นวัตกรรม (Innovation) คืออะไร?

อ.จรินทร์ อาสาทรงธรรม
หัวหน้าภาควิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ตีพิมพ์ในวารสาร “นักบริหาร” ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2546

นวัตกรรมและการสร้างภูมิปัญญาไทยให้ยั่งยืน
ในสภาวะที่มีการแข่งขันกันอย่างสูงในปัจจุบัน การสร้างสรรค์ในสิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถยืนหยัดได้นั้น ทุกคนในองค์กรจะต้องร่วมแรง ร่วมใจกันเสนอความคิดเห็นที่ทำให้มีการพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น บริษัท 3M จัดให้พนักงานมีเวลา 25% ของการทำงานในแต่ละวันสำหรับคิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ก็ได้ มิฉะนั้นเราคงไม่รู้จัก Post-It และสินค้าอื่น ๆ ที่บุคลากรของ 3M ได้ช่วยกันคิดค้น หรือ พลาสเตอร์ยา Band-Aid ของบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จำกัด ที่นาย เอิร์ล อี.ดิคสัน พนักงานจัดซื้อ ได้เสนอผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้กับนายเจมส์ ดับบลิว.จอห์นสัน ประธานบริษัท ก็สืบเนื่องมาจากการที่ภรรยาของเขา ชอบทำอาหารที่บ้านแต่การใช้มีดที่ไม่คล่องแคล่ว ทำให้มีบาดแผลเกิดขึ้นที่นิ้วมือเสมอ เขาจึงลองนำยาสมานบาดแผลมาวางบนผ้ากรอสและติดบนพลาสเตอร์และม้วนเก็บไว้ เมื่อภรรยาของเขาได้รับบาดแผล จึงเป็นการง่ายที่จะนำพลาสเตอร์ยา Band-Aid นี้มาติดเพื่อรักษาแผลได้ทันที

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตดังกล่าว เป็นตัวอย่างที่องค์กรต้องพยายามสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้คนได้มีการคิดค้นขึ้นมาใหม่หรือพัฒนาของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงพนักงานระดับล่าง องค์กรในประเทศไทยก็สมควรตระหนักในประเด็นนี้ด้วย เนื่องจากก่อนที่เศรษฐกิจฟองสบู่ของบ้านเราจะแตกในปี 2540 ตัวเลขดัชนีชี้วัดต่าง ๆ ได้แสดงตัวเลขแอบแฝงว่าประเทศไทยมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่นักลงทุนต่างประเทศเห็นแล้ว ต่างก็อยากจะเข้ามาลงทุน บางปีมีอัตราเติบโตมากกว่า 10 และนักเศรษฐศาตร์บางท่านถึงกับประกาศว่าไทยจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่หลังจากนั้น ค่าเงินบาทตกจาก 25 บาทต่อ 1 ดอลล์ล่าร์ บางช่วงลงมาเกือบ 60 บาท และปัจจุบันก็อยู่ช่วง 43-45 บาท องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เริ่มกลับมามองดูตัวเองว่าเกิดจากปัญหาใด? และปัจจัยหนึ่งก็คือการที่ประเทศไทยไม่ได้มีการพัฒนาสินค้าใหม่หรือของเดิมให้มีคุณภาพมากขึ้น บางกิจการเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับยี่ห้อดัง ๆ ทั่วโลก โดยอาศัยเพียงแค่ค่าแรงที่ถูกและความประณีตของคนไทยเท่านั้น ปัจจุบันกิจการที่อาศัยแรงงานที่ถูกได้เปลี่ยนประเทศไปที่ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม หรือประเทศจีนกันแล้ว ดังนั้นประเทศไทยจะต้องยืนหยัดในการแข่งขันระดับโลกได้จะต้องมีการสร้างสิ่งที่เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) ขึ้นมา

นวัตกรรม (Innovation) คืออะไร?
“ นวัตกรรม (Innovation)คือ การเรียนรู้ การผลิต และการใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่ เพื่อให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการกำเนิดผลิตภัณฑ์ การบริการ กระบวนการใหม่ การปรับปรุงเทคโนโลยี การแพร่กระจายเทคโนโลยี และการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์และเกิดผลพวงทางเศรษฐกิจและสังคม ”

จากความหมายของนวัตกรรม สิ่งที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการไทย ก็คือ การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง การชอบลอกเลียนแบบ แต่ไม่มีการปรับปรุงจากสินค้าเดิมเลย ทำให้การพัฒนาในผลิตภัณฑ์แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ผู้ประกอบการต้องเริ่มการสร้างนวัตกรรมจากตนเองก่อน นั่นคือต้องเริ่มจากการเรียนรู้ ซึ่งอาจจะได้จากงานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ กองทุนสนับสนุนการวิจัย สถาบันวิจัยแห่งชาติ สำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (สวทช.) เป็นต้น ศาสตร์จารย์อาเธอร์ คาร์ที ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดากล่าวไว้ว่า “ งานวิจัยนั้นใช้เงินสร้างความรู้ แต่นวัตกรรมนั้นใช้ความรู้สร้าง เงินทอง ” (Research is to use money to create knowledge but Innovation is to use knowledge to create money)
ประเทศฟินแลนด์เป็นตัวอย่างของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก จนกระทั่งปัจจุบันถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มี ความสามารถทางการแข่งขันระหว่างประเทศ (National Competitiveness) อันดับ 2 ของโลก (สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 34) ฟินแลนด์มีประชากรแค่ 5.2 ล้านคน พื้นที่มีเพียง 3 ใน 5 ของประเทศไทย อัตราคนรู้หนังสือมีถึง 100% แม้กระนั้นก็ตามรัฐบาลก็ยังไม่หยุดยั้งในการพัฒนาระบบการศึกษา ความต่อเนื่องในการพัฒนาหลักสูตร โดยใช้ภาคเอกชน เข้ามาร่วมในการพัฒนาหลักสูตร นักศึกษาที่จบใหม่จะออกสู่ตลาดแรงงาน จะต้องจบการศึกษา และสามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจเอกชนได้ งานวิจัยต้องสามารถนำมาใช้งานได้จริงในธุรกิจ ซึ่งนักศึกษาสามารถติดต่อรับงานจากภาคเอกชนได้ และเมื่อจบแล้วธุรกิจนั้น ๆ ก็สามารถนำไปใช้งานได้จริง บริษัทที่มีชื่อเสียงของประเทศนี้ และคนไทยรู้จักกันดีนั่นคือ บริษัท โนเกีย ผู้สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีด้าน โทรศัพท์มือถือ รายใหญ่ของโลกนั่นเอง ซึ่งความสามารถทางด้านเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก เพียงแต่ใช้ความรู้มาพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เพียงพอแล้ว
นวัตกรรมแบบไทย ๆ
ถึงแม้ประเทศไทยเพิ่งจะรู้จักคำว่า นวัตกรรม แต่บรรพบุรุษของเราก็ได้มีการสั่งสม ความคิด ความรู้ และประดิษฐ์สิ่งของมากมายและได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่เราคุ้นเคยกับคำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” (Folk wisdom) มากกว่าคำว่า “นวัตกรรม” ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นสิ่งที่มีค่า เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจได้
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีตัวอย่างที่พบเห็นสินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาไทยกันทั่วไป ทั้งที่เกิดจากงานวิจัยของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และจากภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และจำหน่ายได้หลายประเภท เช่น
1. ประเภทสมุนไพร เช่น ยาหอมแก้วิงเวียนศีรษะ น้ำมันเหลืองจากไพรแก้เคล็ดขัดยอก ยาหม่องแก้แมลงสัตว์กัดต่อย สะเดาน้ำสำหรับฆ่าแมลง ยาแก้อักเสบจากฟ้าทลายโจร เป็นต้น
2. ประเภทอาหาร เช่น ข้าวหอมมะลิกระป๋อง สาโท กระแช่ ปลาร้าผง ขนมจีนแห้ง ลอดช่องแห้ง ซอสศรีราชา น้ำว่านหางจระเข้ เป็นต้น
3. ประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพูสมุนไพร น้ำอบไทย กระต่ายขูดมะพร้าว เป็นต้น
4. ประเภทของใช้ทั่วไป เช่น อุปกรณ์เจาะมะพร้าวอ่อน อุปกรณ์ติดขาโต๊ะกันมด อุปกรณ์ดักหนู ฝาครอบลูกบิดประตูกันขโมย ล็อกประตูแม่เหล็กกันขโมย อุปกรณ์เพาะถั่วงอก เป็นต้น
5. ประเภทอาคารและยวดยาน เช่น บ้านทรงไทย ศาลาไทย เรือหางยาว รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น
6. ประเภทเครื่องจักรอุปกรณ์การเกษตร เช่น เครื่องปอกมะพร้าว รถเก็บผลไม้ เรือรถน้ำต้นไม้ เครื่องสีข้าว เครื่องคัดขนาดผลไม้ เป็นต้น
หน่วยงานของรัฐที่สนับสนุนนวัตกรรม
นอกเหนือจากตัวอย่างดังกล่าว ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่ได้มีการประดิษฐ์ขึ้นมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ไม่สามารถที่จะพัฒนาให้เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเข้าสู่ตลาดได้จริง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงเล็งเห็นความสำคัญของการนำภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่มาพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมและมีความเป็นไปได้ในการนำเข้าสู่ตลาด หน่วยงานที่รับผิดชอบนี้คือ กองทุนพัฒนานวัตกรรม (กพน.) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 โดยมีบทบาทและหน้าที่หลักในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดโครงการนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จสูง โดยใช้กลยุทธ์กลยุทธ์ดังต่อไปนี้นี้
1.พิจารณาคุณภาพและความคุ้มค่าต่อการลงทุนของโครงการนวัตกรรมโดยการประเมินทางเทคโนโลยีและความเป็นนวัตกรรม การประเมินความเป็นไปได้ของธุรกิจ และการวิเคราะห์ด้านการตลาด
2. สนับสนุนด้านการเงินต่อโครงการนวัตกรรมที่ได้รับการพิจารณาเห็นชอบแล้ว
3. สนับสนุนด้านวิชาการ
4. ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลสำเร็จของโครงการนวัตกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกในการทำนวัตกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิด “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ขึ้นในประเทศ
5. สร้าง “เครือข่ายนวัตกรรมของประเทศ” เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานที่เป็นแหล่งองค์ความรู้ กับภาคการผลิตและภาคบริการ ให้สามารถนำความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ ไปใช้ประโยชน์จนถึงมือผู้บริโภค
กองทุนพัฒนานวัตกรรมได้มีการประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำความรู้หลากหลายสาขามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนผลักดันให้มีการพัฒนาส่งเสริมนวัตกรรมขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเงิน การลงทุน การวิจัย กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา การฝึกอบรมและการจัดการ รวมทั้งความร่วมมือจากภูมิปัญญาชาวบ้านของชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ

การสร้างภูมิปัญญาไทยให้ยั่งยืน
ถึงแม้จะมีหน่วยงานของรัฐที่ให้การสนับสนุนนวัตกรรมก็ตาม แต่ภูมิปัญญานั้นจำเป็นจะต้องมีการคุ้มครองความคิดด้วยเพื่อให้เกิดความยั่งยืน นั่นก็คือการจดสิทธิบัตร (Patent) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตรมีความสำคัญ ดังนี้
1. เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นนำความคิดของผู้พัฒนาไปสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
2. คุ้มครองเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบในกรณีขัดแย้งทางสิทธิบัตร
3. เป็นเครื่องมือในการสร้างพันธมิตร
4. ส่งเสริมการลงทุน ให้มีการตั้งฐานการผลิตในประเทศและส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัย
5. ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ราคาถูกลง
6. เผยแพร่เทคโนโลยี เพื่อเป็นความรู้ เนื่องจากสิทธิบัตรนั้นมีอายุจำกัด และหลังจากนั้นผู้อื่นสามารถนำเทคโนโลยีนั้นไปพัฒนาต่อได้
ปัจจุบันนี้ การจดสิทธิบัตรยังเป็นปัญหาตั้งแต่ระดับชาวบ้านจนถึงระดับประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นระดับประเทศเช่น ข้าวหอมมะลิที่ทางรัฐบาลไทยพยายามให้คนทั้งโลกรับรู้ว่าข้าวหอมมะลิเป็นของคนไทย แต่ประเทศผู้ปลูกข้าวอื่น ๆ เช่นประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม เป็นต้น ก็พยายามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิใหม่ให้ใกล้เคียงกับของประเทศไทยซึ่งเป็นต้นตำรับ และส่งออกแข่งขันกับประเทศไทย ทำให้เป็นปัญหามาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากการจดสิทธิบัตรแล้วใช่ว่าจะทำให้ภูมิปัญญาเหล่านั้นประสบความสำเร็จ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการจัดการ (Management) โดยเฉพาะด้านตลาด (Market) เพราะถ้าไม่มีคนซื้อ หรือซื้อน้อยเกินไปก็ไม่สามารถนำมาผลิตเป็นอุตสาหกรรมได้ หรืออาจจะผลิตได้ในระดับครัวเรือนเท่านั้น ดังนั้น ตลาดจึงถือเป็นปัจจัยที่ผู้ผลิตจากภูมิปัญญาชาวบ้านหรือนวัตกรรม จะต้องให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมา
สรุป
การที่จะทำให้ภูมิปัญญาไทยหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ มีการประยุกต์มาเป็นสินค้าเพื่อให้ตลาดยอมรับนั้นมิใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมีการดำเนินการเป็นขั้นตอนโดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ ความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ ความอดทนและความตั้งใจจริง เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จของผู้ประกอบการนั้น ๆ และจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างความเข็มแข็งรวมทั้งมีศักยภาพในการแข่งขันระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

บรรณานุกรม
1. “สิทธิบัตร อาวุธสำคัญของนักประดิษฐ์”, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, วารสาร INVENTION ฉบับเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2545, น.61-63.
2. “ทรัพย์สินทางปัญญาจาก “ภูมิปัญญาชาวบ้าน”” , กรมทรัพย์สินทางปัญญา, วารสาร INVENTION ฉบับเดือนกันยายน-ตุลาคม 2545, น.21-22.
3. รายงานประจำปี กองทุนพัฒนานวัตกรรม ประจำปี 2545
4. พิจิตรา ยิ้มจันทร์, จิรดาภรณ์ ศุภาพร, “ฟินแลนด์ เมื่อขนาดไม่ใช่เรื่องใหญ่”, วารสาร BUSINESS.COM ฉบับเดือนกรกฎาคม 2545,น.68-87.
5. “นวัตกรรม กุญแจสู่ความสำเร็จของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21”, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กรุงเทพฯ, 2541.
6. “นวัตกรรม ศิลปะการคิดค้นสำหรับผู้ประกอบการ”, วารสาร MBA ฉบับเดือนพฤษภาคม 2545.
7. ศรทิพย์ กลิ่นขจาย, “สุดยอดผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า จุดกำเนิดและความเปลี่ยนแปลงก่อนการก้าวมาเป็นมหาอำนาจทางการตลาด”, สำนักพิมพ์จันทิมา, มิถุนายน 2533.
8. Trout, Paul, Innovation Management & New Product Development, Pearson Education, 1998.

องค์การแห่งการเรียนรู้: แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศสำหรับนวัตกรรม

Naresuan University Journal 2005; 13(3): 55-62 55
องค์การแห่งการเรียนรู้: แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศสำหรับนวัตกรรม
พิชิต เทพวรรณ์

Learning Organization: Best Practices for Innovation
Phichit Thepphawan
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 50230
Faculty of Business Administration, North-Chiang Mai University, Chiang Mai 50230, Thailand.
Corresponding author. E-mail address: phichit@northcm.ac.th (P. Thepphawan)
Received 18 March 2004; accepted 2 November 2005

บทสรุป
ธุรกิจสามารถมีความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยการสร้างนวัตกรรมซึ่งนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยความรู้และการเรียนรู้
ของคนในองค์การด้วยการค้นหาแนวคิดใหม่และการใช้ประสบการณ์ตรง ทำให้เกิดการผลิตสินค้าหรือบริการใหม่และสามารถตอบสอง
ความต้องการของลูกค้าได้ หากองค์การใดมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอยู่มากแล้ว ก็จะได้เปรียบกว่าองค์การอื่นๆ
เนื่องจากบุคลากรแต่ละคนจะมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่แตกต่างกัน องค์การที่มีการเรียนรู้ที่เป็นพลวัต มีความสามารถในการจัดการ
กับความรู้ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ สามารถเรียกได้ว่าเป็น “องค์การแห่งการเรียนรู้” (Learning Organization) โดย

องค์การ
ในลักษณะดังกล่าวจะสามารถทำให้สมาชิกในองค์การมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา มีการแลกเปลี่ยนความรู้อันอาจเกิดจากการลองถูกลองผิด
มีการถ่ายโอนความรู้ไปยังสมาชิกอื่นในองค์การเพื่อให้เกิดการผลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสมาชิกสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านมาสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการได้อย่างสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ กระบวนการและการจัดการ
ในองค์การให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจได้

Summary
The competitive advantage in business is specifically built by innovation related to knowledge and
learning of members in the organization, which was originated from new concept discovering and direct
experiences gathering. The innovation is usually used for creating new products and services in order to fulfill
customer’s satisfaction. The more the organization has knowledge worker, the more level of competitive
advantage the organization is. As each worker has several valuable knowledge. “Learning Organization” is the
organization which able to manage knowledge along with the technology in order to persuade workers to
continuously learn, to exchange their knowledge, to transform the information to the others, and to add value in
products and services. Therefore, the innovation is a tool to get valuable benefit for business by adapting with
the products, processes and management.

บทนำ
โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ และในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันอย่างสูงในธุรกิจ
ดังนั้นการสร้างสรรค์ในสิ่งที่ทำให้องค์การสามารถยืนหยัดอยู่ได้นั้น องค์การต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้กับสมาชิกทุกคน
ให้มีการเสนอหรือแสดงความคิดเห็นที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ดังจะเห็นได้จากกรณีบริษัทสามเอ็ม
ที่ได้มีการจัดสรรเวลาให้กับพนักงานในแต่ละวันเพื่อสำหรับการคิดหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้อง
กับการทำงานหรือไม่ก็ได้ จากวิธีการบริหารในรูปแบบดังกล่าวทำให้เกิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่คือ กระดาษกาว
โพส อิท หรือแม้แต่ พลาสเตอร์ยา แบน เอด ของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่ส่งผลทำให้ธุรกิจเป็นผู้นำ
ในการผลิตสินค้าออกสู่ชาวโลก ดังนั้นธุรกิจสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ด้วยการสร้าง “นวัตกรรม”
นวัตกรรม (Innovation) คืออะไร
ปัจจุบันนวัตกรรมได้มีบทบาททั้งในการดำรงชีวิตและการทำงานด้านต่างๆมากขึ้น คำว่า “นวัตกรรม
(Innovation)” มีรากศัพท์มาจากคำว่า “innovare” ในภาษาละตินซึ่งแปลว่า “ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา” (สำนักงานนวัตกรรม
แห่งชาติ, 2547) ซึ่งโทมัส ฮิวส์ (Hughes, 1987) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมว่า เป็นการนำเอาวิธีการ
ใหม่ๆ มาปฏิบัติหลังจากที่ได้ผ่านการทดลองและได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับแล้ว โดยเริ่มมาจากการคิดค้น
56 Naresuan University Journal 2005; 13(3)
และพัฒนา ซึ่งอาจมีการทดลองปฏิบัติก่อน และถ้าจะนำไปปฏิบัติจริงจะมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิม
ที่เคยปฏิบัติมา และ “นวัตกรรม” ยังหมายความรวมไปถึงการทำใหม่ขึ้นอีกครั้ง โดยการปรับปรุงสิ่งเก่าให้ใหม่
ขึ้นมาและมีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร หน่วยงาน ตลอดจนองค์การนั้นๆ ซึ่งนวัตกรรมไม่ใช่การขจัด
หรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไปแต่จะเป็นการปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบ (Morton, 1971)
การสร้างนวัตกรรมในองค์การสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท (ภานุ, 2546) ได้แก่ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์

(product innovation) นวัตกรรมกระบวนการ (process innovation) และนวัตกรรมการจัดการ (management
innovation)
1) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (product innovation) การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องมีการคิดค้น
และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอคุณค่าให้แก่ลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญคือ การพัฒนา
คุณสมบัติและลักษณะของผลิตภัณฑ์ โดยการออกแบบต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับซึ่งลูกค้า
สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรม ตั้งแต่กระบวนการออกแบบการสร้าง การทดสอบ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง
กระบวนการจัดการห่วงโซ่คุณค่า (value chain management) ที่เกิดขึ้นกับทุกหน่วยงานที่จะทำให้เกิดผล
ในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น เครื่องยนต์แบบไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันและลดมลภาวะของบริษัทฮอนด้าและโตโยต้า

2) นวัตกรรมกระบวนการ (process innovation)ในการพัฒนาสร้างสรรค์กระบวนการให้มีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขึ้นนั้น ต้องอาศัยความรู้ทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความรู้ในเรื่องของส่วนประกอบและส่วนเชื่อมต่อระหว่าง
ส่วนประกอบเหล่านั้น ตลอดจนความรู้ กระบวนการและเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการประยุกต์ใช้แนวคิด วิธีการ
หรือกระบวนการใหม่ๆ ที่ส่งผลให้กระบวนการผลิตและการทำงานโดยรวมให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
สูงขึ้น เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและกระบวนการผลิตหรือในโรงงาน (Computer Aided Design:
CAD/Computer Aided Manufacturing: CAM) การพัฒนาระบบ 6 ซิกม่า (Six Sigma) เพื่อคุณภาพของสินค้า
ที่สูงขึ้น การทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงโดยการพัฒนาระบบการวางแผนวัสดุคงคลัง (Material Requirement
Planning I: MRP I) และการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรในโรงงาน (Manufacturing Resource Planning II:
MRP II) หรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับลูกค้าและห่วงโซ่คุณค่าโดยรวมด้วยการใช้ระบบ
ทันเวลาพอดี (Just in Time: JIT) เป็นต้น

3) นวัตกรรมการจัดการ (management innovation) การสร้างนวัตกรรมทางการจัดการนั้นองค์การจะต้อง
ใช้ความรู้ทางด้านการบริหารจัดการมาปรับปรุงระบบโครงสร้างเดิมขององค์การ ซึ่งรูปแบบการบริหารจะเป็นไป
ในลักษณะการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดเห็นใหม่ๆ เกิดความคิดสร้างสรรค์ สามารถตอบสนอง
ความต้องการของลูกค้าและสามารถสร้างรายได้และนำไปสู่ผลกำไรให้กับบริษัทได้ เช่น การบริหารองค์การ
ในลักษณะที่บุคคลในองค์การทำงานโดยมี 2 สายบังคับบัญชาพร้อมกัน คือ สายการบังคับบัญชาที่เป็นงานประจำ
กับสายการบังคับบัญชาที่เป็นงานโครงการ ดังที่เรียกว่าองค์การแบบเมทริกซ์ (Matrix Organization)
ที่ได้รับความนิยมใน ค.ศ. 1970 หรือการใช้ดุลย์ดัชนี (Balanced Scorecard) ในการวัด และประเมินผลการ
ดำเนินงานขององค์การ เป็นต้น
จอห์นและสเนลสัน (Johne and Snelson, 1990) กล่าวว่า หัวใจแห่งความสำเร็จขององค์การในการ
พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์นั้น เกิดจากการที่สมาชิกทุกคนในองค์การต้องมีความเข้าใจถึงกลยุทธ์และนโยบาย
การแข่งขันของบริษัทอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญและบริหารจัดการที่เน้นตัวผลิตภัณฑ์มากกว่าหน่วยงาน
ซึ่งผู้บริหารจะต้องระลึกอยู่เสมอว่านวัตกรรมและความเสี่ยงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันและการเรียนรู้จากความผิดพลาด
หรือลองถูกลองผิดนั้น สุดท้ายจะพัฒนาไปสู่ระบบที่เป็นลักษณะเฉพาะขององค์การที่คู่แข่งขันยากที่จะเลียนแบบ
ส่วนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการที่จะนำไปสู่ศักยภาพในการแข่งขันนั้น เฮส์และคณะ (Hayes et al., 1988)
ให้พิจารณาในลักษณะ 2 แนวทาง คือ ด้านโครงสร้างหลักของนวัตกรรมกระบวนการ ได้แก่ ความสามารถ
ในการผลิต ความได้เปรียบในสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรและสาธารณูปโภคอื่นๆ ส่วนด้านโครงสร้าง
พื้นฐานของนวัตกรรมกระบวนการ ได้แก่ การจัดรูปแบบองค์การ นวัตกรรมองค์การ นโยบายการบริหาร
ทรัพยากรมนุษย์ ระบบควบคุมและประกันคุณภาพ สำหรับนวัตกรรมการบริหารจัดการ ดรักเกอร์ (Drucker, 1995)
Naresuan University Journal 2005; 13(3) 57

กล่าวว่านวัตกรรมเป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งสร้างสรรค์มิติใหม่ของผลงานดังนั้นการสร้างนวัตกรรม
ทางการบริหารจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ
เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ากับกิจกรรมหรือธุรกรรมต่างๆ ขององค์การ
และยังรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบขององค์การอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าในการจัดการนวัตกรรมนั้น จะต้องอาศัยความรู้ และการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่มีการพัฒนา
อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ (Garvin, 1993) เพื่อที่จะมาผลิตเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ
ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้จะมาจากความคิดของคนในองค์การด้วยการค้นหาแนวคิดใหม่และการใช้ประสบการณ์ตรง
หรือหากองค์การใดมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอยู่มากแล้ว ก็จะเป็นความได้เปรียบมากกว่าองค์การอื่นๆ
ทั้งนี้เนื่องจากบุคลากรแต่ละคนจะมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่แตกต่างกัน และหากได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้
แบ่งปันข่าวสารข้อมูลระหว่างกันหรือมีการพัฒนาความรู้ด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนนำเอาความรู้จากบุคลากร
เหล่านี้มาประกอบกัน ก็จะสามารถทำให้เกิดกรอบแนวความคิดสร้างสรรค์ได้รวดเร็วเป็นผลทำให้องค์การ
สามารถแข่งขันได้ ซึ่งการเรียนรู้ขององค์การดังกล่าว คือลักษณะของ “องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning
Organization)” (Lussier and Christopher, 2004)

ความเป็นมาขององค์การแห่งการเรียนรู้
แนวความคิดขององค์การแห่งการเรียนรู้ ได้มีการกล่าวถึงไว้ในวรรณกรรมต่างๆ ซึ่งย้อนหลังไป
เมื่อประมาณ ค.ศ. 1978 คริส อาร์จีริส (Chris Argyris) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการศึกษาและพฤติกรรม
องค์การของมหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ด ร่วมกับศาสตราจารย์ด้านปรัชญา คือ โดนัล ชุน (Donald Schon)
แห่งสถาบันเทคโนโลยีของแมซชาซูเสส (Massachusetts Institute of Technology: MIT) สร้างผลงานการเขียน
ที่เสนอแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ไว้ แต่เนื่องจากผลงานเหล่านั้นมีลักษะเชิงวิชาการชั้นสูง
ยากต่อการศึกษาและเข้าใจ จึงทำให้ไม่ใคร่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร (Argyris and Schon, 1978) อย่างไรก็ตาม ในช่วง
ค.ศ. 1980 เรื่อยมาแนวคิดดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจและตระหนักถึงความสำคัญในศักยภาพ
แต่ยังคงได้รับความนิยมในวงแคบ เช่น กรณีของบริษัทเชลล์ ที่เริ่มนำเอาองค์การแห่งการเรียนรู้มา
เชื่อมโยงเข้าเป็นแผนกลยุทธ์ของบริษัท (Marquardt, 1996) และในทศวรรษต่อมาคือช่วงตั้งแต่ ค.ศ.1990
จนถึงปัจจุบันมีองค์การที่ได้นำเอาแนวคิดเรื่ององค์การแห่งการเรียนรู้มาปฏิบัติในต่างประเทศและได้รับความสำเร็จ
ในการเป็นบริษัทระดับโลก ได้แก่ บริษัทโมโตโรล่า วอลล์มาร์ท บริติชปิโตรเลียม ซีรอกซ์ เจอเนอรัลอิเล็กทริกซ์
ฟอร์ดมอเตอร์ ฮาเลย์เดวิดสัน โกดัก ฮิวเล็ตแพคการ์ด ไอบีเอ็ม ฮอนดา โซนี่ และสามเอ็ม เป็นต้น (Gob, 1998)
จะเห็นได้ว่า แนวคิดในการสร้างเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้เริ่มแผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะช่วง ค.ศ.
1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีบุคคลผู้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยผลิตงานเขียน
ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งคือ ปีเตอร์ เชงกี้ (Peter Senge) ในผลงานที่ใช้ชื่อว่า The fifth discipline: The art and
practice of learning organization และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาองค์การแห่งการเรียนรู้
ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซส (MIT Center for Organizational Learning) ที่ได้ก่อตั้งขึ้นใน
ค.ศ. 1991 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสังเคราะห์ทฤษฎี และวิธีการต่างๆ ในการเผยแพร่แนวคิดองค์การ
แห่งการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต (วีระวัฒน์, 2544)

ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้
องค์การแห่งการเรียนรู้เป็นแนวคิดที่เติบโตมาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียนรู้ องค์การ
และการจัดการ การฝึกอบรม และพัฒนา (Pedler et al., 1991) กล่าวคือ หากเป็นกระแสด้านการเรียนการสอน
ก็จะเปลี่ยนจากศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่ผู้สอน และการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ มาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
อยู่ที่ผู้เรียน (learner center) และการเรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง (action learning) โดยการเรียนรู้จะถูก
ร้อยเรียงเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต และผสมผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมในชีวิตและการทำงาน
58 Naresuan University Journal 2005; 13(3)
องค์การแห่งการเรียนรู้ ในความหมายของปีเตอร์ เชงกี้ (Senge, 1994) คือ องค์การที่ซึ่งสมาชิกได้มีการ
ขยายขอบเขตความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และระดับองค์กร เพื่อนำไปสู่
จุดมุ่งหมายที่บุคคลในระดับต่างๆ ต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งประกอบไปด้วยวินัย 5 ประการ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญ
เป็นพิเศษของบุคคล (personal mastery) แบบแผนทางจิตใจที่มองโลกตามความเป็นจริง (mental model)
การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (shared vision) การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (team learning) และการคิดเชิงระบบ (systems
thinking)

มาร์ควอตส์ (Marquardt, 1996) นิยามว่า องค์การแห่งการเรียนรู้ หมายถึง องค์การซึ่งมีบรรยากาศ
ของการเรียนรู้รายบุคคลและกลุ่ม มีวิธีการเรียนรู้ที่เป็นพลวัต มีการสอนคนของตนเองให้มีกระบวนการคิด
วิเคราะห์เพื่อช่วยให้เข้าใจในสรรพสิ่ง สามารถเรียนรู้ จัดการ และใช้ความรู้เป็นเครื่องมือไปสู่ความสำเร็จควบคู่ไป
กับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยองค์ประกอบของการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มี 5 องค์ประกอบได้แก่
พลวัตการเรียนรู้ (learning dynamics) การปรับเปลี่ยนองค์การ (organization transformation) การเพิ่มอำนาจ
แก่บุคคล (people empowerment) การจัดการความรู้ (knowledge management) และการใช้เทคโนโลยี (technology
application)

องค์การแห่งการเรียนรู้ เป็นองค์การที่มีความปราถนาในการที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อการพัฒนาการทำงาน
มีการแบ่งปันความคิดในการทำงาน มีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม มีการทุ่มเททรัพยากรเพื่อลงทุนให้บุคลากร
ทุกระดับเกิดการเรียนรู้ตลอดจนสร้างค่านิยมเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมและทดลองทำสิ่งใหม่ๆจนกลายเป็นวัฒนธรรม
ขององค์การ (Yulk, 2002)

ลักษณะขององค์การแห่งการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมขององค์การ
การพัฒนาองค์การให้ไปสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ เพื่อที่จะทำให้องค์การสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม
และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมขององค์การได้ ซึ่งผู้บริหารขององค์การจะต้องให้ความสำคัญ และบริหารจัดการ
ให้เกิดขึ้น โดยมีลักษณะทั้งหมด 11 ประการ (Marquardt and Reynolds, 1994) คือ
1. มีโครงสร้างที่เหมาะสม (appropriate structure) กล่าวคือ จะต้องมีขั้นการบังคับบัญชาให้เหลือน้อยที่สุด
เพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดความอิสระในการทำงาน และเกิดความคล่องตัวในการประสานงานกับทีมข้ามสายงาน
หรือระหว่างแผนกอื่นๆ มีมากขึ้น

2. มีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภายในองค์การ (corporate learning culture) การมีวัฒนธรรมองค์การ
ที่เด่นชัด มีการทำงานและการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ สมาชิกในองค์การมีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ
การเรียนรู้ ขณะเดียวผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ภายในองค์การไปพร้อมๆ
กับผลกำไรของบริษัทด้วย เพราะวัฒนธรรมขององค์การโดยเฉพาะวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้จะต้องมาจากค่านิยม
และนโยบายขององค์การ จึงจะเกิดเป็นวัฒนธรรมร่วมขององค์การหรือ “องค์การนวัตกรรม” ที่แข็งแกร่งได้

3. มีการเพิ่มอำนาจแก่สมาชิก (empowerment) เป็นการกระจายอำนาจความรับผิดชอบและการตัดสินใจ
แก้ปัญหาไปสู่พนักงานระดับล่างอย่างทั่วถึงกัน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานได้ฝึกฝนการเรียนรู้และค้นคว้าหาวิธีการ
แก้ปัญหาด้วยตนเองมากขึ้น รวมถึงการได้มีอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้เรียนรู้ผลลัพธ์จากสิ่งที่ตนได้
ตัดสินใจลงไปอีกด้วย

4. มีการตรวจสอบสภาพแวดล้อม (environment scanning) องค์การแห่งการเรียนรู้ นอกจากจะเป็น
องค์การที่มีความยืดหยุ่นแล้วยังต้องมีลักษณะที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาซึ่งองค์การต้องทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง
ของสภาพแวดล้อมที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์การ เพื่อสะท้อนภาพให้เห็นถึงความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้
ที่จะนำไปสู่การสรรค์สร้างนวัตกรรมได้อย่างชัดเจน

5. มีการสร้างสรรค์องค์ความรู้ (knowledge creation)และมีความสามารถในการถ่ายโอนความรู้เหล่านั้น
ไปยังสมาชิกอื่นในองค์การเพื่อให้เกิดการผลอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านช่องทางการสื่อสารและเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการ
สร้างฐานข้อมูลที่เข้าถึงกันได้ทั้งภายในและภายนอกองค์การ
Naresuan University Journal 2005; 13(3) 59

6. มีเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ (learning technology) โดยการนำวิทยาการคอมพิวเตอร์อันทันสมัย
เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยในการปฏิบัติงานที่มีการเรียนรู้
อย่างทั่วถึง มีการเก็บ ประมวล ซึ่งจะช่วยทำให้มีการกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วมากขึ้น

7. ให้ความสำคัญกับคุณภาพ (quality) การที่องค์การให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
(Total Quality Management: TQM) ที่เน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ผลการเรียนรู้ทั้งโดย
ตั้งใจ และไม่ตั้งใจกลายเป็นผลงานที่ดีขึ้น โดยถือหลักในการพัฒนาคุณภาพตามคุณค่าในสายตาของผู้รับบริการ

8. เน้นเรื่องกลยุทธ์ (strategy) มีการยึดถือเอาการเรียนรู้ให้เป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการดำเนินธุรกิจ
ขององค์การหรือยึดถือเอาเป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์การ เช่น เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ของการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ
(action learning) หรือเน้นย้ำสมาชิกถึงกลยุทธ์การเรียนรู้โดยเจตนา โดยให้กลยุทธ์ทั้งสองที่กล่าวมารวมเป็นจิตสำนึก
ของสมาชิกในองค์การควบคู่ไปกับการปฏิบัติงาน ซึ่งจะนำไปสู่กลยุทธ์การบริหารจัดการองค์การในด้านอื่นๆ
ได้อย่างต่อเนื่อง

9. มีบรรยากาศที่สนับสนุน (supportive atmosphere) เป็นบรรยากาศภายในองค์การที่มุ่งสร้างคุณภาพ
ชีวิตที่ดีให้กับสมาชิก เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นอิสระและต่อเนื่อง
เป็นองค์การที่เอาใจใส่ต่อความเป็นมนุษย์ เคารพศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันไร้ซึ่งการ
แบ่งแยกและสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการทำงาน

10. มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมและเครือข่าย (teamwork and networking) การทำงานในลักษณะนี้
จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำให้กลายเป็นพลังร่วมในการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยสมาชิก
ในองค์การจะต้องตระหนักถึงความร่วมมือกัน การแบ่งปันความรู้ การทำงานและแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งสามารถ
นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการได้

11. สมาชิกมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (vision) วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่เป็นความมุ่งหวังขององค์การ ที่ทุกคนจะต้องร่วม
กันทำให้เกิดความเป็นรูปธรรมขึ้น เป็นการเน้นให้เกิดการเรียนรู้ ในเรื่องที่มีทิศทางเป็นไปตามความต้องการ
ร่วมกันขององค์การ
กลยุทธ์ที่ส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม
กลยุทธ์ที่ควรส่งเสริม และนำมาใช้ในองค์การเพื่อให้สมาชิกในองค์การเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา
และอย่างต่อเนื่องได้แก่

การจัดการความรู้ (knowledge management)
การจัดการความรู้เป็นความสามารถของกระบวนการภายในองค์การที่จะคงไว้ซึ่งความรู้ที่เกิดจากบุคลากร เช่น
การถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมหรือทดลอง เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ขององค์การ
ตามประสบการณ์ และความรู้ (Pan and Scarbrough, 1999) ตลอดจนการสร้างความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นแนวทาง
ในการสร้างนวัตกรรมเพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ
(Winter and Szulanski, 2001) ซึ่งความรู้สามารถจำแนกได้ 2 ประเภท ได้แก่ ความรู้แบบนามธรรม
(tacit knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากพรสวรรค์ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งมิได้ถ่ายทอดออกมา
เป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรโดยง่าย เช่น ทักษะการทำงาน งานฝีมือ การคิดเชิงวิเคราะห์ และความรู้แบบ
รูปธรรม (explicit knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวมและถ่ายโอนได้โดยผ่านวิธีการต่างๆ เช่น หนังสือ ตำรา
การบันทึกเป็นคู่มือ หรือวิธีการปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Rynes et al., 2001)

หลักการของกระบวนการในการจัดการความรู้ สามารถแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน (Demarest, 1997) คือ
1. สร้างและค้นหาความรู้ จากสิ่งที่มีอยู่แล้วในองค์การ หรืออาจต้องแสวงหาจากแหล่งภายนอกโดยการ
เรียนรู้จากผู้อื่น
2. จัดเก็บความรู้และรวบรวมความรู้อย่างเป็นระบบ
3. แบ่งปัน แลกเปลี่ยน กระจาย ถ่ายโอนความรู้หลายรูปแบบและหลายช่องทาง
60 Naresuan University Journal 2005; 13(3)
4. ใช้ประโยชน์ จากความรู้โดยการนำไปประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์และเป็นผลสัมฤทธ์ิ
การจัดการความรู้ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนสู่การสร้างนวัตกรรมขององค์การซึ่งถือ
เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนและปฏิบัติงานอันเกิดจากการเก็บ การจัดระบบและพัฒนาความรู้และสรรค์สร้าง
ให้เป็นนวัตกรรม โดยนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) เข้ามาช่วยจัดการ ทำให้เกิดความ
สะดวก รวดเร็วและเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแก่ธุรกิจได้

การใช้มาตรฐานอ้างอิง (benchmarking)
การใช้มาตรฐานอ้างอิงเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการเรียนรู้ ที่จะทำการวัดประเมินและเปรียบเทียบ
สินค้า บริการ กระบวนการและการปฏิบัติขององค์การกับของผู้อื่นที่ได้รับการยอมรับว่ามีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best
practices) เพื่อนำมาสรรค์สร้างความเป็นเลิศให้เกิดขึ้นในองค์การ (David and Stanley, 2003) โดยรูปแบบ
ของมาตรฐานอ้างอิง (benchmarking) ได้แก่ การเปรียบเทียบกับองค์การที่เป็นคู่แข่งขันกันโดยตรง (competitive
benchmarking) การเปรียบเทียบกับหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน (functional benchmarking)
การเปรียบเทียบกับหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์การ (internal benchmarking) และการเปรียบเทียบทั่วไป
(generic benchmarking)

การใช้มาตรฐานอ้างอิงนี้เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะวิธีการนี้ทำให้องค์การเกิดการเรียนรู้
โดยทราบถึงข้อด้อยของตนเองเมื่อเทียบกับผู้อื่น และเป็นการกระตุ้นให้องค์การเกิดการปรับปรุงเพื่อสร้างวงจร
ชีวิตขององค์การขึ้นมาใหม่เกิดการรวบรวมวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศเข้าสู่องค์การและนำไปสู่วิธีการปฏิบัติงาน
ในรูปแบบ ใหม่ที่สามารถส่งเสริมให้องค์การมีผลปฏิบัติการที่ดีขึ้น มีอัตราความเสี่ยงจากการลองผิดลองถูกลดลง
ลดต้นทุนในการผลิต ตลอดจนเป็นการเพิ่มพูนทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม
สินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและทำให้องค์การสามารถแข่งขัน
ในตลาดได้ต่อไป

การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์การ (Total Quality Management)
การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์การเป็นการบริหารองค์การทั้งหมดด้วยการจัดการคุณภาพ เพื่อให้มี
ประสิทธิภาพในด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าหรือเป็นการควบคุมคุณภาพ
ซึ่งมุ่งที่เงื่อนไขขององค์การจากการใช้ความพยายามปรับปรุงคุณภาพของสมาชิกในองค์การร่วมกัน การจัดการ
คุณภาพทั่วทั้งองค์การช่วยให้องค์การบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายจากผู้ทำการแทนบริษัทและลูกค้า ทำให้บริษัท
เกิดความน่าเชื่อถือในการมีหลักเกณฑ์สำหรับผลิตสินค้า การบริการ ตลอดจนการสั่งซื้อของลูกค้าโดยหลักของ
แนวคิดการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์การมีหลักการที่จะสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมขององค์การ(William, 2002) ดังนี้

1. มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (continuous improvement) หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า ไคเซ็น
เป็นแนวความคิดที่จะปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยใช้ความร่วมมือของพนักงานเป็นหลัก ซึ่งก่อเกิดความรู้ที่เกิด
จากการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาวิธีการทำงานและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เกิดการพัฒนาทักษะของพนักงาน
การมีส่วนร่วมกันทำงานเป็นหมู่คณะ ตลอดจนการติดต่อสื่อสารที่มุ่งหมายจะแบ่งปันข้อมูลกันใช้อย่างกว้างขวาง

2. ให้การมีส่วนร่วมของพนักงาน (employee involvement) เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการบริหารคุณภาพ
เพราะงานทุกอย่างต้องอาศัยการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง และเอาใจใส่จากพนักงาน การทำงานที่จะประสบผลสำเร็จ
ต้องใช้การร่วมมือทำงานกันเป็นทีม ซึ่งก่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกัน โดยทุกคนในทีมต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
ผลงานของกลุ่มซึ่งเป็นผลงานของทุกคนและมีการอภิปรายกันอย่างอิสระ

3. สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า (customer satisfaction) การมุ่งเน้นที่ลูกค้าโดยการปรับปรุง
กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบวงจร ด้วยการเอาใจใส่ลูกค้าภายใน (internal customer)และลูกค้าภายนอก
(external customer) กล่าวคือ พนักงานทุกคนต้องถือว่ากระบวนการผลิตหรือให้บริการถัดไปก็นับว่าเป็นลูกค้า
Naresuan University Journal 2005; 13(3) 61
เช่นกัน โดยมีการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องจึงสามารถทำให้พนักงานเรียนรู้วิธีการลดความผิดพลาดต่างๆ
ให้เหลือน้อยที่สุด และสามารถหาแนวทางการในกระบวนการทำงานให้เกิดสินค้าและบริการ ที่สามารถตอบสนอง
ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและลูกค้ามีความพอใจได้

บทสรุป
การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นของผู้บริหารที่จะต้องให้ความสำคัญในการ
ดำเนินธุรกิจ เนื่องจากในปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันกันอย่างสูงทั้งในการนำเสนอสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ๆ
ประกอบกับสภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปิดเสรีทางการค้า
(Free Trade Area: FTA) อัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องมีกลยุทธ์
และแนวทางในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ปัจจัยพื้นฐานในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์การ คือ ความรู้ ที่ต้องมีการเรียนรู้กัน
อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยลักษณะการเรียนรู้ดังกล่าวองค์การจะต้องพัฒนาให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้
ซึ่งจะสามารถทำให้องค์การมีสมาชิกที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา สมาชิกในองค์การมีการแลกเปลี่ยนความรู้อันเกิด
จากการลองถูกลองผิด มีความสามารถในการถ่ายโอนความรู้ไปยังสมาชิกอื่นในองค์การเพื่อให้เกิดการผลอย่าง
ต่อเนื่อง และสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการได้อย่าง
สร้างสรรค์ และนอกจากนั้นปัจจัยที่จะทำให้องค์การสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ยังขึ้น
อยู่กับวัฒนธรรมขององค์การที่ต้องมีการสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ (Litwin and Burmeister, 1992)
เช่น การเน้นการพบปะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนบุคลากรในองค์การจะต้องมีความกระตือรือร้น
ยอมรับและจัดให้มีการถ่ายทอดการเรียนรู้อย่างเปิดเผย รวมถึงระบบการให้รางวัลที่สร้างแรงบันดาลใจ เช่น
การประกาศยกย่อง หรือ ชมเชยเพื่อเป็นแรงจูงใจ เป็นต้น อย่างไรก็ตามการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีภายใน
องค์การมากเกินไป อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเกิดผลเสียหายได้ ซึ่งองค์การแห่งการเรียนรู้เป็นเรื่อง
ที่มีหลายแนวทางในการปฏิบัติ ขณะเดียวกันไม่ได้หมายความว่าเมื่อนำรูปแบบที่ประสบความสำเร็จไปใช้แล้วองค์การ
จะประสบความสำเร็จตามไปด้วย ทั้งนี้ยังมีปัจจัยแวดล้อมหลายประการที่แตกต่างกันดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัย
ทั้งศาสตร์และศิลป์ของผู้บริหารที่จะต้องทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน การถ่ายทอดระหว่างบุคคลจนมีการต่อยอด
และสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practices) ในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์
นวัตกรรมกระบวนการ และนวัตกรรมการจัดการ ขององค์การให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลและประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้เพื่อให้องค์การมีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง
ภานุ ลิมมานนท์. (2546). กลยุทธ์การจัดการนวัตกรรมธุรกิจสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สิปรัช.
วีระวัฒน์ ปันนิตามัย. (2544). การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: เอ็กซ์เปอร์เน็ต.
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. (2547). การจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้บริหาร. กรุงเทพฯ: งานส่งเสริมภาพลักษณ์
องค์การ.
Argyris, C., & Schon, D. (1978). Organization learning: a theory of action perspective. Reading, MA:
Addision Wesley.
David, L. G., & Stanley, B. D. (2003). Quality management. (4th ed). Upper Saddle River, NJ: Pearson
Education.
Demarest, M. (1997). Understanding the knowledge management. Journal of Long Range Planning, 30,
374-384.
Drucker, P. (1995). Innovation and entrepreneurship. Boston: Butterworth-Heineman.
Garvin, D. (1993). Building a learning organization. Harvard Business Review, 71, 78-91.
62 Naresuan University Journal 2005; 13(3)
Gob, S. C. (1998). Toward a learning organization: The strategic building blocks. SAM Advanced
Management Journal, 63, 5-11.
Hayes, R., Wheelwnght, S., & Clark, K. (1988). Dynamic manufacturing: Creating the learning
organization. New York: Free Press.
Hughes, T. (1987). The evolution of large technological system. In W. Bijker (Ed.), The social construction
of technological systems: new directions in the sociology and history of technology. Cambridge, UK:
Cambridge University Press.
Johne, A., & Snelson, P. (1988). Successful new product development: lesson from America and British
firms. Oxford, UK: Blackwell.
Litwin, G. H., & Burmeister, M. G. (1992). Climate performance. Matapoisett, MA: The Purrington
Foundation.
Lussier , R. N., & Christopher F. A. (2004). Leadership: theory. Application skill development.
Eagan, MN: Thomson West.
Marquardt, M., & Reynolds, A. (1994). The global learning organization. Burr Ridge, IL: Irwin Professional.
Marquardt, M. J. (1996). Building the learning organization: a systems approach to quantum improvement
and global success. New York: McGraw-Hill.
Morton, J. A. (1971). Organizing of innovation: a systems approach to technical management. New York:
McGraw-Hill.
Pan, S., & Scanbrough, H. (1999). Knowledge management in practice: an exploratory case study. Technology
Analysis and Strategic Management, 11, 359-374.
Pedler, M., Burgoyne, J., & Boydell, T. (1991). The learning company: a strategy for sustainable
development. New York: McGraw-Hill.
Rynes, S. L., Bartunek, J., & Daft, R. L. (2001). Across the grate divide: knowledge creation and transfer
between practitioner and academics. Academy of Management Journal, 44, 340-355.
Senge, P. M. (1990). The fifth disciplines: the art and practice of learning organization. London: Century
Business.
William, J. S. (2002). Operation management. New York: McGraw-Hill.
Winter, S. G., & Szulanski, G. (2001). Replication as strategy. Organization Science, 12, 730-743.
Yulk, G. (2002). Leadership in organization. Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall.
Naresuan University Journal 2005; 13(3) 63

ระเบียบการตีพิมพ์ของวารสารมหาวิทยาลัยนเรศวร (เพิ่มเติม)
สำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสัตว์ทดลอง วารสารฯ จะรับพิจารณาเฉพาะบทความ
ที่มีหลักฐานยืนยันว่า โครงการวิจัยได้ผ่านการรับรองเชิงจริยธรรมจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย
ในมนุษย์หรือสัตว์ทดลองแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ สำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เจ้าของบทความ
ต้องสามารถแสดงให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมในการวิจัยได้รับทราบข้อมูลและตัดสินใจเข้าร่วมในการวิจัย
โดยความสมัครใจ

Addendum
Naresuan University Journal Publication Policy
To comply with the code of research ethics and human and experimental animal
rights, the following is an additional requirement for a manuscript which is submitted for
our consideration:
Any research involving human or animal subjects must have an evidence that its
protocol has been approved by an Institutional Review Board or Ethics Committee.
In addition, human subjects must have signed informed consent forms prior to their
participation in the study.__