลต่างๆภายในเว็บ เจ้าของเว็บไซต์บางเว็บจึงได้มีการนำข้อมูลทุกอย่างที่มีภายในเว็บ ออกมานำเสนอสายตาชาวโลกไว้ที่หน้าแรกซะทั้งหมดเบียดเซียดแน่นเอียด ทุกๆ อนูของหน้าเว็บ บ้างก็หน้าเว็บไซต์ก็ยาวยืดย้วย กดลงมาเท่าไรก็ไม่สุดหน้าซะที ซึ่งหากนำทุกอย่างมาไว้หน้าแรกทั้งหมดนี้อาจจะทำให้ลูกค้างงกับข้อมูลอันมหาศาลที่คุณพยายามยัดเยียดกับเค้าก็ได้ ดังนั้นควรแบ่งหมวดหมู่ของข้อมูลให้เป็นสัดเป็นส่วน แบ่งความเก่าใหม่ และความน่าสนใจของข้อมูล เอาไว้เป็นขั้นๆ และสร้างการเข้าถึงที่ง่าย เช่น การออกแบบเมนูเว็บไซต์ที่ดี ก็จะช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณได้ หรืออาจจะมีระบบค้นหาข้อมูล (Search Engine)ในเว็บไซต์ของคุณก็จะช่วยผู้ใช้ให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น

5. ข้อมูลมั่ว ไม่อัพเดท
มีเว็บไซต์หลายแห่งมักมีปัญหาข้อมูลบนเว็บไซต์ไม่ถูกต้อง มั่ว ไม่อัพเดท ข้อมูลเก่า หรือนานมาแล้ว ปีนึงสองปีไม่อัพเดทข้อมูลเลย ซึ่งยิ่งหากคุณเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ควรให้ความสำคัญกับความถูกต้องและการอัพเดทเว็บอย่างสม่ำเสมอ เช่นเว็บที่ขายสินค้า (และยิ่งสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาบ่อย เช่น ทอง, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์) ทางที่ดีคุณควรมีคนดูแลและเปลี่ยนแปลงข้อมูลเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ และควรเข้าไปตรวจดูความถูกต้องของข้อมูลทุกครั้งก่อนที่จะมีการนำข้อมูลเสนอผ่านเว็บไซต์

6. เปลี่ยนรูปแบบเว็บไปเรื่อย
บางเว็บไซต์เจ้าของอาจจะเป็นศิลปิน ชอบเปลี่ยนรูปแบบของเว็บไซต์ไปเรื่อย บางแห่งเปลี่ยนทุกเดือน
ซึ่งหากเป็นการเปลี่ยนแปลงแค่หน้าตา รูปภาพหรือข้อมูลบางส่วนก็ยังพอโอเค
แต่บางแห่งถึงกับเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งาน การวางเลย์เอ้าท์ของหน้าเว็บไซต์ ปุ่มหรือเมนูต่างๆ
ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสน งงงวยกับความบ้าพลังของเจ้าของเว็บไซต์ที่อยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบเว็บไซต์อยู่บ่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเว็บไซต์ทั้งหมด (Major Change) ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไปการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเว็บไวตื ควรเปลี่ยนประมาณ 1 หรือ 2 ปีเปลี่ยนที

7. ลูกค้าติดต่อมา ไม่เคยตอบ
หลายๆ ครั้งที่ลูกค้ามักติดต่อเข้ามาผ่านหน้าเว็บไซต์ เว็บบอร์ด บางคนติดต่อผ่าน E-mail เข้ามา
แต่บังเอิญ E-mail ที่ติดต่อเข้ามา ไม่มีคนคอยดูแล คอยตอบกลับ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าต่างรอคำตอบ จากการสอบถามเข้ามา หรือบางแห่งอาจจะเว็บบอร์ดไว้สำหรับสื่อสารกับลูกค้า แต่ปรากฏว่ามีแต่ลูกค้าสอบถามเข้ามา แต่ไม่มีคนมาตอบเลย ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ดูไม่ประทับใจแก่ผู้ทื่เข้ามาอีกด้วย ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการติดต่อเข้ามาของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
หรือมีการจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลเรื่องนี้ไปเลย จะดีที่สุด

8. ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์น้อยเกินไป
บางครั้งคุณอาจจะให้ความสำคัญกับสื่ออื่นๆ มากเกินไป จนลืมสื่อเว็บไซต์ไปเลย ซึ่งความจริงแล้วสื่อเว็บไซต์  เป็นสื่อที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายมาก และสามารถให้ข้อมูลได้ลึกและมากกว่าสื่ออื่นๆ
ดังนั้นทุกครั้งที่มีการออกสื่ออื่นๆ ควรจะมีการใช้เว็บไซต์เป็นสื่อสนับสนุนและควบคู่ไปกับสื่ออื่นๆ ด้วย

9. โดเมน โฮสติ้งหมดอายุโดยไม่รู้ตัว
โดเมนเนม และการเช่าพื้นที่โฮสติ้งจะมีอายุการจดทะเบียนและการใช้งานเป็นปีๆ บางคนอาจจะใช้ติดต่อหลายปี แต่บางคนอาจจะสมัครใช้บริการทีละปี ซึ่งบางครั้ง คุณดันลืมติดตามหรือต่ออายุของโดเมนและโฮสติ้ง ซึ่งผลจะทำให้เว็บไซต์ของคุณเข้าไม่ได้ บางคนโชคร้ายถึงกับ โดเมนโดนคนอื่นแย่งเอาไป
หรือข้อมูลภายในเว็บไซต์ถูกลบออกหมดเลย เพราะไม่ได้เข้าไปติดตามดูเว็บไซต์อยู่บ่อยๆ
ทางที่ดีคุณควรให้ข้อมูลติดต่อที่สามารถติดต่อได้กับผู้ให้บริการโดเมนหรือโฮสติ้งและหมั่นเข้าไปดูเว็บไซต์อยู่บ่อยๆ หรือต่ออายุเว็บไซต์ของคุณไปล่วงหน้านานๆ และอย่าลืมจดวันที่เว็บไซต์ของคุณจะหมดอายุ ครั้งต่อไปไว้ด้วย

10. เว็บร้าง…. ไม่มีคนดูแล
ข้อนี้หนักสุด แย่สุดๆ เพราะเว็บไซต์บางแห่งถูกสร้างขึ้นมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีการดูแลเปลี่ยนแปลงข้อมูลอีกเลย บางแห่งเจ้าของคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไร บางแห่งหนักกว่านั้น คือเจ้าของลืมไปแล้วว่าตัวเองมีเว็บอยู่

เฮ้ออ แล้วแบบนี้จะมีเว็บไซต์ไปทำไหมหนอ?……….

หากคุณอ่านครบ 10 ข้อแล้วพบว่าคุณตรงกับบางส่วนก็รีบแก้ไขซะนะคะ แต่หากคุณพบว่าตรงกับคุณเกินครึ่งแนะนำว่า รีบกลับไปดูเว็บไซต์ของคุณอย่างใกล้ชิดดีกว่า ………

ที่มา : makewebeasy

กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ เทคนิค”เปิดร้านค้าออนไลน์” E-Commerce

กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ เทคนิค”เปิดร้านค้าออนไลน์” E-Commerce
จากการสำรวจของ “ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ” พบว่า ปี 2550 จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในบ้านเราสูง 13.4 ล้านราย และภายในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.2 ล้านรายเป็นอย่างน้อย ส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่วนบุคคล ขนาดย่อม และเอสเอ็มอี ต่างๆ
การศึกษาเทคนิคการเพิ่มยอดขายในโลกอีคอมเมิร์ซที่คัดมานำเสนอวันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กได้
1. เนื่องจากขั้นตอนการซื้อสินค้าในเว็บไซต์ยุ่งยากกว่าการซื้อหาตามร้านทั่วโลก วิธีการ “ตั้งราคา” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ถ้าราคาสินค้าในเว็บมากกว่า หรือสูสีกับในท้องตลาด ย่อมไม่ดึงดูดให้คนเข้ามาจ่ายเงินผ่านเว็บ โดยการกำหนดราคาสินค้าให้ต่ำนั้นไม่จำเป็นต้องทำกับของทุกชนิด แต่คัดเลือกเฉพาะตัวที่เด่นๆ ก็ได้

2. หมั่น แลกเปลี่ยน “แบนเนอร์” หรือป้ายโฆษณา ในเว็บไซต์กับเว็บของผู้ค้าคนอื่นๆ

3. จัดหน้าตาเว็บไซต์ (เว็บเพจ) ให้อ่านง่าย ดูสะอาดตา วางระบบสั่งสินค้าให้แสดงผลออกมามีรายละเอียดชัดแจ้งที่สุด เช่น ชื่อสินค้าที่สั่ง รูปสินค้า ราคา กำหนดวันส่ง นโยบายรับคืนสินค้า การรับประกัน ส่วนลดพิเศษ ฯลฯ
4. แจ้งที่อยู่ติดต่อและหมายเลขโทรศัพท์แจ้งปัญหา สินค้าและบริการ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ


5. “คิดให้เหมือนลูกค้า” นั่นคือ คิดว่าถ้าตัวเองเป็นลูกค้าจะสนใจในสิ่งที่เราเสนอขายหรือไม่ คุณภาพและราคาโดนใจหรือไม่

6. ควร จัดหมวดหมู่สินค้าให้ค้นหาง่าย และเชื่อมโยง “สินค้าที่ใช้ร่วมกันได้” เข้ามายังหน้าเว็บเพจเดียวกัน เพื่อเพิ่มยอดขาย

7. “ภาพสินค้า” ควรมีขนาดใหญ่ ส่วนคำอธิบายสรรพคุณควรเขียนให้สั้นกระชับ จากการสำรวจพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในสหรัฐพบว่าลูกค้าไม่ชอบอ่านข้อความยาวๆ8. จัดทำ “ฐานข้อมูลลูกค้า” ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ เช่น ชื่อ ที่อยู่ อีเมล์ เพื่อจัดทำจดหมายข่าวแจ้งข้อมูลใหม่ๆ หรือโปรโมชั่นใหม่ๆ ส่งถึงลูกค้าต่อไป

9. ส่งข้อมูลเว็บไซต์ของคุณเข้าไปยังเว็บไซต์เสิร์จเอนจิ้น (เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต) ชื่อดังต่างๆ เช่น กูเกิ้ล, ยาฮู ฯลฯ

10. ตรวจสอบวันหมดอายุการเช่าพื้นที่เว็บไซต์ให้ดี ไม่เช่นนั้นเว็บอาจหยุดแสดงผลโดยไม่ทันรู้ตัว ทำให้เสียความน่าเชื่อถือ

ที่มา : makewebeasy

สาเหตุที่เว็บ ไม่เประสบความสำเร็จ

สาเหตุที่เว็บ ไม่เประสบความสำเร็จ

การทำอีคอมเมิร์ชนั้น คงไม่ใช่แค่เพียงการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แล้วใครต่อใครก็ต่ออินเทอร์เน็ตเข้าไปดูกันได้เท่านั้น เพราะหากว่าไปแล้ว เว็บไซต์ก็เหมือน “ภาพพจน์” หนึ่งของบริษัท หากท่านอยากทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ควรคำนึงถึงอุปสรรคเหล่านี้ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญวัดชะตาว่าเว็บของท่านจะรุ่งหรือร่วง

1. การนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ หลายเว็บไซต์ยังขาดทักษะเรื่องของภาษา การนำเสนอขายสินค้า
บางครั้งแค่ใส่ขนาดกับราคาเพียงเท่านั้น ขาดรายละเอียดทั้งในเรื่องของวัสดุ การใช้งาน และข้อมูลต่างๆ
ที่ลูกค้าต้องการเพิ่ม ที่สำคัญ นโยบายรับคืนสินค้า หลายเว็บไซต์มักเกรงปัญหาของคืน จึงไม่ได้ใส่เงื่อนไขสำคัญนี้ในเว็บของตน หรือบางเว็บไซต์ก็ใส่ข้อมูลที่เยอะมากเกินไป กว่าลูกค้าจะคลิกเข้าไปซื้อของได้ก็เสียเวลาเปิดเข้าไปในแต่ละหน้านานมาก

2. ขาดบุคคลากรที่มีความรู้ การนำเสนอข้อมูลที่ขาดรายละเอียดนั้น บางครั้งมีลูกค้าอีเมล์มาสอบถามเพิ่มเติม แต่บางเว็บไซต์ไม่ได้ตั้งบุคคลากรเพื่อดูแลปัญหานี้ หรือขาดความรู้ในการเข้าถึงเทคโนโลยี
มีผู้ประกอบการหลายราย เปิดเว็บไซต์แล้ว ไม่ได้ตรวจอีเมล์ หรือตอบช้าเกินไป

3. ขาดการวางแผนตลาดรองรับ การมีเว็บไซต์เป็นเสมือนการเปิดร้านแห่งหนึ่งขึ้นบนโลกไซเบอร์ ซึ่งวันหนึ่งๆ มีเว็บเกิดขึ้นเป็นหมื่น หากไม่มีการวางแผนประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเป้าหมายรู้จัก ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ หลายเว็บเกิดขึ้นมาแบบขาดการวางแผน เห็นธุรกิจอื่นมีเว็บกัน ก็แค่อยากมีกับเขาบ้าง

4. ขาดการส่งเสริมอย่างจริงจัง มีหลายเว็บที่เปิดขึ้นมาแล้ว ขาดการดูแล ผู้ซื้อเข้ามากี่เดือนก็พบรูปแบบเหมือนเดิม ซ้ำโปรโมชั่นเก่าที่เอามาลดราคาก็หมดเขตไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้เว็บขาดความเชื่อถือ
ดังนั้น เมื่อเปิดเว็บแล้ว ต้องติดตาม ตรวจสอบสถิติ และพัฒนาเว็บไซต์ของตนให้ทันสมัยอยู่เสมอ

5. หลงเทคโนโลยี การสร้างเว็บไซต์ บางครั้งผู้ประกอบการมักหลงใหลกับความงามของกราฟฟิก ใส่ภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบต่างๆ เข้าไป เพื่อหวังจะเรียกร้องความสนใจของผู้เข้าชม โดยลืมไปว่าสิ่งเหล่านี้ต้องทำให้ผู้ซื้อสินค้าเสียเวลาโหลดนานมากกว่าที่จะได้ดูสินค้าแต่ละหน้า

6. ไม่กำหนดตลาด การที่อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงคนได้ทั่วโลก ทำให้ผู้ค้าบางรายหวังขายสินค้าไปทั่วโลก ทั้งที่ในโลกการค้า ลักษณะการใช้ภาษาก็ดี, รูปแบบ, ราคาของสินค้าก็ดี ล้วนมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลความต้องการของลูกค้าที่ชัดเจนแล้ว ควรมุ่งเน้นไปยังตลาดกลุ่มเป้าหมาย ดีกว่าการทำตลาดแบบเหวี่ยงแห ซึ่งนอกจากเสียเวลาแล้ว ยังอาจเสียลูกค้าโดยไม่รู้ตัว เช่น หากจะขายเครื่องประดับราคาสูงแล้ว ก็ต้องไม่มีการขายตุ้มหู คู่ละ เหรียญอยู่ในเว็บ เป็นต้น

7. การออกแบบ การออกแบบเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ควรออกแบบให้ผู้ใช้ เข้าใจได้ง่าย โดยไม่ต้องมีคู่มือประกอบ สามารถค้นหาสินค้าได้สะดวก และชำระเงินได้โดยง่าย บางเว็บไซต์ ผู้ซื้อต้องกรอกข้อมูลมากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย และรู้สึกว่าใช้งานลำบาก

ที่มา : itforsme

ร้านค้าออนไลน์ ช่องทางใหม่ในการทำเงิน

อินเทอร์เน็ต นับวันจะมีบทบาทกับชีวิตคนไทยมากขึ้น และยุคนี้การใช้อินเทอร์เน็ต
เปิด ร้านค้าออนไลน์ ประกาศซื้อ-ขายสินค้า ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างเงินที่น่าสน โดยเฉพาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องทำเลหรือขาดเงินทุนในการเปิดร้าน ซึ่งวันนี้ก็จะขอเกาะกระแส นำข้อมูลมาให้พิจารณา
●    อันดับแรก ก่อนเปิดร้านออนไลน์ ก็ควรต้องพิจารณาหัวข้อต่อไปนี้คือ “ความรู้-ความเข้าใจ” ต้องเข้าใจว่าเว็บไซต์คืออะไร ทำงานอย่างไร ให้ประโยชน์อะไร และจะประยุกต์สินค้าที่มีให้เข้ากับเว็บไซต์ในด้านใดได้บ้าง●    อันดับสอง “การเข้าถึง” หมายถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะทำให้เราได้ประโยชน์สูงสุด ตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจและกลุ่มลูกค้า และอันดับสาม “การพัฒนา” ร้านค้าออนไลน์ที่ดีหมายถึงร้านที่สร้างไม่เคยเสร็จ หมายความว่าต้องมีการอัพเดทข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ไม่หยุดนิ่ง
ปัจจุบันแม้ไม่มีความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถพัฒนาร้านออนไลน์ของตนเองได้ เพราะมีโปรแกรมสำเร็จรูปและมีผู้ให้บริการด้านนี้คอยรองรับอยู่แล้ว สำหรับการเปิดร้านค้าออนไลน์อาจจำแนกกว้าง ๆ ออกได้ 2 แนวทางคือ…
แนวทางที่ 1 ซื้อชื่อโดเมนและเช่าพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ หรือการสร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ขึ้นเอง ซึ่งสามารถค้นหาบริษัทที่รับจดโดเมนโดยลองค้นหาในเสิร์ชเอ็นจิ้น เช่น google, yahoo, sanook โดยพิมพ์คำว่า “รับจดโดเมน”ก็จะพบรายชื่อบริษัทที่ให้บริการ ซึ่งเรื่องโดเมนนี้อธิบายง่าย ๆ ก็เหมือนกับชื่อบริษัท ชื่อร้าน หรือชื่อสินค้าบริการของคุณ ซึ่งควรจะเป็นชื่อที่จดจำได้ง่าย ไม่สับสน เมื่อเลือกได้แล้ว ก็ลองใส่ชื่อที่ต้องการจดลงในช่องค้นหาชื่อเว็บไซต์ ถ้าหากชื่อนั้นยังไม่ถูกใช้งานก็จะสามารถลงทะเบียนเป็นเจ้าของชื่อได้ นอกจากนั้น เรื่องของพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพราะขนาดของพื้นที่ข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์จะเป็นตัวเก็บข้อมูลต่าง ๆ โดยราคาพื้นที่จะแตกต่างกันไปตามขนาดพื้นที่ วิธีนี้ลูกค้าสามารถเข้าถึง เลือกชมสินค้า รวมทั้งสั่งซื้อ ได้โดยตรง

แนวทางที่ 2 การเปิดร้านค้า การหาพื้นที่ฟรี หรือการลงประกาศสินค้าผ่านทางฟรีเว็บไซต์ ที่เปิดให้บริการลงโฆษณาขายสินค้าและบริการฟรี โดยอาจค้นหาจากในเสิร์ช์เอ็นจิ้นเหมือนแนวทางแรก โดยพิมพ์คำว่า “ร้านค้าออนไลน์” “ลงประกาศฟรี”   “ลงโฆษณาสินค้าฟรี” “เปิดร้านฟรี” ก็จะปรากฏเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านนี้มากมาย อาทิ Makewebeasy.com ,Pantipmarket.com เป็นต้น แต่ละเว็บไซต์ก็จะมีเงื่อนไขในการลงประกาศ ขาย หรือโฆษณาสินค้าแตกต่างกันไป เช่น จำนวนรูปภาพ จำนวนสินค้า ขนาดพื้นที่เว็บไซต์ แบบฟอร์มการติดต่อผ่านอีเมล์ ระบบรายการสั่งซื้อ อายุของการลงโฆษณา เป็นต้น ซึ่งผู้ที่จะใช้แนวทางนี้ก็ควรต้องศึกษาให้เหมาะสมกับตัวเอง

ขั้นตอนการทำสำหรับแนวทางที่ 2 ขอยกตัวอย่างจากการเปิดร้านกับเว็บไซต์ Makewebeasy.com โดยเริ่มจากเปิดเข้าไปที่เว็บไซต์ จากนั้นคลิกเปิดที่หัวข้อเว็บไซต์สำเร็จรูป เลือกเว็บไซต์ฟรีเพื่อทดลองใช้งานดูก่อน หากใช้บริการแล้วพอใจก็อาจจะเปลี่ยนเป็นแพ็คเกจได้ในภายหลัง จากนั้นอ่านกฎกติกาดูว่าเหมาะสมกับธุรกิจหรือไม่
จากนั้นคลิกที่เริ่มต้นเปิดร้าน ทำการสมัครเป็นสมาชิก อ่านข้อตกลงการใช้บริการเสร็จก็ตอบยอมรับหากเห็นด้วย จากนั้นกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มที่ปรากฏอยู่ เมื่อเสร็จจากขั้นตอนนี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการสร้างเว็บ โดยเริ่มกรอกข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้า โดยเลือกจากหมวดหมู่ที่ต้องการ ตามด้วยรายละเอียดอื่น ๆ  เมื่อเสร็จสิ้นครบถ้วนก็ให้  Login เข้าไปจัดการกับร้านค้าออนไลน์ ที่สำคัญ ก่อนที่จะเริ่มต้นใช้บริการ ควรศึกษาเงื่อนไขให้เข้าใจก่อน หรืออาจดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ  หรือคู่มือการใช้บริการของเว็บไซต์ออกมาเก็บไว้เพื่อศึกษาด้วย
ทั้งนี้ กรณีการสร้างเว็บไซต์นั้น ข้อมูลจาก www.microsoft.com ให้คำแนะนำการสร้างเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักไว้ว่า1.ควรเลือกใช้ชื่อหรือคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม เพราะกว่าร้อยละ 90 ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์นั้นมีต้นทางมาจากการค้นหาในเสิร์ชเอ็นจิ้น ซึ่งถ้าเลือกคำที่เหมาะสม โอกาสที่ถูกพบและคลิกเข้าดูเว็บย่อมมีมาก
2. ถ้าต้องการให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหา ควรทำให้เว็บไซต์อื่น ๆ สร้างลิงค์มาหา โดยอาจใช้วิธีส่งชื่อเว็บไซต์คุณไปยังเว็บไซต์กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งไปยังเว็บไซต์ทางธุรกิจต่าง ๆ หรืออาจจ่ายเงินเพื่อให้เว็บไซต์ชั้นนำสร้างลิงค์มายังคุณ,
3.ซื้อโฆษณา เป็นทางเลือกหนึ่งในกรณีที่การสร้างลิงค์และเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมยังไม่บรรลุเป้าหมาย

4.บันทึกอีเมล์แอดเดรสของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ไว้เพื่อใช้ติดต่อภายหลัง และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ชื่อเว็บไซต์เป็นที่รู้จัก

อาจเป็นเรื่องเทคนิคที่ดูยากสำหรับคนห่างไฮเทค แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะเรียนรู้ และเมื่อทำได้แล้วในเบื้องต้นจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับ “ไอเดีย+มันสมอง” และ “คุณภาพสินค้า-บริการ” ที่จะทำให้ “ร้านค้าออนไลน์” บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ

การทำการตลาด ให้ขายสินค้าได้จริง

การขายของไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านแบบปกติ หรือ เป็นการเปิดร้านค้าออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดร้านค้าแล้ว ทำอย่างไรให้ขายสินค้าได้ และขายสินค้าได้ดี  สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ทางร้านค้ามีการทำการตลาดได้ดีแค่ไหน….?

ถึงแม้การขายสินค้าออนไลน์จะ สามารถช่วยให้ผู้ขายประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในเรื่องของสินค้า พนักงานขาย และให้บริการได้ตลอด 7 วัน 24 มีผู้คนมากมายออนไลน์และทำการซื้อขายเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การมีเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายสินค้าจึงไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะยังมีองค์ประกอบที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ “การตลาด” ซึ่งเราได้ทำการสรุป องค์ประกอบที่จำเป็นและมีผลต่อยอดขายที่จะช่วยให้การเปิดร้านค้าออนไลน์ สามารถขายสินค้าได้ และขายได้ดีในแบบที่เราต้องการ ซึ่งมีทั้งหมด 5 องค์ประกอบ ดังนี้

องค์ประกอบที่หนึ่ง ผลิตภัณฑ์ (Product) 
แม้เว็บไซต์จะมีความสวยงาม แต่หากผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ความสวยงามหรือตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงควรที่จะมีการวิเคราะห์สินค้าว่ารูปแบบควรเป็นลักษณะใด การใช้ประโยชน์ของสินค้า และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อ


องค์ประกอบที่สอง ราคา (Price)
ผู้ขายควรเน้นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า หมั่นตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงราคาของคู่แข่งใกล้เคียง สำหรับการตั้งราคาเพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ขายจะต้องมีการคำนวณต้นทุนให้รอบคอบ หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

องค์ประกอบที่สาม ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)
คำกล่าวที่ว่า ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ดูจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักอยู่เสมอในโลกธุรกิจ ถ้าจะเทียบกับเว็บไซต์ การหาทำเลอาจจะเทียบเคียงได้กับการตั้งชื่อร้านค้า ที่ศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตเรียกว่า โดเมนเนม (Domain Name) ร้านค้าเหล่านี้เปรียบเสมือนยี่ห้อสินค้า และชื่อเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับทำเลทองย่านการค้า การจดทะเบียนโดเมนเนมจึงควรเลือกชื่อที่จดจำได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่ชื่อที่ดี มักจะถูกจดไปหมดแล้ว ในปัจจุบันจึงเกิดธุรกิจซื้อขายเฉพาะชื่อโดเมนเนมเกิดขึ้น


องค์ประกอบที่สี่ การส่งเสริมการขาย (Promotion)
การส่งเสริมการขายบนเว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับการค้าปกติ โดยรูปแบบมีตั้งแต่การจัดชิงรางวัล การให้ส่วนลดพิเศษในเทศกาลต่างๆ รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้า ให้ได้มากที่สุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

องค์ประกอบที่ห้า การรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy)
การซื้อขายผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ซื้อต้องมีการกรอกข้อมูลส่วนตัวของตนส่งไปให้ผู้ขาย ดังนั้น ผู้ขายจะต้องรักษาความลับของข้อมูลเหล่านี้ โดยต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าก่อนได้รับอนุญาต ผู้ดูแลเว็บไซต์จำเป็นต้องสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกโจรกรรมออกไปได้ และดูแลอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ผู้ขายหรือผู้ผลิต ควรมีการวางแผน และสร้างกิจกรรมที่สัมพันธ์กัน ตั้งแต่การเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดกลุ่มเป้าหมาย ในระดับราคาเหมาะสม และมีชื่อโดเมนเนมที่ผู้ซื้อจดจำได้ง่าย สะกดผิดยาก มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเว็บไซต์ให้ลูกค้ารู้จัก และมีบริการหลังการขายที่ดีให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และต้องรักษาความลับลูกค้าได้ ……. เพียงเท่านี้ การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม..

ที่มา : makewebeasy