แนวโน้มใหม่ๆ ในอีคอมเมิร์ซ
กนกศักดิ์ ซิมตระกูล
วันนี้เรามาดูแนวโน้มล่าสุด และพฤติกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกของอินเตอร์เน็ตกันบ้างดีกว่า เป็นผลจากการวิจัยของค่ายต่างๆ ที่ได้ทำกันเมื่อเร็วๆ นี้ และสะท้อนให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปที่เกิดขึ้นบนโลกของไซเบอร์สเปซวันนี้เรามาดูแนวโน้มล่าสุด และพฤติกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกของอินเตอร์เน็ตกันบ้างดีกว่า เป็นผลจากการวิจัยของค่ายต่างๆ ที่ได้ทำกันเมื่อเร็วๆ นี้ และสะท้อนให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปที่เกิดขึ้นบนโลกของไซเบอร์สเปซ
เรามาเริ่มกันที่การเติบโตของตลาดธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่า B2B กันก่อน สำนักวิจัยชื่อ eMarketer สรุปว่าตลาดนี้มีการเติบโตที่ดีอยู่ คือ คาดว่า B2B ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นไปมีมูลค่าถึงประมาณ 2.7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2004 ปัจจุบันธุรกิจ B2B ในทวีปอเมริกาเหนือยังมาแรงที่สุด คือ คิดเป็นมูลค่าถึง 70% ของมูลค่าทั้งหมดที่มีการทำธุรกิจออนไลน์ในโลกใบนี้ แต่แนวโน้มก็คือ ภูมิภาคอื่นกำลังไล่ตามหลังมาอย่างรวดเร็ว และใกล้เข้ามาทุกที โดยในอีกสามปีต่อจากนี้ มูลค่าตลาดของยุโรปจะสูงถึงเกือบ 8 แสนล้านเหรียญ และเอเชียจะตามมาเป็นประมาณ 3 แสนล้านเหรียญ
ปัจจุบันธุรกิจยักษ์อย่าง IBM มีการทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตสูงถึงปีละ 43,000 ล้านเหรียญ และค่ายโบอิ่ง มีการทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์ของตนถึงวันละกว่า 20,000 รายการทีเดียว ค่ายยักษ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์ด เยนเนอรัลอิเล็คทริก หรืออีสแมน (โกดัก) ต่างก็ผลักดันให้เครือข่ายของตนที่อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ตกันอย่างขะมักเขม้นทำให้ตลาด B2B ทั่วโลกพลอยเติบโตไปด้วย
ขณะนี้มีการสำรวจพบว่าธุรกิจในสหรัฐกว่า 78% ได้ทำการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว 81% ทำการซื้อสินค้าโดยตรงจากซัพพลายเออร์ผ่านทางเว็บไซต์ และอีก 35% ซื้อผ่านตลาดแลกเปลี่ยนบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งกำลังเป็นแนวโน้มใหม่ที่บูมมาก โดย AMR วิจัยพบว่าประมาณ 41% ของบริษัทต่างๆ บอกว่าตนจะเข้าร่วมใช้บริการของตลาดกลางแลกเปลี่ยน ซึ่งในขณะนี้มีประมาณ 16% ที่เข้าร่วมอยู่แล้ว
พฤติกรรม B2B
แต่อันที่จริงแล้ว ก็ยังมีบริษัทอีกมากที่ยังไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตทำธุรกิจ หรือยังมีเพียงเว็บไซต์ง่ายๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดมีการค้าขายอย่างจริงจัง คือ เป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่า Brochureware หรือเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารของบริษัทนั่นเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การจัดสร้างเว็บไซต์เจ๋งๆ ในสหรัฐนั้นต้องใช้เงินมากโขอยู่ ซึ่งในปัจจุบันประมาณกันว่า เว็บดีๆ นั้นจะเสียค่าใช้จ่ายมากถึง 1 ล้านเหรียญต่อเว็บเป็นอย่างต่ำทีเดียว โดยแพงที่ตัวซอฟต์แวร์ และค่าออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ โชคดีที่เมืองไทยเรายังถูกกว่านี้มาก
อย่างไรก็ดี ประโยชน์มหาศาลของ อินเตอร์เน็ตในตลาด B2B นั้นก็คือ ช่วยให้บริษัทสามารถลดต้นทุนของระบบ Supply Chain อย่างเห็นได้ชัด ในหลายกรณี อีคอมเมิร์ซทำให้เราสามารถตัดช่องทางจัดจำหน่ายไปเกือบหมด จนเมื่อเร็วๆ นี้ ค่ายโฮมเดโปในสหรัฐได้ส่งจดหมายเวียนไปยังบรรดาซัพพลายเออร์ของตนว่า หากซัพพลายเออร์รายใดยังขืนทำการขายโดยตรงถึงผู้บริโภคผ่านอินเตอร์เน็ตแล้ว โฮมเดโปอาจพิจารณาหยุดทำธุรกิจกับซัพพลายเออร์รายนั้น
อีกเหตุผลหนึ่งที่ B2B จะต้องมาแรงในอนาคตแน่นอนก็คือ การประหยัดทั้งเงินทั้งเวลาสำหรับทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขายที่เล็กลง รวมไปถึงการประหยัดกระดาษและแบบฟอร์ม อีกทั้งลดขั้นตอนการเก็บเงินที่เดิมยุ่งยากและเสียเวลาแรงงาน
บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในโลก เริ่มที่จะไม่อยากทำธุรกิจกับบริษัทที่ไม่มีระบบอีคอมเมิร์ซ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้โรงงานผลิตอิเล็กทรอนิกส์หลายแห่งบอกกับซัพพลายเออร์ของตนว่า หากท่านยังไม่มีระบบอีคอมเมิร์ซในการทำธุรกิจอีกละก็ ท่านอาจถูกตัดออกจากรายชื่อซัพพลายเออร์ของเราไปเลย เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะบรรดาโรงงานเหล่านั้นทราบดีว่าการสร้างและพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซขึ้นมานั้น มีผลทำให้ลดต้นทุนของชิ้นส่วน แต่ก็เป็นขบวนการที่ต้องใช้เวลาพัฒนายาวนาน หากไม่เริ่มเสียเดี๋ยวนี้ก็อาจไม่ทันท่วงที
การทำธุรกิจในระดับโลก ระบบอีคอมเมิร์ซก็จะกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ทุกคนต้องใช้ เช่นเดียว กับที่โทรศัพท์ แฟกซ์ และอีเมล์เคยเป็นมาแล้ว
พฤติกรรมผู้บริโภค
เราหันมาดูพฤติกรรมผู้บริโภคกันบ้าง เพราะผู้บริโภคทั่วโลกใช้บริการอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นทวีปใดๆ แต่ในสหรัฐอเมริกาก็ยังมีความหนาแน่นสูงสุด การสำรวจล่าสุดพบว่าคนอเมริกันใช้อินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีจำนวน 61% แล้วที่ใช้อินเตอร์เน็ต เทียบกับ 59% เมื่อสิ้นปี 2001 และมีแฟนประจำที่ใช้อินเตอร์เน็ตทุกวันมากถึง 35.3% มีผู้พึงพอใจในการใช้สื่อนี้ถึง 41.1% แต่กลับมีผู้เชื่อถือในอินเตอร์เน็ตน้อยลง คือ เมื่อปลายปี 2001 มีผู้เชื่อ 41.1% แต่ปัจจุบันมีเพียง 40.1% (ตารางที่ 1)
จุดที่ผู้บริโภคไม่เชื่อก็คือ ไม่เชื่อว่าข้อมูลส่วนตัวของเขาจะปลอดภัยนั่นเอง
แต่โดยเฉพาะช่วงนี้ เทศกาลของขวัญกำลังใกล้เข้ามา ผู้คนจะมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น การสำรวจล่าสุดในสหรัฐพบว่า ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเงินกันสูงขึ้นต่อหัว คือ จำนวนครั้งการซื้อไม่เพิ่มขึ้นเท่าไร แต่จำนวนเงินที่ใช้จ่ายแต่ละครั้งนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ตารางที่ 2)
สำหรับการใช้งานนั้น มีการใช้งานมากขึ้นในกลุ่ม การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการค้นคว้าส่วนตัว จาก 18.7 ไปเป็น 19.2% การซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตเพิ่มจาก 2.6 เป็น 2.8% ส่วนที่ตกต่ำลงไปคือ การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารส่วนตัว ตกจาก 39.2 เป็น 36.4% และการเล่นเกมตกจาก 4.1 มาเป็น 4.0% แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก แม้แต่ในอเมริกาเอง ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกลุ่มคน “ตลาดบน” อยู่ดี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงที่สุด แม้ว่าแนวโน้มระยะยาวตลาดนี้จะกำลังขยายตัวกว้างขวางขึ้นก็ตาม