สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีขึ้นเพื่อรองรับ “สิทธิได้รู้” (rights to know) ของประชาชนซึ่งเป็นแกนสำคัญของสังคมประชาธิปไตย โดยอาจพิจารณาได้จากบทบาท 2 ด้านดังนี้
1. ในทางการเมือง
ระบบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนซึ่งปรัญญานี้จะสัมฤทธิผลเพียงใดขึ้นอยู่กับการให้บทบาทที่กว้างขวางแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมในการปกครอง (participatory democracy) พื้นฐานเบื้องต้นที่ประชาชนจะใช้บทบาทของต้นให้ถูกต้องได้ นั้นคือประชาชนต้องมีความรู้ในความเป็นไปของการปกครอง ว่าในขณะนี้การปกครองได้ดำเนินการในเรื่องใดไว้อย่างไร เพื่อประชาชนจะได้ติดตามตรวจสอบ และใช้สิทธิใช้เสียงในการปกครองได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเพื่อการวิพากษ์วิจารณ์ การออกความเห็นในการจัดประชาพิจารณ์ การประท้วงแสดงพลังความต้องการ ตลอดจนการใช้สิทธิเลือกตั้ง
2. ในการพิทักษ์สิทธิประโยชน์
องค์กรของรัฐและเจ้าหน้าที่ต่างๆ ถูกสร้างเพื่อทำการแทนรัฐและประชาชนทั่วไป เพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยเรียบร้อย และถูกต้องตามกฎหมาย องค์ของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่หลากหลายในการสัมพันธ์กับเอกชน โดยมีการออก “กฎระเบียบ” ต่างๆ ขึ้นใช้ในการปกครอง และจะมีการออก “คำสั่งทางปกครอง”เมื่อต้องการบังคับการให้เกิดผลในกฎหมาย ดังนั้นกฎ ระเบียบและคำสั่งทางปกครองต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรได้รู้เพื่อที่จะพิเคราะห์ได้ว่ากรณีของตนผลจะเป็นเช่นใด แตกต่างจากผู้อื่นอย่างไร และโต้แย้งได้อย่างไรและเพียงใดอันการคุ้มครองสิทธิเฉพาะตัวประชาชนแต่ละคน
สิทธิของประชาชนหรือเอกชน พ.ร.บ. นี้ได้กำหนดสิทธิของประชาชนหรือเอกชน ดังนี้
1. สิทธิในการขอคำปรึกษาการปฎิบัติตามพระราชบัญญัตินี้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นหน่วยงานทาง วิชาการและธุรการให้แก่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (มาตรา 6)
2. สิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของราชการ บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตามย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามาตรา 9 ได้ คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง (มาตรา 9) “คนต่างด้าว” หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยและไม่มี ถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและนิติบุคคคลดังต่อไปนี้ (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่มีทุนเกินกึ่งหนึ่งเป็นของคนต่างด้าว ใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือให้ถือว่าใบหุ้นนั้นคนต่างด้าวเป็นผู้ถือ (2) สมาคมที่มีสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเป็นคนต่างด้าว (3) สมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนต่างด้าว (4) นิติบุคคลตาม (1) (2)(3) หรือนิติบุคคลอื่นใดที่มีผู้จัดการหรือกรรมการเกินกึ่งหนึ่งเป็นคนต่างด้าว นิติบุคคลตามวรรค 1 ถ้าเข้าไปเป็นผู้จัดการหรือกรรมการ สมาชิก หรือมีทุนในนิติบุคคลอื่นให้ถือว่าผู้จัดการหรือกรรมการหรือสมาชิกหรือเจ้าของทุน ดังกล่าวเป็นคนต่างด้าว (มาตรา 4)
3. สิทธิขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการนอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หรือที่จัดไว้ให้ ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้ว หรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว โดยคำขอนั้นได้ระบุข้อมูลข่าวสารที่ ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามสมควร (มาตรา 11)
4. สิทธิที่จะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับงานซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องให้กับบุคคลนั้นหรือผู้กระทำแทนได้ตรวจดูหรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น (มาตรา 25 วรรค1)
5. สิทธิในการดำเนินการแทนผู้เยาว์คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเจ้าของข้อมูลที่ถึงแก่กรรม ตามมาตรา 23 เกี่ยวกับการขอข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลหรือการแจ้งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่ใดของบุคคลดังกล่าว มาตรา 24 เกี่ยวกับการให้ความยินยอมให้หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของคนเปิดเผยข้อมูลต่อ หน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น และมาตรา 25 เกี่ยวกับการได้รู้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน การขอให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริง รวมที้งมีสิทธิอุทธรณ์ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่ง ไม่ยินยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารนี้ (มาตรา 25 วรรค 5)
6. สิทธิในการร้องเรียนผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้หรือปฎิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้นี้นมีสิทธิร้องเรียน ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เว้นแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 หรือคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านตามมาตรา 17 หรือคำสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนเปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 25 (มาตรา 13)
7. สิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือมีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 ผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งนั้น โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ (มาตรา 18) แต่ถ้าอุทธรณ์คำสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารให้ตรวจตามที่มีคำขอ ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งโดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการไม่ว่ากรณีใดๆให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องขอให้หน่วยงานของรัฐหมายเหตุคำขอของคนแนบไว้กับข้อมูลข่าวสารส่วนที่เกี่ยวข้อง
ที่มา: http://www.oic.go.th/content/citizen.htm
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการให้ประชาชนได้รับทราบใน 3 รูปแบบหรือ 3 วิธีการดังนี้
1. การนำข้อมูลข่าวสารของราชการตามที่กฏหมายกำหนดไปลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษามาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยตามที่กำห นดไว้ตามมาตรา 7 ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา คือ
(1) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินการ
(2) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
(3) สถานที่ติดต่อเพื่อขอข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(4) กฎมติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบแบบแผน นโยบายหรือการตีความ ทั้งนี้เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(5) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนด
ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็ นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว
ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งให้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร
2. การจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ (ศูนย์ข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ) มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยตามท ี่กำหนดไว้ในมาตรา 9 ของกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนด (ประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให ้ประชาชนเข้าตรวจดู) ได้แก่ ต้องจัดให้มีสถานที่หรือศูนย์ข้อมูลข่วสารและข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนเข้ าตรวจดูได้โดยสะดวก ต้องจัดทำดัชนีหรือรายการข้อมูลข่าวสารที่มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับประชาชน สามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตนเอง ฯลฯ ในการจัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูนี้ กฎหมายได้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิขอสำเนา (copy right) หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องด้วย ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐจะต้องรวบรวมไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจ ดูได้ (public inspection) อย่างน้อยที่สุดตามที่กฎหมายกำหนดได้แก่
(1) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชนรวมทั้งความเห็นแย้งและคำส ั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว (ข้อมูลบางส่วนอยู่ระหว่างจัดทำลงเว็บไซท์ สามารถดูเอกสารต้นฉบับได้ที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯ ชั้น 4 กรมทรัพย์สินทางปัญญา)
(2) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 (4)
(3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(4) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(5) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา 7 วรรคสอง
(6) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชน ในการจัดทำบริการสาธารณะ
(7) ม ติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(8) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประกาศอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น
3. การเปิดเผยหรือการจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการให้กับประชาชนที่ขอข้อมูลข่าวสารเป็นเฉพาะราย
มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนตามที่ข อ โดยกำหนดเป็นหลักปฏิบัติว่า ถ้ามีผู้มาขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคำขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวส ารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควร ให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่ผู้ขอในเวลาอันส มควร ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบการจัดข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนตามวิธีนี้ มีลักษณะเป็นการจัดข้อมูลข่าวสารให้กับผู้ขอเป็นรายกรณี ซึ่งมีความแตกต่างกันขึ้นกับความต้องการของแต่ละคน จึงอาจถือได้ว่าเป็นการจัดข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนเป็นการเฉพาะราย หน้าที่ในการเปิดเผยหรือการจัดหาข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนเป็นการเฉพาะราย นี้ แตกต่างจาก 2 วิธีแรก ซึ่งมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าข้อมูลข่าวสารประเภทใดที่ต้องนำมาเปิดเผยโด ยนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาและข้อมูลข่าวสารประเภทใดที่จะต้องนำมาเปิดเผย โดยการจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตลอดเวลา

สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีขึ้นเพื่อรองรับ “สิทธิได้รู้” (rights to know) ของประชาชนซึ่งเป็นแกนสำคัญของสังคมประชาธิปไตย โดยอาจพิจารณาได้จากบทบาท 2 ด้านดังนี้

1. ในทางการเมือง
ระบบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนซึ่งปรัญญานี้จะสัมฤทธิผลเพียงใดขึ้นอยู่กับการให้บทบาทที่กว้างขวางแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมในการปกครอง (participatory democracy) พื้นฐานเบื้องต้นที่ประชาชนจะใช้บทบาทของต้นให้ถูกต้องได้ นั้นคือประชาชนต้องมีความรู้ในความเป็นไปของการปกครอง ว่าในขณะนี้การปกครองได้ดำเนินการในเรื่องใดไว้อย่างไร เพื่อประชาชนจะได้ติดตามตรวจสอบ และใช้สิทธิใช้เสียงในการปกครองได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเพื่อการวิพากษ์วิจารณ์ การออกความเห็นในการจัดประชาพิจารณ์ การประท้วงแสดงพลังความต้องการ ตลอดจนการใช้สิทธิเลือกตั้ง

2. ในการพิทักษ์สิทธิประโยชน์
องค์กรของรัฐและเจ้าหน้าที่ต่างๆ ถูกสร้างเพื่อทำการแทนรัฐและประชาชนทั่วไป เพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยเรียบร้อย และถูกต้องตามกฎหมาย องค์ของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่หลากหลายในการสัมพันธ์กับเอกชน โดยมีการออก “กฎระเบียบ” ต่างๆ ขึ้นใช้ในการปกครอง และจะมีการออก “คำสั่งทางปกครอง”เมื่อต้องการบังคับการให้เกิดผลในกฎหมาย ดังนั้นกฎ ระเบียบและคำสั่งทางปกครองต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรได้รู้เพื่อที่จะพิเคราะห์ได้ว่ากรณีของตนผลจะเป็นเช่นใด แตกต่างจากผู้อื่นอย่างไร และโต้แย้งได้อย่างไรและเพียงใดอันการคุ้มครองสิทธิเฉพาะตัวประชาชนแต่ละคน

สิทธิของประชาชนหรือเอกชน พ.ร.บ. นี้ได้กำหนดสิทธิของประชาชนหรือเอกชน ดังนี้
1. สิทธิในการขอคำปรึกษาการปฎิบัติตามพระราชบัญญัตินี้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นหน่วยงานทาง วิชาการและธุรการให้แก่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (มาตรา 6)

2. สิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของราชการ บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตามย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามาตรา 9 ได้ คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง (มาตรา 9) “คนต่างด้าว” หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยและไม่มี ถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและนิติบุคคคลดังต่อไปนี้ (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่มีทุนเกินกึ่งหนึ่งเป็นของคนต่างด้าว ใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือให้ถือว่าใบหุ้นนั้นคนต่างด้าวเป็นผู้ถือ (2) สมาคมที่มีสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งเป็นคนต่างด้าว (3) สมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนต่างด้าว (4) นิติบุคคลตาม (1) (2)(3) หรือนิติบุคคลอื่นใดที่มีผู้จัดการหรือกรรมการเกินกึ่งหนึ่งเป็นคนต่างด้าว นิติบุคคลตามวรรค 1 ถ้าเข้าไปเป็นผู้จัดการหรือกรรมการ สมาชิก หรือมีทุนในนิติบุคคลอื่นให้ถือว่าผู้จัดการหรือกรรมการหรือสมาชิกหรือเจ้าของทุน ดังกล่าวเป็นคนต่างด้าว (มาตรา 4)

3. สิทธิขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการนอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หรือที่จัดไว้ให้ ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้ว หรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว โดยคำขอนั้นได้ระบุข้อมูลข่าวสารที่ ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามสมควร (มาตรา 11)

4. สิทธิที่จะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับงานซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องให้กับบุคคลนั้นหรือผู้กระทำแทนได้ตรวจดูหรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น (มาตรา 25 วรรค1)

5. สิทธิในการดำเนินการแทนผู้เยาว์คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเจ้าของข้อมูลที่ถึงแก่กรรม ตามมาตรา 23 เกี่ยวกับการขอข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลหรือการแจ้งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่ใดของบุคคลดังกล่าว มาตรา 24 เกี่ยวกับการให้ความยินยอมให้หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของคนเปิดเผยข้อมูลต่อ หน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น และมาตรา 25 เกี่ยวกับการได้รู้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน การขอให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริง รวมที้งมีสิทธิอุทธรณ์ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่ง ไม่ยินยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารนี้ (มาตรา 25 วรรค 5)

6. สิทธิในการร้องเรียนผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา 9 หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้หรือปฎิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้นี้นมีสิทธิร้องเรียน ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เว้นแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 หรือคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านตามมาตรา 17 หรือคำสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนเปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 25 (มาตรา 13)

7. สิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือมีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 ผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งนั้น โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ (มาตรา 18) แต่ถ้าอุทธรณ์คำสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารให้ตรวจตามที่มีคำขอ ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งโดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการไม่ว่ากรณีใดๆให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องขอให้หน่วยงานของรัฐหมายเหตุคำขอของคนแนบไว้กับข้อมูลข่าวสารส่วนที่เกี่ยวข้อง
ที่มา: http://www.oic.go.th/content/citizen.htm

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการให้ประชาชนได้รับทราบใน 3 รูปแบบหรือ 3 วิธีการดังนี้

1. การนำข้อมูลข่าวสารของราชการตามที่กฏหมายกำหนดไปลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษามาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยตามที่กำห นดไว้ตามมาตรา 7 ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา คือ    (1) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินการ    (2) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน    (3) สถานที่ติดต่อเพื่อขอข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ    (4) กฎมติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบแบบแผน นโยบายหรือการตีความ ทั้งนี้เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง    (5) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนด
ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็ นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว
ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งให้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร

2. การจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ (ศูนย์ข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ) มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยตามท ี่กำหนดไว้ในมาตรา 9 ของกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนด (ประกาศคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให ้ประชาชนเข้าตรวจดู) ได้แก่ ต้องจัดให้มีสถานที่หรือศูนย์ข้อมูลข่วสารและข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนเข้ าตรวจดูได้โดยสะดวก ต้องจัดทำดัชนีหรือรายการข้อมูลข่าวสารที่มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับประชาชน สามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตนเอง ฯลฯ ในการจัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูนี้ กฎหมายได้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิขอสำเนา (copy right) หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องด้วย ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐจะต้องรวบรวมไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจ ดูได้ (public inspection) อย่างน้อยที่สุดตามที่กฎหมายกำหนดได้แก่    (1) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชนรวมทั้งความเห็นแย้งและคำส ั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว (ข้อมูลบางส่วนอยู่ระหว่างจัดทำลงเว็บไซท์ สามารถดูเอกสารต้นฉบับได้ที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯ ชั้น 4 กรมทรัพย์สินทางปัญญา)   (2) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 (4)    (3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ    (4) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน    (5) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา 7 วรรคสอง    (6) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชน ในการจัดทำบริการสาธารณะ    (7) ม ติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย    (8) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประกาศอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น

3. การเปิดเผยหรือการจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการให้กับประชาชนที่ขอข้อมูลข่าวสารเป็นเฉพาะรายมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนตามที่ข อ โดยกำหนดเป็นหลักปฏิบัติว่า ถ้ามีผู้มาขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคำขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวส ารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควร ให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่ผู้ขอในเวลาอันส มควร ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบการจัดข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนตามวิธีนี้ มีลักษณะเป็นการจัดข้อมูลข่าวสารให้กับผู้ขอเป็นรายกรณี ซึ่งมีความแตกต่างกันขึ้นกับความต้องการของแต่ละคน จึงอาจถือได้ว่าเป็นการจัดข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนเป็นการเฉพาะราย หน้าที่ในการเปิดเผยหรือการจัดหาข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนเป็นการเฉพาะราย นี้ แตกต่างจาก 2 วิธีแรก ซึ่งมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าข้อมูลข่าวสารประเภทใดที่ต้องนำมาเปิดเผยโด ยนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาและข้อมูลข่าวสารประเภทใดที่จะต้องนำมาเปิดเผย โดยการจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตลอดเวลา

ความลับทางการค้า

ความลับทางการค้า

ความลับทางการค้า คือ ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดย
ปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ ประโยชน์ในทางการค้า เนื่องจากการ
เป็นความลับและเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้วิธีการที่เหมาะสมรักษา
ไว้เป็นความลับ
ข้อมูลการค้า จะเป็น สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้ถึง ข้อความ เรื่องราว ข้อเท็จจริงหรือสิ่งใด ไม่ว่าการสื่อความ
หมายนั้นจะผ่านวิธีการใด ๆ หรือจะจัดทำไว้ในรูปแบบใดก็ตาม นอกจากนี้ข้อมูลทางการค้ายังรวมไปถึง สูตร
รูปแบบ งานที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการเทคนิค หรือกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น สูตรยา สูตรอาหาร
สูตรเครื่องดื่ม สูตรเครื่องสำอาง กรรมวิธีการผลิต ข้อมลการบริหารธุรกิจ รายละเอียดเกี่ยวกับราคาสินค้า
กลยุทธ์การโฆษณาสินค้า หรือแม้กระทั่งบัญชีรายชื่อลูกค้าก็อาจเป็นข้อมูลทางการค้าได้เช่นกัน

ผู้ที่เป็นเจ้าของความลับทางการค้าจะต้องนำความลับทางการค้ามาจดทะเบียนหรือไม่
ตามปกติแล้วความลับทางการค้าจะได้รับความคุ้มคอรงอยู่ตราบเท่าที่ยังเป็นความลับอยู่ เพราะฉะนั้น,
สิทธิของเจ้าของความลับทางการค้าจึงมีอยู่ตลอดไปหากความลับทางการค้านั้นยังไม่มีการเปิดเผย และความ
ลับทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องมีการจดทะเบียนแต่อย่างใด เจ้าของความลับทางการค้า
สามารถเลือกที่จะแจ้งข้อมูลความลับทางการค้า คือเจ้าของความลับทางการค้าอาจนำความลับทางการค้า
ของตนมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินกับธนาคารได้
ความลับทางการค้าเป็นทรัพย์สินที่สามารถโอนให้แก่กันได้โดยทางมรดกหรือทางนิติกรรม นอกจากน
เจ้าของความลับทางการค้ามีสิทธิที่จะเปิดเผยเอาไปหรือใช้ความลับทางการค้า หรืออนุญาตให้คนอื่นเปิดเผย
เอาไป หรือใช้ความลับทางการค้า โดยอาจจะกำหนดเงื่อนไขให้มีการรักษาความลับทางการค้านั้นต่อไปก็ได้

การละเมิดสิทธิ์ในความลับทางการค้า
การละเมิดสิทธิ์ในความลับทางการค้า คือ การกระทำที่เป็นการเปิดเผยหรือใช้ความลับทางการค้าของ
ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของความลับทางการค้า ซึ่งมีลักษณะที่ขัดต่อแนวปฏิบัติในทางการค้า
โดยสุจริต และผู้ละเมิดต้องรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าการกระทำนั้นขัดต่อแนวปฏิบัติดังกล่าว เช่น ลูกจ้างผิด
สัญญาว่าจะไม่เปิดเผยสูตรซึ่งเป็นความลับทางการค้าของนายจ้าง เป็นต้น

ข้อยกเว้นของการละเมิดสิทธิของเจ้าของความลับทางการค้า
1.การเปิดเผยหรือใช้ความลับทางการค้าโดยผู้ที่ได้ความลับทางการค้านั้นมาทางนิติกรรมไม่รู้ว่าคู่สัญญา
ได้ความลับทางการค้านั้นมาโดยทางละเมิดสิทธิในความลับทางการค้าของผู้อื่น
2.  การเปิดเผยหรือใช้ความลับทางการค้าโดยหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรักษาความลับทางการค้าเพื่อคุ้มครอง
สุขภาพอนามัยหรือความปลอดภัยของประชาชน
3.  การค้นพบความลับทางการค้าของผู้อื่นด้วยความรู้ ความชำนาญ ของผู้ค้นพบเอง
4.  การทำวิศวกรรมย้อนกลับ ซึ่งเป็นการค้นพบความลับทางการค้าของบุคคลอื่น โดยบุคคลนั้นได้นำผลิตภัณฑ์ซึ่ง
เป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาศึกษา วิเคราะห์จนทราบวิธีการที่จะผลิต ผลิตภัณฑ์นั้นขึ้นมา

การแจ้งข้อมูลความลับทางการค้า
ผู้ที่ประสงค์จะแจ้งข้อมูลความลับทางการค้าจะต้องนำเอกสารและหลักฐานต่อไปนี้มายื่นประกอบการแจ้ง
ข้อมูลด้วย
1.  สำเนาคำขอแบบ ลค .01 จำนวน 1 ชุด
2.  หลักฐานยืนยันแสดงความเป็นเจ้าของความลับทางการค้า
3.  สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของผู้ขอ
4.  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่น ๆ ที่ทางราชการออกไป,
5.  สำเนาหนังสือมอบอำนาจและบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจ

การขอรับความคุ้มครองความลับทางการค้า
การยื่นคำขอแจ้งข้อมูล คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง คำขอเพิกถอน คำขอตรวจค้น และคำขออื่นๆ ใช้แบบคำขอดังต่อไปนี้
1. คำขอแจ้งข้อมูลความลับทางการค้า ลค .01
2. คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลความลับทางการค้า ลค .02
3. คำขอเพิกถอนข้อมูลความลับทางการค้า ลค .03
4. คำขอรับใบแทนหนังสือรับรองความลับทางการค้า ลค .04
5. คำขอตรวจค้นข้อมูลความลับทางการค้า ลค .05

เอกสารประกอบการแจ้งข้อมูล
1. คำขอแจ้งข้อมูลตามแบบ ลค .01
2. หนังสือยืนยันแสดงความเป็นเจ้าของความลับทางการค้า
3. หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมบัตรประจำตัวของผู้รับมอบอำนาจ
( กรณีมอบให้ตัวแทนยื่นคำขอ )
4. เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ( ถ้ามี ) เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคล กรณีที่นิติบุคคลเจ้าของความลับทางการค้า
5. ไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้น

เครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายการค้า
เครื่องหมายการค้า หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้กำกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นเป็นของผู้ใด
แตกต่างกับสินค้าของผู้อื่นอย่างใด เครื่องหมายการค้าอาจจะเป็นภาพ คำ ตัวอักษร ลายมือชื่อหรือตัวเลข
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้

ประเภทของเครื่องหมายการค้า แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
•  เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายที่ใช้กำกับสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อสินค้าหรือคนทั่วไปแยกแยะได้ว่าสินค้านั้น
แตกต่างกับสินค้าของผู้อื่น เช่น โค้ก แตกต่างจากเป๊ปซี่
•  เครื่องหมายบริการ เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับธุรกิจบริการ เพื่อแยกแยะว่าธุรกิจบริการนั้นแตกต่างจากธุรกิจ
บริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของผู้อื่น เช่นเครื่องหมายบริการรูปดอกจำปีของสายการบินไทยแตกต่างกับ
สายการบินอื่น ๆ
•  เครื่องหมายรับรอง เป็นเครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายใช้รับรองคุณภาพหรือบริการของผู้อื่นว่า
คุณภาพหรือลักษณะของสินค้าหรือบริการนั้นมีคุณภาพอย่างไร เช่น เครื่องหมายรับรองรูปชามเชลล์ชวนชิม
เครื่องหมายรับรองเปิปพิสดาร
•  เครื่องหมายร่วม เป็นเครื่องหมายการค้าหรือบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกันหรือโดย
สมาชิกของสมาคม สหกรณ์ เป็นต้น เช่น รูปช้างในรูปตะกร้าของเครือปูนซีเมนต์ไทย

เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนได้ต้องมีลักษณะดังนี้
1.  มีลักษณะเป็นเครื่องหมาย เช่น อาจเป็นภาพ คำ ตัวอักษร ตัวเลข ลายมือชื่อ
2.  มีลักษณะบ่งเฉพาะ ได้แก่ เครื่องหมายการคัาที่มีลักษณะที่ทำให้ผู้ซื้อสินค้าทราบและเข้าใจว่าสินค้าที่ใช้
เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น มีลักษณะ 7 ลักษณะดังนี้
•  ชื่อตัว ชื่อสกุล ต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษและไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติพิเศษของสินค้าโดยตรง
•  คำหรือข้อความที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง เช่น super clean
•  ไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ เช่น กทม . เกาะเสม็ด
•  กลุ่มของสีที่แสดงโดยลักษณะพิเศษหรือตัวหนังสือ ตัวเลข หรือคำประดิษฐ์ขึ้น เช่น แถบสีเขียว ส้ม แดง
ของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น
•  ลายมือชื่อของผู้จดทะเบียนขอจดได้ แต่ของบุคคลอื่นต้องขออนุญาตจากบุคคลนั้นหรือบุคคลที่ตายไป
แล้วต้องขออนุญาตจากบุพการี คู่สมรส ผู้สืบสันดาน ( ถ้ามี )
•  ภาพของผู้ขอจดทะเบียนจดได้ แต่ถ้าเป็นภาพของบุคคลอื่นต้องขออนุญาตจากบุคคลนั้นหรือบุคคลที่ตาย
ไปแล้วต้องขออนุญาตจากบุพการี คู่สมรส ผู้สืบสันดาน ( ถ้ามี )
•  ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น คือ ภาพที่คิดขึ้น ทำ แต่ง สร้าง จินตนาการ ดัดแปลงขึ้นและไม่เป็นภาพบรรยายสินค้า
เช่น ภาพมิคกี้เม้าส์
3.  ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ได้แก่
•  ตราแผ่นดิน พระราชลัญจกร
•  ธงชาติของประเทศไทย
•  พระปรมาภิไธย
•  พระบรมฉายาลักษณ์
•  ชื่อ คำ ข้อความหรือเครื่องหมายใดอันแสดงถึงพระมหากษัตริย์ หรือพระราชวงศ์
•  ธงชาติหรือเครื่องหมายประจำชาติของรัฐต่างประเทศ
•  เครื่องหมายราชการ เครื่องหมายกาชาด นามกาชาด หรือกาเจนีวา
•  เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเหรียญ ใบสำคัญ หนังสือรับรอง หรือเครื่องหมายอื่นใดอันได้รับเป็น
รางวัลในการแสดงหรือประกวดสินค้าที่รัฐบาลไทย ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
•  เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสนโยบาย
•เครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ซึ่งอาจทำให้
ประชาชนสับสน
• สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
• เครื่องหมายอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
4. ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้ว จะต้องไม่มีลักษณะเป็น คำ ๆ เดียวกันหรือ
เป็นรูป ๆ เดียวกัน และจะต้องไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น แต่ถ้าคล้ายกันนี้สาธารณชนผู้ซื้อ
สามารถแยกแยะความแตกต่างกันได้ เครื่องหมายการาค้านั้นก็อาจรับจดทะเบียนได้ แต่ถ้าหากคล้ายกันจน
ทำให้สาธารณชนผู้ซื้อสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้าแล้วเครื่องหมาย
การค้านั้นก็ไม่อาจรับจดทะเบียนได้

บทบาทของเครื่องหมายการค้าในเชิงพาณิชย์
1. เป็นสื่อกลางในการซื้อขายสินค้า
•  เป็นสัญลักษณ์แทนตัวผู้ผลิตสินค้า
•  บอกแหล่งที่มาของสินค้า
•  แสดงคุณภาพของสินค้า
ผู้ซื้อสินค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าโดยจดจำเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้านั้น ๆ ได้
2. รักษาสิทธิประโยชน์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้า เจ้าของการค้าย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
•  สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าของตน
•  สิทธิที่จะโอนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตนได้
•  สิทธิที่จะเรียกร้องค่าทดแทนทางแพ่ง
•  สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา
3. คุ้มครองผู้บริโภคสินค้า เครื่องหมายการค้าแตกต่างกันย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคดังนี้
•  ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้ถูกต้องไม่สับสนหลงผิด
•  เพิ่มโอกาสในการเลือกซื้อสินค้าในการบริโภค
4. โฆษณาสินค้า การโฆษณาสินค้าเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ดังนี้
ผู้บริโภคสามารถจดจำสินค้าจากเครื่องหมายการค้าที่กำกับอยู่กับสินค้าได้

หลักเกณฑ์การพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายกัน
1.  พิจารณาเสียงและสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้า
2.  พิจารณาการวางรูปลักษณะของคำ ของตัวอักษร จำนวนตัวอักษรหรือการประดิษฐ์ตัวอักษร
3.  พิจารณาจากความเหมือนหรือคล้ายในรูปเครื่องหมายการค้า
4.  พิจารณาจากลักษณะการวางรูปรอยประดิษฐ์
5.  พิจารณาจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ๆ
6.  พิจารณาจากการใช้เครื่องหมายการค้ากับตัวสินค้า
7.  พิจารณาจากเจตนาของผู้ยื่นขอจดทะเบียน
สิทธิในความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า แบ่งได้ 2 ส่วนดังนี้
1. เครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
•  เจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิที่จะใช้เครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้นได้
•  มีสิทธิที่จะฟ้องคดีกับบุคคลใดซึ่งเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการ
ค้านั้น
•  แต่จะฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกค่าเสียหายไม่ได้2.  เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว
•  เจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าที่จดทะเบียนแล้ว
•  ในกรณีที่มีผู้อื่นละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้มีสิทธิที่จะ
ฟ้องร้องและเรียกค่าสินไหมทดแทนได้
•  มีสิทธิที่ฟ้องคดีอาญาสำหรับผู้กระทำผิดตาม พรบ . เครื่องหมายการค้าได้
•  มีสิทธิในการทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตน
•  มีสิทธิในการใช้สีเครื่องหมายการค้าได้ทุกสี ในกรณีที่จดทะเบียนไว้โดยไม่จำกัดสี

เครื่องหมายการค้ามีประโยชน์อย่างไร
1. ด้านเจ้าของเครื่องหมายการค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำหรือเรียกขานสินค้าของเจ้าของเครื่อง
หมายการค้านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะเพื่อเลือกซื้อสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น
ได้ และ ไม่สับสนกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ
2.  ด้านผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจากสินค้าที่ใช
้เครื่องหมายการค้าอื่นและเครื่องหมายการค้าจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพตามต้อง
การรวมทั้งทราบถึงตัวเจ้าของเครื่องหมายการค้าด้วย

อายุการคุ้มครอง เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วมีอายุความคุ้มครอง 10 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถ
ที่จะต่ออายุได้เป็นคราว ๆ ละ 10 ปี ผลกระทบของการละเมิดเครื่องหมายการค้าต่อเศรษฐกิจของประเทศ
1.  ทำให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อโต้แย้งสิทธิในความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าระหว่างกันขึ้น
2. การละเมิดเครื่องหมายการค้าของต่างประเทศเกิดผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
เช่น อเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ตอบโต้ด้วยการตัด GSP หลายรายการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก
3.  ต่างประเทศที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าของไทยมีผลทำให้ผู้ส่งออกของไทยไม่สามารถส่งสินค้าไปยัง
ต่างประเทศนั้น ๆ ได้ ทำให้ต้องสูญเสียรายได้และการขยายตลาดส่งออก

แบบผังภูมิของวงจรรวม พ . ศ .2543

สิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครอง
แบบผังภูมิ คือ แบบ แผนผัง หรือภาพที่ทำขึ้นไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดหรือวิธีใดเพื่อให้เห็นถึงการจัด
วางให้้เป็นวงจรรวม จากคำนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แบบของวงจรไฟฟ้าที่ได้ออกแบบขึ้นมา หรือที่
เรียกว่า Layout design และตัวชุดหน้ากากหรือแผ่นผัง (mark work) ซึ่งเป็นตัวต้นแบบที่ใช้ในการสร้าง
ให้เกิดแบบผังภูมิ ก็จัดว่าอยู่ในข่ายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ด้วยเช่นกัน

เงื่อนไขของแบบผังภูมิที่จะนำมาขอรับความคุ้มครอง
1.จะต้องเป็นแบบผังภูมิที่ผู้ออกแบบได้สร้างสรรค์ขึ้นเองและไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในอุตสาหกรรม
วงจรรวม
2.เป็นแบบผังภูมิที่ผู้ออกแบบได้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยนำเอาชิ้นส่วนส่วนเชื่อมต่อแบบผังภูมิหรือวงจร
รวมอันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปมาจัดวางใหม่ ทำให้เกิดเป็นแบบผังภูมิใหม่

ผู้มีสิทธิขอรับความคุ้มครอง
1.ผู้ออกแบบ หรือผู้ออกแบบร่วม
2.พนักงานหรือลูกจ้างในกรณีที่เป็นการจ้างแรงงาน
3.ผู้ว่าจ้าง ในกรณีที่เป็นการจ้างทำของ
4.หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล
5.ผู้รับโอนหรือรับมรดก
กรณีที่สิทธิในการขอรับความคุ้มครองในแบบผังภูมิเป็นของบุคคลตาม (2) (3) และ (4) นั้น กฎหมาย
ได้กำหนดเพิ่มเติมไว้ว่าถ้ามีหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้เป็นไปตามนั้น เช่น กรณีที่เป็นการจ้างแรงงาน ถ้านายจ้างกับลูกจ้างได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ต่างหากว่าแบบผังภูมิที่ลูกจ้างได้สร้างสรรค์ขึ้นมาให้สิทธิในการ
ขอรับความคุ้มครองตกเป็นของนายจ้าง ดังนี้ย่อมทำได้

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับความคุ้มครอง
1.  มีสัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
2.  มีสัญชาติของประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก
3.  มีภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์แบบผังภูมิหรือการผลิตวงจรรวมในประเทศ
ไทยหรือประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก

ลักษณะของการคุ้มครอง
รูปแบบของการให้ความคุ้มครองแบบผังภูมิจะเหมือนกับการให้ความคุ้มครองทางด้านสิทธิบัตร กล่าวคือ ใช้ระบบจดทะเบียน คือ ตรวจสอบแต่เฉพาะความถูกต้องของเอกสารและคุณสมบัติของผู้ขอรับความคุ้มครอง คำขอจดทะเบียนจะต้องมีรายการตามที่กฎหมายมาตรา 15 กำหนด เช่น ชื่อและที่อยู่ของผู้ออกแบบวันที่สร้าง
สรรค์แบบผังภูมิ ภาพวาดหรือภาพถ่ายลายเส้นที่แสดงแบบผังภูมิ หรือตัวอย่างของวรจรวมที่จะนำแบบผังภูม
นั้นไปใช้

เงื่อนไขในการยื่นขอจดทะเบียน
1.  กรณีที่นำแบบผังภูมิออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แล้วไม่ว่าภายในหรือภายนอกประเทศ การยื่นขอจดทะเบียนแบบผังภูมิจะต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้นำแบบผังภูมินั้นออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก
2.  ในกรณีที่ไม่มีการนำแบบผังภูมิออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 15 ปี นับแต่วันที่สร้างสรรค์แบบผังภูมินั้นเสร็จสิ้น

อายุการคุ้มครอง
สำหรับระยะเวลาการให้ความคุ้มครอง กฎหมายกำหนดให้หนังสือสำคัญแบบผังภูมิมีอายุ 10 ปี นับแต่วัน
ยื่นขอจดทะเบียนหรือวันที่นำออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกแล้วแต่วันใดจะเกิดขึ้นก่อน แต่ระยะ
เวลาการให้ความคุ้มครองแบบผังภูมิต้องไม่เกิน 15 ปีนับแต่วันที่สร้างสรรค์แบบผังภูมิเสร็จดังนั้นหากล่วงพ้น
ระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันสร้างสรรค์แบบผังภูมิเสร็จ ผู้สร้างสรรค์ก็ไม่สามารถนำแบบผังภูมิมาขอจดทะเบียนได้ แม้ว่าจะไม่เคยนำแบบผังภูมินั้นออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ก็ตาม

การสิ้นสุดการคุ้มครอง
1.  ผู้ทรงสิทธิขอคืนหนังสือสำคัญแบบผังภูมิ
2.  หนังสือสำคัญแบบผังภูมิสิ้นอายุการคุ้มครองตามข้อ 8
3.  ผู้ทรงสิทธิไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในระยะเวลาที่กำหนด
4.  ผู้ทรงสิทธิตายและไม่มีทายาท
5.  อธิบดีหรือคณะกรรมการได้มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัย หรือศาลได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียน

ขั้นตอนการจดทะเบียนแบบผังภูมิวงจรรวม

คำแนะนำในการเตรียมคำขอแบบผังภูมิของวงจรรวม
1. จัดเตรียมคำขอ
- กรอกข้อความในแบบพิมพ์ แบบ บผ .1, บผ .1( พ ) หรือบผ .1(Add) ให้ครบถ้วน
- คำขอจดทะเบียนแบบผังภูมิของวงจรรวม พร้อมลงลายมือชื่อผู้ขอรับจดทะเบียน หรือตัวแทน และ
- ในกรณี ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ออกแบบเองจะต้อง กรอกข้อความในคำรับรองสิทธิขอจดทะเบียนแบบผังภูมิของวงจรรวมหรือกรณีผู้ขอเป็นชาวต่างชาติใ
ห้ใช้แบบ บผ .1(Add)
2. เตรียมเอกสารการแสดงสิทธิในการขอจดทะเบียน
- ในกรณี ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้รับโอนสิทธิ จะต้องแนบหนังสือโอนสิทธิ ที่มีลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน
- ในกรณี ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้รับสิทธิโดยเหตุอื่น เช่น รับมรดก สัญญาจ้าง เป็นต้น ให้ยื่นเอกสารแสดงสิทธินั้นๆ
3. เตรียมหนังสือมอบอำนาจ ในกรณีที่มอบผ่านตัวแทนที่ขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้
ดำเนินการแทน
4. ตัวอย่างวงจรรวม ที่มีแบบผังภูมิที่ยื่นขอจดทะเบียนจำนวน 4 ตัวอย่าง สำหรับกรณีที่มีการนำ
แบบผังภูมินั้นออกหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แล้ว ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ปี
5. รายละเอียดข้อมูลการทำงาน ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ของวงจรรวมเป็นภาษาไทย เช่น
Data sheet เป็นต้น
6. ภาพวาด หรือภาพถ่ายลายเส้น หรือสิ่งอื่นที่ให้ผลในลักษณะเดียวกันที่ใช้ในการผลิตวงจรรวมที่มีแบบผังภูมิ เช่น แผ่นบัง (MASK) เป็นต้น

ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนแบบผังภูมิของวงจรรวม
- ยื่นคำขอจดทะเบียนแบบผังภูมิ คำขอละ 1,000 บาท
- การประกาศโฆษณาการรับจดทะเบียนแบบผังภูมิ ฉบับละ 500 บาท
- หนังสือสำคัญแบบผังภูมิ ฉบับละ 1,000 บาท
ค่าธรรมเนียมรายปีตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงโดยชำระค่าธรรมเนียมรายปี ( เริ่มชำระในปีที่ 2) หรือจะชำระทั้งหมดในคราวเดียวกันก็ได้ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กฎหมายที่คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ . ศ .2546

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications) คืออะไร
ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทนแหล่งภูมิศาสตร์ และที่สามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจาก
แหล่งภูมิศาสตร์นั้น เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์ดังกล่าวหรือ
จะกล่าวโดยง่ายว่า คือ ชื่อภูมิศาสตร์หรือสัญลักษณ์ที่ใช้เรียกหรือใช้แทนแหล่งภูมิศาสตร์นั้น ที่ใช้ประกอบกับ
สินค้าเพื่อแสดงให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคได้ทราบถึงแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น ซึ่งแหล่งกำเนิดนั้นมีความเชื่อม
โยงกับคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะพิเศษของสินค้านั้น

ลักษณะของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขอรับความคุ้มครองได้
•  เป็นชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทนแหล่งภูมิศาสตร์ และสามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิด
จากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นมีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะ
•  สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นต้องมีความเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ คือ พื้นที่ของประเทศ เขต ภูมิภาค
และท้องถิ่น และให้ความหมายรวมถึงทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำน้ำ เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่อื่นทำนองเดียวกัน
•  ไม่เป็นชื่อสามัญที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกขานสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่จะใช้สิ่งบ่งชี้ทาง
ภูมิศาสตร์นั้น
•  ไม่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือนโยบายแห่งรัฐ
•  กรณีเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของต่างประเทศต้องปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้รับความคุ้มครองและมีการ
สืบเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอทะเบียนในประเทศ

ผู้มีสิทธิยื่นคำขอขึ้นทะเบียน
•  ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคล
และมีเขตรับผิดชอบครอบคลุมบริเวณแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า
•  บุคคลธรรมดา กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการค้าเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และม
ถิ่นที่อยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า
•  กลุ่มผู้บริโภคหรือองค์กรผู้บริโภคสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ผู้มีสิทธิใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียน
•  ผู้ผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้าดังกล่าว
•  ผู้ประกอบการค้าเกี่ยวกับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น

การระงับใช้
ในกรณีผู้มีสิทธิใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ต่อมานายทะเบียนมี
หนังสือแจ้งให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภายในกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรนายทะเบียน
อาจมีคำสั่งให้้ระงับใ้ช้เป็นระยะเวลาไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

อายุการคุ้มครอง
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะได้รับความคุ้มคอรงตลอดไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาจน
กว่าจะมีการเพิกถอนทะเบียน เช่น สภาพทางภูมิศาสตร์ หรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปภายหลังการขึ้น
ทะเบียน เป็นต้น

เอกสารและหลักฐานที่ใช้ในการขอขึ้นทะเบียน
•  คำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์พร้อมสำเนา จำนวน 2 ชุด
•  หลักฐานอื่นๆ ของผู้ขอ เช่น สำเนาบัตรประจำตัว หนังสือรับรองนิติบุคคล
•  สำเนาหนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับมอบอำนาจ ( ถ้ามี )
•  ภาพถ่ายของสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขอขึ้นทะเบียน
•  ต้นฉบับ สำเนาหรือภาพถ่ายฉลากสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขอขึ้นทะเบียน
เอกสารอื่น ๆ ได้แก่
• เอกสารยืนยันความมีคุณภาพ ชื่อเสียง คุณสมบัติหรือคุณลักษณะอื่นของสินค้า
• เอกสารยืนยันถึงความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
• ภาพถ่ายแผนที่แสดงขอบเขต พื้นที่ของแหล่งภูมิศาสตร์ที่ขอขึ้นทะเบียน
• เอกสารยืนยันว่าสินค้ามีแหล่งกำเนิดมาจากพื้นที่แหล่งภูมิศาสตร์

ค่าธรรมเนียม
• คำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฉบับละ 500 บาท
• คำคัดค้านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฉบับละ 500 บาท
• คำอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียน ฉบับละ 500 บาท
• คำขอแก้ไขทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฉบับละ 200 บาท
• คำขอเพิกถอนทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฉบับละ 200 บาท
• คำขออื่นๆ ฉบับละ 200 บาท

ที่มา : ม.ขอนแก่น

ลิขสิทธิ์

ลิขสิทธิ์

ลิขสิทธิ์ คืออะไร
ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น
โดยการแสดงออกตามประเภทงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ

ลิขสิทธิ์ เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะ
ในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น “ ทรัพย์สินทางปัญญา ” ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่า
ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น เจ้าของผลงานทางลิขสิทธิ์จึงควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถ ซื้อ ขาย หรือโอนสิทธิกันได้ ทั้งทางมรดก หรือโดยวิธีอื่น ๆ การโอนสิทธิ์ควรที่จะทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือทำเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมด
หรือเพียงบางส่วนก็ได้

งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์
งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ ประกอบด้วยประเภทงานต่าง ๆ ดังนี้
•  งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
•  งานนาฎกรรม เช่น งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่าหรือ การแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว การแสดงโดยวิธีใบ้
•  งานศิลปกรรม เช่น งานทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรมถ่ายภาพ ภาพประกอบแผนที่ โครงสร้าง ศิลปะประยุกต์ และรวมทั้งภาพถ่ายและแผนผังของงานดังกล่าวด้วย
•  งานดนตรีกรรม เช่น ทำนองและเนื้อร้องหรือทำนองอย่างเดียว และรวมถึงโน๊ตเพลงที่ได้แยกและ
เรียบเรียงเสียงประสานแล้ว
•  งานโสตทัศนวัสดุ เช่น วีดีโอเทป แผ่นเลเซอร์ดิสก์ เป็นต้น
•  งานภาพยนตร์
•  งานสิ่งบันทึกเสียง เช่น เทปเพลง แผ่นคอมแพ็คดิสก์ เป็นต้น
•  งานแพร่เสียงภาพ เช่น การนำออกเผยแพร่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์
•  งานอื่นใดอันเป็นงานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ

ผลงานที่ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์
ผลงานดังต่อไปนี้เป็นผลงานที่ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์
•  ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริง ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
•  รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
•  ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
•  คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
•  คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตามข้อ 3.1 – 3.4 ที่กระทรวงทบวง กรมหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ
หรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์
สิทธิ์ในลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นโดยทันทีนับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องจดทะเบียน ดังนั้น เจ้าของลิขสิทธิ์จึงควรที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเอง โดยการเก็บรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้ทำการสร้างสรรค์ผลงานนั้นขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์สิทธิ หรือความเป็นเจ้าของในโอกาสต่อไป

ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์
เจ้าของลิขสิทธิ์นอกจากจะเป็นผู้สร้างสรรค์งานแล้ว บุคคลอื่นอาจจะมีลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างสรรค์นั้นก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ เช่น การสร้างสรรค์งานร่วมกัน การว่าจ้างให้สร้าง
สรรค์งาน การโอนสิทธิ์ในลิขสิทธิ์ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีลิขสิทธิ์จะเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่อไปนี้
•  ผู้สร้างสรรค์งานขึ้นใหม่ที่สร้างสรรค์งานด้วยตนเองเพียงผู้เดียวหรือผู้สร้างสรรค์งานร่วมกัน
•  ผู้สร้างสรรค์ในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง
•  ผู้ว่าจ้าง
•  ผู้รวบรวมหรือประกอบกันเข้า
•  กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
•  ผู้รับโอนลิขสิทธิ์
•  ผู้สร้างสรรค์ที่เป็นชนชาติภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญากรุงเบอร์นและประเทศในภาค
สมาชิกองค์การการค้าโลก
•  ผู้พิมพ์โฆษณางานที่ใช้นามแฝงหรือนามปากกาที่ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์

การคุ้มครองลิขสิทธิ์
เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ ต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของตนดังนี้
•  ทำซ้ำ หรือดัดแปลง
•  การเผยแพร่ต่อสาธารณชน
•  ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางาน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
•  ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
•  อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ในการเช่าซื้อ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน และให้เช่าต้นฉบับ

อายุการคุ้มครอง
โดยทั่ว ๆ ไป การคุ้มครองลิขสิทธิ์ จะมีผลเกิดขึ้นโดยทันทีที่มีการสร้างสรรค์ผลงาน โดยความคุ้มครองนี้
จะมีตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และจะคุ้มครองต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต หากแต่มีงานบาง
ประเภทจะมีอายุการคุ้มครองแตกต่างกัน ดังนั้น อายุการคุ้มครองสามารถแยกได้ โดยสรุปดังนี้
•  ในงานทั่วไป ลิขสิทธิ์จะมีอยู่ตลอดอายุผู้สร้างสรรค์ และจะมีต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความ
ตาย กรณีที่เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมให้นับจากผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย กรณีที่เป็นนิติบุคคล
ลิขสิทธิ์จะมีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น กรณี ที่ผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อ
ผู้สร้างสรรค์ ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
•  งานถ่ายภาพ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์ขึ้นนั้น
•  งานที่สร้างสรรค์โดยการจ้างหรือตามคำสั่ง ให้มีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
•  งานศิลปะประยุกต์ ลิขสิทธิ์มีอายุ 25 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นกรณีที่ได้มีการโฆษณางานเหล่านั้นใน
ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอยู่ต่อไปอีก 50 ปี นับแต่โฆษณาครั้งแรก ยกเว้นในกรณีงานศิลปประยุกต์
ให้ลิขสิทธิ์มีอยู่ต่อไปอีก 25 ปี นับแต่โฆษณาครั้งแรก

ประโยชน์ของลิขสิทธิ์
•  ประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์
เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์และมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น หรือผลงานตามข้อใดข้อหนึ่งตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นเจ้าของ
ลิขสิทธ์ิ์จะมีสิทธิในการทำซ้ำดัดแปลง จำหน่าย ให้เช่า คัดลอก เลียนแบบ ทำสำเนา การทำให้ปรากฏต่อ
สาธารณชน หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โดยเจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมได้
รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
•  ประโยชน์ของประชาชนหรือผู้บริโภค
การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิในผลงานลิขสิทธิ์มีผลให้เกิดแรงจูงใจแก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่จะสร้างสรรค์ผลงาน
ที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางวรรณกรรมและศิลปกรรมออกสู่ตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคจะได้รับความรู้ ความบันเทิง และได้ใช้ผลงานที่มีคุณภาพ

การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีที่มีการสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดำริให้มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและรวบรวมข้อมูล
เบื้องต้น เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ในการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากนี้แล้วยังเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ต้องการขออนุญาตใช้ ลิขสิทธิ์สามารถตรวจค้นเพื่อประโยชน์
ในการติดต่อธุรกิจกับเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย
การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผู้แจ้งได้รับสิทธิในผลงานนั้น หรือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้นการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จะไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ เพิ่มขึ้นจากสิทธิที่มีอยู่เดิมของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง

เอกสารและหลักฐานประกอบการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
•  แบบพิมพ์คำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ จำนวน 2 ชุด ซึ่งผู้แจ้งจะต้องกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบถ้วน เช่น ประเภทของงาน ชื่อผู้แจ้ง ชื่อผู้สร้างสรรค์ สถานที่ติดต่อ ลักษณะของงาน วิธีการสร้างสรรค์ เป็นต้น
•  หลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือรับรองนิติบุคคล หนังสือมอบอำนาจ ( ถ้ามี ) เป็นต้น
•  ผลงานลิขสิทธิ์ที่สร้างสรรค์ จำนวน 1 ชุด

ที่มา : ม.ขอนแก่น

อนุสิทธิบัตร

อนุสิทธิบัตร คืออะไร
อนุสิทธิบัตร คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์

ความแตกต่างระหว่างสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร
อนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่างก็มีขอบเขตให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์เช่นเดียวกันแต่
อนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่มีเทคนิคที่ไม่สูงมากนัก อาจจะเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย  ส่วนสิทธิบัตร
การประดิษฐ์จะต้องมีการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคของสิ่งที่มีมาก่อนหรือที่เรียกว่ามีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
ขั้นตอนการขอรับอนุสิทธิบัตรจะใช้ระยะเวลาสั้นกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์มากเนื่องจากใช้ระบบจดทะเบียน
แทนการใช้ระบบที่ต้องมีการตรวจสอบก่อนการรับจดทะเบียน
ผู้ประดิษฐ์คิดค้นสามารถที่จะเลือกว่าจะยื่นขอความคุ้มครองสิทธิบัตรหรือ อนุสิทธิบัตรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะขอความคุ้มครองทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้

การประดิษฐ์ คืออะไร
การประดิษฐ์ คือ การคิดค้นหรือคิดทำขึ้นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น การประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับกลไก โครงสร้าง หรือส่วนประกอบของอุปกรณ์ สิ่งของหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ หรือเป็น
การประดิษฐ์เกี่ยวกับ กรรมวิธี กระบวนการ หรือวิธีการใหม่ ๆ ในการผลิต การเก็บรักษาให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ
ที่ดีขึ้น

เงื่อนไขในการขอรับอนุสิทธิบัตร
1. เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ยังไม่เคยมีใช้หรือแพร่หลายมาก่อนในประเทศ หรือไม่เคยเปิดเผยสาระสำคัญในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ก่อนวันยื่นขอทั้งในและต่างประเทศ
2. เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้

อายุการให้ความคุ้มครอง
อนุสิทธิบัตรมีอายุ 6 ปี นับตั้งแต่วันขอรับอนุสิทธิบัตร และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี ตั้งแต่เริ่มปีที่ 5 และปีที่ 6 และสามารถต่ออายุได้อีกสองครั้ง ครั้งละ 2 ปี ( รวม 10 ปี )
จะต้องมีเอกสารดังนี้
•  แบบพิมพ์คำขอ ( สบ / สผ / อสป /001- ก )
•  รายละเอียดการประดิษฐ์
•  ข้อถือสิทธิ
•  บทสรุปการประดิษฐ์
•  รูปเขียน ( ถ้ามี )
•  เอกสารประกอบคำขอ เช่น
- เอกสารหลักฐานแสดงสิทธิในการขอรับอนุสิทธิบัตร
- หนังสือมอบอำนาจ ( เฉพาะมอบอำนาจให้ตัวแทนที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น )
- หนังสือสัญญาโอนสิทธิ์ในการขอรับอนุสิทธิบัตร
- ต้นฉบับหนังสือรับรองจดทะเบียนนิติบุคคล ( กรณีที่ผู้ขอเป็นนิติบุคคล , ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน )

ที่มา : ม.ขอนแก่น

สิทธิบัตร คืออะไร?

สิทธิบัตร

สิทธิบัตร เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวทุก คนมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่าสิทธิบัตร
เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุก ๆ คน คือ สิ่งของหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันล้วนแล้วแต่
เป็นผลที่ได้จากการประดิษฐ์คิดค้นทั้งสิ้น เช่น การพัฒนาเกี่ยวกับผงซักฟอกซึ่งปัจจุบันเป็นผงซักฟอกชนิด
เข้มข้นและมีประสิทธิภาพในการซักล้างสูง เป็นต้น ดังนั้น สิทธิบัตรจึงมีส่วนช่วยทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์
มีความสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยมากขึ้น

สิทธิบัตร คืออะไร
สิทธิบัตร หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด

การประดิษฐ์ คือ ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับลักษณะ องค์ประกอบ
โครงสร้างหรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การรักษา
หรือปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นหรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์
ขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม


ตัวอย่างสิทธิบัตรการประดิษฐ์

- สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ คือเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใช้แพร่หลายในประเทศ หรือยัง
ไม่เปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดก่อนวันขอรับสิทธิบัตร หรือไม่คล้าย
กับแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม


ตัวอย่างสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

ผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถยื่นจดสิทธิบัตรได้จะต้องมีลักษณะดังนี้
1. เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
2. เป็นการประดิษฐ์มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น
3. เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม
พาณิชยกรรม หรือหัตถกรรมได้

กรณีที่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์จะขอรับสิทธิได้ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรม
หรือหัตถกรรม คือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใช้แพร่หลายในประเทศ ซึ่งรวมถึงการขายด้วยหรือยัง
ไม่่เคยเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร หรือไม่คล้ายกับแบบ
ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว


สิ่งที่จดสิทธิบัตรไม่ได้ ได้แก่
1.จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดที่ได้
จากสัตว์และพืช ซึ่งถือเป็นการค้นพบเท่านั้น แต่ในกรณีที่นำไปผสมกับสารหรือส่วนประกอบอื่น
สามารถที่จะขอจดสิทธิบัตรได้
2.กฎเกณฑ์และทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
3.ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์
4.วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์
5.การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี อนามัยหรือสวัสดิภาพของประชาชน

การเตรียมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ / อนุสิทธิบัตร
1. แบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตรและเอกสารประกอบ
1.1 เอกสารหลักฐานแสดงสิทธิขอรับสิทธิบัตร
1.2 เอกสารหลักฐานการมอบอำนาจให้ตัวแทนเป็นผู้กระทำการแทน
2. รายละเอียดการประดิษฐ์ ประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้
2.1 ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์
2.2 ลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์
2.3 สาขาวิทยาการที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์
2.4 ภูมิหลังของศิลปวิทยาการที่เกี่ยวข้อง
2.5 การเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์
2.6 คำอธิบายรูปเขียนโดยย่อ ( ถ้ามี )
2.7 วิธีการประดิษฐ์ที่ดีที่สุด
3. ข้อถือสิทธิ
4. บทสรุปการประดิษฐ์
5. รูปเขียน ( ถ้ามี )

อายุการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตร
- สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีอายุ 20 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตร
- สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีอายุ 10 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตร

ที่มา : ม.ขอนแก่น

ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย

ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย
การตรวจค้น
1.  แนะนำให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนดำเนินการตรวจค้นเครื่องหมายที่จะขอจดทะเบียนว่าเหมือนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นหรือไม่
2.  ผู้ค้นต้องเสียค่าธรรมเนียมในการตรวจค้น 100 บาท/ชั่วโมง  โดยตรวจค้นด้วยตนเองที่กลุ่มบริการและตรวจรับคำขอ (ชั้น 3)  สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือทาง www.ipthailand.org  ในส่วนบริการออนไลน์เครื่องหมายการค้า
การยื่นคำขอจดทะเบียน
1.  การบริการทั่วไป
1.  ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนต้องเตรียมเอกสารตามที่กฎหมายกำหนดและกรอกข้อความโดยการพิมพ์ให้สมบูรณ์  ดังนี้
1.1  คำขอจดทะเบียน (ก.01)  ต้นฉบับ 1 ชุด  ลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจและติดรูปเครื่องหมายการค้า ขนาดกว้าง x ยาว ไม่เกิน 5 เซนติเมตร (หากเกินต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเซนติเมตรละ 100 บาท)  แล้วถ่ายสำเนา ก.01 ดังกล่าว อีกจำนวน 5 ชุด
1.2  รูปเครื่องหมายอีก จำนวน 5 รูป ขนาดเดียวกับที่ติดในแบบฟอร์ม ก.01
1.3  กรณียื่นในนามนิติบุคคล    ใช้หลักฐานต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ขอคัดไม่
เกิน 6 เดือน 1 ฉบับ กรณียื่นในนามบุคคลธรรมดา  ใช้หลักฐานสำเนาบัตรประจำตัว 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง
กรณีผู้ขอจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ให้โนตารีพับลิครับรองเอกสารด้วย
1.4  หากมีการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นแทน  ใช้สำเนาหนังสือมอบอำนาจ (ก.18)
พร้อมติดอากรแสตมป์ 30 บาท ต่อผู้รับมอบอำนาจ 1 คน (พร้อมขีดฆ่าอากร)  และสำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับมอบอำนาจ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง
2.   ยื่นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียม 500 บาท ต่อสินค้า/บริการ 1 อย่าง
3.   ยื่นขอรับบริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  ได้ดังนี้
3.1 กลุ่มบริการและตรวจรับคำขอ ส่วนบริหารงานจดทะเบียน (ชั้น 3) สำนักเครื่องหมาย
การค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา
3.2 สำนักงานพาณิชย์จังหวัด
3.3 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทาง
ปัญญา พร้อมชำระค่าธรรมเนียมโดยทางธนาณัติสั่งจ่ายนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า
3.4  ทางอินเตอร์เน็ต  จากเว็บไซต์ www.ipthailand.org  ในส่วนบริการออนไลน์ระบบเครื่องหมายการค้า
2.  การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต
2.1  การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  ท่านสามารถใช้บริการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทางอินเตอร์เน็ตได้  โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้
2.1.1.  เข้าเว็บไซต์ www.ipthailand.org  แล้ว  click  ระบบเครื่องหมายการค้าในส่วนของบริการออนไลน์  เพื่อเข้าสู่ระบบการให้บริการเครื่องหมายการค้าทางอินเตอร์เน็ต
2.1.2  click  ลงทะเบียนสมัครสมาชิกที่นี่  จะปรากฏแบบฟอร์มลงทะเบียนขอใช้งานในระบบ  ให้ท่านกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่นเดียวกับการสมัครอีเมล์ทั่ว ๆ ไป (Username  และ Password  ใช้ภาษาอังกฤษหรือตัวเลขเท่านั้น)  แล้ว click  ตกลง ก็จะเข้ามาสู่หน้าจอแรกอีกครั้ง
2.1.3  ให้ท่านใส่  Username  และ  Password  ที่ได้สมัครไว้แล้ว  click  ตกลงเพื่อเข้าสู่ระบบ
2.1.4  จะปรากฏหน้าจอให้บริการในระบบเครื่องหมายการค้า ให้ click ในช่อง User Menu  เลือก “คำขอจดทะเบียนเครื่องหมาย (ก.01)”
2.1.5  จะปรากฏแบบฟอร์มให้ท่านกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมทั้งแนบไฟล์รูปเครื่องหมาย นามสกุล “jpeg”  ขนาดไม่น้อยกว่า 30K.  แล้วระบุจำพวกและรายการสินค้า/บริการ ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง แล้วใส่จำนวนรายการสินค้า/บริการ ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมโดยอัตโนมัติ คือ รายการสินค้า/บริการ อย่างละ 500 บาท แล้วให้  click  ต่อไป  จะปรากฏหน้าจอหนังสือมอบอำนาจ (ก.18)           ถ้าไม่มีการมอบอำนาจก็ให้ click  ตกลง
2.1.6  ก็จะปรากฏหน้าจอเลือกวิธีการชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งมี 2 วิธี คือ
2.1.6.1  ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ – ออนไลน์ วิธีนี้ท่านต้องเปิดบัญชีแบบมีบัตรเอทีเอ็มของธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) (UOB)  สาขาใดก็ได้  โดยต้องสมัครสมาชิก i-banking ทางเว็บไซต์ของธนาคาร            เมื่อท่านดำเนินการดังกล่าวกับธนาคารเรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้ User ID Password  และ  Account No.  จากธนาคาร  ซึ่งท่านจะต้องใช้ในการเข้าสู่ระบบการชำระเงิน ซึ่งระบบนี้จะหักค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนจากบัญชีของท่าน  ทั้งนี้ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้บริการของ  i-banking  1,500 บาท ต่อปี
2.1.6.2  ผ่านเคาน์เตอร์ของธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) (UOB)  สาขาใดก็ได้ วิธีนี้สามารถระบุชื่อผู้ที่ต้องการจะออกในใบเสร็จรับเงินได้ ทั้งนี้ จะต้องเสียค่าบริการ 15 บาท ต่อครั้ง
2.1.7  เมื่อท่านเลือกวิธีการชำระเงินแล้วให้ click  ชำระเงิน ระบบก็จะเข้าสู่การชำระเงินตามวิธีการที่ท่านเลือก โดยวิธีการชำระเงินแบบ  i-banking  ก็จะตัดบัญชีของท่านโดยอัตโนมัติ หรือวิธีการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ท่านจะต้อง Print  “ใบแจ้งการชำระเงิน”  แล้วนำไปชำระเงินที่ธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) (UOB)  สาขาใดก็ได้ ทั้ง 2 วิธีนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินไปให้ท่านในภายหลัง  เมื่อท่านเลือกวิธีการชำระเงินแล้ว  ให้ท่าน click  “ชำระเงินทันที”  ระบบจะปรากฏหมายเลขอ้างอิง  ซึ่งเมื่อดำเนินการชำระเงินแล้ว กรมฯ ได้รับเงินค่าธรรมเนียมของท่านก็จะได้ให้เลขที่คำขอ โดยหากยื่นผ่านทางธนาคารแบบออนไลน์  ท่านจะได้เลขที่คำขอทันที หรือหากยื่นโดยผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร (วิธีที่ 2) ท่านจะได้เลขที่คำขอในวันทำการถัดไป ทั้งนี้ เพราะกรมต้องรอรับรายงานการชำระเงินจากธนาคารก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่กลุ่มบริการตรวจรับคำขอ จะออกเลขที่คำขอให้ท่านก่อนคำขอที่มายื่นขอจดทะเบียนในวันทำการถัดไปดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผ่านขั้นตอนการยื่นคำขอทางอินเตอร์เน็ตแล้ว  ตามประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องการยื่นคำขอเกี่ยวกับเครื่องหมายทางอินเตอร์เน็ต  ท่านต้องส่งต้นฉบับเอกสารการยื่นคำขอเหมือนการยื่นคำขอด้วยตนเองแก่กรมฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้มีการบันทึกข้อมูลลงในอินเตอร์เน็ต  เพื่อที่กรมจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไป  โดยท่านอาจส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์ถึงผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้า หรือมายื่นด้วยตนเองก็ได้
2.2  การขอตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมาย
2.2.1  เข้าสู่ระบบเครื่องหมายการค้า  โดยสมัครสมาชิกเช่นเดียวกับการยื่นคำขอจทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามข้อ 2.1
2.2.2  เมื่อปรากฏหน้าจอให้บริการในระบบเครื่องหมายการค้า ให้ click  ตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมาย
2.2.3  จะปรากฏหน้าจอสำหรับสมาชิกลงทะเบียน เลือกสมัครสมาชิกใหม่ จะปรากฏหน้าจอสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการตรวจสอบความเหมือนคล้าย  ให้สมัครสมาชิกและรหัสผ่านแล้วเลือกรูปแบบว่าต้องการตรวจสอบ 1 ชม.  3 ชม. หรือ  5 ชม.  ต่อจากนั้นให้เลือกวิธีการชำระเงิน
2.2.4  เลือกวิธีการชำระเงิน และการชำระเงินเช่นเดียวกับข้อ 2.1
2.2.5  เมื่อทำการชำระเงินแล้วทั้ง 2 วิธี (ผ่านทางธนาคารหรือผ่านทางเคาน์เตอร์) ท่านสามารถตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายได้ในวันทำการถัดไป ตั้งแต่เวลา 08.30 น.
หมายเหตุ   : เมื่อท่านยื่นคำขอจดทะเบียนแล้ว  สำนักเครื่องหมายการค้าจะทำการตรวจสอบเครื่องหมายและพิจารณาคำขอจดทะเบียน  โดยเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง
2.3  การยื่นแบบคำขออื่น ๆ
ท่านสามารถใช้บริการอื่น ๆ ได้  โดยสมัครสมาชิกและชำระค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกับ 2.1 กรณีขอรับบริการ เช่น คำขอโต้แย้งการจดทะเบียน  เป็นต้น  ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกับการยื่นตามปกติ  อย่างไรก็ตาม หากท่านยื่นขอใช้บริการใด ๆ ทางอินเตอร์เน็ตแล้ว จะต้องส่งต้นฉบับเอกสารพร้อมหลักฐาน (ถ้ากำหนดให้มีหลักฐาน)  ดังกล่าว ยื่นต่อกรมฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้มีการบันทึกข้อมูลลงในอินเตอร์เน็ตด้วย
หมายเหตุ   :  การขอจดทะเบียนเครื่องหมายชุด (ก.13)  ไม่สามารถยื่นทางอินเตอร์เน็ตได้ กรุณาพิมพ์จากแบบฟอร์มในเว็บไซต์กรมฯ
2.4  การใช้บริการอื่น ๆ
ท่านสามารถใช้บริการตรวจสอบสถานะคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และตรวจสอบรายการคำขอที่ประกาศโฆษณาได้  โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น
การตรวจสอบ
1.  ในขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary check)  คือตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเท่านั้น (Documentary check)
2.  ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและนายทะเบียนจะตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน  มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่  กล่าวคือ
- ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ
- ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและ
- ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่น
ในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาในการตรวจสอบและพิจารณาประมาณ 3 เดือน
3.  ภายหลังตรวจสอบแล้ว  เจ้าหน้าที่จะแจ้งผู้ยื่นคำขอทราบผลการตรวจสอบดังต่อไปนี้ ตามแต่กรณี
- การรับจดทะเบียน นายทะเบียนจะสั่งประกาศโฆษณาเป็นเวลา 90 วัน หากไม่มีผู้ใดคัดค้านจะรับจดทะเบียน
- ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน  หากนายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายที่ยื่นขอจดทะเบียนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ  เป็นเครื่องหมายต้องห้ามตามพระราชบัญญัตินี้  หรือเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว  ซึ่งผู้ขอจดทะเบียนสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายในเวลาที่กำหนด
- ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง
- แจ้งผู้ยื่นคำขอว่า เครื่องหมายที่ขอจดทะเบียน มีผู้อื่นยื่นขอจดทะเบียนไว้เช่นกัน ขอให้ผู้ยื่นไปตกลงกันเองก่อน
การแจ้งให้แก้ไขคำขอ
ผู้ขอจดทะเบียนต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ผิด  ระบุข้อความไม่ครบถ้วน  ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ฯลฯ  โดยคิดค่าธรรมเนียมคำขอละ 100 บาท (ก่อนจดทะเบียน) และ 200 บาท (หลังการจดทะเบียน)  โดยใช้แบบ ก.06
การแจ้งให้ตกลงกันก่อน
1. ถ้าผู้ยื่นคำขอตกลงกันได้  และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าใครได้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นไป  เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป
2. ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถตกลงกันได้คำขอจดทะเบียนที่ยื่นก่อนจะได้รับการจดทะเบียนตามหลัก ใครยื่นก่อนมีสิทธิดีกว่า (First-to-file)
การแจ้งไม่ปฏิเสธคำขอ
1. เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป
2. บางกรณีเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้
2.1 ยื่นคำขอสละสิทธิในคำขอบางส่วนเนื่องจากบางส่วนของเครื่องหมายเป็นสิ่งที่ใช้กัน
สามัญในการค้าขายหรือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ
2.2  ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายชุด  เนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้ขอจดทะเบียน  โดยเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน
- ถ้าผู้ยื่นคำขอยอมสละสิทธิ  ผู้ยื่นคำขอต้องแจ้งนายทะเบียนทราบ โดยยื่นหนังสือ
แสดงปฏิเสธ (ก.12)  ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม หรือผู้ยื่นคำขอยอมจดทะเบียนเครื่องหมายชุด ผู้ยื่นคำขอต้องแจ้งนายทะเบียนทราบโดยยื่นหนังสือจดทะเบียนเครื่องหมายชุด (ก.13) ภายใน 90 วันเช่นกัน และไม่เสียค่าธรรมเนียม
- ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียน  ผู้ยื่นคำขออาจดำเนินการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ได้ โดยยื่นคำอุทธรณ์ (แบบ ก.03) ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง
การแจ้งปฏิเสธไม่จดทะเบียนคำขอ
1. ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน   คำขอนั้นจะถูกจำหน่ายออกจากสารบบ
2. ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนให้ดำเนินการยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รับหนังสือแจ้งคำสั่ง โดยชำระค่าธรรมเนียมคำขอฉบับละ 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท (แบบ ก.03) แล้วแต่กรณีที่ขออุทธรณ์ (ดูอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ)
3. เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยแล้ว  จะแจ้งคำวินิจฉัยให้นายทะเบียนทราบ  ดังนี้
- ถ้าวินิจฉัยเห็นควรให้จดทะเบียน นายทะเบียนจะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป
- ถ้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียน  นายทะเบียนจะจำหน่ายคำขอจดทะเบียนออกจากสารบบและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถือเป็นที่สุด
การประกาศโฆษณา
1. ถ้านายทะเบียนเห็นสมควรรับจดทะเบียน  นายทะเบียนมีคำสั่งประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเป็นเวลา 90 วัน  โดยสามารถตรวจค้นได้ที่กลุ่มบริการตรวจรับคำขอ ชั้น 3 สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา  หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือ www.ipthailand.org
- ถ้าไม่มีการคัดค้านการจดทะเบียนภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศโฆษณาเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายนั้นต่อไป
- ถ้ามีการคัดค้านการจดทะเบียน  โดยเหตุหนึ่ง เหตุใดเช่น เครื่องหมายการค้าไม่มีลักษณะที่จดทะเบียนได้  เครื่องหมายการค้าไม่ได้เป็นของผู้ขอจดทะเบียน หรือการจดทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ผู้คัดค้านต้องยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าหน้าที่พร้อมแสดงหลักฐานและเหตุผล และชำระค่าธรรมเนียมคำคัดค้าน 1,000 บาท (แบบ ก.02)
2. เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบว่ามีบุคคลคัดค้านการจดทะเบียนคำขอนั้น
- ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์จะโต้แย้งการคัดค้านนายทะเบียนจะจำหน่ายคำขอออกจากสารบบ
- ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะโต้แย้งการคัดค้านให้ยื่นคำโต้แย้งต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาการคัดค้าน
3. นายทะเบียนจะพิจารณาในประเด็นที่คัดค้านนั้น  เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้ว จะแจ้งไปให้คู่กรณีทราบ
4. คู่กรณีที่เสียประโยชน์อาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนได้โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของนายทะเบียน โดยชำระค่าธรรมเนียมคำขอฉบับละ 2,000 บาท (แบบ ก.03)
5. เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยแล้วนายทะเบียนจะแจ้งผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้แก่คู่กรณีทราบ
6. ถ้าคู่กรณีฝ่ายที่เสียประโยชน์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ผู้นั้นอาจนำคดีขึ้นฟ้องศาลได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทราบผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า
การจดทะเบียน
1. เครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนและได้ประกาศโฆษณาแล้ว  และผ่านกระบวนการคัดค้านและอุทธรณ์  จนถึงที่สุดเป็นเครื่องหมายที่สามารถจดทะเบียนได้  นายทะเบียนจะแจ้งไปยังผู้ยื่นคำขอทราบให้ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
2. ผู้ยื่นคำขอจะต้องนำหนังสือแจ้งคำสั่งมาติดต่อชำระค่าธรรมเนียมที่กลุ่มบริการตรวจรับ
คำขอ (ชั้น 3)  สำนักเครื่องหมายการค้า  กรมทรัพย์สินทางปัญญา  หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือทางอินเตอร์เน็ต ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง  เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว  ผู้ยื่นคำขอจะได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน  โดยชำระค่าธรรมเนียมสินค้าหรือบริการอย่างละ 300 บาท
ทั้งนี้กรมฯ จะจัดส่งให้ท่านตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในคำขอจดทะเบียน ภายในเวลา 2 สัปดาห์หลังจากชำระค่าธรรมเนียม  แต่หากผู้ขอจดทะเบียนต้องการขอรับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนในวันที่ชำระค่าธรรมเนียม  ผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้รับมอบอำนาจ จะต้องเป็นผู้มารับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนด้วยตนเอง  หรืออาจมอบอำนาจแต่งตั้งตัวแทนเฉพาะการให้ดำเนินการแทน  โดยต้องยื่นหนังสือมอบอำนาจ ก.18 ติดอากรแสตมป์ 10 บาท  พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ  พร้อมรับรองสำเนา  แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่กลุ่มบริการและตรวจรับคำขอ  เพื่อขอรับหนังสือสำคัญเร่งด่วน  เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการเร่งด่วน (One Stop Service)  จะดำเนินการออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่ผู้ขอจดทะเบียน   ภายในเวลา 1 ชั่วโมง     และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มใด ๆ ทั้งสิ้น
หมายเหตุ     :    อัตราค่าธรรมเนียมดูได้จากท้ายพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ

ขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย
การตรวจค้น
1.  แนะนำให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนดำเนินการตรวจค้นเครื่องหมายที่จะขอจดทะเบียนว่าเหมือนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นหรือไม่          2.  ผู้ค้นต้องเสียค่าธรรมเนียมในการตรวจค้น 100 บาท/ชั่วโมง  โดยตรวจค้นด้วยตนเองที่กลุ่มบริการและตรวจรับคำขอ (ชั้น 3)  สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือทาง www.ipthailand.org  ในส่วนบริการออนไลน์เครื่องหมายการค้า  การยื่นคำขอจดทะเบียน1.  การบริการทั่วไป           1.  ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนต้องเตรียมเอกสารตามที่กฎหมายกำหนดและกรอกข้อความโดยการพิมพ์ให้สมบูรณ์  ดังนี้                    1.1  คำขอจดทะเบียน (ก.01)  ต้นฉบับ 1 ชุด  ลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจและติดรูปเครื่องหมายการค้า ขนาดกว้าง x ยาว ไม่เกิน 5 เซนติเมตร (หากเกินต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเซนติเมตรละ 100 บาท)  แล้วถ่ายสำเนา ก.01 ดังกล่าว อีกจำนวน 5 ชุด                    1.2  รูปเครื่องหมายอีก จำนวน 5 รูป ขนาดเดียวกับที่ติดในแบบฟอร์ม ก.01                    1.3  กรณียื่นในนามนิติบุคคล    ใช้หลักฐานต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ขอคัดไม่เกิน 6 เดือน 1 ฉบับ กรณียื่นในนามบุคคลธรรมดา  ใช้หลักฐานสำเนาบัตรประจำตัว 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง                    กรณีผู้ขอจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ให้โนตารีพับลิครับรองเอกสารด้วย                    1.4  หากมีการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นแทน  ใช้สำเนาหนังสือมอบอำนาจ (ก.18) พร้อมติดอากรแสตมป์ 30 บาท ต่อผู้รับมอบอำนาจ 1 คน (พร้อมขีดฆ่าอากร)  และสำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับมอบอำนาจ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง          2.   ยื่นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียม 500 บาท ต่อสินค้า/บริการ 1 อย่าง          3.   ยื่นขอรับบริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  ได้ดังนี้                    3.1 กลุ่มบริการและตรวจรับคำขอ ส่วนบริหารงานจดทะเบียน (ชั้น 3) สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา                    3.2 สำนักงานพาณิชย์จังหวัด                    3.3 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมชำระค่าธรรมเนียมโดยทางธนาณัติสั่งจ่ายนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า                    3.4  ทางอินเตอร์เน็ต  จากเว็บไซต์ www.ipthailand.org  ในส่วนบริการออนไลน์ระบบเครื่องหมายการค้า  2.  การให้บริการทางอินเตอร์เน็ต           2.1  การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  ท่านสามารถใช้บริการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทางอินเตอร์เน็ตได้  โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้                  2.1.1.  เข้าเว็บไซต์ www.ipthailand.org  แล้ว  click  ระบบเครื่องหมายการค้าในส่วนของบริการออนไลน์  เพื่อเข้าสู่ระบบการให้บริการเครื่องหมายการค้าทางอินเตอร์เน็ต                 2.1.2  click  ลงทะเบียนสมัครสมาชิกที่นี่  จะปรากฏแบบฟอร์มลงทะเบียนขอใช้งานในระบบ  ให้ท่านกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่นเดียวกับการสมัครอีเมล์ทั่ว ๆ ไป (Username  และ Password  ใช้ภาษาอังกฤษหรือตัวเลขเท่านั้น)  แล้ว click  ตกลง ก็จะเข้ามาสู่หน้าจอแรกอีกครั้ง                 2.1.3  ให้ท่านใส่  Username  และ  Password  ที่ได้สมัครไว้แล้ว  click  ตกลงเพื่อเข้าสู่ระบบ                 2.1.4  จะปรากฏหน้าจอให้บริการในระบบเครื่องหมายการค้า ให้ click ในช่อง User Menu  เลือก “คำขอจดทะเบียนเครื่องหมาย (ก.01)”                  2.1.5  จะปรากฏแบบฟอร์มให้ท่านกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมทั้งแนบไฟล์รูปเครื่องหมาย นามสกุล “jpeg”  ขนาดไม่น้อยกว่า 30K.  แล้วระบุจำพวกและรายการสินค้า/บริการ ที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง แล้วใส่จำนวนรายการสินค้า/บริการ ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมโดยอัตโนมัติ คือ รายการสินค้า/บริการ อย่างละ 500 บาท แล้วให้  click  ต่อไป  จะปรากฏหน้าจอหนังสือมอบอำนาจ (ก.18)           ถ้าไม่มีการมอบอำนาจก็ให้ click  ตกลง                 2.1.6  ก็จะปรากฏหน้าจอเลือกวิธีการชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งมี 2 วิธี คือ                          2.1.6.1  ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ – ออนไลน์ วิธีนี้ท่านต้องเปิดบัญชีแบบมีบัตรเอทีเอ็มของธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) (UOB)  สาขาใดก็ได้  โดยต้องสมัครสมาชิก i-banking ทางเว็บไซต์ของธนาคาร            เมื่อท่านดำเนินการดังกล่าวกับธนาคารเรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้ User ID Password  และ  Account No.  จากธนาคาร  ซึ่งท่านจะต้องใช้ในการเข้าสู่ระบบการชำระเงิน ซึ่งระบบนี้จะหักค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนจากบัญชีของท่าน  ทั้งนี้ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้บริการของ  i-banking  1,500 บาท ต่อปี                          2.1.6.2  ผ่านเคาน์เตอร์ของธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) (UOB)  สาขาใดก็ได้ วิธีนี้สามารถระบุชื่อผู้ที่ต้องการจะออกในใบเสร็จรับเงินได้ ทั้งนี้ จะต้องเสียค่าบริการ 15 บาท ต่อครั้ง                 2.1.7  เมื่อท่านเลือกวิธีการชำระเงินแล้วให้ click  ชำระเงิน ระบบก็จะเข้าสู่การชำระเงินตามวิธีการที่ท่านเลือก โดยวิธีการชำระเงินแบบ  i-banking  ก็จะตัดบัญชีของท่านโดยอัตโนมัติ หรือวิธีการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ท่านจะต้อง Print  “ใบแจ้งการชำระเงิน”  แล้วนำไปชำระเงินที่ธนาคารยูไนเต็ดโอเวอร์ซีส์ (ไทย) (UOB)  สาขาใดก็ได้ ทั้ง 2 วิธีนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินไปให้ท่านในภายหลัง  เมื่อท่านเลือกวิธีการชำระเงินแล้ว  ให้ท่าน click  “ชำระเงินทันที”  ระบบจะปรากฏหมายเลขอ้างอิง  ซึ่งเมื่อดำเนินการชำระเงินแล้ว กรมฯ ได้รับเงินค่าธรรมเนียมของท่านก็จะได้ให้เลขที่คำขอ โดยหากยื่นผ่านทางธนาคารแบบออนไลน์  ท่านจะได้เลขที่คำขอทันที หรือหากยื่นโดยผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร (วิธีที่ 2) ท่านจะได้เลขที่คำขอในวันทำการถัดไป ทั้งนี้ เพราะกรมต้องรอรับรายงานการชำระเงินจากธนาคารก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่กลุ่มบริการตรวจรับคำขอ จะออกเลขที่คำขอให้ท่านก่อนคำขอที่มายื่นขอจดทะเบียนในวันทำการถัดไปดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผ่านขั้นตอนการยื่นคำขอทางอินเตอร์เน็ตแล้ว  ตามประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องการยื่นคำขอเกี่ยวกับเครื่องหมายทางอินเตอร์เน็ต  ท่านต้องส่งต้นฉบับเอกสารการยื่นคำขอเหมือนการยื่นคำขอด้วยตนเองแก่กรมฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้มีการบันทึกข้อมูลลงในอินเตอร์เน็ต  เพื่อที่กรมจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไป  โดยท่านอาจส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์ถึงผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้า หรือมายื่นด้วยตนเองก็ได้             2.2  การขอตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมาย                 2.2.1  เข้าสู่ระบบเครื่องหมายการค้า  โดยสมัครสมาชิกเช่นเดียวกับการยื่นคำขอจทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามข้อ 2.1                 2.2.2  เมื่อปรากฏหน้าจอให้บริการในระบบเครื่องหมายการค้า ให้ click  ตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมาย                2.2.3  จะปรากฏหน้าจอสำหรับสมาชิกลงทะเบียน เลือกสมัครสมาชิกใหม่ จะปรากฏหน้าจอสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการตรวจสอบความเหมือนคล้าย  ให้สมัครสมาชิกและรหัสผ่านแล้วเลือกรูปแบบว่าต้องการตรวจสอบ 1 ชม.  3 ชม. หรือ  5 ชม.  ต่อจากนั้นให้เลือกวิธีการชำระเงิน                2.2.4  เลือกวิธีการชำระเงิน และการชำระเงินเช่นเดียวกับข้อ 2.1                  2.2.5  เมื่อทำการชำระเงินแล้วทั้ง 2 วิธี (ผ่านทางธนาคารหรือผ่านทางเคาน์เตอร์) ท่านสามารถตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายได้ในวันทำการถัดไป ตั้งแต่เวลา 08.30 น.                หมายเหตุ   : เมื่อท่านยื่นคำขอจดทะเบียนแล้ว  สำนักเครื่องหมายการค้าจะทำการตรวจสอบเครื่องหมายและพิจารณาคำขอจดทะเบียน  โดยเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง           2.3  การยื่นแบบคำขออื่น ๆ                ท่านสามารถใช้บริการอื่น ๆ ได้  โดยสมัครสมาชิกและชำระค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกับ 2.1 กรณีขอรับบริการ เช่น คำขอโต้แย้งการจดทะเบียน  เป็นต้น  ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกับการยื่นตามปกติ  อย่างไรก็ตาม หากท่านยื่นขอใช้บริการใด ๆ ทางอินเตอร์เน็ตแล้ว จะต้องส่งต้นฉบับเอกสารพร้อมหลักฐาน (ถ้ากำหนดให้มีหลักฐาน)  ดังกล่าว ยื่นต่อกรมฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้มีการบันทึกข้อมูลลงในอินเตอร์เน็ตด้วย                หมายเหตุ   :  การขอจดทะเบียนเครื่องหมายชุด (ก.13)  ไม่สามารถยื่นทางอินเตอร์เน็ตได้ กรุณาพิมพ์จากแบบฟอร์มในเว็บไซต์กรมฯ            2.4  การใช้บริการอื่น ๆ                ท่านสามารถใช้บริการตรวจสอบสถานะคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และตรวจสอบรายการคำขอที่ประกาศโฆษณาได้  โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้นการตรวจสอบ          1.  ในขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary check)  คือตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเท่านั้น (Documentary check)          2.  ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและนายทะเบียนจะตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน  มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่  กล่าวคือ                    - ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ                    - ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและ                    - ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่น          ในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาในการตรวจสอบและพิจารณาประมาณ 3 เดือน          3.  ภายหลังตรวจสอบแล้ว  เจ้าหน้าที่จะแจ้งผู้ยื่นคำขอทราบผลการตรวจสอบดังต่อไปนี้ ตามแต่กรณี                    - การรับจดทะเบียน นายทะเบียนจะสั่งประกาศโฆษณาเป็นเวลา 90 วัน หากไม่มีผู้ใดคัดค้านจะรับจดทะเบียน                    - ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน  หากนายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายที่ยื่นขอจดทะเบียนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ  เป็นเครื่องหมายต้องห้ามตามพระราชบัญญัตินี้  หรือเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว  ซึ่งผู้ขอจดทะเบียนสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายในเวลาที่กำหนด                    - ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง                    - แจ้งผู้ยื่นคำขอว่า เครื่องหมายที่ขอจดทะเบียน มีผู้อื่นยื่นขอจดทะเบียนไว้เช่นกัน ขอให้ผู้ยื่นไปตกลงกันเองก่อนการแจ้งให้แก้ไขคำขอ          ผู้ขอจดทะเบียนต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ผิด  ระบุข้อความไม่ครบถ้วน  ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ฯลฯ  โดยคิดค่าธรรมเนียมคำขอละ 100 บาท (ก่อนจดทะเบียน) และ 200 บาท (หลังการจดทะเบียน)  โดยใช้แบบ ก.06การแจ้งให้ตกลงกันก่อน          1. ถ้าผู้ยื่นคำขอตกลงกันได้  และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าใครได้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นไป  เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป          2. ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถตกลงกันได้คำขอจดทะเบียนที่ยื่นก่อนจะได้รับการจดทะเบียนตามหลัก ใครยื่นก่อนมีสิทธิดีกว่า (First-to-file) การแจ้งไม่ปฏิเสธคำขอ          1. เจ้าหน้าที่จะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป          2. บางกรณีเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้                 2.1 ยื่นคำขอสละสิทธิในคำขอบางส่วนเนื่องจากบางส่วนของเครื่องหมายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ               2.2  ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายชุด  เนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้ขอจดทะเบียน  โดยเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน                               - ถ้าผู้ยื่นคำขอยอมสละสิทธิ  ผู้ยื่นคำขอต้องแจ้งนายทะเบียนทราบ โดยยื่นหนังสือแสดงปฏิเสธ (ก.12)  ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม หรือผู้ยื่นคำขอยอมจดทะเบียนเครื่องหมายชุด ผู้ยื่นคำขอต้องแจ้งนายทะเบียนทราบโดยยื่นหนังสือจดทะเบียนเครื่องหมายชุด (ก.13) ภายใน 90 วันเช่นกัน และไม่เสียค่าธรรมเนียม                       – ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียน  ผู้ยื่นคำขออาจดำเนินการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ได้ โดยยื่นคำอุทธรณ์ (แบบ ก.03) ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง การแจ้งปฏิเสธไม่จดทะเบียนคำขอ          1. ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน   คำขอนั้นจะถูกจำหน่ายออกจากสารบบ                2. ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนให้ดำเนินการยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รับหนังสือแจ้งคำสั่ง โดยชำระค่าธรรมเนียมคำขอฉบับละ 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท (แบบ ก.03) แล้วแต่กรณีที่ขออุทธรณ์ (ดูอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ)          3. เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยแล้ว  จะแจ้งคำวินิจฉัยให้นายทะเบียนทราบ  ดังนี้                    - ถ้าวินิจฉัยเห็นควรให้จดทะเบียน นายทะเบียนจะดำเนินการประกาศโฆษณาต่อไป                    - ถ้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียน  นายทะเบียนจะจำหน่ายคำขอจดทะเบียนออกจากสารบบและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถือเป็นที่สุดการประกาศโฆษณา          1. ถ้านายทะเบียนเห็นสมควรรับจดทะเบียน  นายทะเบียนมีคำสั่งประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเป็นเวลา 90 วัน  โดยสามารถตรวจค้นได้ที่กลุ่มบริการตรวจรับคำขอ ชั้น 3 สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา  หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือ www.ipthailand.org                    - ถ้าไม่มีการคัดค้านการจดทะเบียนภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศโฆษณาเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายนั้นต่อไป                    - ถ้ามีการคัดค้านการจดทะเบียน  โดยเหตุหนึ่ง เหตุใดเช่น เครื่องหมายการค้าไม่มีลักษณะที่จดทะเบียนได้  เครื่องหมายการค้าไม่ได้เป็นของผู้ขอจดทะเบียน หรือการจดทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ผู้คัดค้านต้องยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าหน้าที่พร้อมแสดงหลักฐานและเหตุผล และชำระค่าธรรมเนียมคำคัดค้าน 1,000 บาท (แบบ ก.02)          2. เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบว่ามีบุคคลคัดค้านการจดทะเบียนคำขอนั้น                    - ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์จะโต้แย้งการคัดค้านนายทะเบียนจะจำหน่ายคำขอออกจากสารบบ                    - ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะโต้แย้งการคัดค้านให้ยื่นคำโต้แย้งต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาการคัดค้าน          3. นายทะเบียนจะพิจารณาในประเด็นที่คัดค้านนั้น  เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้ว จะแจ้งไปให้คู่กรณีทราบ          4. คู่กรณีที่เสียประโยชน์อาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนได้โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของนายทะเบียน โดยชำระค่าธรรมเนียมคำขอฉบับละ 2,000 บาท (แบบ ก.03)          5. เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยแล้วนายทะเบียนจะแจ้งผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้แก่คู่กรณีทราบ          6. ถ้าคู่กรณีฝ่ายที่เสียประโยชน์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ผู้นั้นอาจนำคดีขึ้นฟ้องศาลได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทราบผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า     การจดทะเบียน          1. เครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนและได้ประกาศโฆษณาแล้ว  และผ่านกระบวนการคัดค้านและอุทธรณ์  จนถึงที่สุดเป็นเครื่องหมายที่สามารถจดทะเบียนได้  นายทะเบียนจะแจ้งไปยังผู้ยื่นคำขอทราบให้ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง          2. ผู้ยื่นคำขอจะต้องนำหนังสือแจ้งคำสั่งมาติดต่อชำระค่าธรรมเนียมที่กลุ่มบริการตรวจรับคำขอ (ชั้น 3)  สำนักเครื่องหมายการค้า  กรมทรัพย์สินทางปัญญา  หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือทางอินเตอร์เน็ต ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง  เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว  ผู้ยื่นคำขอจะได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน  โดยชำระค่าธรรมเนียมสินค้าหรือบริการอย่างละ 300 บาท          ทั้งนี้กรมฯ จะจัดส่งให้ท่านตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในคำขอจดทะเบียน ภายในเวลา 2 สัปดาห์หลังจากชำระค่าธรรมเนียม  แต่หากผู้ขอจดทะเบียนต้องการขอรับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนในวันที่ชำระค่าธรรมเนียม  ผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้รับมอบอำนาจ จะต้องเป็นผู้มารับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนด้วยตนเอง  หรืออาจมอบอำนาจแต่งตั้งตัวแทนเฉพาะการให้ดำเนินการแทน  โดยต้องยื่นหนังสือมอบอำนาจ ก.18 ติดอากรแสตมป์ 10 บาท  พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ  พร้อมรับรองสำเนา  แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่กลุ่มบริการและตรวจรับคำขอ  เพื่อขอรับหนังสือสำคัญเร่งด่วน  เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการเร่งด่วน (One Stop Service)  จะดำเนินการออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่ผู้ขอจดทะเบียน   ภายในเวลา 1 ชั่วโมง     และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มใด ๆ ทั้งสิ้น
หมายเหตุ     :    อัตราค่าธรรมเนียมดูได้จากท้ายพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ

ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพานิชย์

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
1.  เครื่องหมายการค้าของท่านเหมือนหรือคล้ายกับของผู้อื่นหรือไม่
ท่านสามารถตรวจสอบว่าเครื่องหมายของท่านเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่ยื่นจดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่    โดยยื่นคำร้องขอตรวจค้นและชำระค่าธรรมเนียม  100  บาท  ต่อชั่วโมง  (สามารถตรวจด้วยตนเองที่ฝ่ายบริการและตรวจรับคำขอ  ส่วนบริหารจดทะเบียน  ชั้น  3)
2.  จะใช้แบบพิมพ์อะไร
ก. 01    คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  เครื่องหมายบริการ  เครื่องหมายรับรอง  และเครื่องหมายร่วม
ก. 16    บัตรแข็ง
3.  จัดเตรียมคำขออย่างไร
3.1  พิมพ์ข้อความในแบบพิมพ์  ก. 01  พร้อมลงลายมือชื่อเจ้าของหรือตัวแทน  (ต้นฉบับ)
3.2  ถ่ายสำเนาแบบพิมพ์  ก. 01  ที่พิมพ์และลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว  ตามข้อ  3.1  อีก  5  แผ่น
3.3  ปิดรูปเครื่องหมายที่ชัดเจนมีขนาดกว้างยาวไม่เกิน  5  ซม.  ทุกแผ่น  รวมต้นฉบับเป็น  6  แผ่น  (ถ้าเกิน  5  ซม.  ชำระเงินเพิ่ม  ซม.ละ  100  บาท)
3.4  พิมพ์ข้อความลงในบัตรแข็ง  ก. 16   โดยข้อความทั้งหมดต้องตรงกับแบบพิมพ์  ก. 01  ทุกรายการ  รวม  2  แผ่น    พร้อมปิดรูปเครื่องหมายทุกแผ่น
3.5  รูปเครื่องหมายที่ยื่นขอจดทะเบียนอีก  5  รูป
3.6  ภาพถ่ายบัตรประจำตัวเจ้าของเครื่องหมายในกรณีเป็นบุคคลธรรมดา  หรือต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกให้ไม่เกิน  6  เดือน  กรณีเป็นนิติบุคคล
3.7  ภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจ  ก. 18  ซึ่งถ่ายจากต้นฉบับที่ติดอากร  30  บาท  ต่อ
ผู้รับมอบอำนาจ   1   คน    พร้อมขีดฆ่าอากรและภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ
(ถ้ามีการมอบอำนาจ)
4.  ค่าธรรมเนียม
ยื่นคำขอจดทะเบียน  สินค้า/บริการ                   อย่างละ          500   บาท
เมื่อรับจดทะเบียน  สินค้า/บริการ                      อย่างละ          300   บาท
ยื่นคำขอต่ออายุ  สินค้า/บริการ                        อย่างละ        1,000        บาท
5.  การคุ้มครองเครื่องหมาย
เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วมีอายุการคุ้มครอง  10  ปี  นับแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนและต่ออายุได้คราวละ  10  ปี  การต่ออายุให้ยื่นคำขอภายใน  90  วัน  ก่อนวันสิ้นอายุ
6.  การยื่นคำขอต่ออายุ
ให้ใช้แบบพิมพ์  ก. 7  (คำขอต่ออายุ)  และ  ก. 17  (บัตรแข็งต่ออายุ)  ส่วนวิธีจัดเตรียมคำขอปฏิบัติเช่นเดียวกับ  ก. 01  และ  ก. 16  กรณีตั้งตัวแทนใหม่  ให้ยื่น ก. 06  (คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง)  ด้วย
7.  สถานที่ยื่นคำขอ
ส่วนบริหารงานจดทะเบียน  ชั้น  3  สำนักเครื่องหมายการค้า  กรมทรัพย์สินทางปัญญา  หรือ
สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสิงห์บุรี

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 1.  เครื่องหมายการค้าของท่านเหมือนหรือคล้ายกับของผู้อื่นหรือไม่                   ท่านสามารถตรวจสอบว่าเครื่องหมายของท่านเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่ยื่นจดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่    โดยยื่นคำร้องขอตรวจค้นและชำระค่าธรรมเนียม  100  บาท  ต่อชั่วโมง  (สามารถตรวจด้วยตนเองที่ฝ่ายบริการและตรวจรับคำขอ  ส่วนบริหารจดทะเบียน  ชั้น  3) 2.  จะใช้แบบพิมพ์อะไร                   ก. 01    คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  เครื่องหมายบริการ  เครื่องหมายรับรอง  และเครื่องหมายร่วม                   ก. 16    บัตรแข็ง 3.  จัดเตรียมคำขออย่างไร                   3.1  พิมพ์ข้อความในแบบพิมพ์  ก. 01  พร้อมลงลายมือชื่อเจ้าของหรือตัวแทน  (ต้นฉบับ)                                3.2  ถ่ายสำเนาแบบพิมพ์  ก. 01  ที่พิมพ์และลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว  ตามข้อ  3.1  อีก  5  แผ่น                   3.3  ปิดรูปเครื่องหมายที่ชัดเจนมีขนาดกว้างยาวไม่เกิน  5  ซม.  ทุกแผ่น  รวมต้นฉบับเป็น  6  แผ่น  (ถ้าเกิน  5  ซม.  ชำระเงินเพิ่ม  ซม.ละ  100  บาท)                   3.4  พิมพ์ข้อความลงในบัตรแข็ง  ก. 16   โดยข้อความทั้งหมดต้องตรงกับแบบพิมพ์  ก. 01  ทุกรายการ  รวม  2  แผ่น    พร้อมปิดรูปเครื่องหมายทุกแผ่น                   3.5  รูปเครื่องหมายที่ยื่นขอจดทะเบียนอีก  5  รูป                   3.6  ภาพถ่ายบัตรประจำตัวเจ้าของเครื่องหมายในกรณีเป็นบุคคลธรรมดา  หรือต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกให้ไม่เกิน  6  เดือน  กรณีเป็นนิติบุคคล                   3.7  ภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจ  ก. 18  ซึ่งถ่ายจากต้นฉบับที่ติดอากร  30  บาท  ต่อผู้รับมอบอำนาจ   1   คน    พร้อมขีดฆ่าอากรและภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (ถ้ามีการมอบอำนาจ) 4.  ค่าธรรมเนียม                   ยื่นคำขอจดทะเบียน  สินค้า/บริการ                   อย่างละ          500   บาท                   เมื่อรับจดทะเบียน  สินค้า/บริการ                      อย่างละ          300   บาท                   ยื่นคำขอต่ออายุ  สินค้า/บริการ                        อย่างละ        1,000        บาท 5.  การคุ้มครองเครื่องหมาย                   เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วมีอายุการคุ้มครอง  10  ปี  นับแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนและต่ออายุได้คราวละ  10  ปี  การต่ออายุให้ยื่นคำขอภายใน  90  วัน  ก่อนวันสิ้นอายุ 6.  การยื่นคำขอต่ออายุ                   ให้ใช้แบบพิมพ์  ก. 7  (คำขอต่ออายุ)  และ  ก. 17  (บัตรแข็งต่ออายุ)  ส่วนวิธีจัดเตรียมคำขอปฏิบัติเช่นเดียวกับ  ก. 01  และ  ก. 16  กรณีตั้งตัวแทนใหม่  ให้ยื่น ก. 06  (คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง)  ด้วย 7.  สถานที่ยื่นคำขอ                                ส่วนบริหารงานจดทะเบียน  ชั้น  3  สำนักเครื่องหมายการค้า  กรมทรัพย์สินทางปัญญา  หรือ                   สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสิงห์บุรี

ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพานิชย์

การจดทะเบียนลิขสิทธิ์

การจดทะเบียนลิขสิทธิ์

1.  ลิขสิทธิ์
หมายถึง  สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ  เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น

2.  สิ่งที่ยื่นขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ได้
ได้แก่  งานสร้างสรรค์ประเภทต่าง ๆ  คือ
2.1  วรรณกรรม                            2.6  ภาพยนตร์
2.2  นาฎกรรม                             2.7  สิ่งบันทึกเสียง
2.3  ศิลปกรรม                             2.8  งานแพร่เสียงแพร่ภาพ
2.4  ดนตรีกรรม                           2.9  งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
2.5  โสตทัศนวัสดุ                        2.10  แผนกวิทยาศาสตร์  หรือแผนกศิลปะ

3.  สิ่งที่ยื่นขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไม่ได้
3.1  ความคิด  ขั้นตอน  กรรมวิธี  ระบบ  วิธีใช้หรือทำงาน  แนวความคิด  หลักการ  การค้นพบ  ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์  หรือคณิตศาสตร์
3.2  ข่าวประจำวัน  และข้อเท็จจริงต่าง ๆ  ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร
3.3  รัฐธรรมนูญและกฎหมาย
3.4  ระเบียบ  ข้อบังคับ  ประกาศ  คำสั่ง  คำชี้แจง  และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง  ทบวง  กรม  หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ  หรือของท้องถิ่น

4.  การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิ์ที่เกิดขึ้นทันทีที่มีการสร้างสรรค์ผลงาน  โดยไม่ต้องจดทะเบียน  อย่างไรก็ตาม  กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดให้มีการบริการ  “รับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์”  ขึ้น    โดยมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น  จัดทำฐานข้อมูลเพื่อให้เป็นแหล่งค้นหาสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อขออนุญาตใช้ผลงานจากเจ้าของลิขสิทธิ์  เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจเป็นสำคัญ    อันเป็นการส่งเสริมให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถนำงานอันมีลิขสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

5.  เอกสารและหลักฐานประกอบการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
5.1  แบบ  ลข. 01    จำนวน   2    ชุด
5.2  ผลงานลิขสิทธิ์    จำนวน    1    ชุด
5.3  กรณีผู้ยื่นคำขอเป็นบุคคลธรรมดาใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  (รับรองสำเนาถูกต้อง)
5.4  กรณีเป็นนิติบุคคล  ใช้หนังสือรับรองนิติบุคคล  (ต้นฉบับ)  ที่นายทะเบียนออกให้ไม่เกิน  6   เดือน  นับแต่วันออกหนังสือรับรอง
5.5  กรณีตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ  ให้ผู้อื่นมายื่นคำขอใช้สำเนาหนังสือแต่งตังตัวแทนหรือหนังสือรับมอบอำนาจติดอากรแสตมป์  30  บาท  พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ
5.6  หน่วยงานหรือองค์กรฯ  ของรัฐบาล  ใช้สำเนาหนังสือแต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กรฯ  พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
5.7  มูลนิธิ  ใช้สำเนาหนังสือการจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ
5.8  สำเนาหนังสือแต่งตั้งตัวแทนหรือหนังสือมอบอำนาจ  (ติดอากรแสตมป์  30  บาท)
พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ
(สำเนาทุกฉบับต้องรับรองสำเนาถูกต้อง)

6.  การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล
6.1  แบบ  ลข. 02  (คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม)    จำนวน   2   ชุด
6.2  เอกสารแสดงเรื่องที่แก้ไข  (ถ้ามี)
6.3  หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์

7.  การขอตรวจสอบลิขสิทธิ์
แบบ  ลข. 05  (แบบฟอร์มเพื่อกรอกข้อมูลการขอตรวจสอบจากฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์)

8.  ค่าธรรมเนียม
ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ  ทั้งสิ้น

9.  สถานที่ยื่นคำขอ
ส่วนจัดการงานลิขสิทธิ์  สำนักลิขสิทธิ์  กรมทรัพย์สินทางปัญญา  หรือ
สำนักงานพาณิชย์จังหวัด