ซ่อมสร้าง “ชื่อเสียง” องค์กร ภารกิจด่วนหลังพายุ ศก.พัดถล่ม

ซ่อมสร้าง “ชื่อเสียง” องค์กร ภารกิจด่วนหลังพายุ ศก.พัดถล่ม

พายุเศรษฐกิจครั้งล่าสุดไม่เพียงแต่ถอนรากถอนโคนธุรกิจ รายเล็กรายน้อย หากแต่ยัง สั่นคลอนธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย

หากยักษ์ธุรกิจรายใดไม่มีรากที่แข็งแกร่งก็หนีไม่พ้นการล่มสลายของอาณาจักร อย่างกรณีล่าสุดที่เกิดกับ จีเอ็ม

ท่ามกลางความพยายามต่อสู้กับวิกฤตการเงินของรัฐบาล และผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง ชื่อเสียงของบริษัทกลายมาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนๆ บริษัทและอุตสาหกรรมที่มีปัญหาเรื่องชื่อเสียงมักได้รับความเสียหายมากกว่า นอกจากนี้ความน่าเชื่อถือของภาคเอกชนยังส่งผลต่อความสามารถในการต่อรองเรื่องต่างๆ อาทิ การกีดกันทางการค้า ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

รายงานของ “แมคคินซีย์” ระบุว่า ผู้บริหารระดับอาวุโสต่างตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายที่มีต่อชื่อเสียงของบริษัท โดยส่วนใหญ่มองว่าการรับรู้ที่มีต่อบางบริษัทในบางเซ็กเตอร์ โดยเฉพาะในภาคบริการการเงิน ได้ละเมิดพันธสัญญาทางสังคมที่มีต่อผู้บริโภค ผู้ถือหุ้น ผู้กำกับดูแล และประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งการรับรู้เช่นนี้ได้แพร่หลายไปในแวดวงธุรกิจมากขึ้น

โดยรายงานรายไตรมาสของแมคคินซีย์ที่จัดทำในเดือนมีนาคม ซึ่งสำรวจความเห็นผู้บริหารอาวุโสจากทั่วโลก พบว่า ผู้บริหาร 85% มองว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาคธุรกิจเลวร้ายลง และอีก 72% มองว่าความเชื่อมั่นต่อคำมั่นสัญญาของภาคธุรกิจที่จะก้าวสู่ตลาดเสรีก็สูญเสียไป

ด้าน “อีเดลแมน ทรัสต์ บารอมิเตอร์” ทำการสำรวจพบว่า 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามจาก 20 ประเทศ เห็นว่า ในปีนี้ความเชื่อมั่นต่อบริษัทลดน้อยลง เมื่อเทียบกับปีก่อน

น่าสนใจว่าการแผ่ขยายและหยั่งลึกของความท้าทายที่มีต่อชื่อเสียงขององค์กร เกิดจากความต่อเนื่อง ความรวดเร็ว รุนแรง และคาดการณ์ไม่ได้ของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น รวมถึงการมีความสำคัญมากขึ้นของสื่ออินเทอร์เน็ต บทบาทของกลุ่มเอ็นจีโอและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นต่อโฆษณาที่ลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้การโปรโมตสินค้าและการประชาสัมพันธ์แบบเดิมๆ มีประสิทธิภาพน้อยลงที่จะต่อกรกับความท้าทายด้านชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น

นั่นทำให้ทุกวันนี้องค์กรจำเป็นต้อง เอาจริงเอาจังเพื่อสร้างชื่อเสียงให้แข็งแกร่ง โดยต้องเพิ่มทักษะการฟัง เพื่อจะได้เข้าใจประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการสร้างความเข้าใจ การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน ทางธุรกิจ และการก้าวข้ามวิธี พี.อาร์. แบบเดิมๆ เพื่อกระตุ้นเครือข่ายผู้สนับสนุนที่จะส่งผลต่อการโหวตเรื่องสำคัญๆ

การทำสิ่งต่างๆ ข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องดำเนินการใน 2 ส่วนเพื่อสร้างชื่อเสียง ทั้งเรื่องความทันสมัยและความร่วมมือภายในองค์กร ยกตัวอย่าง เช่น ไม่เพียงแต่การใช้เทคนิคการแบ่งกลุ่มตามทัศนคติ (attitudinal segmentation) เพื่อสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจรู้สึกเป็นห่วง แต่ยังสามารถใช้ทีมบุคลากรข้ามสายงาน (cross functional teams) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อภัยคุกคามที่จะส่งผลต่อชื่อเสียงองค์กรควบคู่ไปด้วย

กุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งที่จะช่วยฝ่าฟันอุปสรรค คือ ความเป็นผู้นำของซีอีโอที่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับองค์กร โดยเฉพาะในยามที่เงินทุนหดหาย ซีอีโอมีหน้าที่ที่จะเสริมสร้างชื่อเสียงของบริษัทและหนุนตลาดเสรี

การจัดการอย่างทันท่วงที

วิกฤตการเงินได้ย้ำให้เห็นว่า บริษัทที่ขาดแคลนสามารถจัดการกับ 2 ความเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมด้านชื่อเสียง ได้แก่

1.บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทางอ้อม อาทิ เอ็นจีโอ นักเคลื่อนไหว และเครือข่ายออนไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนที่ขยายใหญ่ขึ้น และตั้งความคาดหวังกับภาคธุรกิจสูงขึ้น เช่น การเปลี่ยนสู่โลกาภิวัตน์ที่คำนึงถึงมนุษย์ มากขึ้น การรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

2.เทคโนโลยีการสื่อสารที่แพร่หลายจากการเกิดขึ้นของเว็บเบส ทำให้คนและองค์กรมีเครื่องมือใหม่ที่จะใช้ตรวจสอบบริษัทได้รวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น การปฏิรูปด้านการสื่อสารนี้เท่ากับทำให้ บางเรื่องที่เป็นที่ยอมรับในพื้นที่หนึ่ง อาจถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตโดยนักข่าวพลเมือง หรือบล็อกเกอร์ในอีกที่หนึ่ง

ทั้งกระบวนการ คน หรือระบบ ต่างก็เป็นความเสี่ยงต่อชื่อเสียงได้ทั้งสิ้น อย่างในธุรกิจธนาคาร ความลับของข้อมูลก็กลายเป็นประเด็นเรื่องชื่อเสียงของบริษัทได้ หรือในอุตสาหกรรมยา “เมิร์ก” เคยผ่านประสบการณ์แย่ๆ มาแล้วจากการขาดความโปร่งใสในการทดลองทางคลินิกของยา Vioxx เช่นเดียวกับปัญหาในการจัดการความเสี่ยงของเซ็กเตอร์การเงินก็ส่งผลให้ต้องนำเงินภาษีประชาชนมาใชแก้ปัญหา

อย่าใช้วิธีล้าสมัยบริหารชื่อเสียง

บริษัทจะต้องเก็บข้อมูลสิ่งที่จะคุกคามชื่อเสียง วิเคราะห์ด้วยวิธีที่ทันสมัย และระบุปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งนี่เกี่ยวข้องกับการหาพันธมิตรใหม่ๆ รวมถึงรัฐบาล ภาคประชาสังคม และผู้บริโภค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและการจัดการที่รวดเร็ว

แต่ทว่าหลายบริษัทมัวแต่พึ่งพาวิธีการที่ไม่ได้ทำให้รู้ถึงภัยคุกคามชื่อเสียง นอกจากนี้วิธี พี.อาร์.แบบเดิมๆ ก็ไม่สามารถใช้ได้กับเอ็นจีโอ ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินการและอาศัยการสื่อสาร 2 ทางมากกว่า ขณะที่ผู้จัดการในหลายบริษัทอยู่ในสถานะที่ดีที่จะจัดการกับความท้าทายแต่ก็ล้มเหลว

ทั้งที่การจัดการกับเรื่องชื่อเสียงจะต้องใช้เวลาสั้นๆ และมีเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งแม้วิธี พี.อาร์.ที่ดีจะมีความสำคัญ แต่บริษัทอาจประสบปัญหาถ้าใช้วิธีนี้อย่างเดียว เพราะไม่ได้แก้ปัญหาในระดับรากฐาน

บูรณาการการรับมือภัยคุกคามชื่อเสียง

เป็นเรื่องที่มีเหตุผลที่บริษัทจะตั้งระบบเตือนภัย เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงปัญหาที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของบริษัทอย่างทันท่วงที

โดยสิ่งที่ท้าทายบริษัทคือ การจัดเตรียมให้ทราบถึงภัยคุกคามต่อชื่อเสียงองค์กร ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบต่างๆ โดยภัยคุกคามเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ผลประกอบการของบริษัท เหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เช่น กรณีของ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่เคยเผชิญกับการปนเปื้อนยาพิษในยาไทลินอล นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามจากการต่อต้านของผู้คน การเป็นต้นตอของโรคอ้วน (ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม) การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (อุตสาหกรรมและพลังงาน) ขยะพิษ (ธุรกิจไฮเทค) ค่าธรรมเนียมแฝง (อุตสาหกรรมสื่อสารและโทรคมนาคม)

การจัดเตรียมและรับมือกับภัยคุกคามเรื่องชื่อเสียงนั้น บริษัทจะต้องเน้นใน3 เรื่อง คือ 1.การรวบรวมข้อเท็จจริงให้เพียงพอ เพราะความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท อาทิ ลูกค้า มีความสำคัญ ไม่เฉพาะแต่เรื่องความชอบเกี่ยวกับตัวสินค้า แต่ยังรวมถึงทัศนคติด้านการเมืองของลูกค้าด้วย 2.บริษัทต้องโฟกัสการกระทำที่เป็นเรื่องสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ความโปร่งใสขององค์กร หรือการดำเนินงาน และ 3.พยายามมีบทบาทต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยใช้เทคนิคที่ไปไกลกว่าวิธีประชาสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง

เข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความกังวล

บริษัทควรจะสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องชื่อเสียงที่เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร รวมถึงสินค้า บริการ การดำเนินการ ห่วงโซ่การผลิต และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เมื่อบริษัทพยายามจะปรับปรุงชื่อเสียงของตัวเองในแง่ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เอกสารและแค็ตตาล็อกสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และพยายามให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ควรจะนำเสนอถึงเป้าหมายและปริมาณด้วย เช่น ตัวเลขที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนหรือลดการใช้น้ำ

ชื่อเสียงองค์กรนั้นเกิดจากการรับรู้เข้าใจ บริษัทจึงต้องรู้ว่าทำอย่างไรจะให้เป็นไปตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งบริษัทจะต้องแยกแยะโดยใช้เครือข่ายที่กว้างขวาง และไม่ได้คำนึงถึงแต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดั้งเดิมอย่างผู้บริโภค พนักงาน ผู้ถือหุ้น และผู้กำกับดูแล แต่จะต้องรวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยอ้อมอย่างเอ็นจีโอ และสื่อด้วย ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความเข้าใจและความกังวลแตกต่างกัน เช่น ผู้ถือหุ้นอาจโฟกัสเรื่องชื่อเสียง หากมันกระทบต่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาว แต่สื่อก็อาจกังวลหากบริษัทหาประโยชน์จากสังคม

โปร่งใสและดำเนินการจริงจัง

การสร้างชื่อเสียงจะต้องเกิดจากรากฐาน ไม่ใช่แค่การสื่อสาร โดยการวิจัยพบว่า ผู้บริโภครู้สึกว่าบริษัทพึ่งพาการล็อบบี้และประชาสัมพันธ์มากเกินไป แต่กลับไม่แบ่งปันข้อมูลอย่างเพียงพอ ดังนั้นประเด็นความโปร่งใสจึงเป็นเรื่องสำคัญ และบางครั้งความโปร่งใสก็มีส่วนทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทเข้าใจบริษัทมากขึ้น

อย่างกรณีของยาลดคอเลสเตอรอล “เครสเตอร์” ของค่ายแอสตร้าเซเนกา ที่เคยถูกองค์การอาหารและยาสหรัฐระบุว่ามีผลข้างเคียงจากการใช้ ทำให้บริษัทต้องแก้ปัญหานี้ ซึ่งไม่เพียงแต่โหมโฆษณาผ่านสื่อ แต่ยังนำข้อมูลการทดลองทางคลินิกเผยแพร่บนเว็บไซต์เพื่อทำความเข้าใจ และ เปิดโอกาสให้นักวิจัยอิสระเข้ามาแสดงความเห็น ซึ่งแม้จะเป็นกลยุทธ์ที่มี ความเสี่ยง แต่ก็ใช้ได้ผลในกรณีนี้

บางครั้งการแสดงความปรารถนาที่จะทำในสิ่งที่ดีขึ้นก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน อย่างกรณีของ โตโยต้า มอเตอร์ และ เจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) ที่ประกาศจะพัฒนาสินค้าที่ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

เข้าถึงกลุ่มผู้มีบทบาทสูง

แม้งานด้านการตลาดและ พี.อาร์.จะช่วยบริหารจัดการชื่อเสียงได้ แต่การรับมือกับความท้าทายอาจต้องใช้วิธีที่จะส่งข้อความในเชิงบวกได้อย่างรวดเร็ว เช่น การให้ผู้มีส่วนได้เสียที่เชื่อถือได้มาพูดคุยกับบริษัท จะเป็นวิธีที่สร้างชื่อได้ดีกว่าการ พี.อาร์.

รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากผู้คนผ่านบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างๆ เพราะนี่เป็นการสื่อสารที่แพร่ในวงกว้าง จึงมีประสิทธิภาพมากกว่า และได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น การใช้บล็อกเกอร์ หรือบล็อกของบริษัทเพื่อสื่อสารกับลูกค้า (ซิสโก้ เอชพี และอินเทล) และการเข้าถึงนักวิจัยผ่านบอร์ดที่คนเหล่านี้เข้ามาพูดคุยกัน

สร้างแฟนคลับให้สินค้า “กลยุทธ์การตลาดแบบยั่งยืน”

สร้างแฟนคลับให้สินค้า “กลยุทธ์การตลาดแบบยั่งยืน”

แนวคิดในการสร้างแฟนคลับด้วยโมเดล ERM (experiential relationship management) นี้ เป็นกระบวนการการทำการตลาดในการสร้างแฟนพันธุ์แท้ให้กับสินค้าของตัวเอง

ไม่ใช่แค่ลูกค้ารับรู้ว่ามีสินค้าขายอยู่ในตลาด หรือซื้อเพราะเคยชิน แต่เป็นการสร้างกลุ่มผู้ซื้อสินค้าของเราที่มีความรู้สึกนิยมชมชอบ ติดตามข่าวสาร คอยบอกต่อ มีส่วนร่วมลงมือลงแรงมีความผูกพันเกิดความรัก และเชื่อได้ว่ากลยุทธ์สร้างแฟนคลับให้กับสินค้าบริการหรือธุรกิจน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ทางการตลาดในขณะนี้ เพราะเป็นยุทธวิธีทางการตลาดที่ใช้งบประมาณในการดำเนินการต่ำ เน้นการลงแรงสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และที่สำคัญเป็นการสร้างฐานการตลาดอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร

“แฟนคลับเปรียบเสมือนเพื่อนสนิทของเรา เพราะมิตรภาพของเพื่อนนั้นจะอยู่ยืนยาวตลอดไป เครื่องสำอางคอลาจิน่าได้ใช้วิธีการเจาะกลุ่มลูกค้าแบบเจาะจงไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรายบุคคล ให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกคนเหมือนเพื่อน คอยดูแลเทกแคร์ ซึ่งนี่คือที่มาของแฟนคลับ ซึ่งก่อให้เกิดผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าถึง 90%” คุณกัณฐาภรณ์ ตันติพิบูลย์ทรัพย์ Managing Director บริษัท Beauty and Healthy Zone ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางคอลาจิน่า กล่าวกับทีมนักศึกษาปริญญาโทของวิทยาลัยการจัดการ

เธอยังเล่าว่า ทุกครั้งที่ลูกค้ามาตรวจสภาพผิวว่าผิวเป็นแบบไหน ซื้อสินค้าอะไรบ้าง โดยจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ในฐานข้อมูล หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์จะมีพนักงาน โทร.สอบถามถึงผลลัพธ์หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือสอบถามข้อติดขัด การบอกกล่าวถึงโปรโมชั่นที่มีอยู่ตอนนี้ หลังจากนั้นก็เริ่มเจาะกลุ่มลูกค้าแบบลงลึกเฉพาะตัวบุคคล โดยนำเครื่องมือ CRM มาใช้เพื่อช่วยตอบสนองให้ตรงความต้องการของลูกค้า

อาจารย์บุริม โอทกานนท์ ประธานสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้มุมมองและกล่าวถึงกรณีศึกษาของผลิตภัณฑ์คอลาจิน่าข้างต้นว่า

แนวคิดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการสร้าง “ความภักดี” (loyalty) ที่มีต่อแบรนด์ ผนวกกับความสามารถในการตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี กับอีกปัจจัยคือ “ความผูกพัน” (engagement) จนเกิดประสบการณ์ที่น่าจดจำ เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง พัฒนา และขยายขอบเขตของการรับรู้และมีส่วนร่วมแบรนด์นั้นไปยังผู้อื่น

เมื่อเรานำองค์ประกอบเหล่านี้มาร่วมประสานโดยอาศัยโมเดลทางการตลาด (marketing model) สองโมเดล คือ CRM (customer relationship management) และ CEM (customer experiential management) มาประยุกต์ใช้ ซึ่งจะสามารถสร้างขึ้นเป็นโมเดลของแฟนคลับ หรือ ERM (experiential relationship management)

CRM เป็นแนวคิดของการทำการตลาดโดยบริหารจัดการแบบ one-to-one marketing หรือจากในภาษาการตลาดก็คือ การทำการตลาด outside in นั่นเอง รูปแบบก็คือเจ้าของสินค้าจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลและพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้าทั้งหมด แล้วนำมาวิเคราะห์และแปรผลออกมาเป็นกิจกรรมทางการตลาดเพื่อตอบสนองลูกค้าเป็นรายบุคคล และขยายสู่กิจกรรมการตลาดของลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มีความชอบเหมือนกัน หรือร่วมกัน

ซึ่งกิจกรรมการตลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องคำนึงว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างประสบการณ์ ความรู้สึกนิยมชมชอบ ความผูกพันต่อแบรนด์นั้นๆ ให้ก่อเกิดขึ้นในใจลูกค้าให้ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาข้อมูลทางสถิติที่เก็บมาจากกระบวนการ CRM ให้กลายเป็นข้อมูล เชิงคุณภาพ ทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ความภูมิใจ ความผูกพันที่มีต่อแบรนด์

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นั้นจะได้มาจากการพูดคุย การสัมภาษณ์ การอ่านข้อคิดเห็นคำแนะนำติชมทั้งทางจดหมาย โทรศัพท์ หรือทางเว็บไซต์ที่ลูกค้ามีมาถึงเราและชุดข้อมูลเหล่านี้นั้นจะต้องถูกรวบรวมมาเพื่อผสมกับข้อมูลเชิงสถิติด้านพฤติกรรมการซื้อ และจัดออกมาเป็นกิจกรรมในลักษณะที่เรียกว่า “จัดของตรงใจผู้ซื้อ สร้างประสบการณ์ ความผูกพันกับลูกค้าได้ดั่งผู้ขาย”

องค์ประกอบข้างต้นจะพัฒนามาสู่รูปแบบการตลาดที่เรียกว่า ERM ซึ่งเป็นเสมือนรูปแบบการบริหารลูกค้าเพื่อให้ เกิดประสบการณ์ที่ดี สร้างความผูกพันกับแบรนด์โดยไม่เน้นเฉพาะความสามารถของสินค้า แต่เพิ่มการมีส่วนร่วมกับแบรนด์นั้นด้วยความรู้สึกที่ดี สร้างประสบการณ์ ความรักความผูกพัน และการเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์นั้นๆ และจะนำไปสู่การสร้างเป็นกลยุทธ์การตลาดแฟนคลับให้กับสินค้าและบริการขององค์กรในที่สุด

สร้างแบรนด์ แบบเปาบุ้นจิ้น

สร้างแบรนด์แบบเปาบุ้นจิ้น

สร้างแบรนด์แบบเปาบุ้นจิ้น

ชื่อ “เปาบุ้นจิ้น” เป็นชื่อหนึ่งที่สังคมไทย รู้จักมักคุ้นกันดี หน้าตาของเปาบุ้นจิ้นมีคนจำได้มากกว่าหน้าตาของนักการเมืองและดาราบางคนเสียอีก

รูปลักษณ์และชื่อของท่านเปาเคยถูกใช้เป็นยี่ห้อของผงซักฟอกซึ่งมีจุดขายว่าซักสะอาดหมดจดเหมือนกับประวัติของท่านตุลาการหน้าดำ

เปาบุ้นจิ้นถูกนำมาฉายเป็นหนังชุดในบ้านเราหลายรอบแล้ว แต่รอบที่ฉายแล้วมีคนดูเยอะ ติดกันงอมแงมก็เห็นจะเป็นรอบที่ใช้ท่านเปาหน้าดั้งเดิม ร่างใหญ่ เสียงดุ ผิวคล้ำ ที่มาพร้อมกับจั่นเจา องค์รักษ์หน้าหยก ผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถในการต่อสู้และสืบสวน และทีมงานระดับหัวกะทิ ส่วนรอบที่มีการเปลี่ยนตัวแสดงเป็นท่านเปาคนใหม่ หน้าไม่เหมือนที่คนไทยเคยรู้จัก เรตติ้งของหนังก็ตกฮวบลงไปจนน่าใจหาย

ความนิยมที่ตกลงเมื่อนำเอานักแสดงคนใหม่มาเล่นเป็นเปาบุ้นจิ้นแทนท่านเปาคนเดิมสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน คิดว่าลำพังชื่อของเปาบุ้นจิ้นก็ขายได้ คิดไปว่าชื่อเปาบุ้นจิ้นก็คือแบรนด์ของเปาบุ้นจิ้น ขอให้ชื่อเดิม ใครเล่น ก็ขายได้เหมือนกัน แต่ความนิยมที่ลดลงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแบรนด์ของเปาบุ้นจิ้นมีอะไรมากกว่าชื่อเพียงอย่างเดียว

เปาบุ้นจิ้นเข้ามาในเมืองไทยพร้อมกับชาวจีนอพยพที่เข้ามาตั้งรกรากในบ้านเราเมื่อหลายร้อยปีก่อน สำหรับชาวจีนเหล่านี้ ท่านเปาเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำการค้าขายให้อยู่รอดและรุ่งเรื่องในระยะยาว ความซื่อสัตย์ของเปาบุ้นจิ้นได้ถูกเล่าขานกันของชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และค่อยๆ แพร่หลายไปสู่ชาวไทยกลุ่มอื่นๆ จนรู้จักกันไปทั่ว กลายเป็นชื่อที่คุ้นเคยในสังคมไทยไปในที่สุด

เมื่อสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำเอาหนังชุดเรื่องนี้มาฉาย ความคุ้นเคยกับชื่อและนิสัยของท่านเปาซึ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับบุคลิกที่โดดเด่นของตัวละครหลัก โดยเฉพาะท่านเปา จั่นเจา กงซุนเช่อ หวางเฉาและหม่าฮั่น เลยทำให้เปาบุ้นจิ้นกลายเป็นแบรนด์ที่มีความขลังและโดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง

จุดเด่นที่กลายเป็นจุดขายของหนังชุดเรื่องนี้คือบุคลิกของตัวละครหลักที่มีความคงเส้นคงวา โดยเฉพาะเปาบุ้นจิ้นซึ่งเป็นตัวชูโรง ไม่ว่าจะเจอกับคดีไหน หลักการทำงาน วิธีการสืบสวน แนวทางในการตัดสินใจก็ใช้มาตรฐานเดิมเสมอ บุคลิกของลูกน้องคนสนิททุกคนก็มีความคงเส้นคงวาเหมือนกัน จนบางตอนดูไปได้แค่ครึ่งเดียวก็เดาออกแล้วว่าท่านเปากับทีมงานจะทำยังไงต่อ

บุคลิกของตัวละครและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละตอน ค่อยๆ ใส่ความหมายให้กับคำว่าเปาบุ้นจิ้น จนในที่สุด คำว่าเปาบุ้นจิ้นไม่ได้หมายถึงแค่คนคนเดียว คำนี้กลายเป็นสิ่งที่ใช้เรียกคนกลุ่มหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมของคนกลุ่มหนึ่งที่มีหลักการเป็นของตัวเอง หนังเรื่องเปาปุ้นจิ้นทำให้แบรนด์ของเปาปุ้นจิ้นมีความหมายมากกว่าชื่อเพียงอย่างเดียว ตัวละครหลักทุกตัวคือความเป็นเปาบุ้นจิ้น และเปาบุ้นจิ้นก็หมายถึงทุกคน

พอใช้ตัวคนอื่นมาแสดงแทนตัวละครหลัก แม้จะใช้ชื่อเปาบุ้นจิ้นเหมือนเดิม ก็เปรียบเหมือนเป็นสินค้าตัวใหม่ที่ก็อปปี้ของเดิม ผู้ชมซึ่งเป็นลูกค้าจึงไม่ค่อยจะอินสักเท่าไหร่กับหนังชุดซึ่งถูกมองว่าเป็นสินค้าเลียน สุดท้ายเลยต้องเอาหนังชุดที่ใช้ตัวผู้แสดงชุดเดิมมาฉายแทน

โดยสรุปแล้ว มีปัจจัยหลักสองประการที่ทำให้เปาบุ้นจิ้นกลายเป็นแบรนด์สินค้าละครจีนที่โดดเด่น

ประการแรก คือ เปาบุ้นจิ้นเป็นชื่อที่ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ มีเรื่องราวตำนานรองรับ และรู้จักกันอย่างกว้างขวางแพร่หลายในสังคมไทย แม้จะใช้ชื่อจีนแต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นของแปลกสำหรับคนไทย

ปัจจัยประการที่สอง คือ ความคงเส้นคงวาของตัวละคร ซึ่งหากเราคิดเสียว่าละครเรื่องนี้เป็นสินค้า พฤติกรรมที่คงเส้นคงวาของตัวละครก็เปรียบเสมือนการรักษามาตรฐานของสินค้า ถึงจะเจอคดีท้าทายแค่ไหน เปาบุ้นจิ้นก็ยังเป็นเปาบุ้นจิ้น จั่นเจาก็ยังเป็นจั่นเจา หวางเฉาหม่าฮั่นก็ยังเหมือนเดิน กงซุนเช่อจอมวางแผนก็ยังคงความฉลาดเฉลียวและใจเย็นไม่เคยเปลี่ยน

บทเรียนจากเรื่องนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบรนด์ได้อย่างไร?
วิธีการแบบนี้เหมาะกับสินค้าที่มีเรื่องราวเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว เช่น ร้านยาแผนโบราณชื่อดังประจำจังหวัด มีสูตรยาชื่อดังของตัวเอง หรือผู้ก่อตั้งร้านเป็นหมอยามือดี มีสูตรยาเด็ดคนในจังหวัดรู้จักกันไปทั่ว มีวิธีการปรุงที่เป็นแบบฉบับของตนเอง ร้านแบบนี้สามารถนำเอาชื่อของเจ้าของมาช่วยในการสร้างแบรนด์ได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อแบรนด์ให้เหมือนกับชื่อเจ้าของก็ได้ แต่ตอนทำตลาด โดยเฉพาะตอนที่เพิ่งจะเปิดตัวแบรนด์และสินค้าที่ใช้แบรนด์นี้ ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้ก่อตั้งร้านให้ได้ ลูกค้าจะได้รู้สึกคุ้นเคยกับแบรนด์ได้รวดเร็ว ที่สำคัญคือ ไม่ควรเปิดตัวสินค้าทีเดียวหลายๆ ตัวพร้อมกัน เอาแค่ตัวหลักๆ แค่สองสามตัวที่เด่นๆ ก็พอ

ก่อนจะเปิดตัว ควรจะคิดสโลแกนเก๋ๆ เน้นจุดเด่นของยา โดยเฉพาะคุณสมบัติเด่นๆ ของยาแต่ละตัว ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ควรเริ่มต้นด้วยการหาจุดเด่นร่วมกันของยาทุกตัว เช่น ยาทุกตัวเคลือบด้วยน้ำผึ้งผสมสมุนไพรพิเศษทำให้หอมหวานทานง่าย บำรุงสุขภาพ จากนั้นจึงยกเอาจุดเด่นของยาแต่ละตัวออกมาอวด ทำซ้ำๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนลูกค้าคุ้นเคยว่า หากต้องการยาลูกกลอน ต้องมองหายาชุบน้ำผึ้งสมุนไพรของร้านนี้เท่านั้น

จุดเด่นไม่จำเป็นต้องมีเยอะ หาอะไรที่เป็นจุดเด่นเพียงอย่างสองอย่างเหมือนกับท่านเปาที่มีจุดเด่นเรื่องความซื่อสัตย์ แค่นี้ก็พอแล้ว แค่ต้องเลือกให้ดี แล้วพยายามทำตลาดโดยใช้จุดเด่นอันนี้อย่างคงเส้นคงวา ควบคู่ไปกับการรักษาสินค้าทุกตัวให้มีมาตรฐานในการผลิตที่แน่นอน จนลูกค้ารู้สึกว่าจุดเด่นนี้กับยาสมุนไพรที่ออกมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เห็นแบรนด์นึกถึงยา เห็นยานึกถึงแบรนด์ เหมือนกับความรู้สึกว่าเปาบุ้นจิ้นจะต้องเป็นนักแสดงคนเดิม ผิวเข้ม เสียงดุ หน้าตาจริงจังเท่านั้น หากเอาคนยิ้มเก่ง ผอมกว่านี้ ขาวกว่านี้มาแทนก็ไม่ใช่แล้ว

การทำตลาดยาสมุนไพร ควรเริ่มจากเขตอำเภอเมืองก่อน แล้วค่อยขยายไปอำเภออื่นๆ และจังหวัดใกล้เคียง พออยู่ตัว ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแล้ว ค่อยลุยตลาดระดับประเทศ เหมือนกับการแพร่หลายของตำนานเปาบุ้นจิ้นที่เริ่มจากจากชาวจีนกลุ่มหนึ่งแล้วค่อยแพร่หลายไปสู่คนไทยกลุ่มอื่นๆ

แผนสร้างแบรนด์แบบนี้จำเป็นต้องลงทุนลงแรงลงเงินพอสมควร แถมยังต้องใจเย็นเพราะกว่าจะเห็นผลอาจต้องรอกันหน่อย จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีทุนรอนอยู่บ้าง และมีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ เพราะตอนเริ่มต้น ยอดขายคงไม่กระเตื้องขึ้นสักเท่าไหร่ แต่จุดเด่นของวิธีการนี้คือ หากแบรนด์ติดตลาดแล้ว ก็สามารถอาศัยแบรนด์นี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำไปได้อีกนาน เหมือนกับสุภาษิตไทยที่ว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

ขั้นตอน การสร้างแบรนด์


ว่ากันว่า จุดหมายปลายทางของทุกธุรกิจอุตสาหกรรมก็คือ การมี “แบรนด์” หรือ “ตรายี่ห้อ” เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของบริษัท องค์กร สถาบัน ตัวสินค้าหรือบริการ

ว่ากันว่า จุดหมายปลายทางของทุกธุรกิจอุตสาหกรรมก็คือ การมี “แบรนด์” หรือ “ตรายี่ห้อ” เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของบริษัท องค์กร สถาบัน ตัวสินค้าหรือบริการ

เพราะ “แบรนด์” หรือ “ตรายี่ห้อ” จะเป็นการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้แก่องค์กรหรือสินค้าของเรา ซึ่งมีผลต่อยอดรายได้มากที่สุด

เรื่องของการสร้างแบรนด์นี้ ยังรวมถึง “แบรนด์ของบุคคล” หรือชื่อเสียงภาพพจน์ของแต่ละคนอย่างเรา ๆ ด้วย ซึ่งจำเป็นจะต้องสร้างแบรนด์กับเขาด้วยเหมือนกัน

การสร้างแบรนด์ จึงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการจะยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมของตนเองสู่ความเป็นอินเตอร์ คือ การผันตัวเองจากการเป็น “ผู้รับจ้างผลิต” (OEM)แต่เพียงอย่างเดียว ไปสู่ “การเป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์” (ODM) ได้เอง และมุ่งสู่ “การมีแบรนด์ของตนเอง” (OBM) ในที่สุด เพื่อการขยายตลาดสู่ระดับสากลต่อไป

ทุกวันนี้ ตำรับตำราหรือหนังสือเกี่ยวกับ “การสร้างแบรนด์” จึงมีนับร้อยเล่มที่วางขายบนแผงและร้านหนังสือทั่วไป

แต่ที่หลาย ๆ คนต้องการรู้จริง ๆ ก็คือ “การสร้างแบรนด์ในภาคปฏิบัติ” ว่า เขาสร้างแบรนด์กันได้อย่างไร

ในทางปฏิบัติแล้ว เราต้องยอมรับว่า การสร้างแบรนด์เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา (เป็นปี ๆ) เพราะมีขั้นตอนมากมายและต้องมี “พื้นฐาน” ที่มั่นคงด้วย (คือไม่ใช่จะทำกันได้เพียงชั่วข้ามคืนหรือภายในเวลาสั้น ๆ)

เรื่องของ “การสร้างแบรนด์” นี้ ผมมีโอกาสได้ร่วมพูดคุยเป็นส่วนตัวเรียกว่าเสวนากันอย่าง “วิเคราะห์เจาะลึก” เลย จริง ๆ กับ “คุณชเล วุทธานันท์” เจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรมผ้าม่าน เครื่องนอน และแฟชั่นเฮ้าส์ภายใต้แบรนด์ “PASAYA” ที่กำลังดังและโตวันโตคืนอย่างมั่นคงในตลาดสินค้าแฟชั่นของไทยขณะนี้

ในที่สุด เราก็สามารถสรุปถึง “วิถีแห่งการสร้างแบรนด์ในภาคปฏิบัติ” สำหรับ “ผู้ผลิต” โดยแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน ที่ต้องทำกันตามลำดับ ซึ่งอาจจะเรียกเป็น “4 ยุคสมัย” (ก่อนการเกิดแบรนด์) ก็ได้

“4 ขั้นตอนของการสร้างแบรนด์ในภาคปฏิบัติ” ที่ว่านี้ จะเริ่มต้นจาก การเรียนรู้เพื่อการลดต้นทุน ก่อนก้าวไปสู่ การสร้างคุณภาพ การออกแบบ และการสร้างแบรนด์ในที่สุด ซึ่งสามารถอธิบายขยายความได้ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 คือ การเรียนรู้เพื่อการลดต้นทุน
ธุรกิจอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นใหม่ ๆ จะต้องให้ความสำคัญกับ “การเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ” ก่อน เราต้องเรียนรู้จากผู้นำในธุรกิจอุตสาหกรรมนั้น ๆ โดยเฉพาะการติดตาม “ผลิตภัณฑ์” หรือ “สินค้า” นั้น ๆ ของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด คือ เราต้องคอยติดตามรูปแบบหรือดีไซน์ใหม่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จ อะไรสวย อะไรดี เราก็ทำตาม เขาทำอะไรออกมา เราก็ทำตาม และต้องนำมาประยุกต์ดัดแปลงต่อไป จะเรียกว่า “ตามกระแส” ก็ไม่ผิด ทำให้เราลดต้นทุนได้จาก “การไม่ต้องคิดเอง”

จากนั้นเราก็ต้องมุ่งที่ “การผลิตสินค้าให้ขายได้” โดยต้องอาศัย “ราคาขาย” เป็นตัวดึงดูดให้ลูกค้าหันมาสนใจซื้อหาสินค้าของเรา การเริ่มวางตลาดด้วยราคาขายที่ถูกกว่าคู่แข่ง จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจที่ได้ผล

เราจะตั้งราคาขายให้ถูกกว่าคู่แข่งได้ ก็ต่อเมื่อเรามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า จึงทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับ “การลดต้นทุนในกระบวนการผลิต” ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจและความสามารถใน “การบริหารการผลิต” (Production Management) หรือ “การบริหารการปฏิบัติการ” (Operation Management) จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการลดต้นทุน การสร้างคุณภาพ และความได้เปรียบในการแข่งขัน

ขั้นตอนที่ 2 คือ การสร้างคุณภาพ
ต้นทุนหรือราคาขาย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นที่ทำให้เราได้ “ลูกค้า” แต่คุณภาพของสินค้าจะเป็นตัวตัดสินความยั่งยืนของธุรกิจ (ความอยู่รอดและเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว) เพราะเป็นที่มาของ “ลูกค้าประจำ”

หลาย ๆ กิจการ ที่ยึดหลักการตีหัวเข้าบ้าน หรือหวังเพียงกำไรในระยะสั้น ๆ จึงต้องเลิกกิจการไปภายในเวลาไม่นานนัก

การสร้างคุณภาพจะต้องเริ่มจากการรู้ถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง และมุ่งเน้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นที่พอใจของลูกค้าหรือเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับกัน

ขั้นตอนที่ 3 คือ การออกแบบ
เมื่อเรามี “คุณภาพ” แล้ว แม้จะทำให้ธุรกิจของเรามีโอกาสที่จะอยู่รอด แต่ภายใต้ความกดดันของการแข่งขันที่สูงมากในตลาดและความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มที่จะ “เบื่อเร็ว” ในปัจจุบัน ทำให้เราต้องมี “การออกแบบ” เพื่อสร้างความแตกต่างให้แก่ตัวสินค้าของเราให้แตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อจะได้สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าสามารถแยกแยะและจดจำในรูปแบบและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวสินค้าของเราได้

การออกแบบสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทำให้เราสามารถตั้งราคาขายที่ไม่ต้องยึดติดกับต้นทุนแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ต้องตั้งราคาโดยอิงกับคู่แข่งมากเกินไปด้วย

ขั้นตอนที่ 4 คือการสร้างแบรนด์
เมื่อผ่าน 3 ขั้นตอนแรก จนสินค้าหรือบริการของเราติดตลาดแล้ว เราก็มีโอกาสที่จะสร้างแบรนด์สำหรับสินค้าหรือบริการของเราได้ต่อไป

แม้ว่าวิธีการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จจะมีองค์ประกอบและปัจจัยมากมาย แต่ที่สำคัญยิ่งก็คือ “แบรนด์จะผูกติดกับคุณภาพเสมอ” ดังนั้น หากสินค้าหรือบริการของเราไม่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของลูกค้าแล้ว ก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องของ “การสร้าง แบรนด์”

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ แม้หนทางของการมี “แบรนด์” เป็นของตนเองจะยาวไกล แต่ไม่ใช่จะไปไม่ถึง ครับผม !

วิธีการจัดทำเครื่องมือการสร้างแบรนด์ โดย Joanna L. Krotz

วิธีการจัดทำเครื่องมือการสร้างแบรนด์
โดย Joanna L. Krotz

การทำธุรกิจจะง่ายขึ้นเมื่อคุณมีแบรนด์ที่ใครต่อใครสามารถจดจำได้ ลองนึกถึง BMW หรือ Coca-Cola เป็นตัวอย่าง สิ่งที่คุณต้องทำคือเอ่ยชื่อออกมา และคนหลายล้านคนทั่วโลกจะเข้าใจและนึกถึงจุดยืนของบริษัทของคุณในทันที ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างลูกค้าและชื่อบริษัท ด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่ง คุณจะทำการขายได้โดยอย่างรวดเร็วและไม่ยากเย็น ลูกค้าจะรู้ว่าจุดยืนของคุณคืออะไรก่อนการนำเสนอ
นี่คือวิธีที่จะช่วยให้บริษัทของคุณมีแบรนด์ที่สามารถช่วยส่งเสริมการขายได้ และนี่คือเคล็ดลับสำหรับการปรับแต่งเครื่องมือสร้างบุคลิกให้กับแบรนด์ซึ่งจะทำให้แบรนด์มีชีวิต และเติบโตอยู่เสมอ

กำหนดบุคลิกของคุณแบรนด์จะบ่งบอกถึงพันธสัญญาที่คุณมีต่อลูกค้ารวมถึงการตัดสินจากลูกค้าว่าคุณจะทำตามพันธสัญญานั้นได้ดีแค่ไหน แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะกลายเป็นความผูกพันทางจิตใจซึ่งสร้างความภักดีให้เกิดกับลูกค้า แบรนด์ประกอบขึ้นด้วยโลโก้, โทนสี, ข้อความต่างๆ, สโลแกน, องค์ประกอบของการออกแบบ และอื่นๆ

ให้ลองคิดว่าแบรนด์เป็นบุคลิกขององค์กรของคุณ กำหนดมันขึ้นมา แล้วโลโก้รวมทั้งข้อความทางการตลาดอื่นๆ จะตามมาเอง
ในการสร้างแบรนด์ของคุณ ให้เริ่มด้วยการคิดออกมาให้ชัดเจนว่าคุณขายอะไรและทำไมลูกค้าต้องเลือกสินค้าหรือบริการของคุณ ระบุพันธสัญญาที่คุณมีต่อลูกค้าของคุณ ตัวอย่างเช่น คุณอาจผลิตเครื่องดูดฝุ่น แต่ในความจริงแล้วที่คุณกำลังขายคือวิธีการที่ดีกว่าในการทำความสะอาดบ้าน และคุณต้องกำหนดสิ่งที่ทำให้สินค้าของคุณเป็นที่ต้องการของลูกค้าเป้าหมายของคุณมากกว่าสินค้าของคู่แข่ง
เพื่อช่วยในการสร้างโลโก้และข้อความ คุณอาจขอความช่วยเหลือจากกลุ่มที่ให้คำปรึกษาสำหรับธุรกิจขนาดเล็กโดยไม่หวังผลกำไรที่มีอยู่มากมายก็ได้ และอาจจะเรียกคนในครอบครัว พนักงาน หรือเพื่อนๆ เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับข้อความ และอย่าลืมสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าด้วย เพราะคุณต้องการจะยกระดับวิธีที่พวกเขามองมาที่คุณ

ใช้เครื่องมือสร้างแบรนด์เมื่อคุณพร้อม Publisher 2003 สามารถช่วยคุณสร้างภาพจากบุคลิกของแบรนด์ของคุณได้อย่างง่ายดาย และ Publisher ยังสามารถคุ้มครองแบรนด์ของคุณได้โดยรวมองค์ประกอบทั้งหมดของแบรนด์ของคุณไว้ในชุดเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งคุณสามารถใช้เก็บองค์ประกอบของแบรนด์ของคุณได้

คุณสามารถเริ่มต้นจากชุดการออกแบบหลักที่ออกแบบไว้โดยมืออาชีพ 45 แบบใน Microsoft Office Publisher 2003 ชุดการออกแบบหลักแต่ละชุดมีการออกแบบที่สอดคล้องกันซึ่งประกอบด้วยสี, แบบอักษร และโครงร่างที่สัมพันธ์กันสำหรับใช้ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจโดยทั่วไปตั้งแต่จดหมายข่าวและโบรชัวร์,ใบปลิว, โปสการ์ดและนามบัตรไปจนถึงอีเมล์และเว็บไซต์ คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที, เปลี่ยนโทนสีและแบบอักษร หรือปรับแต่งจนเหมาะสมกับความต้องการของคุณก็ได้ แม่แบบของ Publisher ประกอบด้วยตำแหน่งสำหรับข้อความทางการตลาดที่สำคัญและข้อความต่างๆ, โลโก้บริษัทหรือสินค้า, ภาพกราฟิก, สี, แบบอักษร, เครื่องหมายการค้า หรือชื่อของสินค้า และอื่นๆ คุณจะพบการออกแบบในลักษณะนี้อีกมากใน Microsoft Office Word 2003 และ Microsoft Office PowerPoint 2003

คุณอาจต้องการดาวน์โหลดแม่แบบทางการตลาดใหม่จาก Office Online หรือจ้างบริษัทออกแบบสำหรับธุรกิจขนาดเล็กให้สร้างแม่แบบเฉพาะสำหรับคุณใน Publisher 2003 ก็ได้ ด้วยวิธีนี้คุณและพนักงานของคุณจะสามารถใช้และปรับแต่งได้ตามต้องการ แต่ยังคงลักษณะแบรนด์ที่ถูกต้องไว้
สร้างการจดจำคุณต้องการให้บุคคลิกลักษณะของบริษัทเป็นที่จดจำได้ง่ายในทุกๆ จุดที่มีการติดต่อกับลูกค้าตั้งแต่คำบอกเล่าปากต่อปากไปจนถึงการขาย คุณต้องแน่ใจว่าทุกส่วนของบรรจุภัณฑ์, การนำเสนอ, การติดต่อ และการตลาดจะแสดงลักษณะของแบรนด์ที่ตรงกัน
แบรนด์เดียวกันจะต้องปรากฏในทุกช่วงของการโฆษณาและสิ่งส่งเสริมการขาย ไม่ใช่แค่เพียงบนเครื่องเขียนและโบรชัวร์ ซึ่งรวมถึงในเอกสารแถลงข่าว, ลายเซ็นในอีเมล์, ป้ายในงานแสดงสินค้าและบูธต่างๆ, ป้ายที่ร้านค้าและสำนักงาน, แบนเนอร์และป้ายโฆษณาขนาดใหญ่, โฆษณาทางสิ่งพิมพ์, โปสเตอร์และกิจกรรมทางการตลาดหรือการกุศล หรือกล่าวได้ว่าทุกๆ อย่าง

แต่งตั้งผู้ดูแลแบรนด์สอนพนักงานทุกคนตั้งแต่ผู้ช่วยไปจนถึง CFO ให้รู้เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณและเครื่องมือต่างๆ ิมิฉะนั้น พนักงานแต่ละคนรวมถึงทีมขายที่สำคัญทั้งหมดอาจสร้างแบรนด์ขึ้นเองและสร้างความสับสนให้ลูกค้า เมื่อคุณรวบรวมเครื่องมือการสร้างแบรนด์แล้ว พนักงานทุกสามารถเข้าใช้และพิมพ์ออกมาได้ตามต้องการ

แม้จะปฏิบัติตามที่กล่าวมา แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลโก้ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง ใครบางคนอาจเติมเส้นชายหาดที่ขอบของน้ำซึ่งมีโลโก้เรือของคุณลอยอยู่ ใครอีกคนอาจวาดเรือขึ้นใหม่โดยหันหัวเรือไปทางพระอาทิตย์ หลังจากนั้นไม่นาน เรือลำน้อยของคุณก็กำลังจะจม
เพื่อป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ ให้แต่งตั้งนักออกแบบหรือพนักงานให้ดูแลเครื่องมือสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะหากคุณทำงานกับผู้ค้าภายนอก ตรวจสอบว่าใครเข้าใช้เครื่องมือและที่ปรึกษาหรือผู้ค้ารายใดใช้เพื่อช่องทางการตลาดใด คุณจะต้องติดตามลักษณะของแบรนด์และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
พลังของแบรนด์เจ้าของธุรกิจหลายรายไม่สนใจเรื่องแบรนด์เนื่องจากพวกเขามัวยุ่งอยู่กับการเพิ่มยอดขาย สร้างความประทับให้ผู้ลงทุน หรือมองหาคนมีสามารถมาร่วมงาน “ใครจะมีเวลาสำหรับเรื่องอย่างนั้น” พวกเขาบอก แต่ความสำเร็จมาจากการสร้างความแตกต่างของสิ่งที่คุณนำเสนอในตลาดและการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดีที่สุดของคุณอย่างจริงจัง หากคุณใช้เวลาในการสร้างแบรนด์ ซึ่งหมายถึงคุณจะรู้ว่าคุณเป็นใคร, คุณขายอะไร และลูกค้าเป้าหมายคือใคร การดำเนินการทางการตลาดทั้งหมดจะมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น

ท้ายที่สุด คุณต้องเคารพต่อสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นแบรนด์ของคุณ ข้อความที่สวยหรูที่สุดไม่อาจทำให้ลูกค้ากลับมาซื้ออีกได้ หากคุณไม่สามารถทำตามพันธสัญญาทางการตลาดที่ได้ให้ไว้

สร้างแบรนด์ด้วย Strategic Star

สร้างแบรนด์ด้วย Strategic Star
by BrandAge Magazine

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ บรรดาบริษัทต่างมองเห็นประโยชน์ของการสร้างแบรนด์องค์กร (Corporate Brand) กันมากขึ้น อย่างเช่น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Disney และ Microsoft ก็ยังหันมาใช้วิธีโปรโมทภาพลักษณ์รวมที่แสดงความโดดเด่นซึ่งครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัท แทนการใช้เงินด้านการตลาดไปกับการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าแต่ละตัว

การสร้างแบรนด์องค์กรที่เข้มแข็งนั้น บริษัทต้องมีความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กัน 3 อย่าง ซึ่งเรียกว่า Strategic StarsŽ ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ ผู้เขียนกล่าวว่า การทำให้ดาวทั้งสามเป็นไปในแนวทางเดียวกันได้นั้น ต้องอาศัยทักษะการจัดการและความตั้งใจที่มุ่งมั่น เพราะแต่ละองค์ประกอบก็ถูกผลักดันด้วยกลุ่มคนที่ต่างกัน ได้แก่ ฝ่ายบริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท ตามลำดับ ในการสร้างแบรนด์องค์กรให้ประสพผลสำเร็จ ผู้บริหารต้องระบุให้ได้ว่า Strategic Stars ของบริษัทกำลังอยู่ตำแหน่งไหน

ผู้เขียนได้เสนอชุดของคำถามที่ใช้ในการวินิจฉัย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องกันระหว่าง วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ขององค์กร ชุดคำถามแรก เป็นการมองหาช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์และวัฒนธรรม เช่น เมื่อฝ่ายจัดการสร้างวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่องค์กรจะนำไปปฏิบัติได้ ชุดคำถามที่สอง แสดงช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ เช่น เผยช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทัศนคติของพนักงานและความเป็นไปของโลกภายนอก และชุดคำถามสุดท้ายเป็นการแสดงช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์และภาพลักษณ์ เช่น ฝ่ายจัดการนำพาบริษัทไปในทิศทางที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทสนับสนุนหรือไม่

ผู้เขียนทั้งสองได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ต่างๆ ของยี่ห้อองค์กร เช่น การลดต้นทุนทางการตลาด การสร้างความรู้สึกเป็นชุมชนเดียวกันของลูกค้า นอกจากนี้ พวกเขายังชี้ให้เห็นกรณีที่ยี่ห้อองค์กรไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ด้วย เช่น ถ้าภารกิจของบริษัทคือการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อขาย ถ้าบริษัทเพิ่งผ่านการทำ M&A หรือถ้าคุณกำลังคิดว่าจะมีผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเกิดขึ้นจากธุรกิจที่มีความเสี่ยง เมื่อพร็อกเตอร์แอนด์แกมเบิ้ล หรือ P&Gžs (PROCTER & GAMBLE) ให้การสนับสนุนกองทุนเกี่ยวกับโรคเบาหวาน (Juvenile Diabetes Foundation) ในนิวยอร์กเมื่อปีที่แล้ว บริษัทได้แจกจ่ายโบรชัวร์ที่เน้นให้เห็นถึงความมีน้ำใจของตัวเอง อย่างไรก็ตาม โบรชัวร์นี้มีความแตกต่างกับที่เคยทำแจกในปีก่อนๆ เพราะบนแผ่นปกของโบรชัวร์นั้น 20 สินค้าชั้นนำของ P&G ถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างโดดเด่นในภาพลักษณ์ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นความเป็นหนึ่งเดียว

ในยุคแรกของการสร้างแบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งภาพลักษณ์อาจเป็นตัวที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในกลยุทธ์การตลาดได้เป็นอย่างดีนั้น ตามแนวคิดทางการตลาดแบบดั้งเดิม P&G พบว่าผลิตภัณฑ์แต่ละตัวต้องการลักษณะเฉพาะของตัวเอง และในทางอุดมคติ ยี่ห้อสินค้าก็น่าจะเติบโตอย่างเข้มแข็งได้ เหมือนอย่างเช่นยี่ห้อผ้าอ้อมเด็ก PampersŽ ที่ชื่อแบรนด์ได้กลายเป็นชื่อเรียกสินค้าไปในเวลาต่อมา แต่ถ้าภาพลักษณ์บนโบรชัวร์ของ P&G มีนัยที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนทิศทาง บริษัทก็น่าจะเข้ามาร่วมอยู่ในแนวทางเดียวกับยักษ์ใหญ่แห่งการสร้างแบรนด์องค์กร อย่างเช่น Disney, Microsoft และ Sony ซึ่งแทนที่จะใช้เงินด้านการตลาดไปเพื่อการสร้างแบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง บริษัทกลับหันมาสร้างแบรนด์องค์กรแทน ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้แบรนด์องค์กรได้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาล โดยหลายบริษัทที่มีแบรนด์องค์กรที่เข้มแข็งสามารถมีมูลค่าทางการตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีได้ถึงกว่าสองเท่า (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก What a Corporate Brand Can Do for YouŽ ท้ายบท)

ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่การสร้างแบรนด์องค์กรนั้น ทั้งซับซ้อนและมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจมาก บางทีนั่นคือเหตุผลที่ทำไมหลายๆ บริษัทจึงทำไม่สำเร็จ ในบางกรณี บริษัทสร้างสโลแกนใหม่ขององค์กรที่ฟังแล้วรู้สึกจับใจ ให้มันครอบคลุมถึงหลายๆผลิตภัณฑ์ของบริษัท แล้วหวังว่ามันจะมีความหมายบางอย่างกับพนักงานและลูกค้าเหมือนๆ กัน บางบริษัทอาจออกแบบโลโก้ใหม่ง่ายๆ โดยใช้มันกับทุกผลิตภัณฑ์แล้วก็หวังว่านั่นจะเป็นการสร้างแบรนด์องค์กร แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น จากการวิจัยของเรากับบริษัทกว่า 100 แห่งทั่วโลก เป็นเวลากว่า 10 ปี แสดงให้เห็นว่าบริษัทต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งมีความสัมพันธ์กัน 3 อย่างที่เรียกว่า Strategic StarsŽ ในการสร้างแบรนด์องค์กร ได้แก่ วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ ดังที่กล่าวถึงโดยย่อข้างต้นแล้วว่าการวางแนวทางของดาวทั้งสามนี้ต้องอาศัยทักษะการจัดการและความตั้งใจจริง เหตุผลก็เพราะแต่ละองค์ประกอบถูกผลักดันโดยกลุ่มคนที่ต่างกัน ได้แก่ ฝ่ายบริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท ดังนี้

* วิสัยทัศน์: ความปรารถนาของผู้บริหารระดับสูงสำหรับบริษัท * วัฒนธรรม: ทัศนคติ พฤติกรรมและคุณค่าขององค์กร คือวิธีที่พนักงานทุกระดับแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับบริษัท * ภาพลักษณ์: ความรู้สึกโดยรวมของโลกภายนอกที่มีต่อบริษัท ซึ่งรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกราย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ถือหุ้น สื่อ สาธารณชน และอื่นๆ เครื่องมือการสร้างแบรนด์องค์กร (The Corporate Branding Tool Kit) ในการสร้างแบรนด์องค์กรให้ประสพผลสำเร็จนั้น ผู้บริหารต้องระบุให้ได้ว่า Strategic Stars ของบริษัทอยู่ตรงตำแหน่งไหน และเพื่อแนะแนวทางให้กับผู้บริหาร เราได้พัฒนาเครื่องมือในการสร้างแบรนด์องค์กรขึ้นมา เป็นชุดของคำถามที่ใช้ในการวินิจฉัยที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องกันระหว่าง วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ขององค์กร ชุดคำถามแรก มองที่ความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยทัศน์และวัฒนธรรม นั่นคือ

ผู้จัดการและพนักงานอยู่ตำแหน่งไหนในความสัมพันธ์ ชุดคำถามที่สอง แสดงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ เผยให้เห็นช่องว่างที่เป็นไปได้ระหว่างทัศนคติของพนักงานและการรับรู้ของโลกภายนอก ชุดคำถามสุดท้าย แสดงให้เห็นช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์และภาพลักษณ์ นั่นคือ ฝ่ายบริหารนำพาบริษัทไปในทิศทางที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสนับสนุนหรือไม่ ในการเริ่มต้น ให้มองที่ภาพข้างล่างนี้ เครื่องมือการสร้างแบรนด์องค์กร การสร้างแบรนด์องค์กรต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญซึ่งมีความสัมพันธ์กัน 3 อย่างที่เรียกว่า Strategic StarsŽ ได้แก่ วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ โดยการทำให้ดาวทั้งสามอยู่ในแนวทางเดียวกันได้ต้องอาศัยทักษะการจัดการและความตั้งใจจริง เพราะแต่ละองค์ประกอบถูกผลักดันโดยกลุ่มคนที่ต่างกัน

* วิสัยทัศน์ ความปรารถนาของผู้บริหารระดับสูงที่มีต่อบริษัท * วัฒนธรรม ทัศนคติ พฤติกรรมและคุณค่าขององค์กร คือวิธีที่พนักงานทุกระดับแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับบริษัทที่เขาทำงานให้ * ภาพลักษณ์ ความรู้สึกโดยรวมของโลกภายนอกที่มีต่อบริษัท ซึ่งรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกราย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ถือหุ้น สื่อ สาธารณชน และอื่นๆ 1. ช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์และวัฒนธรรม (Vision-Culture Gap) บริษัทรักษาคุณค่าที่ตัวเองสนับสนุนอยู่ได้หรือไม่ ? วิสัยทัศน์ของบริษัทสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานทุกคนได้หรือไม่? วิสัยทัศน์ และวัฒนธรรมของคุณแตกต่างจากของคู่แข่งคุณหรือไม่ ? 2. ช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์และวัฒนธรรม (Image-Culture Gap)

ภาพลักษณ์ใดที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทเข้ามามีส่วนร่วมกับบริษัท ? พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทสื่อสารกันด้วยวิธีไหน ? พนักงานของบริษัทสนใจหรือไม่ว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะคิดอย่างไร กับบริษัท? 3. ช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์และวิสัยทัศน์ (Image-Vision Gap) ใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของคุณบ้าง ? พวกเขาต้องการอะไรจากบริษัทของคุณ ? คุณสามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ของคุณให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ? คำถามในเครื่องมือนี้แม้จะตรงไปตรงมา แต่การหาคำตอบให้ได้นั้นยุ่งยากซับซ้อนและต้องใช้เวลา การเลือกสรรข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากผู้บริหารระดับสูง พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การสัมภาษณ์ การจัดกลุ่มแสดงความเห็น (Focus Group) เก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ที่มีการสื่อสารสองทาง ฯลฯ ต้องใช้เวลาหลายเดือน อาจถึงปีหรืออาจจะมากกว่านั้น

ตลอดกระบวนการ คุณต้องพยายามมองหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ วัฒนธรรมองค์กร และภาพลักษณ์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องมองให้เห็นแม้แต่ช่องว่างเล็กๆ ที่อาจขยายตัวกลายเป็นขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ การวางตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆนี้ ไม่ใช่กระบวนการที่จะทำเป็นลำดับ เพราะวิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์มีความเกี่ยวข้องระหว่างกันที่ซับซ้อน เข้าใจได้ยาก จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ช่องว่างที่ทำไปพร้อมๆ กันในทั้ง 3 องค์ประกอบ โดยขณะที่คุณตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยทัศน์และภาพลักษณ์ หรือระหว่างภาพลักษณ์และวัฒนธรรมนั้น มันจะมีบางส่วนที่คาบเกี่ยวกันอยู่ แต่ไม่ต้องกังวล เพราะนี่คือผลโดยธรรมชาติขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กัน แม้เครื่องมือนี้จะมีประโยชน์ในการระบุขอบเขตของปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ ช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์และวัฒนธรรม ช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์และวัฒนธรรม และช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์และวิสัยทัศน์ แต่งานที่หนักคือการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับแต่ละบริษัทและการนำไปใช้จริงนั้น เป็นหน้าที่ที่คุณและทีมงานต้องรับผิดชอบ ช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์และวัฒนธรรม (THE VISION-CULTURE GAP)

การวางตำแหน่งที่ผิดเกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายบริหารระดับสูงเคลื่อนย้ายบริษัทในทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่พนักงานไม่เข้าใจหรือไม่ให้การสนับสนุน โดยช่องว่างมักจะเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารสร้างวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่องค์กรจะนำไปปฏิบัติได้ สัญญาณบอกเหตุหลักก็คือ ช่องว่างระหว่างสำนวนสวยหรูที่ใช้กับความเป็นจริง และเมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ผู้บริหารก็มักกล่าวโทษพนักงานว่าต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะพนักงานที่ทำอะไรไม่ได้นั้นมักจะตอบโต้ด้วยการใช้คำพูดเยาะเย้ยหรือแสดงความคลางแคลงใจ ซึ่งการโยนความผิดให้พนักงานแบบนี้เป็นเรื่องที่อันตรายสำหรับบริษัท เพราะคนเหล่านี้ก็จะไม่ต่างอะไรกับแผลที่กลัดหนอง ซึ่งจะกัดกินการสร้างยี่ห้อองค์กรจากภายใน

ดังนั้น เพื่อเผยช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นระหว่างวิสัยทัศน์และวัฒนธรรม ผู้บริหารควรจะถามคำถามต่อไปนี้ทั้งกับตัวเองและกับพนักงานของบริษัท บริษัทรักษาคุณค่าที่ตัวเองสนับสนุนอยู่ได้หรือไม่ ? เราต่างก็หัวเราะกับการ์ตูนของ Dilbert (การ์ตูนเสียดสีเกี่ยวกับเรื่องในที่ทำงาน) แต่บริษัทที่ทุกๆตารางนิ้วเต็มไปด้วยเรื่องตลกทำนองนี้ ความจริงแล้วอาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีปัญหาอย่างแรง เพราะการใช้อารมณ์ขันแบบเยาะเย้ยเสียดสีดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างคุณค่าที่บริษัทสนับสนุนกับคุณค่าที่ระบบของบริษัทส่งเสริมให้เกิดขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ ตัวอย่าง เช่น เมื่อตอนที่ John Akers ดูแล IBM อยู่นั้น เรื่องตลกที่พูดเล่นกันทั่วไปในบริษัทก็คือ IBM means Ižve been misledŽ หรือ IBM แปลว่า ฉันหลงทางอยู่Ž การลดขนาดองค์กรที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ซึ่งเข้ามาแทนที่คำมั่นสัญญาว่าจะจ้างงานกันไปจนตายทำให้เกิดความกังวล หดหู่ และความกลัวขึ้นในหมู่พนักงาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่าผลกระทบของความผิดหวังที่เกิดกับแบรนด์ IBM ในตอนนั้นได้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมาก

วิสัยทัศน์ของบริษัทสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานทุกคนได้หรือไม่ ? ทุกบริษัทไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ล้วนประกอบไปด้วยวัฒนธรรมย่อยๆ วิศวกรในแผนกวิจัยและพัฒนาก็จะมีสิ่งที่เขาให้ความหมายและจัดลำดับความสำคัญต่างจากของคนในฝ่ายการตลาดหรือฝ่ายขาย ดังนั้น ผู้บริหารระดับสูง (ซึ่งก็มีวัฒนธรรมย่อยเป็นของตนเองเช่นกัน) จะต้องมั่นใจได้ว่าวิสัยทัศน์ที่จะให้แรงบันดาลใจกับคนในองค์กรนั้นสามารถสอดคล้องเข้ากันได้กับคนทั้งองค์กร เช่น วิสัยทัศน์ที่พูดถึงแต่กับคนในแผนกวิจัยและพัฒนา ย่อมไม่สามารถให้แรงบันดาลใจกับบริษัทที่ต้องพึ่งพาพนักงานในฝ่ายขายเป็นหลัก หลักสำคัญก็คือ ต้องเข้าใจว่าคุณค่าขององค์กรจุดไหนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งองค์กร หลายๆวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จก็เพราะใช้หลักสำคัญข้อนี้ ตัวอย่างเช่น Bang & Olufsen บริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับภาพและเสียง สัญชาติเดนมาร์กซึ่งเป็นที่รู้จักด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น สามารถทำให้พนักงานที่กระจายอยู่รอบเมือง Bauhaus เป็นหนึ่งเดียวกันได้ โดยสิ่งที่นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจร่วมกันก็คือ การสร้างธรรมเนียมของการ ทำให้เป็นเรื่องง่ายŽ วิสัยทัศน์และวัฒนธรรมของคุณแตกต่างจากของคู่แข่งเพียงพอหรือไม่ ?

วิสัยทัศน์และวัฒนธรรมของคุณก็คือ ลายเซ็นของคุณนั่นเอง และมันยังเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยให้คุณเหนือกว่าคู่แข่งด้วย บริษัทคอมพิวเตอร์ Apple เป็นตัวอย่างที่คลาสสิกมากสำหรับการประสบความสำเร็จในการสร้างความแตกต่างให้วิสัยทัศน์ผ่านความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของวัฒนธรรมองค์กร โดยต้องขอบคุณ Steve Jobs ที่ทำให้ Apple มองเห็นศักยภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการทำให้ชีวิตประจำวันของคนเราเปลี่ยนไป สายตาที่แหลมคมและศรัทธาที่แรงกล้าของ Jobs นั้นดึงดูดใจ Silicon Valley ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของคนรุ่นใหม่ให้ยอมรับ Apple เข้าไว้ในวิถีชีวิตแบบใหม่ กลุ่มคนด้านคอมพิวเตอร์ที่มีความกระตือรือร้นอย่างแรงเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริม Apple ให้เติบโตขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาลเลยด้วย ฉบับหน้าเรามาคุยเรื่อง ช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์และวัฒนธรรมกันต่อ

ความล้มเหลวของแบรนด์

ความล้มเหลวของแบรนด์

การสร้างแบรนด์บริษัทเอกชนให้ความสนใจจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ประสบความสำเร็จมีประเด็นและสาเหตุหลักๆคือ คนเข้าใจผิด คิดว่าการสร้างแบรนด์คือการทำโฆษณา การเปลี่ยนโลโก้ หรือการทำแพคเก็จจิ้งสวยๆ รวมถึงการจัดอีเวนท์

การสร้างแบรนด์คือการบูรณาการแบบ 360 องศา ต้องคำนึงถึงการสร้างแบรนด์ตั้งแต่แรกที่ตื่นขึ้นมา จนหลับ หรือตลอด 24 ชม.ก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่การทุ่มเงินทุน 200-300 ล้านบาททำโฆษณา แล้วจบ ผมเองมองว่าอันนี้เป็นการสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์เท่านั้น

ตัวแบรนด์เองจะเป็นตัวบอกถึงผู้บริโภคว่าสินค้านั้นดีควรซื้อต่อเนื่อง หรือเป็นแบรนด์ไม่ดี ควรซื้อครั้งเดียว ดังนั้นการสร้างแบรนด์ที่ล้มเหลว คือเข้าใจกันผิดว่าคือการทุ่มเงินทำโฆษณาแล้วจบเท่านั้น ในขณะเดียวกันกิจกรรมการตลาดไม่เคยติดตาม หรือแม้การบริการหลังการขาย รวมถึงระบบคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งถ้าทำไม่ดีผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนใจไปใช้แบรนด์ของคู่แข่ง

การสร้างแบรนด์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อสินค้าเข้าสู่ตลาด การที่สินค้าจะได้รับการตอบสนองจากตลาดจากผู้บริโภคได้มากน้อยเค่ไหนนั้น ผู้บริหารต้องติดตามตลอดเวลา ตามต่อถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า รวมถึงการร้องเรียนของลูกค้า คือสิ่งที่สำคัญที่สุด หลายครั้งที่บริษัทเจ้าของสินค้าไม่เข้าใจคิดว่าจ้างบริษัทรับสร้างแบรนด์แล้ว ทำไมสินค้าหรือแบรนด์ไม่เกิด โดยที่ไม่ได้ดูการทำงานของส่วนพนักงานต้อนรับที่ออฟฟิศ หรือหน่วยงานอื่นๆที่ทำหน้าที่สนับสนุน

และอีกสาเหตุของความล้มเหลวในการสร้างแบรนด์คือคนต้องมีความใส่ใจในเรื่องของตัวสินค้าอย่างละเอียดอ่อน รวมถึงการเรียกร้องของลูกค้า บางครั้งลูกค้าไม่ได้บอก จำเป็นที่จะต้องสังเกตุเอง ปัจจุบันมีเทคนิคการทำตลาดใหม่ๆออกมาเยอะมาก ล่าสุดคือ การให้นักวิจัยหรือผู้จัดการสินค้านั้นๆไปพักอาศัยอยู่กับลูกค้าเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เพื่อไปศึกษาวิธีการใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเวลาลูกค้าเตือนอะไรมาจะถือว่าถูกต้องแล้ว

แต่เวลาที่บริษัททำวิจัยทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้สินค้าแบบกลุ่ม โดยการเชิญแม่บ้าน พ่อบ้าน หรือกลุ่มเป้าหมายประมาณ 8-9 คนมานั่งประชุมกันห้องประชุม เพื่อถามถึงประสบการณ์ในการใช้สินค้า เชื่อได้ว่านิสัยคนไทย ไม่มีใครพูดถึงความไม่ดีของสินค้า จะพูดแบบเกรงใจซึ่งกันและกัน ดังนั้นการที่เข้าไปศึกษาพฤติกรรมกับลูกค้าตลอด 1 สัปดาห์น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรงกว่า และจะทำให้รู้ว่าลูกค้าชอบซื้อสินค้าอะไร ยี่ห้อไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเอามาเป็นข้อมูลในการพัฒนาสินค้าและการสร้างแบรนด์ได้

หลายครั้งที่การสร้างแบรนด์ต้องผิดหวัง เกิดจากการที่ไม่มีการบริการหลังการขายที่ดี มีสัดส่วนจากปัญหาตรงนี้สูงถึง 70-80% และที่มาที่สำคัญในการสร้างแบรนด์แล้วต้องมาตกม้าตาย เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงไม่ได้ให้ความสนใจหรือความสำคัญ ความเข้าใจความหมายของการสร้างแบรนด์

สำหรับนิยามในการ “สร้างแบรนด์” ของผมคือ แบรนด์ไม่ใช่แค่การโฆษณา ไม่ใช่การส่งเสริมการขาย เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวสินค้าแบบ 360% ตั้งแต่วิธีการพูด วิธีการไหว้ การทักทายลูกค้า จนถึงสินค้าที่อยู่บนหิ้งของซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนทุกครั้งที่ลูกค้าโทรศัพท์ไปเสนอแนะหรือร้องเรียนแล้วได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ขอยกตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ คือ สตาร์บัคส์ เค้าบอกว่าเค้าขายประสบการณ์ ไม่ได้ขายกาแฟอย่างเดียว ทำไมคนต้องไปนั่งกินกาแฟเค้า ทั้งๆที่สามารถซื้อไปชงกินเองที่บ้านก็ได้ราคาก็ถูกกว่า แต่ลูกค้าก็ยินดีที่จะไปนั่งกินที่ร้านแล้วจ่าย 80-90 บาท/แก้ว ซึ่งผู้บริหารที่นี่จะบอกทุกครั้งที่มีลูกค้ามาดื่มกาแฟว่าต้องให้ประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้ากลับไป เพื่อลูกค้าจะได้กลับมาอีก และที่ผ่านมามีกาแฟหลายแบรนด์พยายามที่จะทำตามสตาร์บัคส์ แต่ก็ตกม้าตาย เพราะไม่สามารถขายประสบการณ์ได้เหมือนแต่ได้ปรับราคาขายขึ้นไประดับเดียวกันแล้ว

สำหรับขั้นตอนการสร้างแบรนด์ ต้องเริ่มจากคนก่อน ต้องมาอบรม และทำความเข้าใจเรื่องแบรนด์ ว่ามีความสำคัญอย่างไร เหมือนคนๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่แค่สมองอย่างเดียว ต้องประกอบด้วยแขน ขา จมูก ปาก ฉะนั้นการสร้างแบรนด์ต้องขึ้นอยู่กับพนักงานทุกคนตั้งแต่ระดับ CEO ลงไปจนถึงระดับล่างสุด และทั้งหมดนี้ผมคิดว่าคือ Totel CEM ถ้าเข้าใจในจิตรและวิญญาณของการบริการ แล้วนำมาใส่ไอเดียว่าแบรนด์คืออะไร เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ทุกครั้งที่ลูกค้ามาซื้อสินค้าหรือบริการนั่นแหละคือความสำเร็จในการสร้างแบรนด์

ทำไมต้องสร้างแบรนด์ ก็เพราะเป็นการสร้างตราสินค้าให้มีความแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกัน แล้วลูกค้าจะยอมจ่ายแพงกว่าเพราะอยากได้ประสบการณ์ที่ดีทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ

จุดหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือ เจ้าของแบรนด์ต้องตระหนักกรณีดังนี้ให้ดี หากเมื่อใดที่ลูกค้าไม่มีการร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะมายังแบรนด์สินค้าที่ทำอยู่เลย นั่นหมายถึงสิ่งที่น่ากลัวแล้ว เพราะว่าลูกค้าไม่ได้สนใจเลย และอาจจะหันไปใช้สินค้าแบรนด์ของคู่แข่งแล้วก็ได้ นี่คือสัญญาณอันตราย ดังนั้นเจ้าของแบรนด์ต้องตรวจสุขภาพแบรนด์ของตัวเองตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อ 1-2 ปีทีผ่านมาได้ลงทุนจ้างบริษัทเอกชนขึ้นมาเพื่อตรวจสุขภาพแบรนด์โดยการสุ่มโทรศัพท์ไปหาลูกค้า

และทั้งหมดนี้ก่อนที่จะมีการสร้างแบรนด์ขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีการทำการวิจัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าลูกค้าคิดอะไร และต้องการสินค้าหรือบริการประเภทใด อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันคิดว่าบริษัทเอกชนส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจคำว่าการสร้างแบรนด์มากขึ้นแล้ว นับว่าเป็นเรื่องดีและถูกต้องแล้วจะได้ไม่ต้องตกม้าตายหลังจากทุ่มงบประมาณไปจำนวมากแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

สร้างแบรนด์ยุคพอเพียง

สร้างแบรนด์ยุคพอเพียง

ผู้จัดการรายวัน – “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” แนวพระราชดำรัส ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นหลักแนวความคิดที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างแบรนด์ในปัจจุบัน “ศิริกุล เลากัยกุล” จึงได้หยิบยกหัวข้อดังกล่าวออกมาในรูปแบบหนังสือ “การสร้างแบรนด์อย่างพอเพียง” และร่วมเสวนาในหัวข้อ “ความสำเร็จและวิธีการในการสร้างแบรนด์อย่างพอเพียง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2550 โดยมี ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะกรรมการสนองพระราชดำริในพื้นที่ทรงงาน โครงการพัฒนาดอยตุง และ นางศิริกุล เลากัยกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง “สร้างแบรนด์อย่างพอเพียง” เป็นผู้ร่วมสัมมนา และมีนายสุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทั้งนี้หัวใจสำคัญของการเสวนานั้น กล่าวโดยสรุปได้ใจความได้ว่า การสร้างแบรนด์แบบพอเพียงนั้น ถือเป็นการนำเอาหลักปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามาประยุกต์ใช้ ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวถือเป็นแนวความคิดที่เหมาะสมกับกับคนไทยและธุรกิจของคนไทยมากที่สุด เนื่องจากสามารถทำความเข้าใจและนำมาใช้ได้อย่างลงตัว ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะกรรมการสนองพระราชดำริในพื้นที่ทรงงานโครงการพัฒนาดอยตุง กล่าวในงานสัมมนาครั้งนี้ว่า การที่เราจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม เราควรประมาณการได้ว่า เราต้องรู้ว่าเรามีงบลงทุนมากแค่ไหน และควรมีภูมิคุ้มกันพอที่จะเสี่ยงกับการลงทุนทำธุรกิจเพียงพอหรือยัง ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยคงไม่เพียงพอในยุคปัจจุบันแล้ว โดยควรที่จะมีการทำธุรกิจในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงด้วย จึงจะทำให้เราประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจดังกล่าว โดยได้ยกตัวอย่าง “เครือปูนซีเมนต์ไทย” ที่ครั้งหนึ่ง มีนโยบายในการทำธุรกิจแตกออกไปหลายอย่าง แต่พอถึงยุคฟองสบู่แตก ก็ประสบปัญหาในการขาดทุน หลังจากนั้นก็กลับมาดำเนินธุรกิจในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้านนาง ศิริกุล เลากัยกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง “สร้างแบรนด์อย่างพอเพียง” ได้กล่าวถึงเรื่อง

การนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับการสร้างแบรนด์สำหรับธุรกิจในปัจจุบันว่า แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับ 3 ห่วง คือ 1. รู้จักตน 2. มีเหตุมีผล 3. ภูมิคุ้มกัน และ 3 เงื่อนไข คือ 1. เงื่อนไขชีวิต 2. เงื่อนไขด้านความรู้ และ 3. เงื่อนไขด้านจริยธรรมและคุณธรรม ซึ่งทั้ง 3 ห่วงและ 3 เงื่อนไขนี้ เมื่อนำมาประยุกต์กับการสร้างแบรนด์ของธุรกิจแล้ว จะหมายถึง การที่เราต้องรู้ว่าบริษัทเราทำธุรกิจอะไร นั้นคือ เงื่อนไขชีวิต ความรู้ก็คือเงิน งบลงทุน ตลอดจนการศึกษาสภาพตลาดการแข่งขัน ไปจนถึง คู่แข่ง และ ส่วนจริยธรรมและคุณธรรมนั้น หมายถึงการปลูกฝังหลักการทำงานภายในองค์การนั้นเอง

“แนวความคิดการสร้างแบรนด์อย่างพอเพียงไม่ใช่สิ่งใหม่ใหม่ แต่เป็นแนวความคิดที่เหมาะสมกับคนไทยมากที่สุดไม่ว่าจะนำไปใช้กับการดำเนินชีวิต หรือการดำเนินธุรกิจก็ตาม ขณะที่การสร้างแบรนด์อย่างพอเพียงนั้น มองว่า เป็นการดำเนินธุรกิจในระยะยาวและเป็นเป้าหมายของการดำเนินธุรกิจจริงๆ มากกว่าที่มองถึงยอดขายในแต่ละปี เพราะนั้นคือเป้าหมายระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้น การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักได้นั้น จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะบอกได้ถึงความสำเร็จของการประกอบธุรกิจนั้นๆ”

ที่ผ่านมาบริษัทต่างๆในเมืองไทย มักจะนำเอาทฤษฎีต่างๆในการดำเนินธุรกิจจากต่างประเทศมาใช้กับธุรกิจที่ประกอบกิจการในบ้านเรามากกว่า แต่ขณะเดียวกันกลับไม่สามารถนำเอาทฤษฎีเหล่านั้น มาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ นั้นอาจจะเป็นเพราะทฤษฎีเหล่านั้น ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นสำหรับธุรกิจที่ดำเนินการในไทยก็เป็นได้ หรืออาจเป็นเพราะความเข้าใจที่ไม่ถ่องแท้จึงทำให้ทฤษฎีเหล่านั้นไม่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเท่าที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นนักการตลาดและคลุกคลีกับการตลาดและร่วมสร้างแบรนด์ให้กับหลายๆบริษัท จึงได้พบว่า แท้จริงแล้ว หลังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ กลับเป็นแนวความคิดที่นำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างแบรนด์ของการดำเนินธุรกิจในไทยได้อย่างลงตัว และเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นแนวความคิดที่คิดขึ้นสำหรับคนไทยโดยแท้ ที่สำคัญที่สุด การสร้างแบรนด์อย่างพอเพียงนั้น ยังช่วยให้ช่วยให้เรามีความพร้อมสำหรับการแข่งขันทางด้านธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม

สร้างแบรนด์สู่อินเตอร์

สร้างแบรนด์สู่อินเตอร์
การแข่งขันของโลกธุรกิจในปัจจุบัน นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่ง ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นเพียงใด ความเข้มข้นของการแข่งขันก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว กลยุทธ์การแข่งขัน และสภาพตลาดของสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม(SMEs)ควรศึกษา และเรียนรู้ที่จะรับมือกับ ภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้น
เพื่อนำพาธุรกิจให้อยู่รอดรวมทั้งสามารถขยายธุรกิจให้แข็งแรงและเติบโตต่อไปได้ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการมือใหม่ หรือผู้ประกอบการSMEs ควรให้ความสำคัญนอกเหนือไปจากข้อมูลด้านการตลาดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า สถานที่จำหน่าย ราคา คู่แข่ง คือ เอกลักษณ์ของสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหลายรายมองข้าม ทำให้การดำเนินธุรกิจของนักธุรกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง จะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจส่วนใหญ่ที่ได้รับออเดอร์สินค้าจากต่างประเทศ มักเป็นในลักษณะการรับจ้างผลิต ในลักษณะ OEM เช่น การรับจ้าง ผลิตสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ

ซึ่งหากเปรียบเทียบรายได้จากการรับจ้างผลิต กับการผลิตสินค้าที่มีแบรนด์เนมของตัวเองจะมีความแตกต่างกันมาก และการดำเนินงานส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาสั่งสินค้าในเมืองไทยเพราะมีต้นทุนถูกกว่าการผลิตในประเทศของตนเอง ทำให้ธุรกิจไทยต้องพึ่งพิงการสั่งซื้อจากต่างประเทศค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยง เพราะการทำธุรกิจในลักษณะนี้หากลูกค้าสามารถหาแหล่งผลิตที่ราคาถูกกว่าได้ ก็ย่อมสูญเสียตลาดตรงนี้ไป ภาครัฐภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมองเห็นความสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าไทยโดยได้พยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs หาเอกลักษณ์ และพยายามสร้างแบรนด์สินค้าไทย ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศให้ได้

เพื่อสร้างจุดแข็งและศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหากรรม กล่าว ว่า การสร้างแบรนด์สินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง เพราะปัจจุบันสินค้าของไทยไม่ได้มุ่งขายเฉพาะคนไม่กี่คน แต่เราต้องส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศด้วย เพื่อขยายตลาด และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ การสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดสากลนั้น สิ่งแรก ที่ต้องคำนึงถึงคือ คุณภาพของสินค้า ผู้ประกอบการSMEs ต้องสร้างความมั่นใจ และจุดขายของตัวเองให้ได้ว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ จากนั้นต้องทำให้ผู้บริโภคยอมรับให้ได้ และการที่จะทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าของไทย

ต้องเริ่มตั้งแต่ทำอย่างไรลูกค้าถึงจะสนใจ จะใช้วิธีดึงดูดใจอย่างไร ตรงนี้ก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลให้ลูกค้าทราบในรูปแบบต่าง ๆ จากนั้นก็ไปสู่ขั้นตอนการสร้างความเข้าใจ โน้มน้าวใจ และพรีเซนต์คุณสมบัติของสินค้า เมื่อลูกค้าสนใจและเข้าใจก็จะเกิดการยอมรับในที่สุด สำหรับการผลักดันการสร้างแบรนด์สินค้าไทยของภาครัฐ ได้มีนโยบายสนับสนุนให้เอกชนให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ โดยในส่วนของสินค้าแฟชั่น ภาครัฐได้นำร่องด้วยการสร้างแบรนด์ สินค้าไทยขึ้นมา ภายใต้ชื่อ ”ไทโก้“ เพื่อใช้เป็นแบรนด์สินค้าเสื้อผ้า ที่ผลิตจากดีไซน์เนอร์ไทย ผู้ประกอบการไทย ออกวางจำหน่ายแข่งขันกับแบรนด์ดัง ๆ จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพง ในขณะที่คุณภาพสินค้าไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ภาครัฐยังมีแผนที่จะสร้างแบรนด์ไทยในหลายวิธี

โดยหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทยคือ โครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ตามแผนก็จะทำให้มีผู้ประกอบการไทย และสินค้าไทยเกิดขึ้นจากโครงการนี้หลายราย และหากมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถรวมทั้งวัตถุดิบให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ก็จะผลักดันให้สินค้าของไทยได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และในที่สุดหากผู้ประกอบการไทยได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ก็จะ ทำให้สินค้าของไทยเข้าไปตีตลาดต่างประเทศได้ ฉะนั้น การสร้างแบรนด์สินค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรคำนึงถึง

รวมทั้งการสร้างมาตรฐานการยอมรับให้กับลูกค้าซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้ให้การสนับสนุนด้านมาตรฐานการยอมรับเป็นอย่างมาก โดยได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เร่งออกใบรับรองมาตรฐานให้กับสินค้า ชุมชน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า และยกระดับสินค้าชุมชนสู่สากล หากผู้ประกอบการSMEs ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ ใช่เรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

4 กระบวนการออกแบบแบรนด์

4 กระบวนการออกแบบแบรนด์
โดย นายแลร์รี่ ไลท์ ประธานและซีอีโอของ Arcature บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารที่ให้คำแนะนำบริษัทเรื่องการสร้างและบริหารแบรนด์

กระบวนการออกแบบแบรนด์มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ จินตนาการ นวัตกรรม การนำไปปฏิบัติ และการปรับปรุง ด้วย 4 ขั้นตอนเหล่านี้ เราแปลจิตวิญญาณของแบรนด์และทำให้เกิดเป็น ประสบการณ์ของลูกค้า โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา 4 ชิ้น ดังต่อไปนี้

1. จินตนาการ (Imagination) การจินตนาการ ผมหมายถึงการสร้างไอเดียแบรนด์ที่มีความสร้างสรรค์และมีความรู้เชิงลึก คุณจำเป็นต้องมีไอเดียสร้างสรรค์ก่อนที่จะโฟกัสเรื่องการพัฒนาวิธีเชิงนวัตกรรมการคิดค้นไอเดีย นั้นๆ ถึงแม้ว่าหลายบริษัทจะพยายามสร้างกระบวนการสร้างสรรค์ แต่คนด้านการสร้างสรรค์เป็น แหล่งทรัพยากรแห่งความสำเร็จด้านการสร้างสรรค์ที่แท้จริงไม่ใช่ตัวกระบวนการ วอลต์ ดิสนีย์ เป็นนักออกแบบแบรนด์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาเริ่มต้นจินตนาการไอเดียความคิด สร้างสรรค์ของสถานที่แห่งเวทมนต์ที่มีคุณภาพสูง มีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับทุกคน ในครอบครัว ไอเดียนี้นำไปสู่นวัตกรรมที่ถูกแปรเป็นประสบการณ์สวนสนุก นายโฮเวิร์ด ชูลทซ์ แห่งสตาร์บัคส์เป็นผู้เปลี่ยนนิยามของประสบการณ์กาแฟ เขามีไอเดียสร้างสรรค์ เขาจินตนาการ ถึงการพัฒนาประสบการณ์ที่เรียกว่า “สถานที่ที่ 3” เขากำหนดให้เป็นสถานที่ผู้คนสามารถไป พักผ่อนหย่อนใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน

2. นวัตกรรม (Innovation) นวัตกรรมแยกไอเดียสร้าง- สรรค์ออกเป็นหลายมิติ นี่คือ กระบวนการคิดค้น นวัตกรรม จำ เป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น ร่วมกันตั้งแต่หัวถึงหางในองค์กร นายสตีฟ จ๊อบส์ แห่งแอปเปิล เป็นนักออกแบบแบรนด์ยอดเยี่ยม คนหนึ่ง เขาพัฒนาสินค้าที่ให้ประสบการณ์ใช้งานง่ายและผ่านการออกแบบแบรนด์ วันนี้เมื่อคุณเดินเข้าไปในแอปเปิลสโตร์ เท่ากับว่าคุณก้าวเข้าไปในประสบการณ์แบรนด์ ไอพอดเป็นมากกว่าสินค้า เป็นเหมือนคำกล่าวด้านไลฟ์สไตล์ TravelPro ออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ คอนเซ็ปต์นวัตกรรมของการทำให้กระเป๋าเดินทางเอียง ใส่ล้อและเพิ่มความ ยาวของที่จับเป็นประดิษฐกรรมของสินค้าประเภทกระเป๋าเดินทาง นี่คือนวัตกรรมการออกแบบแบรนด์ที่ยอดเยี่ยม

3. การนำไปปฏิบัติ (Operationalization) เราหมายถึงการนำคอนเซ็ปต์นวัตกรรมไปปฏิบัติใช้จริง โธมัส เอดิสันเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ในใจเขา จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำ ไปผลิตและใช้งานได้จริง ไอเดียของหลอดไฟไม่ใช่ของใหม่เพียงแต่ไม่ มีใครพัฒนาให้ใช้ได้สำหรับครัวเรือน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเอดิสันคือการพัฒนาไม่ใช่แค่หลอดไฟ ที่ปลอดภัยและประหยัดแต่ยังสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งหมดด้วย ในเดือนกันยายน 1882 โรงงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์แห่งแรกที่ ตั้งอยู่บนถนน Pearl Street เริ่มดำเนินการ โธมัส เอดิสัน ทำให้การ ผลิตไฟฟ้าใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติและ Edison Electric ถูกเปลี่ยน ชื่อเป็น General Electric ในเวลาต่อมา นายฮาวาร์ด ชูลท์ซ ทำให้ประสบการณ์แบรนด์กาแฟหรูของ “สถานที่ที่สาม” เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย โดยสถานที่ที่สามนี้ จะได้ไปแทนที่ร้านกาแฟหลายพันแห่ง ซัมซุงก็เป็นอีกแบรนด์ที่ สร้างวัฒนธรรมการอออกแบบที่ขับเคลื่อนโดยตลาดและนวัตกรรม ที่นำไปใช้ได้จริง

4. การปรับปรุง (Renovation) สินค้ามีวงจรอายุแต่แบรนด์อยู่ได้ตลอดไป การปรับปรุง คือการ ปรับปรุงนวัตกรรมอยู่เสมอ นี่คือวิธีที่เราเอาชนะวงจรแบรนด์ เมื่อ แอนดี้ โกรฟ อดีตซีอีโอของอินเทล เคยกล่าวว่า “มีเพียง คนที่วิตกจริตเท่านั้นที่อยู่รอด” แพ็กเกจจิ้งที่มีการออกแบบแบรนด์ เป็นวิธีการหนึ่งในการปรับปรุงใหม่ ครีมนวดผมลอรีอัลถูกบรรจุดใน แพ็กเกจขวดที่มีฝาเปิดอยู่ด้านล่าง ซอสมะเขือเทศไฮนซ์ใช้ขวดแบบ เดียวกัน โตโยต้าก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของบริษัทที่ปรับปรุงนวัตกรรมอยู่เสมอ กล่าวคือบริษัทไม่เคยหยุดคิดหาทางที่ทำให้สินค้าดีขึ้น ในไม่ช้าโตโยต้าจะกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก บางครั้งการปรับปรุงนำไปสู่การฟื้นฟูแบรนด์ด้วย เช่น เมนูสลัดไก่ซีซาร์ที่แมคโดนัลด์ นี่ไม่ใช่นวัตกรรมสินค้าแต่เป็นการ ช่วยปรับปรุงแบรนด์แมคโดนัลด์ ผู้ที่คิดว่าการเป็นคนแรกในตลาดจะรับประกันความสำเร็จพึงระวังไว้ เกิดอะไรขึ้นกับ Visicalc, Thermofax, Diners Club, Woolworth ความได้เปรียบของการเป็นผู้บุกเบิกจะหายไปเมื่อคุณไม่ได้คิดค้นนวัตกรรมและปรับปรุง อยู่เสมอ