ซ่อมสร้าง “ชื่อเสียง” องค์กร ภารกิจด่วนหลังพายุ ศก.พัดถล่ม
พายุเศรษฐกิจครั้งล่าสุดไม่เพียงแต่ถอนรากถอนโคนธุรกิจ รายเล็กรายน้อย หากแต่ยัง สั่นคลอนธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย
หากยักษ์ธุรกิจรายใดไม่มีรากที่แข็งแกร่งก็หนีไม่พ้นการล่มสลายของอาณาจักร อย่างกรณีล่าสุดที่เกิดกับ จีเอ็ม
ท่ามกลางความพยายามต่อสู้กับวิกฤตการเงินของรัฐบาล และผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง ชื่อเสียงของบริษัทกลายมาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนๆ บริษัทและอุตสาหกรรมที่มีปัญหาเรื่องชื่อเสียงมักได้รับความเสียหายมากกว่า นอกจากนี้ความน่าเชื่อถือของภาคเอกชนยังส่งผลต่อความสามารถในการต่อรองเรื่องต่างๆ อาทิ การกีดกันทางการค้า ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต
รายงานของ “แมคคินซีย์” ระบุว่า ผู้บริหารระดับอาวุโสต่างตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายที่มีต่อชื่อเสียงของบริษัท โดยส่วนใหญ่มองว่าการรับรู้ที่มีต่อบางบริษัทในบางเซ็กเตอร์ โดยเฉพาะในภาคบริการการเงิน ได้ละเมิดพันธสัญญาทางสังคมที่มีต่อผู้บริโภค ผู้ถือหุ้น ผู้กำกับดูแล และประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งการรับรู้เช่นนี้ได้แพร่หลายไปในแวดวงธุรกิจมากขึ้น
โดยรายงานรายไตรมาสของแมคคินซีย์ที่จัดทำในเดือนมีนาคม ซึ่งสำรวจความเห็นผู้บริหารอาวุโสจากทั่วโลก พบว่า ผู้บริหาร 85% มองว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาคธุรกิจเลวร้ายลง และอีก 72% มองว่าความเชื่อมั่นต่อคำมั่นสัญญาของภาคธุรกิจที่จะก้าวสู่ตลาดเสรีก็สูญเสียไป
ด้าน “อีเดลแมน ทรัสต์ บารอมิเตอร์” ทำการสำรวจพบว่า 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามจาก 20 ประเทศ เห็นว่า ในปีนี้ความเชื่อมั่นต่อบริษัทลดน้อยลง เมื่อเทียบกับปีก่อน
น่าสนใจว่าการแผ่ขยายและหยั่งลึกของความท้าทายที่มีต่อชื่อเสียงขององค์กร เกิดจากความต่อเนื่อง ความรวดเร็ว รุนแรง และคาดการณ์ไม่ได้ของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น รวมถึงการมีความสำคัญมากขึ้นของสื่ออินเทอร์เน็ต บทบาทของกลุ่มเอ็นจีโอและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นต่อโฆษณาที่ลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้การโปรโมตสินค้าและการประชาสัมพันธ์แบบเดิมๆ มีประสิทธิภาพน้อยลงที่จะต่อกรกับความท้าทายด้านชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น
นั่นทำให้ทุกวันนี้องค์กรจำเป็นต้อง เอาจริงเอาจังเพื่อสร้างชื่อเสียงให้แข็งแกร่ง โดยต้องเพิ่มทักษะการฟัง เพื่อจะได้เข้าใจประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการสร้างความเข้าใจ การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน ทางธุรกิจ และการก้าวข้ามวิธี พี.อาร์. แบบเดิมๆ เพื่อกระตุ้นเครือข่ายผู้สนับสนุนที่จะส่งผลต่อการโหวตเรื่องสำคัญๆ
การทำสิ่งต่างๆ ข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องดำเนินการใน 2 ส่วนเพื่อสร้างชื่อเสียง ทั้งเรื่องความทันสมัยและความร่วมมือภายในองค์กร ยกตัวอย่าง เช่น ไม่เพียงแต่การใช้เทคนิคการแบ่งกลุ่มตามทัศนคติ (attitudinal segmentation) เพื่อสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจรู้สึกเป็นห่วง แต่ยังสามารถใช้ทีมบุคลากรข้ามสายงาน (cross functional teams) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อภัยคุกคามที่จะส่งผลต่อชื่อเสียงองค์กรควบคู่ไปด้วย
กุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งที่จะช่วยฝ่าฟันอุปสรรค คือ ความเป็นผู้นำของซีอีโอที่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับองค์กร โดยเฉพาะในยามที่เงินทุนหดหาย ซีอีโอมีหน้าที่ที่จะเสริมสร้างชื่อเสียงของบริษัทและหนุนตลาดเสรี
การจัดการอย่างทันท่วงที
วิกฤตการเงินได้ย้ำให้เห็นว่า บริษัทที่ขาดแคลนสามารถจัดการกับ 2 ความเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมด้านชื่อเสียง ได้แก่
1.บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทางอ้อม อาทิ เอ็นจีโอ นักเคลื่อนไหว และเครือข่ายออนไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนที่ขยายใหญ่ขึ้น และตั้งความคาดหวังกับภาคธุรกิจสูงขึ้น เช่น การเปลี่ยนสู่โลกาภิวัตน์ที่คำนึงถึงมนุษย์ มากขึ้น การรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
2.เทคโนโลยีการสื่อสารที่แพร่หลายจากการเกิดขึ้นของเว็บเบส ทำให้คนและองค์กรมีเครื่องมือใหม่ที่จะใช้ตรวจสอบบริษัทได้รวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น การปฏิรูปด้านการสื่อสารนี้เท่ากับทำให้ บางเรื่องที่เป็นที่ยอมรับในพื้นที่หนึ่ง อาจถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตโดยนักข่าวพลเมือง หรือบล็อกเกอร์ในอีกที่หนึ่ง
ทั้งกระบวนการ คน หรือระบบ ต่างก็เป็นความเสี่ยงต่อชื่อเสียงได้ทั้งสิ้น อย่างในธุรกิจธนาคาร ความลับของข้อมูลก็กลายเป็นประเด็นเรื่องชื่อเสียงของบริษัทได้ หรือในอุตสาหกรรมยา “เมิร์ก” เคยผ่านประสบการณ์แย่ๆ มาแล้วจากการขาดความโปร่งใสในการทดลองทางคลินิกของยา Vioxx เช่นเดียวกับปัญหาในการจัดการความเสี่ยงของเซ็กเตอร์การเงินก็ส่งผลให้ต้องนำเงินภาษีประชาชนมาใชแก้ปัญหา
อย่าใช้วิธีล้าสมัยบริหารชื่อเสียง
บริษัทจะต้องเก็บข้อมูลสิ่งที่จะคุกคามชื่อเสียง วิเคราะห์ด้วยวิธีที่ทันสมัย และระบุปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งนี่เกี่ยวข้องกับการหาพันธมิตรใหม่ๆ รวมถึงรัฐบาล ภาคประชาสังคม และผู้บริโภค ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและการจัดการที่รวดเร็ว
แต่ทว่าหลายบริษัทมัวแต่พึ่งพาวิธีการที่ไม่ได้ทำให้รู้ถึงภัยคุกคามชื่อเสียง นอกจากนี้วิธี พี.อาร์.แบบเดิมๆ ก็ไม่สามารถใช้ได้กับเอ็นจีโอ ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินการและอาศัยการสื่อสาร 2 ทางมากกว่า ขณะที่ผู้จัดการในหลายบริษัทอยู่ในสถานะที่ดีที่จะจัดการกับความท้าทายแต่ก็ล้มเหลว
ทั้งที่การจัดการกับเรื่องชื่อเสียงจะต้องใช้เวลาสั้นๆ และมีเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งแม้วิธี พี.อาร์.ที่ดีจะมีความสำคัญ แต่บริษัทอาจประสบปัญหาถ้าใช้วิธีนี้อย่างเดียว เพราะไม่ได้แก้ปัญหาในระดับรากฐาน
บูรณาการการรับมือภัยคุกคามชื่อเสียง
เป็นเรื่องที่มีเหตุผลที่บริษัทจะตั้งระบบเตือนภัย เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงปัญหาที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของบริษัทอย่างทันท่วงที
โดยสิ่งที่ท้าทายบริษัทคือ การจัดเตรียมให้ทราบถึงภัยคุกคามต่อชื่อเสียงองค์กร ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบต่างๆ โดยภัยคุกคามเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ผลประกอบการของบริษัท เหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เช่น กรณีของ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่เคยเผชิญกับการปนเปื้อนยาพิษในยาไทลินอล นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามจากการต่อต้านของผู้คน การเป็นต้นตอของโรคอ้วน (ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม) การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (อุตสาหกรรมและพลังงาน) ขยะพิษ (ธุรกิจไฮเทค) ค่าธรรมเนียมแฝง (อุตสาหกรรมสื่อสารและโทรคมนาคม)
การจัดเตรียมและรับมือกับภัยคุกคามเรื่องชื่อเสียงนั้น บริษัทจะต้องเน้นใน3 เรื่อง คือ 1.การรวบรวมข้อเท็จจริงให้เพียงพอ เพราะความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท อาทิ ลูกค้า มีความสำคัญ ไม่เฉพาะแต่เรื่องความชอบเกี่ยวกับตัวสินค้า แต่ยังรวมถึงทัศนคติด้านการเมืองของลูกค้าด้วย 2.บริษัทต้องโฟกัสการกระทำที่เป็นเรื่องสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ความโปร่งใสขององค์กร หรือการดำเนินงาน และ 3.พยายามมีบทบาทต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยใช้เทคนิคที่ไปไกลกว่าวิธีประชาสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง
เข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความกังวล
บริษัทควรจะสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องชื่อเสียงที่เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร รวมถึงสินค้า บริการ การดำเนินการ ห่วงโซ่การผลิต และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เมื่อบริษัทพยายามจะปรับปรุงชื่อเสียงของตัวเองในแง่ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เอกสารและแค็ตตาล็อกสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และพยายามให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ควรจะนำเสนอถึงเป้าหมายและปริมาณด้วย เช่น ตัวเลขที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนหรือลดการใช้น้ำ
ชื่อเสียงองค์กรนั้นเกิดจากการรับรู้เข้าใจ บริษัทจึงต้องรู้ว่าทำอย่างไรจะให้เป็นไปตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งบริษัทจะต้องแยกแยะโดยใช้เครือข่ายที่กว้างขวาง และไม่ได้คำนึงถึงแต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดั้งเดิมอย่างผู้บริโภค พนักงาน ผู้ถือหุ้น และผู้กำกับดูแล แต่จะต้องรวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยอ้อมอย่างเอ็นจีโอ และสื่อด้วย ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความเข้าใจและความกังวลแตกต่างกัน เช่น ผู้ถือหุ้นอาจโฟกัสเรื่องชื่อเสียง หากมันกระทบต่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาว แต่สื่อก็อาจกังวลหากบริษัทหาประโยชน์จากสังคม
โปร่งใสและดำเนินการจริงจัง
การสร้างชื่อเสียงจะต้องเกิดจากรากฐาน ไม่ใช่แค่การสื่อสาร โดยการวิจัยพบว่า ผู้บริโภครู้สึกว่าบริษัทพึ่งพาการล็อบบี้และประชาสัมพันธ์มากเกินไป แต่กลับไม่แบ่งปันข้อมูลอย่างเพียงพอ ดังนั้นประเด็นความโปร่งใสจึงเป็นเรื่องสำคัญ และบางครั้งความโปร่งใสก็มีส่วนทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทเข้าใจบริษัทมากขึ้น
อย่างกรณีของยาลดคอเลสเตอรอล “เครสเตอร์” ของค่ายแอสตร้าเซเนกา ที่เคยถูกองค์การอาหารและยาสหรัฐระบุว่ามีผลข้างเคียงจากการใช้ ทำให้บริษัทต้องแก้ปัญหานี้ ซึ่งไม่เพียงแต่โหมโฆษณาผ่านสื่อ แต่ยังนำข้อมูลการทดลองทางคลินิกเผยแพร่บนเว็บไซต์เพื่อทำความเข้าใจ และ เปิดโอกาสให้นักวิจัยอิสระเข้ามาแสดงความเห็น ซึ่งแม้จะเป็นกลยุทธ์ที่มี ความเสี่ยง แต่ก็ใช้ได้ผลในกรณีนี้
บางครั้งการแสดงความปรารถนาที่จะทำในสิ่งที่ดีขึ้นก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน อย่างกรณีของ โตโยต้า มอเตอร์ และ เจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) ที่ประกาศจะพัฒนาสินค้าที่ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
เข้าถึงกลุ่มผู้มีบทบาทสูง
แม้งานด้านการตลาดและ พี.อาร์.จะช่วยบริหารจัดการชื่อเสียงได้ แต่การรับมือกับความท้าทายอาจต้องใช้วิธีที่จะส่งข้อความในเชิงบวกได้อย่างรวดเร็ว เช่น การให้ผู้มีส่วนได้เสียที่เชื่อถือได้มาพูดคุยกับบริษัท จะเป็นวิธีที่สร้างชื่อได้ดีกว่าการ พี.อาร์.
รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากผู้คนผ่านบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างๆ เพราะนี่เป็นการสื่อสารที่แพร่ในวงกว้าง จึงมีประสิทธิภาพมากกว่า และได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น การใช้บล็อกเกอร์ หรือบล็อกของบริษัทเพื่อสื่อสารกับลูกค้า (ซิสโก้ เอชพี และอินเทล) และการเข้าถึงนักวิจัยผ่านบอร์ดที่คนเหล่านี้เข้ามาพูดคุยกัน