อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศต่างๆ

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศต่างๆ
ประเทศนอกสหภาพยุโรป
ประเทศ                 อัตรา
มาตรฐาน   Reduced
อาร์เจนตินา   21%   10.5% หรือ 0%
ออสเตรเลีย   10%
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา   17%
บัลแกเรีย   20%
แคนาดา   7% หรือ 15%   4.5%
ชิลี   19%
จีน   17%   6% หรือ 3%
โครเอเชีย   22%   0%
สาธารณรัฐโดมินิกัน   6%   12% หรือ 0%
เอกวาดอร์   11%
ไอซ์แลนด์   24.5%   14%
อินเดีย   12.5%   4%, 1%, หรือ 0%
อิสราเอล   16.5%
ญี่ปุ่น   5%
มาเลเซีย   5%
เม็กซิโก   15%   0%
นิวซีแลนด์   12.5%
นอร์เวย์   25%   11% หรือ 7%
ฟิลิปปินส์   10%
โรมาเนีย   19%   9%
รัสเซีย   18%   10% หรือ 0%
เซอร์เบีย   18%   8% หรือ 0%
สิงคโปร์   5%
แอฟริกาใต้   14%   7% หรือ 4%
เกาหลีใต้   10%
ศรีลังกา   15%
สวิตเซอร์แลนด์   7.6%   3.6% หรือ 2.4%
ไทย   10%   7%
ตุรกี   18%   8% หรือ 1%
ยูเครน   20%   0%
เวเนซุเอลา   16%   8%
[แก้]ประเทศในสหภาพยุโรป
ประเทศ               อัตรา
มาตรฐาน   Reduced
ออสเตรีย   20%   12% หรือ 10%
เบลเยียม   21%   12% หรือ 6%
ไซปรัส   15%   5%
สาธารณรัฐเช็ก   19%   9%
เดนมาร์ก   25%
เอสโตเนีย   18%   5%
ฟินแลนด์   22%   17% หรือ 8%
ฝรั่งเศส   19.6%   5.5% หรือ 2.1%
เยอรมนี   19%   7%
กรีซ   19%   8% หรือ 4%
ฮังการี   20%   15% หรือ 5%
ไอร์แลนด์   21%   13.5% หรือ 4.8%
อิตาลี   20%   10%, 6%, หรือ 4%
ลัตเวีย   18%   5%
ลิทัวเนีย   18%   9% หรือ 5%
ลักเซมเบิร์ก   15%   12%, 9%, 6%, หรือ 3%
มอลตา   18%   5%
เนเธอร์แลนด์   19%   6%
โปรตุเกส   21%   12% หรือ 5%
โปแลนด์   22%   7% หรือ 3%
สโลวาเกีย   19%
สโลวีเนีย   20%   8.5%
สเปน   16%   7% หรือ 4%
สวีเดน   25%   12% หรือ 6%
สหราชอาณาจักร   17.5%   5%

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไร?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไร?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ  (Value Added Tax – VAT) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า แวต เป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยจัดเก็บเฉพาะจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิต การจำหน่ายหรือการให้บริการ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ซื้อวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์มา 100 บาท และมีภาษีซื้อ 10 บาท เมื่อผลิตเป็นสินค้าขายในราคา 150 บาท ตอนขายไปจะต้องคิดภาษีขาย 15 บาท ดังนี้ ก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะผลต่างจำนวน 15-10 = 5 บาท เท่านั้น ถ้าการซื้อ และขายเกิดขึ้นภายในรอบการจ่ายภาษีเดียวกัน.
……………….
ประวัติ
ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นครั้งแรก

การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เป็นผลมาจากเหตุผลในทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ จากการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฐานะทางเศรษฐกิจการเงินการคลังของประเทศมั่นคงขึ้นมาก ในขณะที่มีการกล่าวถึงความไม่เหมาะสมของโครงสร้างภาษีการค้าต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันได้แก่ความซ้ำซ้อนของระบบภาษีการค้าที่เป็นอยู่ และความหลากหลายของโครงสร้างอัตราภาษีนอกจากความบกพร่องของระบบภาษีการค้า ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตแล้ว ความต้องการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีของทางการ ยังสืบเนื่องมาจากเหตุผลทางด้านภาษีอากรอีกด้วย กล่าวคือ ความสามารถในการหารายได้ของรัฐผ่านเครื่องมือทางภาษีการค้าและภาษีศุลกากรได้ลดน้อยลงเป็นลำดับ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระทรวงการคลัง จึงได้เสนอพิจารณายกเลิกภาษีการค้า และนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทน โดยภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะมีอัตราเดียวที่ใช้กับสินค้าและบริการทุกชนิด สำหรับสินค้าใดที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่จะเก็บสูงกว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมจากภาษีมูลค่าเพิ่ม

การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้นี้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อระบบภาษีอากรของประเทศไทยเป็นการปฏิรูปภาษีการค้าครั้งใหญ่ ทำให้ระบบภาษีอากรของประเทศมีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเอื้ออำนวยต่อการลงทุนการส่งออก และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีความซ้ำซ้อนของภาระภาษีดังเช่นภาษีการค้า นอกจากนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้เกิดความเป็นธรรมและความสะดวกต่อการปฏิบัติตามของผู้เสียภาษีอีกด้วย